ได้ไปสักที… จิ่วจ้ายโกว-หวงหลง

Trip : October 2013
Xian – Louyang & Huang long – Jiu Zhai Gou

ย้อนความตามท้องเรื่อง [ส่งท้ายปีที่ซีอาน] เที่ยวซีอานอยู่ 2 วัน เช้าวันนี้เราก็ต้องแหกขี้ตาตื่นแต่มืดเพื่อไปตามนัดที่สนามบิน เราจะไปเที่ยวจิ่วจ้ายโกว หวงหลงกัน เป้าหมายที่อยากไปมาหลายปีดีดัก ก็ไม่ได้ไปคนคราวนี้แหละ ให้รร.เรียกแท็กซี่ไว้ให้ล่วงหน้าแล้ว ตกลงไว้ในราคา 150 หยวน รถมารอตั้งแต่ตีห้ากว่าๆ นั่งรถไปพอเคลิ้มๆ เราไปถึงสนามบินใกล้ 6 โมงเช้า เจอกับสมัครพรรคพวกอีก 4 ชีวิตที่นัดกันไว้จนได้ 4 คนนั่นมาถึงตอนดึกๆก็เลยตัดสินใจสิงเทอร์มินอลแทนที่จะเข้าไปนอนในเมือง เพราะกว่าจะเข้าไปกว่าจะนอนกว่าจะออกมา ไม่คุ้มทั้งเงินและเวลา จริงๆแล้วเราเห็นมีที่นอนเหมือนแคปซูลตรงทางเดินระหว่างเทอร์มินอลระหว่างประเทสกับในประเทศด้วย ไม่ได้ดูราคา แต่ 4 คนนั่นมันยอมนอนเก้าอี้เอา หนาวจะแย่ 555 เดินวนเวียนกันสักพักเคาเตอร์เช็คอิน MU ก็เปิด Flight ของเรา 7:50 ฟ้าเพิ่งเริ่มสาง อาหมวยเคาเตอร์หน้าตายังมึนๆอยู่เลย

Continue reading “ได้ไปสักที… จิ่วจ้ายโกว-หวงหลง”

ส่งท้ายปีที่ซีอาน

Trip : October 2013
Xian – Louyang & Huang long – Jiu Zhai Gou

ส่งท้ายปีที่ซีอาน
ทริปนี้เริ่มมาจากความอยากไปอุทยานแห่งชาติที่เค้าว่าน้ำใสใบไม้สวยติดอันดับโลกที่ชื่อจิวจ้ายโกว (JiuZhaiGou) ตั้งท่าจะไปหลายปีแล้ว ไม่สำเร็จเสียที แถมยังกล้าๆกลัวเพราะภาษาจีนนี่ใบ้เลย ภาษามืออย่างเดียว ทัวร์ก็ไม่อยากไป เราชอบเดินถ่ายรูปเรื่อยๆเปื่อยๆ ไม่หิวไม่กินข้าวว่างั้น ไปกับทัวร์คงไม่สนุกแน่แท้ มาปีนี้เจ้ากุ้งแห่ง Trip&Trek มันกระตือรือร้น เป็นธุระให้หลายอย่างทริปจึงสำเร็จลงได้ ฮ่าๆๆๆ

แต่การเดินทางไปจิวจ้ายโกวมันไม่ได้เดินทางกัน Stop เดียวจากกรุงเทพฯบินไปลงปุ๊บที่ ชวนจู๋ซื่อ ChuanZhuSi (เมืองหน้าด่านไปเที่ยวหวงหลง – จิวจ้ายโกว) ดังนั้นต้องบินไปลงที่เมืองจีนสักเมืองก่อน แล้วจะเลือกบินต่อหรือนั่งรถบัสต่อเพื่อไปชวนจู๋ซื่อก็แล้วแต่ เจ้ากุ้งเลือกที่จะบินมาซีอานแล้วกลับจากฉงชิ่ง มันไม่เที่ยวซีอานเพราะเคยเที่ยวแล้ว กะว่ามาถึงแล้วต่อเครื่องไปชวนจู๋ซื่อเลย แต่เราเลือกที่จะบินไปกลับกรุงเทพฯ-ซีอาน แวะเที่ยวซีอานก่อนสัก 2-3 วันน่ะ ก็เลยตกลงแยกกันไป แล้วมาเจอกันที่สนามบินซีอานวันที่ 20 ตุลาคมนะ! นัดกันอย่างนี้เลย Continue reading “ส่งท้ายปีที่ซีอาน”

เซี่ยงไฮ้-หังโจว-ซูโจว-อู๋ซี | ทริปกินดีอยู่ดีมีรถนั่ง

Trip : Shanghai-Hangzhou-Suzhou-Wuxi (May 2005)

ทริปเร่งด่วนมาอีกล่ะ ไปเที่ยวเมืองจีนฝั่งตะวันออก เซี่ยงไฮ้ – หังโจว – ซูโจว – อู๋ซี เป็นทริปของคุณพ่อคุณแม่กับเพื่อนๆ เป็นกรุ๊ปเหมาต่างหาก ขอเกาะแข้งเกาะขาไปเป็นนางเล็กๆ ทริปมาตรฐาน 4 วัน เที่ยวง่ายสบายขา เพราะมีรถนั่ง รับส่งถึงที่ กินอิ่มนอนหลับ รร. 4-5 ดาว มากับผู้สูงอายุก็ดีอย่างนี้แล…

บินตรงลงเซี่ยงไฮ้ที่สนามบินผู่ตง (Pudong International Airport) สนามบินใหญ่โตดูสวยงาม นักท่องเที่ยวก็เยอะ คนจีนเองก็แยะ แต่คราวนี้มาทัวร์สุดแสนสบาย เดินตามหัวหน้ากลุ่มไม่ต้องคิดอะไร ยิ่งมากับกลุ่มผู้ใหญ่ยิ่งไปกันแบบเนิบๆไม่ต้องเร่งรีบ

ไกด์จีนรูปหล่อพูดไทยได้นามว่า นิ๊กกี้ มาต้อนรับอย่างดี พาขึ้นรถทัวร์คันใหญ่ออกเดินทางจากเซี่ยงไฮ้ ไปเมืองหังโจวกันเลย แล้วค่อยกลับมาเที่ยวเซี่ยงไฮ้ทีหลัง

杭州市 * หังโจว * Hangzhou

หังโจว (Hangzhou) เป็นเมืองหลวงของมณฑลเจ้อเจียง (Zhejiang Province) อยู่ติดกับเขตปกครองพิเศษเซี่ยงไฮ้ ห่างกันไม่ถึง 200 กม. ระหว่างนั่งรถไปนิ๊กกี้ก็เม้าท์ไปเรื่อยเปื่อย พวกเรามาสะดุดตากับตึกตามข้างทาง มียอดตึกเหมือนปราสาทดิสนีย์แลนด์ เห็นเรียงรายมาหลายกิโลเมตร นิ๊กกี้บอกว่าเป็นที่พักอาศัย เป็นบ้านชาวนา บ้านชาวนา!! รัฐบาลสร้างให้

กองทัพต้องเดินด้วยท้องฉันใด กองเที่ยวก็ต้องท้องอิ่มฉันนั้น ที่แรกเมื่อมาถึงหังโจวคือร้านอาหาร ก็เป็นไปตามมาตรฐานเที่ยวทัวร์คืออาหารเยอะจนกินไม่หมด และยิ่งเป็นอาหารจีนด้วยแล้ว จะหาถูกปากคนไทยก็ยากหน่อย เพราะอาหารจะออกมันๆ จืดๆ ถ้าอยากกินอาหารจีนมีรสชาติต้องไปแถบเสฉวน

อิ่มแล้วออกเที่ยวได้ ที่แรกที่ได้ไปอยู่กลางเมืองเมืองหังโจวนี้เอง คือ วัดอวี้เฟย(Yue Fei Temple) อยู่ใกล้ๆทะเลสาบซีหู บรรยากาศในวัดร่มรื่นมาก ต้นไม้เยอะ ตัววัดก็สวยงาม สะอาดจนไม่เชื่อว่าเป็นเมืองจีน

ในวัดมีศาลเจ้างักฮุย แม่ทัพผู้ซื่อสัตย์แห่งราชวงศ์ซ่ง เพื่อเชิดชูความดีของท่านและยกย่องท่านเป็นเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์ ผู้คนนิยมมากราบไหว้ขอพร

ด้านนอกมีรูปหล่อของฉินฮุ่ยกับภรรยาและสามีภรรยาอีกคู่ที่สมคบกันใส่ร้ายงักฮุย อยู่ในท่านั่งคุกเข่า มือไพล่หลัง ขอขมาต่องักฮุย ผู้คนโกรธแค้นมากจึงมาทุบตีและถ่มน้ำลายใส่ จนทางการต้องสร้างรั้วกั้น และติดป้ายห้ามถ่มน้ำลาย

เรื่องเล่าถึงที่มาของปาท่องโก๋ เมื่อเรื่องนี้แพร่สะพัดออกไป (ฉินฮุ่ยและภรรยาใส่ร้ายงักฮุยว่าคิดก่อกบฏจนงักฮุยโดนจับไปประหารชีวิต) ด้วยความโกรธแค้นของพ่อค้าขายของทอดร้านหนึ่ง เขาได้นำแป้งมาปั้นเป็นฉินฮุ่ยและภรรยาผู้มีส่วนสมรู้ร่วมคิด ประกบติดกันแล้วทอดลงไปในน้ำมันร้อน ๆ นำมากินเพื่อให้หายแค้น ชาวบ้านคนอื่น ๆ เมื่อรู้เรื่องก็พากันกินแป้งทอดที่ทำเป็นรูปคนทั้งสองนี้ด้วยความเกลียดชัง กินไปกินมาก็คงจะอร่อยกัน ปาท่องโก๋จึงเป็นอาหารเช้าของชาวหังโจวตั้งแต่นั้นมา (ที่มา: หังโจว: สาวงามกับตำนานปาท่องโก๋ https://th.readme.me/p/6205)

เที่ยววัดเสร็จแล้ว ก็ออกมาล่องเรือกัน ทะเลสาบซีหู (Xihu) บางคนก็เรียกทะเลสาบตะวันตก (West Lake) นิ๊กกี้ก็เล่าตำนานเกี่ยวกับนางพญางูขาวประกอบการล่องเรือ ให้ทัวร์ผู้สูงอายุนั่งฟังกันเคลิ้มไปสัปหงกไป

เจดีย์เหลยเฟิง เจดีย์แปดเหลี่ยมสูง 5 ชั้น สามารถขึ้นไปชมวิวเมืองหังโจวได้ แต่พวกเราไม่ได้ขึ้นไปกัน เจดีย์นี้เป็นเป็นเจดีย์สร้างใหม่ครอบเจดีย์ที่หักพังลงในปี ค.ศ. 1924 (มีตำนานเรื่องพญางูขาวอยู่ว่า ฝ่าไห่เจ้าอาวาสวัดจินซานรู้ว่ามีนางงูขาวมาพบรักแต่งงานกับชายหนุ่ม ท่านเห็นว่าไม่สมควรที่งูจะมาอยู่กับคน จึงจับนางพญางูขาวมาขังไว้ใต้เจดีย์เหลยเฟิง จนมีนางพญางูเขียวมาช่วยพังเจดีย์เหลยเฟิงช่วยนางพญางูขาวออกมาได้)

บรรยากาศริมทะเลสาบก็สวยงามร่มรื่นเพราะต้นไม้เยอะ รอบทะเลสาบมีสวนสาธารณะ มีร้านขายอาหาร ร้านขายกาแฟ เหมาะแก่การมาเดินเล่น ถ้ามีเวลาก็มาเดินเที่ยวได้ คนท้องถิ่นก็มาใช้เวลารอบๆทะเลสาบ หรือเล่นกิจกรรมทางน้ำกันเหมือนทุกเมืองในโลกนั่นแหละ ก็ทำให้ดูมีชีวิตชีวาดี

บ่ายๆแบบนี้ อาหารย่อยดีแล้วมานั่งเรือล่องทะเลสาบพาลจะหลับกันหมดทั้งกลุ่ม ต้องออกไปยืนรับลมบ้าง แต่อยู่ได้ไม่นานเพราะหนาวเกิน

ได้พักผ่อนนอนหลับกันบนเรือพอสมควร ก็กลับมาขึ้นรถ นิ๊กกี้พาไปไร่ชา ไปชมวิว ชิมชา พร้อมช็อปปิ้งชากลับมากันคนละถุง สองถุง เพราะเมืองหังโจวนี้เป็นแหล่งผลิตชาหลงจิ่งที่ดีและแพงที่สุดของจีน

ยังไม่หมด มากับทัวร์นี่วันหนึ่งได้เที่ยวเยอะมาก ไม่จบสักที  ช่วงบ่ายแก่ๆ นิ๊กกี้พาไปเดินเที่ยวเมืองจำลองซ่ง มีฉากจำลองบ้านเรือนและวิถีชีวิตของชาวจีนในสมัยราชวงศ์ซ่ง เหมือนหลุดเข้ามาในหนังจีนกำลังภายใน จากนั้นก็ไปดูการแสดง แสง สี เสียง เรื่องราวราชวงศ์ซ่ง (Song Dynasty) ซึ่งเราไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่หรอก ก็ดูการแสดงสวยๆงามๆไป

จบโชว์ก็ถึงเวลาอาหารเย็น มาถึงหังโจว ก็ต้องไม่พลาดอาหารขึ้นชื่อของหังโจว “ไก่ขอทาน” อาหารชื่อประหลาด มีที่มาจากตำนาน (อีกล่ะ) มีขอทานคนหนึ่ง ขโมยไก่จากบ้านเศรษฐีมา 1 ตัว แต่ไม่มีอุปกรณ์ในการทำอาหาร จึงเอาใบบัวในทะเลสาบซีหูมาห่อไก่เอาโคลนพอก แล้วเอาไปเผาไฟ ปรากฏว่ากลิ่นหอมหวลชวนชิมมาก โจษขานถึงเมนูนี้กันไปทั่ว กลายเป็นเมนูดังของเมืองหังโจวตั้งแต่โบราณกาลเรื่อยมา

เที่ยวกันยาวนานมากสำหรับวันแรก กว่าจะได้เข้าโรงแรมก็มืดค่ำ หลับสบายกับโรงแรมหรูหราในเมืองหังโจว บอกแล้วมาทัวร์ก็มีดีแบบนี้แหละ

苏州 * ซูโจว * SuZhou

ตื่นเช้ามาร่ำลาเมืองหังโจว เพื่อไปเที่ยวต่อที่เมืองซูโจว (Suzhou) ต้องนั่งรถขึ้นเหนือข้ามเขตมณฑลเจ้อเจียง ไปที่มณฑลเจียงซู (Jiangsu Province) ระยะทาง 165 กม. ใช้เวลาประมาณ 2 ชม.กว่าก็ถึง

ซูโจว ได้ฉายาว่าเป็น “เวนิสแห่งตะวันออก (Venice of the East)” เพราะมีคลองอยู่รอบเมือง แถมด้วยสะพานหินข้ามคลองมากมาย กลายเป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยมของเมืองน่ารักๆนี้

มาถึงเมืองซูโจวก็แวะเที่ยววัดก่อนเลย วัดซีหยวน (Xiyuan Temple) วัดใหญ่กลางเมืองซูโจว สร้างในสมัยราชวงศ์หยวน ทางเดินเข้าไปร่มรื่นสดชื่นเพราะต้นไม้เยอะมาก จุดเด่นของวัดคือ พระอรหันต์ไม้แกะสลัก 500 องค์, เจ้าแม่กวนอิมพันมือพันตา และพระจี้กง

แล้วก็เป็นกิจกรรมประจำทัวร์ คือไปแวะร้านขายของเด่นดังประจำเมือง พวกเราก็ไปแวะชม ผ้าไหมแห่งเมืองซูโจว และผ้าห่ม แถมด้วยแฟชั่นโชว์ชุดผ้าไหมจากสาวงามซูโจว

ได้เที่ยวซูโจวแค่ครึ่งวัน ก็ต้องร่ำลาเสียแล้ว นั่งรถต่อไปที่เมืองอู๋ซี

锡市 * อู๋ซี * Wuxi

เมืองอู๋ซี เป็นเมืองอุตสาหกรรมของมณฑลเจียงซูมาแต่โบราณ ปัจจุบันก็พัฒนาจนเป็นเมืองอุตสาหรรมสำคัญทางตะวันออก เจริญจนได้รับฉายาว่า “เซี่ยงไฮ้น้อย”

แม้ว่าเมืองอู๋ซีจะเป็นเมืองอุตสาหกรรมยุคใหม่ แต่เป็นเมืองเก่าแก่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาตั้งแต่ยุคราชวงศ์โจวและฉิน ยังมีย่านเมืองเก่าหลงเหลือให้เข้าไปสัมผัสบรรยากาศดั้งเดิมได้ ถ้ามีเวลามากกว่านี้ คงได้ไปเดินเล่นตามชุมชนเก่าๆ

เมืองอู๋ซีมีทะเลสาบไท่หู ที่ใหญ่เป็น 1 ใน 5 แห่งทะเลสาบน้ำจืดของจีน เป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญ เหมือนกับที่หังโจวมีทะเลสาบซีหู ว่ากันว่าความสวยงามของทะเลสาบไท่หูได้เป็นแรงบันดาลใจให้กวีมาหลายร้อยปี เสียดายที่วันนี้ไม่มีแดด บรรยากาศอึมครึมจนนึกไม่ออกว่าจะเป็นแรงบันดาลใจอะไรได้

บ่ายแก่ๆก็มาโรงถ่ายละครสามก๊ก (Town of the Three Kingdoms) อยู่ติดริมทะเลสาบไท่หู มีพื้นที่ใหญ่มาก ถ้าจะเที่ยวทั่วๆน่าจะต้องมีครึ่งวัน แต่พวกเรามีเวลาไม่มาก เลยได้เดินเฉพาะส่วน Three Kingdom City เดินเข้าไปจะเจอเจอสนามประลองยุทธก่อนเลย มีโชว์การสู้รบบนหลังม้าให้ดู เห็นแล้วก็ทึ่งว่าสมัยก่อนนักรบทุกคนต้องแข็งแรงมากจริงๆถึงควบม้าใช้ทวนใช้ดาบสู้กันได้ 

จากนั้นก็น่าจะเดินดูเมืองจำลองไปได้เรื่อยๆ แต่ทัวร์สูงอายุ นิ๊กกี้เลยจัดรถรางมาให้ นั่งชมเมืองจำลองไปจนถึงริมน้ำ เป็นสถานที่ถ่ายทำฉากสงครามทางน้ำ ก็ลงไปเดินเล่นถ่ายรูป

เดินต่อเข้าไปส่วนพระราชวังจำลอง Palace of King Wu ให้บรรดาแม่ๆเข้าไปเช่าชุดโบราณใส่ถ่ายรูปเล่นกัน สักพักก็มีการแสดงให้ดูอีกล่ะ มาร่ายรำให้ดูเพลินๆ ออกมาเดินถ่ายรูปละแวกนั้นเล็กน้อย ก็นั่งรถกลับ มากับทัวร์ก็ได้ประมาณนี้

ตามจริงแล้ว ดูจากแผนที่ด้านในมีพื้นที่อีกกว้างมาก มีหลายส่วนให้เข้าไปชมได้ พวกเราได้เข้าแค่ส่วนด้านซ้ายคือ Three Kingdom City (สถานที่ถ่ายทำสามก๊ก) ส่วนปีกขวาคือ Water Margin (ที่ถ่ายทำ ซ้องกั๋ง หนึ่งในสี่ สุดยอดวรรณกรรมจีนร่วมสมัยกับ สามก๊ก) แอบดูราคาค่าเข้าถ้ามาเองก็แพงอยู่เหมือนกัน (ถ้าเข้าหมดทั้งสองส่วนร้อยกว่าหยวน)

ออกมาแวะร้านขายกาน้ำชา ก็สาธิตกันไปว่า กาน้ำชา ถ้วยน้ำชา แบบไหนดียังไง (เป็นร้านขายของที่ 2 แล้วนะ นับไว้)

วันนี้วันเดียว เที่ยว 2 เมือง มากับทัวร์ ทัวร์ทำได้ หลังอาหารเย็นมื้อใหญ่ ก็เข้าที่พัก คืนนี้นอนที่เมืองอู๋ซี

อรุณสวัสดิ์ยามเช้าที่เมืองอู๋ซี ออกมาเดินชมเมืองแถวหน้าโรงแรม เห็นผู้คนปั่นจักรยานไปเรียน ไปทำงานกันเยอะ ดูคึกคักสมเป็นเมืองอุตสาหกรรม

สายๆออกเดินทางต่อ ก่อนจะลาเมืองอู๋ซี ต้องไปแวะไหว้พระใหญ่วัดหลิงซาน อยู่ริมทะเลสาบไท่หู เป็นพระพุทธรูปทองสำริดสูง 88 เมตร หนัก 700 ตัน ยืนเด่นเป็นสง่า เป็นพระยืนทองเหลืองที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย บันไดหน้าวัดขาขึ้นด้านซ้ายมีรูปสำริดฝ่ามือทรงห้ามญาติของพระพุทธเจ้า เรียกว่า “ฝ่ามือหนึ่งเดียวแห่งใต้หล้า” ด้านหน้าวัดสร้างเป็นกำแพงแกะสลักเรื่องราวต่าง ๆ ของพุทธศาสนายาว 50 เมตร ชื่อ “กำแพงหนึ่งเดี่ยว” แห่งประเทศจีน หน้าลานจัตุรัสมีสระบัว(ปลอม)ที่ดอกบัวจะบานตามเสียงดนตรีมีน้ำพุเต้นระบำอยู่รอบๆ มีรูปสัมฤทธิ์พระพุทธเจ้ายืนบนดอกบัว ซึ่งจะเห็นตอนที่ดอกบัวบานออก และมังกรก็จะพ่นน้ำสรงพระตามเสียงดนตรีด้วย ดูเหมือนสถานที่ท่องเที่ยวมากกว่าเป็นวัดแฮะ

ออกจากวัดก็ไปแวะร้านไข่มุก เป็นร้านช็อปปิ้งบังคับร้านที่ 3 ก็ดูๆไป นิ๊กกี้จะได้เงินค่าพาลูกทัวร์เข้า

上海 * เซี่ยงไฮ้ * Shanghai

บ่ายต้นๆ พวกเราก็กลับมาถึงเมืองเซี่ยงไฮ้ มองเห็นตึกสูงๆสวยๆเต็มไปหมด ตื่นตาตื่นใจพอสมควร รายการต้องมาอีกแห่งคือ ร้านบัวหิมะ (ร้านช็อปปิ้งร้านที่ 4) การสาธิตจับโซ่ร้อนๆแล้วทาบัวหิมะก็มา ผ่านไปเป็นสิบปีก็ยังเหมือนเดิม แต่จะว่าไปครีมมันก็ได้ผลจริงจัง แม้จะรู้ว่ามันเต็มไปด้วยสเตียรอยต์ แต่มันก็รักษาแผลไหม้ได้ดีจริง ว่าแล้วกลุ่มคุณแม่ก็ซื้อกันมาคนละกระปุก สองกระปุก เหมือนอุปทานหมู่

เอาของเข้าที่พักแล้วออกมาทานอาหารเย็นเร็วหน่อยวันนี้ พอเริ่มมืดก็พากันลงเรือ ล่องแม่น้ำหวงผู่ (Huangpu River) ชมแสงสีเมืองเซี่ยงไฮ้ยามค่ำคืน ช่วงที่สวยงามตามคำร่ำลือคือช่วงผ่านหาดไว่ทั่น (Waitan) หรือ The Bund ที่ทุกคนรู้จัก จะเห็นตึกเก่าสไตล์ยุโรปคลาสสิคเปิดไฟส่องสว่าง สวยงามไปตลอดถนนเลียบแม่น้ำ พาลให้คิดถึงเรื่องเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ขึ้นมา แต่ถ่ายรูปแทบไม่ได้เพราะเรือแล่นตลอด 

ฝั่งเมืองเก่ามี The Bund เป็นเอกลักษณ์

ฝั่งเมืองใหม่ มีหอไข่มุก (The Oriental Pearl Tower)
เป็นสัญญลักษณ์ของเมืองเซี่ยงไฮ้ใหม่

เรือมาจอดที่ท่าเรืออีกฝั่งของแม่น้ำ ซึ่งเป็นฝั่งเมืองใหม่ ฝั่งที่จะมีตึกสูงเต็มไปหมด จากท่าเรือชาวคณะเดินไปไม่ไกลก็ถึง หอไข่มุก (The Oriental Pearl Tower) ต่อคิวขึ้นลิฟต์ไปชั้นชมวิว เพื่อชมแสงสีเมืองเซี่ยงไฮ้จากด้านบน ก็สวยงามตามสมควร แต่ฟ้าไม่ใสเท่าไหร่แสงก็จะดูฟุ้งๆหน่อย มองลงไปฝั่งเมืองเก่าตรง The Bund มันสวยงามอีกแบบหนึ่งต่างจากตอนนั่งเรือ

กลับลงมา ใครเหนื่อยก็กลับไปนอน ใครยังมีแรงก็ออกไปเดินเล่นได้ เราเองก็ไปเดินเล่น แต่เดินได้ไม่นานก็ไม่ไหว มันหนาวเหลือเกิน กลับห้องนอนดีกว่า

เช้าสุดท้ายในทริป รีบตื่นออกมาเดินเล่นนอกโรงแรม ชมชีวิตชาวเซี่ยงไฮ้ยามเช้า ดูอาเจ๊ อาซ๊อ อาม่า ออกมารำไท้เก๊กในสวน ผู้คนปั่นจักรยานไปทำงาน บรรยากาศดูขมุกขมัวไปด้วยฝุ่นและควัน อากาศไม่ดีเอาเลยตามสภาพเมืองใหญ่ แต่คนจีนก็เลือกที่จะออกมาใช้ชีวิตกลางแจ้งกันอยู่ดี เพราะที่พักก็คับแคบอุดอู้ นี่คือชีวิตคนจีน

เช้านี้นิ๊กกี้พาชาวคณะไป เดินเล่น ช็อปปิ้งเก็บตกที่ย่านอวี้หยวน ซึ่งไม่ใช่กิจกรรมถนัดของเราจึงขอแยกตัวซื้อตั๋วเข้าไปชมสวนอวี้หยวน (Yuyaun garden) ด้านใน พื้นที่แถบนี้เดิมเป็นบ้านและสวนของเศรษฐี ปัจจุบันกลายเป็นแหล่งช็อปปิ้ง มีร้านขายของ ขายอาหาร อยู่ในตึกทรงจีนโบราณสวยงาม ส่วนพื้นที่สวนก็เปิดให้เข้าชม (แต่จ่ายเงินเข้า)

สวนอวี้หยวน (Yuyaun garden) เดิมเป็นบ้านและสวนของเศรษฐี ก็เลยใหญ่มาก สวยงามมาก เป็นสวนแบบจีนโบราณ มีทั้งสวนหิน บ่อน้ำ สวนไผ่ มีศาลา สะพานหิน สวยงามตามแบบจีนแท้ เดินได้เพลินๆ

ออกจากสวนมารวมกลุ่มตามเวลานัด นั่งรถต่อไปที่ร้านขายผี่เซี๊ยะ (ร้านช็อปปิ้งที่ 5 ของทริป) เจ้าผี่เซี๊ยะนี่เป็นสัตว์ลูกผสมตามความเชื่อของชาวจีน มีรูปร่างและเขาคล้ายกวาง แต่มีหน้า, หัว, ขาคล้ายสิงโต, มีปีกคล้ายนก, หลังคล้ายปลา และมีส่วนหางคล้ายแมวปนไปด้วยและบางส่วนของหัวคล้ายมังกร (ตัวอะไรกันนี่) ที่สำคัญที่สุด คือ เจ้าตัวผี่เซี๊ยะนี่ไม่มีรูทวาร มีความหมายแฝงว่ารับเข้าอย่างเดียว ไม่มีปล่อยออก ก็เลยเป็นสัญลักษณ์แห่งความร่ำรวย มีแต่เงินเข้าไม่มีออก ผู้คนนิยมบูชาเพื่อให้ธุรกิจการค้าเจริญรุ่งเรือง ก้าวหน้า ร่ำรวย ฟังคนขายเอาผี่เซี๊ยะแบบต่างๆมาเสนอขาย ทั้งเป็นหิน เป็นหยก ราคาถูกก็มีแพงก็มี เลือกซื้อกันตามชอบใจ

ก่อนจากลาเมืองเซี่ยงไฮ้จริงๆ ก็ได้ไปไหว้พระที่ วัดพระหยกขาว (The Jade Buddha Temple) เป็นวัดสำคัญอันดับหนึ่งของเมืองเซี่ยงไฮ้ อารณ์เหมือนวัดเล่งเน่ยยี่ มีคนเข้ามาทั้งกราบไหว้ทั้งเยี่ยมชมเต็มวัด ควันธูป ควันเทียนคละคลุ้งจนแสบตา

ออกจากวัดก็ถึงเวลาอาหารพอดี ปิดทริปกับอาหารพิเศษ หอยเป๋าฮื้อผัดซ็อสเอ็กซ์โอ แกล้มเบียร์จีน พอให้กรึ่มๆก็ไปสนามบิน กลับบ้านได้

ทริปมาตรฐาน  เซี่ยงไฮ้ – หังโจว –  ซูโจว – อู๋ซี 4 วัน เห็นมีแทบทุกบริษัททัวร์ เลือกซื้อกันได้ตามสะดวก ราคาแพงหรือถูก ขึ้นกับที่พัก อาหาร นอกนั้นเที่ยวเหมือนๆกันหมด และต้องทำใจว่าจะโดนพาไปร้านขายของตามข้อบังคับมาตรฐานการท่องเที่ยวจีน ทริปเรา 4 วัน พาไป 5 ร้าน มากกว่าจำนวนวันเที่ยวอีก!!

ถ้ามีโอกาสไปอีกจะไปเดินเที่ยวเล่นในเมือง หังโจว ซูโจว เพราะเป็นเมืองเก่าแก่โบราณ มีย่านเมืองเก่าที่สวยงามน่าเดินเล่นมากๆ คูคลองก็เยอะ แต่ต้องไปเที่ยวเองนะถึงจะได้มีเวลาแบบนั้น ติดไว้ก่อน ถ้ามีโอกาสนะ เจอกันใหม่ หัง – ซู

คำเปรียบเปรยถึงความสวยงามของเมืองหังโจวและซูโจว
“บนฟ้ามีสวรรค์ บนดินมีหังซู – 上有天堂,下有苏杭”
เทียนโหย่วเทียนถัง เซี่ยโหย่วซูหัง

Shangri-La is in my dream (3)

Trip : China – Yunnan (October 2004)

Shangri-la trip เริ่มต้นที่คุนหมิง ต่อเครื่องไปลี่เจียง แล้วนั่งรถยาวๆไปเซี่ยงเฉิง ข้ามยูนนานไปเสฉวน ผ่านเมืองเต้าเฉิง ไปค้นหา Shangri-la ดินแดนสุดขอบฟ้า ที่ย่าติง แล้ววนกลับทางเดิมมาที่จงเตี้ยน แล้วนั่งเครื่องกลับคุนหมิง จบทริปแชงกรีล่าตามโปรแกรม แต่พวกเราจะเที่ยวต่อที่ต้าหลี่ กับคุนหมิงอีก

วันที่ 9 : จงเตี้ยน > คุนหมิง > ต้าหลี่

ตื่นแต่เช้าซ้ำอีกวัน ไปสนามบินเดิม คราวนี้ได้บินไปคุนหมิงไม่มีพลาด ลงเครื่องแล้วสมชายโทรศัพท์โวยวายเสียงดังมากเพราะไม่เจอไกด์ที่นัดไว้ (พอมาถึงถิ่นเสียงดังมากเลย 555) สุดท้ายไกด์จีนหนุ่มหล่อก็โผล่มา โดนดุด้วยภาษาจีนชุดใหญ่ หน้าจ๋อยไปเลย สมชายแนะนำไกด์ให้เราว่าจากนี้เขาจะเป็นคนพาพวกเราเที่ยวตลอดรายการตามที่พวกเราทำรายการมาให้

ร่ำลาสมชายแล้ว ไกด์สุดหล่อยังกะเท่ห์ อุเทน พรหมมิน พูดไทยได้ชัดมาก คุยกันได้สะดวก พาพวกเราขึ้นรถไปที่โรงแรมเพื่อล้างหน้าแปรงฟันก้นหน่อย วันนี้จะเที่ยวคุนหมิงกัน

เริ่มต้นยามสายด้วยการไปเดินชมเมือง ตั้งต้นที่ถนนหนานผิง (Nanping Street) น้องเท่ห์พาเราเดินเล่นเข้าไปในถนนคนเดิน  การมีไกด์แบบนี้ดีมากเลย เพราะได้เดินเที่ยวและกินของเหมือนคนท้องถิ่น ลองกินไปเรื่อยๆ สนุกสุดๆ ยิ่งสายคนยิ่งเยอะ อารมณ์เหมือนเดินซอยละลายทรัพย์ ช็อปไป กินไป ตามรายทาง

บ่ายๆก็ออกนอกเมืองไปเที่ยวกันที่เขาซีซาน (Xishan Mountain) นั่งรถไปลงที่จุดขึ้นกระเช้าตรงทะเลสาบเตียนฉือ Dianchi Lake Ropeway นั่งกระเช้าข้ามไปที่เขา จากนั้นก็เดินขึ้นเขาไปตามบันได มีป้ายบอกจุดท่องเที่ยวเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาตามป้าย ซึ่งป้ายมีภาษาไทยด้วยนะ คงเพราะคนไทยมาเที่ยวคุนหมิงเยอะมาก

จุดที่ทุกคนต้องไปคือประตูมังกร (Dragon gate) เชื่อกันว่า ถ้าได้ลอดประตูมังกรแล้วจะเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง จะประสบความสำเร็จ มีโชคมีลาภ ทางเดินเดินเลียบผาวนๆขึ้นเขาไปคล้ายๆเดินภูทอกบ้านเรา แต่ไม่เสียวเท่า บางช่วงก็เจาะให้เดินถอดเป็นถ้ำ ทางเดินไม่ได้ชันมาก ไม่ได้ไกลมาก เดินได้เรื่อยๆ เดินถึงประตูมังกร ต้องต่อคิวเพราะทุกคนอยากค่อยๆเดินลอดพร้อมตั้งจิตอธิษฐาน และเอื้อมมือแตะขอบบน พึมพัมๆขอพรกันไป

จากนั้นก็เดินลง ระหว่างทางก็มีวัด มีศาลเจ้า ให้เข้าไปไหว้ขอพรกันตามรายทาง ลงมาถึงจุดต่อรถกลับไปด้านล่าง เป็น Shuttle bus นั่งฟรี

กลับเข้าตัวเมืองก็เย็นพอดี มื้อเย็นได้กินก๋วยเตี๋ยวร้านดัง คนรอคิวเยอะแยะ พวกเราไปรอก็ไม่นานมากได้โต๊ะแล้วไกด์ไปสั่งให้ เราจะใส่อะไรบ้างก็สั่งมาเป็นจานๆ สั่งชุดใหญ่กันเลย เอามากินกันอย่างอิ่มหนำสำราญ

ได้เวลาไปขึ้นรถไฟ คืนนี้นอนบนรถไป ไปต้าหลี่ (Dali) เป็นตู้นอนชั้น 1 นัดแนะไกด์อย่างดีว่าอีก 2 คืนจะกลับมา จะมารอรับตรงไหนยังไง เพราะสถานีรถไฟดูงุนงงคนเยอะมาก ทางเข้าออกก็มีหลายทาง แล้วก็โบกมือร่ำลากัน ขึ้นรถไฟ ซึ่งมันก็ได้มาตรฐาน ไม่ได้หรูหราอะไร แต่ก็ไม่สกปรก นอนได้หลับแบบสลบ เพราะเมื่อเช้าตื่นเช้ามาก

วันที่ 10 : ต้าหลี่

ตื่นเช้าบนรถไฟใกล้ถึงเมืองต้าหลี่ นอนชมวิวไปสักพักก็ถึง สถานีรถไฟจะอยู่ฝั่งเมืองใหม่คือฝั่งเซี่ยนกวน Dali New City (下关, Xianguan) วันนี้ได้ไกด์ใหม่อีกคน แต่คนนี้พูดไทยไม่ได้สื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษแบบพื้นฐาน เริ่มต้นไปเช็คอินโรงแรมก่อน แล้วออกเที่ยวเลย ที่เที่ยวแรกสุดคือ Dali Old Town เพราะอยู่ใกล้ๆที่พัก เดินหาอาหารเช้ากินกันหน่อย ร้านรวงยังเปิดไม่เยอะเท่าไหร่

ต้าหลี่ เคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรน่านเจ้า ชนพื้นเมืองชนชาวไป๋ (Bai) ปัจจุบันเป็นเขตปกครองตนเองชนชาติไป๋ (Dali Bai Autonomous Prefecture) มีภาษาเป็นของตัวเองคือภาษาไป๋ เป็นภาษาในตระกูลเดียวกับภาษาจีน การแต่งกายของชาวไป๋คล้ายชาวเขา มีสีสรรค์สวยงามมาก สวยกว่าชุดนักซีของลี่เจียง

อิ่มแล้วก็ไปต่อ ที่เที่ยวท็อปฮิตในเมืองต้าหลี่คือ Tianlongbabu Film Studio เทียนหลงป้าปู้เป็นโรงถ่ายภาพยนตร์เรื่อง 8 เทพอสูรมังกรฟ้า (ชื่อหนังคือเทียนหลงป้าปู้นั่นแหละ เริ่มต้นสร้างเป็นโรงถ่ายเรื่องนี้ แต่ต่อมาก็ใช้ถ่ายทำเรื่องอื่นๆอีกหลายเรื่อง) ถ้าใครเคยดูนะ มันดังมากในยุคหนังจีน/ละครจีนเฟื่องฟู การมาเที่ยวโรงถ่ายหนังในเมืองจีน คือการเดินชมฉากในการถ่ายทำ มีร้านอาหาร ร้านขายของ ห้องจำลองฉากต่างๆในการถ่ายทำ ไม่มีเครื่องเล่นใหญ่โตแบบ Universal Studio นะ มีแต่พวกยิงธนู  ต่อสู้ แบบหนังจีนย้อนยุค ใส่ชุดถ่ายรูปอะไรพวกนั้น แต่เดินเที่ยวเล่นได้เพลินๆ โดยเฉพาะบันไดทางขึ้นพระราชวังอันใหญ่โต ที่เห็นในหนังจีนมันสร้างจำลองได้อลังการมาก และกำแพงเมืองก็เดินขึ้นไปได้ มีวัด มีวัง จำลองเยอะเยอะ บางที่ก็ปิดถ่ายทำกันอยู่จริงๆ พื้นที่กว้างใหญ่มาก ใครเป็นแฟนหนังจีนย้อนยุคอาจจำหลายๆฉากได้ แต่พวกเราไม่รู้จักเลยได้แต่เดินดูไปเรื่อยๆ

ได้เวลาจะมีการแสดงที่ลานใหญ่หน้าบันไดขึ้นท้องพระโรง นักท่องเที่ยวจะมารวมตัวกันรอบๆ และยืนตามรายทางที่เจ้าหน้าที่จะมากั้นเชือก ขบวนจะเริ่มต้นจากการแสดงต่างๆ เช่นการต่อสู้ตามแบบการถ่ายทำภาพยนตร์ จากนั้นมีขบวนเดินแถวกันมา มีขบวนเหล่าจอมยุทธต่างๆ มีแห่เกี้ยวงานแต่ง มีร้อง มีรำ ดิสนีย์แลนด์มีขบวนตัวละครอย่างไร เทียนหลงป้าปู้ก็มีแบบนั้นแหละ ขบวนเดินตามทางเดินเส้นกลางมาจนถึงประตูทางเข้าออก เป็นอันจบการแสดง

ก่อนกลับต้องขึ้นกำแพงเมืองไปชมวิวกันหน่อย มองเห็นทะเลสาบเอ๋อไห่ได้ชัดเจน ที่เที่ยวของต้าหลี่อยู่ในระยะใกล้ๆกันหมด

ที่ต่อไปอยู่ใกล้ๆโรงถ่ายหนังนั่นเอง คือ เขาชางซาน (Cangshan Mt.) ยอดเขาสูงที่เป็นต้นน้ำของทะเลสาบในเมืองต้าหลี่ ต้องนั่งกระเช้าขึ้นเขา ชมวิวทะเลสาบด้านล่างกับป่าเขียวๆสักพักก็ขึ้นมาถึงด้านบนซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับเดินชมธรรมชาติ มีเส้นทางเดินทำไว้อย่างดี ก็เดินเล่นสูดอากาศดีๆ ชมวิวทิวทัศน์งามๆของทะเลสาบด้านล่าง หรือเดินไปเที่ยวที่น้ำตก (Qingbi Spring) ก็ดี

มืดๆกลับมาเดินเมืองโบราณตาหลี่อีกรอบ คราวนี้คนเยอะคึกคัก ร้านเปิดหมดทุกร้าน ช็อปปิ้งงานไม้แกะสลักภาษาจีนโบราณ ของชาวต้าหลี่มาเยอะมาก แบกกันจนน้ำหนักเกิน

แผ่นไม้สลักภาษาจีนโบราณ แบกกลับบ้านกันกระเป๋าเต็มเลย

วันที่ 11 : ต้าหลี่

หากพูดถึงต้าหลี่ หลายๆคนคงนึกเห็นภาพ เจดีย์ 3 องค์ หน้าตาคล้ายยาหอมตราห้าเจดีย์ แต่ที่ต้าหลี่มีแค่ 3 องค์ ตั้งโดดเด่นมีฉากหลังเป็นเขาชางซาน ที่พวกเราขึ้นไปเที่ยวกันมาเมื่อวาน

เจดีย์ 3 องค์นี้อยู่ที่วัดฉงเซิ่ง (Chongsheng Temple) วัดเก่าแก่สร้างมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง ทำเลที่สร้างเป็นไปตามหลักฮวงจุ้ย ด้านหลังเป็นเขาชางซาน และด้านหน้าเป็นทะเลสาบเอ๋อไห่ บริเวณวัดจัดสวนไว้สวยงาม พื้นที่กว้างใหญ่มาก ควรมาแต่เช้าๆอากาศดีๆ แสงสวยส่องไปที่เจดีย์

ออกจากวัด ก็มาลงเรือเพื่อล่องทะเลสาบเอ๋อไห่ เป็นกิจกรรมยอดนิยมอีกอย่างของการเที่ยวต้าหลี่ นักท่องเที่ยวเต็มลำเรือ ทั้งไทยจีนฝรั่ง นั่งชมทิวทัศน์ก็ได้ เบื่อแล้วก็เข้าไปนั่งดูการแสดงด้านในก็ได้ มีชากาแฟบริการ แต่ต้องถามก่อนอันไหนแจกอันไหนซื้อ  

เรือแวะจอดที่เกาะ หนานเจาเฟิงฉิง ให้ขึ้นไปเดินเล่นสักพัก ด้านบนมีวัดให้เข้าไปไหว้ขอพร มีรูปปั้นพระโพธิสัตว์กวนอิม รูปปั้นซาอีหมู่ หรือพระแม่ซาอี (Mother Shayi)

นั่งเรือต่อไปอีกเริ่มเบื่อ มันนานมาก หนาวมากด้วย ลมแรงและเย็นจนหนาว ต้องไปนั่งตากแดดบนดาดฟ้า ซึ่งนำมาแห่งการผิวไหม้เมื่อจบทริป

จบวันด้วยมื้อเย็นสุดท้ายในเมืองต้าหลี่ ก่อนน้องไกด์จะพาพวกเราไปส่งที่สถานีรถไฟ นอนบนรถไฟกลับไปคุนหมิง ได้ตู้นอนชั้น 1 เหมือนขามา

ต้าหลี่ฝั่งเมืองใหม่ยามค่ำคืน หน้าสถานีรถไฟสว่างไสวสวยงาม

วันที่ 12 : คุนหมิง

มาถึงคุนหมิงแต่เช้ามืด ลากกระเป๋าลงมาที่สถานี ชะเง้อมองหาน้องไกด์เท่ห์ อุเทน ไม่เห็นแม้แต่เงา นั่งรอด้วยใจตุ้มๆต่อมๆว่าฮีจะลืม หรือทิ้งเราแล้วมั๊ยวะ เงินค่าทัวร์ก็จ่ายหมดแล้วด้วย สุดท้ายน้องก็ยิ้มเผล่มา พร้อมคำขอโทษที่มาช้า แต่เราต้องให้อภัยด้วยเหตุผลที่ว่า ผมเห็นพวกพี่บอกว่าอยากกินเสี่ยวหลงเปา ผมเลยไปต่อคิวเจ้าอร่อยแต่เช้ามืด เพิ่งจะได้ครับ โอ้ว…… มันอร่อยจริง กินหมดไม่ได้ถ่ายรูป

ไปอาบน้ำแต่งตัวเพิ่มความสดชื่นกันที่โรงแรม แล้วออกเที่ยวต่อ วันนี้ออกเที่ยวนอกเมืองคุนหมิง

นั่งรถออกนอกเมืองมาสักพัก รถพาแวะเข้าไปดู Spring City เพราะเราขอแวะดูหน่อย บรรยากาศดูดีน่าจัดทริปมาออกรอบจริงๆ

สายๆก็มาถึงทางเข้า ถ้ำจิ่วเซียง (Jiu Xiang Cave) ก่อนจะลงไปเที่ยวถ้ำ พวกเราเริ่มต้นด้วยการล่องเรือไปตามโตรกผา Yincui Gorge ก่อน เป็นเรือพายนั่งได้ประมาณ 10 คน ล่องไปตามโตรกผาสูงชัน วันนี้อากาศไม่ค่อยดีแสงไม่มีก็เลยไม่สวยเท่าไหร่ แต่ก็เพลินๆดีเหมือนกัน

ขึ้นจากเรือก็ลงไปเที่ยวถ้ำกัน มีลิฟต์ให้นั่งลงไปด้านล่าง แล้วตั้งต้นเดินตามทางที่จัดทำไว้ดีพอสมควร ถ้ำจิ่วเซียงเป็นถ้ำหินงอกหินย้อยที่มีขนาดใหญ่มากแห่งหนึ่งของจีน ถามว่าสวยงามขนาดไหนก็ต้องตอบว่าสวยงามประมาณหนึ่ง ไม่ชอบใจแค่ตรงที่มีการติดไฟสี เขียวเหลืองแดง ไปทั้งถ้ำ อาจถูกใจสไตล์จีน แต่เราชอบแสงสีธรรมดามากกว่า

แสงสีขนาดนี้ ดูไม่เป็นธรรมชาติซะเลย (มีคำเตือนภาษาไทยด้วยนะ)

ทางเดินเลาะวนไปมา ยาวร่วม 3-4 กม. จุดเด่นๆคือ หุบเขากรีน แชดี้ (Green Shady Valley), ถ้ำค้างคาว (Bat Cave), ถ้ำไลอิ้ง ดราก้อน เคฟ (Lying Dragon Cave). เมล ไลอ้อน ฮอลล์ (Male Lion Hall), เทอริฟายอิ้ง จอร์จ (Terrifying Gorge), น้ำตกคู่รัก

เมล ไลอ้อน ฮอลล์ (Male Lion Hall) เป็นโถงกว้าง มีร้านขายของ มีจัดวางซากฟอซซิลต่างๆให้ชมกัน

ยิ่งเดินยิ่งร้อนอบอ้าว หายใจไม่ค่อยออก อึดอัดมาก แต่ไม่นานก็ทะลุมาทางออก จากนี้ต้องนั่งกระเช้ากลับไปที่จุดจอดรถ เป็นกระเช้าห้อยขา ที่นั่งแบบเปิดไม่เป็นตู้ปิด นั่งรับลมชมวิวพอเสียวๆก็กลับขึ้นมาถึงด้านบน

ช่วงบ่ายไปเที่ยว อุทยานป่าหิน (Stone Forest, Shilin) จุดท่องเที่ยวยอดนิยมอีกแห่งสำหรับคนมาเที่ยวคุนหมิง นักท่องเที่ยวจึงเนืองแน่นมากๆ แต่ด้วยความที่พื้นที่มันกว้างใหญ่พอสมควร คนจึงกระจัดกระจายไปตามซอกหลืบต่างๆ

ป่าหินนี้มีอายุมาเกือบ 300 ล้านปีทีเดียว หินรูปทรงแปลกตาพวกนี้เป็นหินปูนที่เดิมอยู่ใต้น้ำ เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของผิวโลกหินเหล่านี้จึงถูกดันให้โผล่ขึ้นมา กระจัดกระจายเต็มไปทั้งพื้นที่ มีส่วนป่าใหญ่และป่าเล็ก ถ้ามีแรงมีเวลาก็เดินไปให้ทั่ว

“บนดินชมป่าหินงาม ใต้ดินชมจิ่วเซียง”

วันนี้เที่ยวครบตามคำขวัญเมืองคุนหมิง ทั้งป่าหินทั้งถ้ำ จบวันด้วยมื้อเย็นอร่อยเด็ด “หม้อไฟเห็ด” ที่อร่อยมากๆ น้ำซุปไก่หอมอร่อย ใส่เห็ดหลากชนิด มีน้ำจิ้มเผ็ดๆเค็มๆ เข้ากันดี

วันที่ 13 : คุนหมิง

วันสุดท้ายท้ายสุดของทริป ขอไปวัดเสริมมงคลก่อนกลับบ้าน พวกเราไปวัดหยวนถง (Yuantong Temple) วัดเก่าแก่กว่า 1200 ปี สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง เป็นวัดพุทธ 3 นิกาย (มหายาน-หินยาน-ลามะ) ได้ชื่อว่าเป็นวัดที่เก่าที่สุดและใหญ่ที่สุดของมณฑลยูนนาน บริเวณวัดมีบ่อน้ำ สะท้อนภาพตัวอาราม สวยงามพอสมควร

จบทริปได้อย่างตามต้องการ ขึ้นเครื่องกลับบ้านได้ มาเที่ยวยาวนาน 13 วัน

ทริปเดินทางดูย้อนไปมานิดหน่อยเพราะช่วงแรกเดินทางกับกรุ๊ป เป็น Shangri-la Trip เน้นขึ้นไปขี่ม้าชมใบไม้เปลี่ยนสีกับภูเขาหิมะที่เขตอนุรักษ์ย่าติง แล้ววนกลับมาที่คุนหมิง พวกเราอยู่เที่ยวต่อจากคุนหมิงไปต้าหลี่ ถ้าวางแผนเป็นทริปปกติ เที่ยวเป็นวงรอบได้ รถไฟความเร็วสูงมีวิ่งถึงลี่เจียงแล้ว แต่ต่อไปจงเตี้ยน(แชงกรีล่า)ยังต้องนั่งรถ

คุนหมิง > ต้าหลี่ > ลี่เจียง > จงเตี้ยน > คุนหมิง
แค่นี้ก็จะเป็นแผนเที่ยวยูนนาน ใช้เวลา 5-7 วันกำลังดี หรือเที่ยวน้อยหน่อย 4-5 วันก็พอไหว

ถ้าอยากไปย่าติงด้วยต้องเพิ่มไปอีก 4-5 วัน ทริปยาวๆสัก 10-12 วัน
คุนหมิง > ต้าหลี่ > ลี่เจียง > จงเตี้ยน > เต้าเฉิง > ย่าติง
แล้วกลับมาจงเตี้ยนบินกลับคุนหมิงก็ได้

Shangri-La is in my dream (2)

Trip : China – Yunnan (October 2004)

Shangri-la trip ตอนแรก < Shangri-La is in my dream (1) > เริ่มต้นที่คุนหมิง ต่อเครื่องไปลี่เจียง (เพื่อพักร่างกายให้คุ้นชินกับระดับความสูงที่เพิ่มขึ้น) แล้วนั่งรถยาวๆไปเซี่ยงเฉิง เริ่มใกล้ Shangri-la ดินแดนสุดขอบฟ้า เข้าไปทุกที

วันที่ 4 : เซี่ยงเฉิง – เต้าเฉิง – ย่าติง

ยามเช้าในเมืองเซี่ยงเฉิง อากาศหนาวยะเยือก แต่ฟ้าสวยสดใส น่าจะเป็นวันที่ดี แต่เริ่มต้นด้วย…น้ำไม่ไหล อย่าว่าแต่น้ำร้อนเลยน้ำเย็นก็ไม่มี โชคดีที่รองน้ำใส่กาละมังไว้เมื่อคืน เลยเอามาต้ม ได้พอล้างหน้าแปรงฟัน เมืองชนบทแบบนี้น้ำไม่ไหลเป็นเรื่องปกติ

ส่องกล้องไปเห็นวัดบนเขาไกลๆ ถามสมชายว่าเราจะไปวัดนั้นมั๊ย สมชายว่าขากลับถ้ามีเวลาจะพาไป (แล้วก็ได้แวะตอนขากลับ และวัดนี้กลายเป็นทีเด็ดของทริปอย่างหนึ่งเลย)

สายหน่อยลงมาหาทานอาหารเช้าที่ร้านตรงข้ามโรงแรม เป็นร้านเล็กๆอาหารมีผัดผัก ข้าวต้มใส่ถั่วเขียว ไข่ต้ม หมั่นโถว ข้าวต้มอร่อยดี ได้ข้อมูลจากสมาชิกว่าห้องเราชั้น 5 ดีที่สุด คนอื่นๆอยู่ชั้น 2-3-4 และห้องเน่ามาก โดยเฉพาะห้องน้ำ บางห้องมีน้ำตกคือตกมาจากข้างบนตลอดและน้ำท่วมห้องน้ำเต็ม เช้ามาน้ำไม่ไหลเพราะ รร.แจ้งไว้แล้วว่าเช้าจะไม่เปิดน้ำ เพราะเมืองนี้ขาดแคลนน้ำ ถึงจะมีแม่น้ำไหลผ่านก็ตาม โอ้…..นรก

กินข้าวเช้าพร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์นรกแตกกันแต่ละห้องแล้วก็เริ่มออกเดินทาง วิวข้างทางก็สวยขึ้นเรื่อยๆ บางช่วงเจอต้นไม้เป็นสีเหลืองทั้งแถบ สวยมากจนต้องเปิดกระจกยื่นกล้องดิจิตัลไปเก็บภาพไว้ โชคดีที่ถ่ายไว้เพราะกว่ารถจะจอดได้ก็เลยวิวนั้นมาพอควร เพราะรถต้องจอดบริเวณที่พ้นโค้งและพ้นเนินขึ้นไป จอดตามใจไม่ได้มันอันตราย เห็นตรงที่สวยๆที่ต้องเดินย้อนกลับไป เริ่มรู้สึกเหนื่อยง่ายแล้วแม้จะพยายามเดินช้าๆ แต่วิวก็สวยจนต้องยอมเดินไปดู แถมบนเนินเขายังมีดอกไม้เล็กๆให้ถ่ายมาโครได้อีก กลิ้งเกลือกถ่ายมาโครอยู่พักใหญ่ ก็ต้องเดินกลับ เหนื่อยและหายใจลำบากจริง แต่ยังพอไหว

นั่งรถต่อไปอีกสักพัก ก็มาถึงจุดที่สมชายบอกว่าสูงมาก คงสัก 4,700 ม.จากระดับน้ำทะเล จอดรถให้ถ่ายภาพเพราะเนินข้างๆเดินขึ้นไปนิดเดียวเป็นหิมะประปรายอยู่แลย แถมมีร่องน้ำไหลที่กลายเป็นน้ำแข็งด้วย ลงไปชักภาพกันเป็นทิวแถว แต่อากาศหนาวมากๆ แถมลมก็แรง และเหนื่อยจริงๆ เดิน 4 – 5 ก้าวก็เหนื่อยแล้ว ใจอยากจะเดินขึ้นจนแตะหิมะ แต่ก็ไม่เสี่ยงดีกว่าทั้งๆที่คาดว่าเดินก็คงไม่เกิน 30 ก้าว แต่มันขึ้นเนิน ถ่ายภาพเอาฉากหลังก็พอ

วันนี้เราจะไปแวะทานอาหารกลางวันกันที่เมืองเต้าเฉิง (Daochen) ก่อนเข้าเมืองเจอหมู่บ้านที่สร้างด้วยหิน สวยดีมีเอกลักษณ์ จอดรถลงไปถ่ายภาพกันยกใหญ่

ถ่ายภาพกันจนหนำใจเริ่มคิดได้ว่าหิวข้าว ขึ้นรถนั่งต่อไปอีกไม่กี่นาทีก็เข้าเขตตัวเมือง มีสะพานข้ามแม่น้ำดูใหญ่โต โคมไฟสวยหรู

เมืองเต้าเฉิง อยู่ในเขตเสฉวนไม่ใช่ยูนนานล่ะ ตัวเมืองดูเป็นเมืองใหม่ มีถนนสายกลางเมืองเป็นหลัก สองข้างทางเป็นตึกเปิดเป็นร้านขายของ เช่นเสื้อผ้า เครื่องมือช่าง ส่วนมากเป็นของใช้ทั่วไป ร้านอาหารต้องเข้าไปในซอยอีกนิดหน่อย เป็นร้านไม่ใหญ่ อาหารก็พอใช้ได้ เราไม่มีปัญหาเรื่องอาหารทานได้ทั้งหมด

หลังจากอิ่มแล้วก็เริ่มสู่ปัญหาหลัก คือเริ่มอยากเข้าห้องน้ำกัน มีหน่วยกล้าตายวิ่งไปดูห้องน้ำร้านอาหารพร้อมถ่ายรูปมาด้วย บ่นว่าแย่มากทั้งภาพและกลิ่น ไม่แนะนำให้ไปสัมผัสด้วยตัวเอง ใครไม่เชื่อดูรูปได้ 555 ห้องน้ำรร.ฝั่งตรงข้ามก็ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ทั้งหมดเลยฉี่หดกันอัตโนมัติ ยอมไปหาดอกไม้ข้างทางกันดีกว่า

พอพ้นตัวเมือง สองข้างทางกลับโล่งโจ้ง เป็นทุ่งหญ้าเตี้ยๆแห้งๆ มีกองแผ่นหินเจดีย์อยู่ประปราย ยังลังเลกันว่าเอาไงดี แต่เหมือนชะตาลิขิตรถเจ้ากรรมสะอึกๆแล้วก็แน่นิ่งไป ไหนๆก็จอดแล้ว จึงได้ลงไปหาทำเลกันกระจัดกระจายทั่วท้องทุ่ง บางพวกก็วิ่งถ่ายภาพกันไปเรื่อยเปื่อยเช่นเรา ไม่มีอนาทรร้อนใจ สักพักก็คงได้คิดกัน จึงเริ่มมามุงดูคนขับเปิดเครื่องรถขันโน่นดึงนี่พัลวัน จริงๆแล้วอาการมันก็เริ่มออกมาพักใหญ่แล้ว เพราะหาซื้อน้ำมันเครื่องมาเติมตลอด รถอะไรจะกินน้ำมันเครื่องยังกะกินเป๊ปซี่ขนาดนั้น ความหวังเริ่มริบหรี่ คันเล็กก็วิ่งหูดับตับไหม้ไปไม่เห็นฝุ่นแล้ว แต่….พี่คนขับสุดหล่อก็ไม่ทำให้ผิดหวัง สตาร์ทติดจนได้ เฮ…..ออกเดินทางกันต่อแบบใจตุ้มๆต่อมๆ ตอนนี้ใกล้เมืองนิดเดียว ถ้าไปเสียบนภูเขาจะทำไงวะ

ขับไปซ่อมไป

วิ่งขึ้นเขาลงเขาไปสักพัก เห็นวิวข้างทางเป็นทุ่งหญ้าหย่อมๆสีชมพูสลับเขียว สวยงามจนยั้งใจไม่อยู่…จนเปิดกระจกยื่นกล้องไปถ่ายอีก รถวิ่งไปทันรถคันเล็กที่หน้าบ้านธิเบตหลังหนึ่ง พอเราจอดเขาออกรถพอดี คงมาแวะถ่ายภาพกันนานแล้ว บ้านนี้อยู่ริมลำธารกว้างมีสะพานข้ามเข้าไป ทัศนียภาพอย่างนี้เปิดรีสอร์ทได้สบาย แบบบ้านก็สวยตามสไตล์ธิเบต สมชายลงไปเจรจากับเจ้าของบ้านพักหนึ่งก็มาบอกว่าเขายินดีให้เข้าเยี่ยมชมในบ้านได้ จะได้เห็นชีวิตความเป็นอยู่กันอย่างเจาะลึก ว่าแล้วก็เลยเฮโลกันลงมาหมด บ้านดูน่ารักดี พอลอดประตูเข้าไปแทบผงะ ไม่รู้กลิ่นอะไรเป็นอะไร ตลบอบอวนไปหมด เข้าไปมืดตึดตื๋อ เหมือนเป็นใต้ถุนบ้านมากกว่า เก็บของเก็บอาหารแห้งอะไรต่างๆนาๆ มีบันไดแบบบ้านไทยขึ้นไปข้างบน เดินยากมากมืดต่างหาก ขึ้นไปก็จะเป็นตัวบ้านจริงๆ มีห้อง 2 – 3 ห้อง ห้องใหญ่สุดด้านขวาเป็นเหมือนห้องรับแขก + ห้องส่วนกลาง เพราะมีเตา มีครัว มีลานให้นั่งได้แต่ก็ยังมืด มองดูเห็นมีหลอดไส้แขวนอยู่ ถามแล้วได้ความว่ากลางคืนจะมีไฟกลางวันเขาไม่จ่ายไฟให้ ขนาดมืดๆยังเห็นว่าสกปรกไปหมด ฝุ่นทั่วพื้น ไหนจะน้ำมันจากการทำอาหารอีก ผิดกับความน่ารักนอกบ้านและวิวโดยรอบเลย แต่ถึงจะดูจนและสกปรกยังไงแกก็ยังมีน้ำใจบอกว่าจะชงชาธิเบตให้ชิม
(Butter tea : เคยอ่านเจอว่าทำจากนมและเนยจามรีผสมน้ำชา แค่คิดก็สยองแล้ว)
แกชงแล้วก็ยังร้องเพลงโชว์ด้วย เป็นที่สนุกสนานทั้งคนร้องและคนฟัง ชิมชาแล้วเค็มๆเลี่ยนพิกล ก่อนกลับสมชายซื้อกะหล่ำปลีมา 1 หัว ใหญ่มากกกกก พี่อีกคนก็ช่วยซื้อแอ๊ปเปิ้ลมา 1 ถุงใหญ่ ไม่สวยแต่ก็รดชาติดี

ออกเดินทางต่อพร้อมความอิ่มเอมใจของลูกทัวร์ทั้งคันรถ ที่ได้ไปสัมผัสชีวิตชาวจีนธิเบตขนาดนั้น ปรบมือให้สมชายซะกึกก้อง รถวิ่งไปเจอกับคันเล็กอีกทีที่ด่าน เพราะต้องนับจำนวนคนพร้อมจ่ายค่าเข้า Yading Nature Reserve จากนั้นก็ไปต่อ รถผ่านเข้าพื้นที่ Yading ทางเริ่มขึ้นเขาอีกครั้ง สังเกตุดู 2 ข้างทางตามต้นไม้จะมีฝอยลมหรือเคราฤษีห้อยอยู่ตามต้นไม้ทั่วไป แสดงให้เห็นว่าเป็นพื้นที่สูงอากาศหนาว เหมือนกับบริเวณดอยอินทนนท์ที่ไทย ทางเริ่มขึ้นสูงไปเรื่อยๆและเป็นลูกรังฝุ่นคลุ้งตลอดทาง หายใจแทบไม่ออก พอพ้นโค้งๆหนึ่ง ก็มองเห็นภูเขาหิมะอยู่เบื้องหน้า เป็นภาพที่งดงามมาก ถึงบริเวณที่จอดรถได้จึงจอดให้ลงไปถ่ายภาพกันพักใหญ่ หลังจากจุดนี้ก็มีแวะลงถ่ายภาพภูเขาหิมะเดิมอีกสัก 2 ครั้งแบบต่างมุมมอง จุดสุดท้ายถ้าเดินไปริมถนนมองลงไปจะเห็นเป็นหุบเขาที่มีภูเขาล้อมรอบ เป็นหมู่บ้านย่าติง ซึ่งเราจะลงไปพักที่นั่นคืนนี้

Mt. Chenresig ความสูงที่ยอดเขา 6,032 ม. จากระดับน้ำทะเล

กว่าจะแล่นฝ่าดงฝุ่นลงไปถึงที่พักก็แทบตาย ที่พักเป็นคล้ายๆ log cabin ผนังเป็นไม้สีเหลือง ด้านในแบ่งเป็นห้องๆชั้นละประมาณ 4 ห้อง ในห้องมีเตียงนอนได้ประมาณ 4 ~ 6 คน แต่ไม่มีห้องน้ำ ห้องน้ำจะเป็นอาคารหลังเล็กๆอยู่ด้านข้างต้องเดินออกไปข้างนอก แต่ละห้องมีเตียงใหญ่มาก นอนห้องละ 3-4 คนก็ยังนอนสบายได้ แต่ว่าเหนื่อยมากเวลาขึ้นบันได ซึ่งมีแค่ 20 ขั้นเท่านั้น

ถึงเวลาอาหารเย็นมีแต่เราลงมาทานข้าว เพื่อนเราอาการแย่มากจึงทานยาแล้วนอน หลังอาหารเริ่มต้องออกไปใช้ห้องน้ำธรรมชาติกันแล้ว แต่มีคุณป้ามาส่งข่าวว่าห้องน้ำแย่มากและไม่มีน้ำ จึงต้องเข้าห้องน้ำแบบไม่เข้าห้องน้ำ (งง?) คือวนๆหาที่เอารอบๆห้องน้ำหรือเนินหลังห้องน้ำ แต่ที่ลำบากใจคือเนินหลังห้องน้ำ เมื่อเย็นก็เพิ่งปีนขึ้นไปถ่ายรูปภูเขาหิมะ เพราะหลังบ้านพักเป็นวิวภูเขาหิมะลูกเดิมนั่นแหละ แล้วเช้าก็อาจต้องขึ้นไปถ่ายภาพตอนเช้าอีก อาจเดินเหยียบกับระเบิดได้ แต่ก็ต้องทำเพราะบนเนินน่าจะลับตากว่ารอบๆห้องน้ำที่ว่างโล่ง ขึ้นนอนคืนนี้ต้องงัดถุงนอนออกมาใช้เพิ่ม มุดเข้าไปแล้วห่มผ้าทับ แต่ล้มตัวลงนอนไม่เท่าไหร่ ก็เกิดอาการหายใจไม่ออก เหมือนคนจะขาดใจ นอนไม่หลับทั้งคืน เข้าใจแล้วว่าคนจะขาดใจเป็นอย่างไร เพื่อนลุกไปอ้วกตอนกลางดึกด้วย กว่าจะเช้าทรมานกันน่าดู

วันที่ 5 : อุทยานแห่งชาติย่าติง

เช้ามืดตื่นกันมาอย่างโทรม เพราะนอนกันไม่หลับถ้วนหน้า เพิ่งมารู้เอาทีหลังว่าถ้านอนราบจะหายใจไม่ออกต้องหนุนหัวให้สูงไว้ แหม…ไม่ยักมีใครบอก ก็สงสัยอยู่ว่าเราไม่มีอาการเลยตอนก่อนนอนทำไมล้มตัวลงนอนแล้วรู้สึกแย่อย่างนั้น แต่ยังไงก็ยังมีแรงลุกมาถ่ายภาพแสงอาทิตย์ส่องยอดเขาหิมะหลังบ้าน หลังจากยืนถ่ายจากหน้าต่างในบ้านอยู่พักใหญ่ก็แบกกล้องวิ่งออกไปเนินเดิมหลังบ้านดีกว่า ระหว่างรอแสงก็ควักแปรงสีฟันนั่งแปรงมันตรงนั้นแหละ ชีวิตมันช่างง่ายดายอะไรอย่างนี้ถ้าไม่อาบน้ำซะอย่าง ยืนรอแสงอยู่นานเท่าไหร่ไม่รู้หนาวจนมือแข็ง วันนี้พระอาทิตย์ไม่ค่อยให้ความร่วมมือเท่าไหร่ แสงไม่ค่อยสวย ลงไปทานข้าวเช้าดีกว่า ไปถึงโต๊ะทานข้าวเพิ่งรู้ว่า 8 โมงแล้ว ตกใจเลยเพราะยังไม่ได้จัดของรีบวิ่งขึ้นวิ่งลงจัดของเหนื่อยแทบขาดใจ กินข้าวก็ไม่ลง สุดท้ายก็เลยไม่กิน ซึ่งเราคิดว่าไม่น่าจะเป็นอะไร เพราะไม่ได้เดินนี่ขี่ม้าเอา (แต่คิดผิด และก็มีผลในที่สุด)

ถึงจุดขึ้นม้าทุกคนได้รับแจกขนมคนละ 2 ห่อ น้ำ 1 ขวด แต่ความชุ่ยของเราเองที่ไม่รับน้ำ เนื่องจากคิดว่ามีแล้วในเป้ 1 ขวด ขี้เกียจรับมาอีกให้หนัก (บ้าแท้ๆ) ที่ไหนได้ไปรู้กลางทางว่าขวดที่เอามามีน้ำเหลือติดอยู่ก้นขวดนิดเดียว (มีผลต่อชีวิตอีกเช่นกัน) ม้าทุกตัวจะมีเด็กม้าจูงเดิน ไม่ได้ขี่เองหรอกนะ หลังจากเคลื่อนขบวนก็นั่งม้าผ่านป่าไปเรื่อยๆ บรรยากาศดีมาก พอพ้นป่าสนออกไปแล้วเห็นเป็นหุบเขาป่าเปลี่ยนสี เปลี่ยนเป็นสีเหลืองไปทั่ว สวยจริงๆ สั่งคนจูงม้าให้หยุดถ่ายภาพอยู่หลายครั้ง (บอก “ถิง” เมื่อต้องการให้หยุด และบอก “โจ้ว” เมื่อต้องการไปต่อ)

นั่งม้ามาพักใหญ่ก็หยุดพัก ลงมานั่งพักกันบ้างถ่ายภาพกันบ้าง รู้สึกเหนื่อยจัง พักได้ไม่เท่าไหร่ก็ออกเดินทางต่อ ระหว่างทางเจอลมกระโชกอย่างแรงหนาวก็หนาวฝุ่นงี้คลุ้งไปหมด มาพักอีกครั้งตรงจุดที่มองเห็นภูเขาหิมะชัดเจน มีลำธารเป็นฉากหน้าแต่อยู่ต่ำลงไปอยากได้ภาพแต่ไม่มีปัญญาลงไปคิดถึงตอนปีนขึ้นก็แย่แล้ว เรา 3 คน เดินถ่ายรูปไปสักพัก มองหาคนอื่นไม่เจอ ไปเห็นอีกทีคือนั่งแอบกันอยู่หลังโขดหิน หลบลม เพราะลมแรงหนาวมาก

สักพักไกด์ธิเบตก็เรียกให้ขึ้นม้า เดินทางต่อไปจนสุดทาง ซึ่งเป็นแคมป์พักแรมอยู่ใกล้ภูเขาหิมะจนดูมันใหญ่โตมาก เราจะพักทานอาหารกลางวันที่นี่ ระหว่างรอก็เดินดูบรรยากาศทั่วไป ที่นี่มีเต๊นท์ให้พักแรมพร้อมเครื่องนอน แต่ดูสภาพแล้วไม่น่าอุ่นและสะอาดสักเท่าไหร่

อยู่บนนี้เหนื่อยง่ายมากๆ ต้องเดินช้าๆจริงๆ และพบว่าการนั่งม้าก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เหนื่อย เพราะตัวเองรู้สึกเหนื่อยพอควรทีเดียว หิวน้ำอีกต่างหาก ปากแห้งคอแห้งมาก น้ำก็หมดแล้วต้องขอปันน้ำจากเพื่อน กินข้าวกลางวันในเต๊นท์อาหาร เป็นบุฟเฟ่ชาวเขา อาหารก็พอทานได้ น้ำหมดจึงต้องลองน้ำต้มในเต๊นท์มีรดชาติเฝื่อนแต่เหม็นเลยต้องเททิ้งไป เลยไม่มีน้ำดื่มตอนขากลับ อิ่มแล้วต้องรีบออกไปข้างนอกเพราะข้างในควันคละคลุ้งไปหมดเพราะพี่แกเล่นก่อกองไฟข้างในด้วย ทำกับข้าวด้วย โอย… 

ออกไปด้านนอกก็หนาวจับใจ แต่วิวสวย เดินไปถ่ายรูปม้าที่รวมตัวกันอยู่ในคอก เด็กจูงม้าต่างก็ชะแง้คอหาลูกทัวร์ของตัวเพราะยังไม่ได้รับเงิน นั่งเล่นสักพักก็เตรียมตัวเดินทางกลับ ขากลับเราจะแวะวัดระหว่างทาง และจะดูอีกทีว่าสามารถต่อรองให้ม้าขึ้นไปส่งที่ Milky Lake ได้หรือไม่ แต่ให้เดินก็คงเดินไม่ไหวหรอก

นั่งม้าขากลับคลายความตื่นเต้นในความงามลงได้เยอะ แต่ก็หยุดถ่ายรูปเป็นระยะๆ จนมาถึงทางขึ้นวัดจึงหยุดรอพวกที่เหลือ บริเวณนั้นเป็นลานกว้าง หันมองย้อนไปด้านหลังจะมีลำธารไหลผ่านทุ่งหญ้าสีเขียว ฉากหลังเป็นภูเขาหิมะ สวยงามจริงๆ ลงจากหลังม้าแล้วใจอยากรีบเดินไปถ่ายรูปแต่ด้วยว่าเหนื่อยจริงๆต้องนั่งพักอยู่พักใหญ่กว่าจะเดินไหว ไม่น่าเชื่อว่าจะหมดแรงได้ขนาดนี้ หิวน้ำมากด้วย

เมื่อคนมาครบ สมชายเจรจากับเด็กจูงม้าแล้ว เด็กยอมพาขึ้นไปแต่ขอเพิ่มคนละ 30 หยวน ก็แล้วแต่ใครจะไปก็จ่ายเอง แต่เท่าที่ดูก็ไปกันเกือบหมด นั่งม้าขึ้นไปแล้วตกใจ เพราะทางชันมาก เดินผ่านด้านหลังวัด แล้วก็ผ่านป่าไปเรื่อยๆประมาณ 10 นาที ก็ทะลุออกมาที่หุบเขา เห็นภูเขาหิมะขวางหน้า ม้าหยุดคนจูงม้าส่งภาษาให้ลงได้ มองซ้ายมองขวาไม่เห็นทะเลสาบเลยว่ะ เอ้า..ลงก็ลง พอลงแล้วคนจูงม้าทั้งหมดพากันหันหลังกลับเฉยเลย ร้องเรียกกันเสียงหลงแต่พูดกันก็ไม่รู้เรื่อง นั่งหมดแรงกันเป็นแถบๆ

หน่วยกล้าตายส่วนหนึ่งเดินไปดูข้างหน้าแล้วตะโกนมาเรียก ให้เดินมาทางนี้ เลี้ยวขวานิดนึงถึงแล้ว หลายๆคนเริ่มเดินตามไป แต่เรานั่งชั่งใจสักพักเพราะเริ่มหายใจไม่ทัน กำลังคิดอยู่ขบวนม้าก็วิ่งกลับขึ้นมาเพียบ 555 เพราะเจอสมชายกับมนตรีไล่ขึ้นมา คุยกันยังไงไม่รู้เรื่องเด็กม้ามาส่งแล้วกะให้เดินกลับกันเอง ดีว่าไปเจอสมชายกับมนตรีที่กลางทาง อาการเริ่มดีขึ้นเลยเดินตามพรรคพวกไป ต้องเดินข้ามเนินเตี้ยๆไป แต่เดินไปแล้วมันเหนื่อยมาก 3 ก้าวหยุด 4 ก้าวหยุด เนินแค่เนี้ยนะ ให้ตายเถอะข้ามเนินมาได้แทบตาย เจอพี่ในกลุ่มยื่นออกซิเจนมาให้ค่อยยังชั่ว พอหายตาลายถึงได้มองวิว เห็นทะเลสาบสีสวยสด แต่ตรงนี้มันต้นไม้บังนี่หว่ามองเห็นทะเลสาบอยู่ด้านล่างแต่ไม่เต็มตา ชะเง้อลงไปเห็นหลายๆคนอยู่ด้านล่างที่สะพานไม้ยื่นเข้าไปในทะเลสาบ เออ..ตรงนั้นสวยแน่นอน เลยเดินลงไปต่อ แต่ตรงนั้นย้อนแสง เล็งแล้วเล็งอีกก็ไม่ถูกใจ มีคนวิ่งอ้อมไปด้านปลายทะเลสาบเพื่อหามุม ก็เลยตามไปบ้าง ไม่ได้ฉุกคิดเลยว่ายิ่งเดินนี่มันก็ยิ่งลงไป และยิ่งไกลไปอีกนะ

เกือบตายเพื่อภาพนี้

ถ่ายรูปอยู่ไม่นาน ก็ต้องเริ่มเดินกลับเพราะคนม้ามาตะโกนเร่ง เราก็เริ่มเดินกลับ พอเริ่มขึ้นเนินอาการเดิมก็กลับมาอีก 3 ก้าวก็ต้องหยุด เด็กม้ามันก็ลาก แต่เดินไม่ไหวมันเหมือนจะขาดใจตาย แบบว่าตายแน่ๆ จนมนตรีต้องบอกว่าใจเย็นๆไม่ไหวก็หยุดปล่อยมือจากเด็กม้าเดี๋ยวมันลากตายพอดี โห…หน้ามืด ใจจะขาด มนตรีต้องเอาน้ำมาให้จิบ มีคนมาเอากล้องไปช่วยถือให้ น้องผู้ชายอีกคนมาเอาเป้ไปถือให้ ลากไปลากมาก็มาถึงจุดขึ้นม้าจนได้ คนอื่นไปกันหมดแล้ว เหลือสมชายกับไกด์ธิเบตที่รออยู่ มาถึงก็โดนจับขึ้นม้า มีคนจับสายบังคับม้ายัดใส่มือ แล้วตบม้าให้เดิน โฮ่…นรกจริงๆ มันเหนื่อยจนรู้สึกว่าจะพยุงตัวบนหลังม้าไม่ไหวแล้ว แล้วม้าก็วิ่งลงเขา คึ่กๆๆๆ ต้องคอยประคองตัวไม่ให้ร่วงจากหลังม้า มึนมาก หมดแรง คอแห้งปากงี้แห้งเป็นเกล็ด กว่าจะลงมาถึงตรงหน้าวัดได้ก็แทบตาย ลงจากหลังม้าแทบกลิ้ง ลงไปนอนหมดแรงกับพื้นดมยาดมอยู่พักเดียว เด็กม้าก็มาเรียกให้ขึ้นม้า ต้องนั่งออกไปอีก

Cr. TravelChinaGuide.com

นั่งม้าขากลับแทบไม่ได้ดูวิวเพราะต้องเตือนสติให้พยุงตัวเองอยู่บนหลังม้าให้ดี หน้าตาคงแย่มากเพราะเด็กม้าหันมาดูบ่อยๆ คงกลัวตกม้าตาย คิดแต่ว่าเมื่อไหร่จะถึงรถ ไม่ไหวแล้ววววว……ในที่สุดก็มาถึง ลงจากม้าได้รีบคลานไปถึงรถเป็นคนแรกอย่างไม่น่าเชื่อเพราะไม่ว่าไปลงที่ไหนจะขึ้นรถเป็นสุดท้ายหรือเกือบสุดท้ายตลอด งานนี้ถึงคนแรกเข้าที่นั่งแล้วแทบสลบ อาการเหมือนไข้จะขึ้น ยอดแย่

พวกเรานั่งรถออกจากหมู่บ้านย่าติง ไปเมืองใกล้ๆนี้ แต่มีโรงแรมที่มีห้องน้ำอย่างดี เพราะไม่ได้อาบน้ำกันตั้งแต่เมื่อวาน แถมวันนี้ยังขี่ม้ากันทั้งวัน ไปถึงที่พักทุกคนนั่งกันกลาดเกลื่อนเต็มพื้นล๊อบบี้ สภาพบรรยายไม่ถูก เกือบตายเป็นผีเฝ้าทะเลสาบซะแล้ว ขึ้นห้องพักได้อาบน้ำสระผมก็สดชื่นขึ้นเยอะเลย กินยาพาราซะ 1 เม็ด แล้วก็ลงไปกินข้าว มื้อนี้มีอาหารพิเศษคือไข่เจียวหมูสับและต้มยำเห็ด สุดยอดกินกันพุงกาง กลับขึ้นไปนอนหลับเป็นตาย

วันที่ 6 เต้าเฉิง – เซี่ยงเฉิง

ตื่นเช้ามาอย่างสดชื่น โชคดีที่ฟื้นตัวเร็วมาก เพราะวันนี้จะนั่งรถไกลเพื่อกลับไปเมืองเซียงเฉิง เช้านี้เราแวะที่วัด Gonggalijing Si เป็นวัดสไตล์ธิเบต วัดก็สวย ลามะก็เยอะแถมให้ความร่วมมือในการถ่ายรูปอย่างสูง ที่เป็นไฮไลต์คือ เราได้เจอเจ้าอาวาสด้วย นานมากๆๆๆๆ ท่านถึงจะกลับมาที่วัด โชคดีจริงๆเพราะท่านกำลังจะไปเมืองข้างๆที่เป็นบ้านเกิดเพื่อเยี่ยมชาวบ้านพอดี พวกเราเวียนกันเข้าไปไหว้ขอพร พวกเราถ่วงเวลาท่านนานมาก จนเมืองข้างๆต้องให้คนขี่มอเตอร์ไซด์มาดูว่าท่านหนีไปหรือยัง

พวกเราแวะทานกลางวันที่เมืองเต้าเฉิงที่เดิมร้านเดิม แต่วันนี้มาเร็วเลยมีเวลาไปเดินชมเมือง เมืองก็เป็นอย่างที่เล่าวันมาครั้งแรก ไม่มีอะไรขายมากนัก ของเหมือนๆกันทุกร้านขายของใช้ทั่วไป แต่ก็มีร้านขายรองเท้า ทั้งหนังและผ้าใบเห็นพวกที่ซื้อมาบอกว่าถูก เดินดูบ้านเมืองไปเรื่อยๆด้านติดถนนเป็นเมืองใหม่ห้องแถวใหม่ๆแต่ถ้ามองเข้าไปตามซอกตามซอยด้านหลังก็ยังเป็นบ้านเก่าๆกันอยู่ เหมือนมี 2 มิติ

หลังอาหารกลางวันก็เริ่มออกเดินทาง เย็นนี้เราจะกลับไปถึงเมืองเซียงเฉิง เพื่อพักค้างคืน แล้วเดินทางต่อไปจงเตี้ยนเพื่อบินกลับคุนหมิงตอนเช้าวันต่อไป เริ่มออกรถก็เริ่มสงสัยเพราะรถขับวนไปวนมา รู้ทีหลังว่าวนหาซื้อน้ำมันเครื่อง รถอะไรจะกินน้ำมันเครื่องขนาดนี้ วนไป 3 ปั๊ม จึงหาได้ เติมเสร็จก็ออกเดินทาง

รถปุโรทั่งคันนี้มองภายนอกยังใหม่ปิ๊ง แต่ด้วยว่าใช้วิ่งขึ้นเขาลงเขาสูงชันวันละหลายชั่วโมง สภาพจึงได้โทรมรวดเร็วขนาดนี้ ขับไปก็จอดแวะพักเป็นระยะๆ อากาศยังหนาวทุกจุดที่จอด แต่ก็ยังลงมาถ่ายภาพกันได้ทุกที่ วิวเมืองจีนบนเขาเวลานี้สวยจริงๆ ไม่ว่าจอดจุดไหนก็สวย มีอะไรให้ถ่ายตลอดเวลา

เราเดินทางมาถึงเมืองเซียงเฉิงเร็วกว่าที่คาด จึงมีเวลาพอจะขึ้นไปวัดบนเขาที่มองเห็นจากโรงแรมตั้งแต่เช้าวันก่อนโน้น รถวิ่งผ่านตัวเมืองเซียงเฉิง ทำให้ได้เห็นภาพชีวิตของชาวเมือง เพราะครั้งก่อนมาถึงก็ค่ำมืดแล้ว เมืองเซียงเฉิงกำลังถูกพัฒนาอย่างมาก ถนนหนทางกำลังขยาย อาคารใหม่มีให้เห็นตลอดทาง มีโรงหนังมีดิสโก้เทค แต่ชาวบ้านก็ยังคงเป็นมีวิถีชีวิตง่ายๆแบบเดิม ไม่อยากคิดว่าถ้ามีโอกาสกลับมาอีกครั้งเมืองจะเปลี่ยนไปขนาดไหน

เรานั่งรถขึ้นเขาไปพักหนึ่งก็ถึงวัด พวกเราเร่งทำเวลาถ่ายรูปเพราะกลัวแสงจะหมด ดูโดยรวมแล้ววัดสไตล์ธิเบตหน้าตาคล้ายๆกัน เลยเร่ไปหาวิวด้านนอกเพราะวัดอยู่บนเขาคงมีวิวสวยๆ ด้านหน้าวัดสามารถมองเห็นเมืองด้านล่างได้ และยังมีบ้านดินอยู่ต่ำลงไปหลายหลัง แต่บ้านดินตรงนี้ไม่แน่ใจว่าสร้างเสร็จหรือยังหรือเป็นแค่โกดังเก็บของ เพราะมองไม่เห็นหน้าต่างสักด้าน บ้านทำด้วยดินสีแดงทั้งหลัง หลังคาราบเหมือนดาดฟ้าเอาไว้ตากของตามสไตล์บ้านธิเบตทั่วไป

ด้านในวัด ถ่ายภาพไม่ได้ ก็เลยเดินดูไปเรื่อยๆ ขึ้นไปชั้นบน เริ่มมีลามะหนุ่ม 2 รูปมาทำตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดีเดินพาชมวัด พาพวกเราขึ้นไปดูถึงชั้น 3 บนดาดฟ้า ได้ถ่ายภาพคู่กับลามะด้วย พวกเราโอ้เอ้อยู่ 3 – 4 คน คนอื่นๆเริ่มทยอยไปด้านล่างกันแล้ว แต่กลายเป็นโอ้เอ้จนได้ดี เพราะลามะเจ้าบ้านบอกสมชายว่าจะพาไปดูพระสารีริกธาตุ พวกเราตื่นเต้นกันใหญ่ ห้องนั้นถูกปิดล็อคไว้ ลามะไปเปิดให้ดูเป็นกรณีพิเศษ เข้าไปดูกลายเป็นกระดูกของเจ้าอาวาสองค์แรก แต่กระดูกก็มองไม่เห็นหรอกอยู่ในผอบเล็กๆ แต่มีไฮไลท์คือ มีหินก้อนหนึ่งมีลวดลายเหมือนหน้าเจ้าอาวาส มันเกิดธรรมชาติ เป็นลายสีในเนื้อหิน และยังมีรูปภาพเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันด้วย ซึ่งลามะ 2 รูปนี้ก็ไม่เคยเจอเพราะท่านอยู่ที่สวิสเซอร์แลนด์ เคยเห็นแต่รูป

ดูไปฟังสมชายแปลเรื่องราวไปสักพักก็เริ่มมีลามะเข้ามาเพื่อทำการสวดมนต์ พวกเราจึงกลับลงมา สมชายบอกว่าพวกเราโชคดีตลอด ได้เจออะไรที่เจอยากๆถือว่ามีบุญ วัดก่อนก็ได้เจอตัวเจ้าอาวาสเลย กลับลงมาที่รถก็เล่าให้คนอื่นฟัง ก็เลยมีคนขอกลับขึ้นไปดูบ้าง พอไกด์ธิเบตรู้เรื่องก็ตื่นเต้นมากวิ่งเข้าในวัดกันหมด พวกเขาถือว่าถ้าได้ไปกราบไหว้กระดูกท่าเจ้าอาวาสจะเป็นมงคลต่อชีวิตอย่างสูง เห็นแล้วเข้าใจเลยว่าชาวธิเบตเขาศรัทธาในศาสนาและศาสดาของเขามากแค่ไหน

เมืองเซี่ยงเฉิงมองจากบนเขา

กลับมาถึงโรงแรม 5 ดาวของเมือง คราวนี้ไม่ได้ห้องหรูชั้น 5 แต่ได้ห้องเน่าชั้น 3 มันเน่าสมคำบอกเล่าจริงๆ คืนนี้ได้ไปกินอาหารเย็นที่ภัตตาคาร เดินเลยจากโรงแรมไปไม่ไกล มีเวลาเดินเลยไปดูของร้านใกล้ๆ เป็นร้านขายเครื่องเงินและพวกหินสีหรือเทอร์คอยซ์ เครื่องเงินที่นี่แกะเองตอกเองกันเห็นๆ สร้อยที่ร้อยหินสีไว้ก็สวย ก็เลยได้ช็อปปิ้งของดีราคาถูกกันถ้วนหน้า

วันที่ 7 : เซี่ยงเฉิง > จงเตี้ยน

วันนี้เราจะเดินทางกลับจงเตี้ยน ทางจะเป็นฝุ่นมากๆ ทุกคนเตรียมตัวโพกผ้าปิดหัวปิดปากกันตั้งแต่เริ่มเดินทาง วันนี้ไม่ค่อยได้จอดถ่ายรูปเพราะเป็นทางเดิมกับที่ผ่านมาแล้วประกอบกับคงเหนื่อยแล้วก็เอียนกันแล้ว  เราแวะทานอาหารกลางวันที่หุบเขาแชงกรีล่าที่เดิม

วิวขาไปก็สวยขากลับก็ยังสวย

ช่วงบ่ายนั่งรถขึ้นเขาลงเขาไปเรื่อยๆ รถเจ้ากรรมก็ดังขึ้นมาเหมือนชิ้นส่วนจะหลุด แล้วก็ต้องจอดในที่สุด เห็นคนขับลงไปเปิดเครื่องดู มุดเข้าไปซ่อมโน่นซ่อมนี่โผล่ออกมาหัวเหอยุ่งไปหมด เลอะไปด้วยฝุ่น มองเห็นคนขับกับไกด์ดึงเชือกขาวๆเหมือนสายสิญจ์ออกมา สงสัยมากว่ามันจะทำอะไร หน่วยข่าวกรองมาส่งข่าวว่ากระบอกน้ำมันอะไรสักอย่างหลุด แต่ไม่เป็นไรเขาเอาเชือกมัดไว้แล้ว!! ไอ้เชือกสายสิญจ์นั่นอ่ะนะ แถมน้ำมันพาวเวอร์ก็รั่วหมดไปแล้ว คราวนี้คนขับคงต้องสาวพวงมาลัยด้วยพลังเหมาหนิวแล้วล่ะ

ในที่สุดเราก็ออกเดินทางต่อได้ ภาวนากันว่าให้ถึงเมืองจงเตี้ยนเถอะเพราะอยู่อีกไม่ไกลแล้ว เราแวะเติมน้ำกันมาเป็นระยะๆให้พอใจหาย ก็มาทันรถคันเล็กที่หน้าบ้านธิเบตอีกแบบหนึ่ง สมชายก็เลยให้แวะชมบ้านอีก เจ้าของบ้านก็น่ารักเหมือนเคย ให้พวกเราเข้าชมบ้านกันได้เต็มที่

นั่งรถต่อไปอีกไม่นานก็ถึงเมืองจงเตี้ยนได้ตอนโพล้เพล้พอดี โรงแรมใหญ่โตหรูหรา ห้องพักก็พอใช้ได้ วันนี้พักผ่อนกันเพราะพรุ่งนี้เช้าต้องไปสนามบินแต่เช้ามืด เพื่อนั่งเครื่องบินกลับไปที่คุนหมิง

วันที่ 8 : จงเตี้ยน

ตื่นกันแต่เช้ามืด ออกมาหน้าโรงแรมตื่นเต้นเพราะหิมะตกขาวเต็มหลังคารถ หนาวจนอยู่ไม่ไหวต้องกลับไปอยู่ในโรงแรมกัน ได้เวลาก็นั่งรถไปสนามบินที่เต๋อชิง ชื่อสนามบินว่าแชงกรีล่าเลย เพราะจงเตี้ยนอ้างเลยว่าแชงกรีล่าคือที่นี่

หลังจากเข้าไปในสนามบินเพื่อจัดการเช็คอิน ก็พบว่าเรา 3 คนไม่มีตั๋วกลับกับกรุ๊ป!!! อ้าวเฮ้ย เกิดอะไรขึ้น ทำอย่างไรล่ะ สมชายวิ่งวุ่น สุดท้ายก็ช่วยอะไรไม่ได้ สรุปว่าบริษัททัวร์ที่จีนนี่แหละที่เข้าใจผิด เพราะเรา 3 คนไม่กลับเมืองไทยพร้อมกรุ๊ปจะอยู่เที่ยวต่อ แต่ไปตั้งต้นที่คุนหมิง ก็ต้องบินกลับคุนหมิงพร้อมกลุ่มซิ! แต่ดันไม่ทำตั๋วให้ งงไปเลยทีนี้ สมชายผู้ต้องรับผิดชอบ เลยตัดสินใจอยู่ที่จงเตี้ยนกับพวกเรา  หาตั๋วกลับคุนหมิงให้ได้เป็นพรุ่งนี้เช้า

วันนี้สมชายเลยพาพวกเราเที่ยวจงเตี้ยนปลอบใจ เริ่มต้นด้วยการพาไปกินข้าวแบบยูนนานแท้ๆ ผัดเหมาหนิวอร่อยมาก กินกับข้าวร้อนๆ หายโกรธไปเลย

อิ่มแล้วไปเที่ยวทะเลสาบสู่ตู (Shudu Lake) อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติผู่ต๋าชั่ว (Pudacuo National Park) สมชายรับผิดชอบค่าเข้าให้หมด ปล่อยให้พวกเราเข้าไปเดินเล่นตามสบาย บริเวณรอบๆจัดทำเป็นสวนมีคนมาพักผ่อนกันเยอะพอสมควร พวกเราก็เดินเล่น ถ่ายรูปกับจามรีเป็นที่สนุกสนาน ก็ไหนๆก็ไม่ได้กลับก็เที่ยวให้สนุกดีกว่า

เดินเที่ยวเล่นจนพอใจก็ออกมาเจอสมชาย นั่งรถต่อไปที่วัด จำชื่อไม่ได้ วัดดูสงบดีมาก ด้านในถ่ายรูปไม่ได้ เดินถ่ายรูปรอบนอกได้ มีเจดีที่ก่อด้วยแผ่นหินกาบ แปลกดี

จุดชมเมืองจงเตี้ยน

จากนั้นก็ไปเดินเล่นที่ เมืองเก่าตู๋เค่อจง (Dukezong Ancient Town) เป็นย่านเก่าแก่ของเมืองจงเตี้ยน เดินลัดเลาะตรอกซอกซอย ดูบ้านแบบดั้งเดิม ร้านค้า ร้านอาหาร เริ่มมีที่พัก มีร้านกาแฟเก๋ๆต้อนรับนักท่องเที่ยวแล้ว

เดินเล่นอยู่ในเมืองเก่าจนเย็น ก็ออกไปทานอาหารเย็น มื้อนี้สมชายพาไปกินหม้อไฟยูนนาน โอ้โห…. มันอร่อยมาก ถามว่าทำไมไม่พาทัวร์มากินแบบนี้ สมชายบอกว่าไม่มีร้านใหญ่ๆที่รับนักท่องเที่ยวได้ จึงต้องไปภัตตาคารแทน เสียดายแทนคนอื่นๆ เพราะมันอร่อยจริงๆน้ำซุปไก่หอมหวานแต่ก็เผ็ดร้อนจากเครื่องยาจีน กินแล้วคลายหนาวดีจริงๆ

ทริปแชงกรีล่าตามโปรแกรมทัวร์ต้องไปจบวันนี้ที่คุนหมิง แต่พวกเราไม่ได้ไปคุนหมิงกับกรุ๊ป กลับได้เที่ยวจงเตี้ยนเพิ่ม 1 วัน ตามต่อตอน 3 Shangri-La is in my dream (3) กลับคุนหมิง แล้วไปเที่ยวต้าหลี่ต่ออีก

Shangri-La is in my dream (1)

Trip : China – Yunnan (October 2004)

มีโอกาสได้ร่วมทริปไปกับ Nature Explorer นิตยสารท่องเที่ยวมีระดับฉบับใหญ่บนแผงหนังสือ มั่นใจว่าน่าจะได้มุมถ่ายภาพสวยๆแน่นอน เพราะเจ้าของหนังสือคือ คุณดวงดาว สุวรรณรังสี นักเดินทาง นักถ่ายภาพ นักเขียน และอีกหลายๆนัก แถมด้วยทริปนี้คุณดวงดาวส่งตากล้องมาเก็บภาพเพิ่มเติม เพื่อทำสกู๊ปด้วย

ท่องเที่ยวตามแบบเนเจอร์กึ่งทัวร์ ต้องสนุกแน่ ทริปยาว 9 วัน ชื่อทริปชัดเจนว่า Shangri-la trip ก็คือการบุกไปค้นหา Shangri-la ดินแดนสุดขอบฟ้า ที่เถียงกันมาตลอดว่ามันคือตรงไหนของโลกหนอ ที่โจเซฟ ร็อคบรรยายไว้ ที่แน่ๆมันอยู่ในแถบมณฑลยูนนานของจีน ทริปเดินทาง เริ่มต้นที่คุนหมิง ไปลี่เจียง (เพื่อพักร่างกายให้คุ้นชินกับระดับความสูงที่เพิ่มขึ้น) แล้วนั่งรถยาวๆไปเซี่ยงเฉิง – เต้าเฉิง ไปค้นหาแชงกรีล่าที่อุทยานย่าดิง แล้วกลับทางเดิมมาเที่ยวเมืองจงเตี้ยน ที่ออกมาอ้างว่าแชงกรีล่าคือความสวยงามของเมืองจงเตี้ยนแห่งนี้นั่นปหละไปต้องไปตามที่ไหนแล้วพี่น้อง แล้วก็บินกลับคุนหมิงเพื่อกลับเมืองไทย ตามนี้

ด้วยความเป็นนักเดินทางแบบเลยเถิดของพวกเรา 3 คน 9 วันไม่เพียงพอ ไหนๆไปถึงคุนหมิงแล้ว เลยขอให้ทำตั๋วต่อยาวให้เราไปอีก 5 วัน ติดต่อกับทัวร์ที่ทำให้ทริปใหญ่นั่นแหละ ช่วยต่อทริปให้เรา 3 คนไปเที่ยว ต้าลี่ และคุนหมิง กันต่อเลย ทริปนี้จึงยาวไปร่วม 2 สัปดาห์

วันเดินทาง

จัดกระเป๋าเอาคืนก่อนเดินทาง ยังไม่เสร็จยังต้องไปทำงานอีกครึ่งวัน แล้วกลับมาเก็บกระเป๋าเฮือกสุดท้ายเพื่อเดินทางไปสนามบิน ให้ทันบ่าย 3 โมง เพราะเครื่องออก 17:30 น. คราวนี้ใช้บริการ China Eastern Airline บินตรงไปลงคุนหมิง สมาชิกทัวร์ชุดใหญ่ 32 คน รวมผู้นำทริป คือคุณมนตรี และคุณน้องหญิง ก็คือทีมนักเขียนของหนังสือนั่นเอง ก็จะดูเนืองแน่นไปหน่อย มีทั้งวัยรุ่น วัยทำงาน มีทั้งผู้สูงอายุ (ซึ่งภายหลังพบว่าแข็งแรงกว่าหนุ่มๆสาวๆอีกนะ) มีทั้งนักถ่ายภาพที่มีอุปกรณ์ 3 body 4 lens มีทั้งนักถ่ายภาพด้วยกล้อง Compact ปนๆกันไป เที่ยวบินล่าช้าประมาณ 1 ชั่วโมง ในที่สุดก็เรียกขึ้นเครื่อง ด้วยความเป็นกลุ่มใหญ่ที่นั่งก็เลยกระจัดกระจายไปทั่วลำ ไม่เป็นปัญหาสำหรับเรา เพราะเหนื่อยมาก ง่วงด้วย ถึงเวลาเสิร์ฟอาหาร โอ้โห…สุดยอดคลาสสิคเลย รถเข็นอาหารเหมือนชั้นวางของเหล็กแบบมีล้อเข็น เก่าๆหน่อย อาหารเย็นชืด รดชาติ พอแหลกล่ายเท่านั้น ที่ใส่น้ำแข็งคือขวดเป๊ปซี่ตัดครึ่ง ไม่มีที่คีบ ใช้ยกเทๆเอา หกบ้างหล่นบ้าง ฮาจริงๆ

หลับๆตื่นๆไป 3 ชั่วโมงกว่าๆ มาถึงคุนหมิงสักสี่ทุ่มกว่าเวลาจีน (เวลาจีนจะเร็วกว่าไทยประมาณ 1 ชม.) ที่สนามบินคุนหมิง (Kunming Changshui International Airport) อากาศเย็นใช้ได้เลย ต้องงัดแจ็คเก็ตมาใส่ ออกกันมาอย่างง่วงๆงงๆ เจอไกด์จีนหน้าตี๋สุดๆมารับ รถเป็นบัสคันใหญ่นั่งรวมกัน 32 คน ไกด์จีนแนะนำตัวว่าชื่อเจมส์ ตี๋บอกว่าขอใช้ชื่อไทย วัฒนา แล้วกัน เลียนแบบเจมส์ วัฒนา หรือพี่ต๋อง ศิษย์ฉ่อยของเรา (หารู้ไม่ว่าต๋องมันเปลี่ยนชื่อไปแล้ว) ไกด์ตี๋พูดไทยปร๋อ ถึงจะออกสำเนียงเยาวราชไปหน่อยก็ตาม 4 ทุ่มกว่ายังอุตส่าห์พาไปกินอาหารเย็น เป็นอาหารภัตตาคาร หน้าตาไม่ค่อยน่ากินเท่าไหร่ ก็กินไปนิดหน่อย แล้วเข้าโรงแรมนอน พรุ่งนี้เช้าต้องออกแต่เช้ามืด ไปขึ้นเครื่องต่อไปอีก

วันที่ 2 : คุนหมิง – ลี่เจียง – จงเตี้ยน

ตื่นแต่เช้ามืดเลย เพราะต้องบินไปลี่เจียง (Lijiang) เสียดายห้องนอน รร.ดีๆแค่มาซุกหัวนอนไม่กี่ชั่วโมงเอง อาหารเช้าเริ่มเดินวนไม่รู้จะกินอะไรดี มีแต่ผัดผัก ข้าวต้ม ไส้กรอกหน้าตาแปลกๆ แล้วก็ขนมปังแปลกๆเหมือนกัน กาแฟแสนจืด และไม่มี coffee mate

นั่งรถไปไม่นานก็ถึงสนามบิน อยู่ใกล้ตัวเมืองมาก สนามบินขนาดไม่ใหญ่เท่าไหร่นัก ระหว่างรอ Boarding pass เลยไปเดินดูหนังสือ ซื้อรวมภาพ Yunnan Scenery View มา 1 เล่ม ค้นพบอย่างหนึ่งว่า คนจีนที่นี่ไม่พูดภาษาอังกฤษเลย ขนาดเจ้าหน้าที่สนามบินยังพูดไม่ได้เลย ให้ตายเถอะพระเจ้า

บินไม่ถึงชม.ก็ถึงแล้วลี่เจียง (Lijiang : 丽江) เมืองที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ยาวนานหลายร้อยปี เมืองที่ยูเนสโก้ได้ประกาศขึ้นทะเบียนให้เป็น มรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี 1997 เมืองที่เป็นต้นทางของทริปแชงกรีล่าอย่าแท้จริง

มาถึงลี่เจียงอากาศเริ่มเย็นลงอีก เอากระเป๋าออกจากสายพาน เคลื่อนพลขึ้นบันไดเลื่อนไปชั้นบน มีคนยืนเสียงดังโหวกเหวกอยู่ โห….เท่ห์ซะ สวมเสื้อคลุมยาวสีดำ ใส่หมวกปีก แต่หน้าดุมาก แต่งตัวประหนึ่งเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ ขึ้นมาถึง ก็ต้อนขึ้นรถ รถมี 2 คัน ใหญ่ 1 เล็ก 1 คันใหญ่ได้ประมาณ 30 กว่าที่ คันเล็กอีก 20 กว่าที่ รวมกระเป๋าด้วยก็แน่นไปหมด ตอนนี้ทุกคนรวมกันนั่งที่คันใหญ่ เอากระเป๋าไปไว้คันเล็ก

เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้แนะนำตัวว่าชื่อ สมชาย โอ้โหแฮะ…พูดไทยเก่งมาก เน้นว่ามาก ที่ว่าหน้าตาดุนั่นดุจริงแฮะ แกบอกว่ามาที่นี่ต้องเชื่อฟังแก ถ้าไม่สบายต้องบอก จะส่งกลับ แกว่าไม่ได้ขู่ต้องกลับจริงๆ เพราะยิ่งขึ้นไปที่สูงยิ่งอากาศบางและแห้ง ปอดต้องทำงานหนัก ถ้าไม่สบายแล้วจะแย่ (ตอนไปนั้น ยังไม่มีความรู้เรื่องเกี่ยวกับ Altitude Sickness เลย ก็แค่ทำตัวตามที่ไกด์บอก สุดท้ายเกิดอาการมากอยู่เหมือนกัน แต่รอดมาได้)

นั่งรถไปสักพักก็ไปแวะที่ เมืองโบราณลี่เจียง (Lijiang Old Town) หรือ เมืองเก่าต้าเหยียน (Dayan Old Town) ปล่อยให้เดินเล่นกันสัก 2 ชม. สมชายบอกให้ไปถ่ายรูปวงล้อใหญ่ๆซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ของ Old Town ก็ว่าได้ แม้จะดูเป็น Tourist point ยังไงก็ไม่รู้ แต่ก็ถ่ายมาสัก 2 – 3 รูป (กลัวสมชายขอดู) ช่วงต้นๆของเมืองโบราณดูแล้วเป็นเมืองจัดตั้งมากๆ มีแต่ร้านขายของ….ที่ไม่มีคนซื้อ มีแต่นักท่องเที่ยวเดินๆดูๆ ถ่ายรูป มีชาวบ้านแต่งชุดพื้นเมืองเดินเป็นระยะๆ เห็นเมื่อไหร่ก็วิ่งไปถ่ายรูปกันใหญ่ มองย้อนไปทางเข้าจะเห็นฉากหลังเป็นภูเขาหิมะมังกรหยก (Jade Dragon Snow Mountain) มีหิมะคลุมยอดเขา ก็สวยงามดีแท้ ฟ้างี้ใสเชียว ไม่มีเมฆสักก้อน

ชนเผ่าดั้งเดิมที่ตั้งรกรากแถบนี้มากว่าพันปีคือ ชนเผ่านาซี (Naxi) เป็นอาณาจักรยิ่งใหญ่ไม่น้อย มีความเจริญรุ่งเรือง ทั้งด้านการค้า ศิลปะ วัฒนธรรม (การออกเสียงชาวนาซี ฟังจากไกด์แล้วไม่ได้ออกเสียงแบบ นาซีเยอรมัน แต่ออกเสียงเป็น นักซี)

ยังพอมีคนสูงอายุใส่ชุดพื้นเมืองของชาวนาซีในลี่เจียง

เดินรวมกลุ่มอยู่พักเดียวทุกคนก็แตกกระจายไปคนละทาง เรา 3 คน เดินไปจนสุดทาง แล้วก็เริ่มแยกเข้าซอกเล็กๆ เออ…เข้าซอกเล็กๆแล้วดีหน่อย ดูเป็นธรรมชาติดี วิวดี ไม่เห็นนักท่องเที่ยวแน่นๆ เดินลัดเลาะเข้าไปด้านในลึกๆหน่อย ถึงจะได้สัมผัสความเป็นเมืองเก่าลี่เจียง ที่ได้รับการขนานนามว่า “เวนิสแห่งตะวันออก” เพราะมีการวางผังเมืองให้มีคูคลองอยู่ทั่วพื้นที่ โดยมีสระน้ำมังกรดำ (Black Dragon Pool) เป็นแหล่งน้ำหลักของชุมชน สร้างคลองซอยเล็กๆผ่านบ้านทุกหลัง แบ่งส่วนน้ำดีใช้ดื่มกิน ส่วนน้ำใช้ และส่วนน้ำทิ้ง ระบบทางน้ำนี้ยังใช้งานได้ดีมาถึงปัจจุบันเลยแหละ

ถึงเวลาเดินกลับมาจุดนัดพบ เจอสมชายยืนรออยู่แล้ว คนยังมาไม่ครบ เลยเดินข้ามไปดูตรงรร. Grand Lijiang สวยดี ไม่มีคนด้วย เห็นสะพาน คูน้ำ และ ภูเขาหิมะมังกรหยก ถ่ายไปหลายรูป รีบเดินกลับมา เริ่มรู้สึกเหนื่อยเร็วแล้ว ลี่เจียงนี่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 2400 กว่า (เทียบกับเมืองไทยก็ต้องถือว่าสูงกว่าในระดับที่มีผลต่อสภาพร่างกายที่ไม่คุ้นชิน)

ออกจากเมืองโบราณเริ่มมีคนถามถึงครีมบัวหิมะ ตกลงกันไปมา ส่วนรวมว่าจะแวะไปหน่อย ก็ตามส่วนรวมนะ แต่เราไม่ซื้อเลยออกมาเดินเล่นที่ถนน ถ่ายรูปภูเขาหิมะมังกรหยก (อีกแล้ว) มองผ่านถนนใหญ่ไปเห็นภูเขาข้างหลังได้อีกบรรยากาศ เดินเล่นถ่ายรูปจนหมดวิว ก็ยังไม่ออกกันมา พอออกมาก็เห็นแต่ละคนหิ้วถุงกันมา มีพี่ผู้ชายซื้อไปทั้งหมด 9 หมื่น!จ้า ที่นี่ไม่ได้ขายเฉพาะบัวหิมะ แต่มีซินแสมาจับชีพจร และวิเคราะห์ว่าควรบำรุงอะไร แล้วเขียนรายการให้ ใครสนใจก็ซื้อ พี่แกไม่รู้ไปโดนโรคอะไร เจอใบสั่งยาไปเกือบแสน ก็ได้ลดมา 10% โอ…..

กว่าจะได้ทานกลางวันก็บ่ายกว่า อิ่มแล้วออกเดินทางต่อ วันนี้เราจะนั่งรถไปจนถึงเมืองจงเตี้ยน (Zhongdian, 中甸) หรือว่าเมืองแชงกรีล่า (Shangri-la, 香格里拉市) ออกจากลี่เจียงไม่นานก็จอดให้ลงไปชักภาพริมถนนทางโค้งบนยอดเขาสูง มองเห็นภูเขาหิมะเป็นทิวแถว ไม่แน่ใจซะแล้วว่าภูเขาหิมะอะไร ถ้าจำไม่ผิดสมชายจะเรียกว่าภูเขาหิมะไม่มีชื่อ 555 จริงๆนะ ก็ลงมาถ่ายรูปริมถนนกันพอสนุกสนาน สมชายได้แต่ร้องเตือนว่าให้เดินช้าๆ ทำอะไรช้าๆ และอย่าตื่นเต้น 5555 วิวสวยงามมากแต่ก็เสียวรถเลี้ยวโค้งมาสอยซะจริงๆ

หลังจากนั้นก็นั่งหลับไปนานเลย โดนปลุกมาอีกที เข้าใจว่าเป็นจุดโค้งแรกแม่น้ำแยงซีเกียง ลงมาถ่ายรูปนิดหน่อย ไม่สวยอะไร มีเพิงขายของเหมือนจุดชมวิวแถวเชียงราย แม่ฮ่องสอน กลับขึ้นไปนั่งต่อไปอีกหน่อยก็หลับอีก ตื่นมามองเห็นลำธารริมถนนไปตลอดทาง สวยจริงๆให้ตายเถอะ เห็นแค่ลำธารก็ซี๊ดแล้ว รถจอดเพราะเจอทำทางต้องรอหลบหลีก ก็ลงมาวิ่งถ่ายรูปกันใหญ่เพราะมันสวยจริงๆ ถ้าจะเข้าห้องน้ำระหว่างทางนี้ต้องเข้าป่ากันอย่างเดียว

นั่งรถต่อไปอีกนานมาก วิ่งไปจนเริ่มเย็นย่ำก็เข้าเมืองจงเตี้ยนตอนเกือบ 6 โมงเย็น โปรแกรมเดิมที่จะไปแวะทะเลสาบนาปา (Napa hai) ก่อนก็เลยต้องยกเลิก เพราะมืดซะแล้ว สมชายให้รถเข้าไปในเมืองให้เดินดูเมืองและซื้อของ แต่ใครจะเดินไหว อากาศหนาวมากกกกก… และร้านรวงก็ปิดกันแล้ว

พวกเราไปทานอาหารเย็นกันที่ภัตตาคารในเมือง ก็ยังคงแค่พอทานได้ เดินออกมาเห็นจามรีจำลองตัวจิ๋วที่ภัตตาคารวางโชว์ไว้ ยังเข้าไปพินิจพิเคราะห์กัน คิดไว้ว่าต้องถ่ายภาพตัวจริงให้ได้ สมชายเดินมาบอกว่าคนจีนเรียกว่า เหมาหนิว เป็นสัตว์ที่อึด ทนหนาวทนหิวได้ดี หลังอาหารเย็นที่ภัตตาคารในเมือง ก็เข้าพักที่โรงแรม ซึ่งเป็น Tibetan Style ห้องพักน่ารักดี รร.อยู่ในระดับดี ดูจากว่ามีฮีทเตอร์ มีเครื่องเป่าผมในห้องน้ำด้วย (ที่พักต่อๆไปจะแย่มากกกก) นอนหลับสบายดี

วันที่ 3 : จงเตี้ยน > เซี่ยงเฉิง

ตื่นเช้าไปกินอาหารเช้าที่ห้องอาหารซึ่งอยู่อีกอาคารหนึ่ง เดินไปหนาวแทบชัก เริ่มรู้รสความหนาวแล้ว ห้องอาหารที่นี่หรูหราใหญ่โต มีภาพวาดภูเขาหิมะบนเวที อลังการมากที่นี่

ที่พัก Tibetan Style ที่เมืองจงเตี้ยน

โปรแกรมวันนี้ จะไปวัดซงจ้านหลิน (SongJanLin) ซึ่งเป็นวัดที่เป็นไฮไลท์ของเมืองจงเตี้ยนเลย รูปแบบเอามาจากพระราชวังโปตาลา ที่เมืองลาซา ธิเบต วัดอยู่ไม่ไกลนักนั่งรถไปไม่ถึง 10 นาที ระหว่างทางจะมีจุดที่มองเห็นเนินเขาที่เป็นที่ตั้งของวัดและบ้านธิเบตชัดเจน ควรค่าแก่การจอดถ่ายรูป แต่รถคันใหญ่จอดไม่ได้ เสียดายมาก เซ็งในอารมณ์ประมาณหนึ่ง รถขับผ่านไปถึงทางเข้า ธรรมดาจะให้คนลงที่ประตูทางเข้าด้านล่างนี้ แล้วเดินขึ้นบันไดไปเป็นร้อยขั้น แต่เรามากับสมชายนี่นะ ให้รถขึ้นไปส่งถึงด้านบนเลยเข้าด้านหลังวัด แล้วเดี๋ยวเดินลงเหนื่อยน้อยกว่า

วัดดูสวยงามดี แต่หาพระ (ลามะ) ไม่ค่อยเจอ ไม่รู้ไปไหนหมด สมชายพาเข้าไปดูข้างใน แต่ห้ามถ่ายภาพ มีลามะนั่งรับเงินบริจาคแล้วแจกลูกประคำด้วย การค้าสุดๆ เดินออกมาถ่ายภาพข้างนอก ต้องใช้เลนส์ไวด์เป็นส่วนใหญ่ เพราะวัดใหญ่และพื้นที่แคบ

ด้านนอกมีเด็กชายหญิงคู่หนึ่งกำลังยืนแต่งตัวอยู่แม่กำลังจัดแต่งชุดงามให้ สงสัยอยู่แล้วว่ามาแต่งตัวทำไมในวัด พอยกกล้องขึ้นส่อง เจ๊ก็ร้องโหวกเหวกโวยวาย ให้เพื่อนลองฟังได้ความว่า 2 หยวน แหม๊…..เอาลูกมาแต่งตัวหากินแต่เช้า เด็กมันท่าทางยังไม่ตื่นเลย ถือว่ากระจายรายได้ก็เลยจ่ายไป 2 หยวน ว่าแล้วพวกเราก็ตะลุมถ่ายภาพ เท่านั้นแหละ ตัวแม่โวยวายว่าอะไรไม่รู้ ตัวเด็กวิ่งมาไล่ตบเลย 555 น่าจะเป็นว่า 2 หยวนสำหรับกล้อง 1 ตัว หรือ 2 หยวนได้แค่เด็ก 1 คนอะไรประมาณนี้ แต่ก็กดกันไปได้หลายภาพแล้วเลยวิ่งหนีดีกว่า เขี้ยวจริงๆ

อยู่บนวัดมองลงมาที่ตัวเมือง พร้อมทิวเขาเป็นฉากหลัง

เดินไปถึงด้านหน้า เริ่มเจอกรุ๊ปทัวร์ ซึ่งส่วนมากเป็นทัวร์จีน เพิ่งไต่บันไดขึ้นมาถึง โชคดีที่ขึ้นมาแต่เช้าคนยัวน้อย ไม่งั้นคงถ่ายภาพลำบากแย่ คนยั้วเยี้ย

ขาออกได้มาแวะถ่ายภาพตรงจุดที่ไม่ได้ถ่ายขาขึ้น แสงส่องไปที่วัดจริงๆ แต่เป็นหมอกแดดและเป็นเงา บริเวณนั้นมีเพิงให้เช่าชุดพื้นเมืองถ่ายรูป และมีจามรีสีขาวขนยาวมาให้ถ่ายรูป เจ้าของใส่ชุดพื้นเมืองเป็นนักรบเต็มยศผมยาวหน้าตายียวนมาก ถ่ายจามรี 5 หยวน ลองถามดูว่าให้เจ้าของเข้าไปด้วยได้มั๊ย มันคิดอีก 5 หยวน รวมเป็น 10 หยวน โอ้โหแฮะ…การค้าสุดๆ จ่ายไป 10 หยวน กดไปซะ 10 รูป

ออกจากวัด ก็ไปทะเลสาบนาปา (Napa hai / Napa Lake) ที่ไม่ได้ไปเมื่อวาน ตอนนี้น้ำแห้งเห็นแต่ทุ่งหญ้าสีน้ำตาลๆเป็นส่วนใหญ่ มีน้ำนิดหน่อยพอได้สะท้อนภาพภูเขา ที่นี่อากาศดี แต่ก็เหนื่อยง่ายจริงๆ บริเวณทะเลสาบนี้ถ้ามาถูกเวลา จะมีนกกระเรียนคอดำ บินกันให้พรึ่บพรั่บ มีตากล้องจากทุกมุมโลกมาเฝ้ารอดูกันทุกๆปี ตอนนี้นกไม่มี น้ำก็ไม่มี มีแต่ลมหนาวยะเยือก

จากนั้นก็เป็นการเดินทางอันแสนหฤโหดและยาวนาน ทางเขาคดเคี้ยวและทางเริ่มเป็นลูกรัง ฝุ่นเยอะแยะไปหมด เริ่มหายใจกันไม่ค่อยสะดวก ไม่ใช่ว่าอากาศบางหรอก แต่เพราะว่าฝุ่นมันเข้ารถ เข้าอุดรูจมูกเต็มเลย ระหว่างทาง รถต้องจอดเพื่อเอาน้ำรดผ้าเบรคตลอดเวลา

นั่งไปอีกนานเท่าไหร่ไม่รู้ หลับไปอีกแล้ว จนมาจอดรถถ่ายภาพลำธารริมทางโดยมีป่าเปลี่ยนสีเป็นฉากหลังก็สวยดี หลังจากนั้นก็หลับๆตื่นๆ ไปจอดถ่ายภาพอีกทีที่ยอดเขา เห็นวิวภูเขากว้าง แต่หนาวและลมแรงมาก มีทิวแถวของบทสวดธิเบตให้เป็นพร็อพในการถ่ายภาพ อุตส่าห์ปีนขึ้นไปบนเนินเพื่อถ่ายภาพแนวของธงผ้าเขียนคัมภีร์ธิเบตพร้อมฉากหลังทิวเขาแต่ลมมันแรงมาก ธงปลิวตลอดยืนรออย่างอดทนจนมือแข็งไปหมด ต้องล้มเลิก

นั่งรถต่อไปบ่ายแก่แล้วเริ่มหิวข้าว และแล้วก็มาถึง หุบเขาแชงกรีล่า (Shangri-la george) เพื่อแวะทานอาหารกลางวัน วันนี้พิเศษมีเหมาหนิวด้วย จัดมาให้ลองชิม เหมาหนิวจะมีกลิ่นสาบนิดหน่อยขนาดทำแบบใส่เครื่องเทศมาแล้ว มีจานหนึ่งเป็นหมูสไลด์แผ่นราดด้วยน้ำยำรดชาติเหมือนลาบ วันนี้เลยรู้สึกเอร็ดอร่อยกว่ามื้ออื่นๆ แต่ต้มจืดแย่มาก ชิมแล้วเหมือนต้มผักแล้วยกมาทั้งหม้อต้ม จืดสนิท หลังจากอิ่มแล้วลองเดินเข้าไปดูในหุบเขากัน หลายคนขอไม่เข้าเพราะเห็นทางเป็นทางขึ้นเขา แต่เรายังพอฟิตอยู่เลยเข้าไปลึกหน่อย จริงๆแล้วสามารถเข้าไปได้ลึกถึง 8 กม. ถ้าเดินไม่ไหวก็จ้างม้าเข้าไปได้ แต่พวกเรามีเวลาไม่มากคงเข้าไม่ลึกนัก เดินเลาะลำธารไปเรื่อยๆ เริ่มเห็นใบไม้เปลี่ยนสีแล้ว แต่แสงไม่ค่อยดีเพราะบ่ายคล้อยขนาดนี้ขาตั้งก็ไม่ได้เอามา เลยต้องกลั้นใจถ่ายแบบเสี่ยงดวงไปไม่กี่รูป ได้เวลาแล้วสมชายเดินไปตามทุกคน เพราะบ่ายแก่แล้วยังต้องเดินทางอีกไกลโขเพื่อไปที่พักที่เมืองเซียงเฉิง

เริ่มออกเดินทางต่อเมื่อบ่ายแก่ รถวิ่งต่อไปเรื่อยๆจนมืด ทางก็เริ่มแคบ ยิ่งมืดพี่คนขับก็ยิ่งซิ่ง นั่งริมหน้าต่างเห็นริมทางเป็นหน้าผาแล้วเสียวใช้ได้เลย และแล้วเราก็ถึงเมือง เซียงเฉิง (Xiangchen, 项城市) จนได้ มาถึงก็มืดค่ำต้องเดินออกนอกรร.ไปร้านอาหาร อากาศก็หนาวสุดๆ รู้สึกเพลียและสกปรกตัวเองมาก เลยขอกลับไปห้องหามาม่ากินในห้องสบายกว่า รร.นี้ไม่มีลิฟต์ เราได้ชั้น 5 เดินขึ้นไป 2 ชั้นก็หอบแล้ว ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเหนื่อยง่ายขนาดนี้ ขึ้นชั้น 5 พักซะ 2-3 ครั้งได้ เราได้ห้องพักใหญ่โตมาก แต่ห้องน้ำดูเก่าไปหน่อย แถมไม่มีน้ำร้อนในอ่างอาบน้ำ แต่มีน้ำร้อนที่อ่างล้างหน้า มิน่า..ถึงได้มีกะละมังไว้ให้ 2 ใบ ต้องรองน้ำแล้วใช้ขันตักอาบ กินมาม่า อาบน้ำแล้วนอนสลบกันเลยวันนี้

มืดแล้วก็ยังอยู่บนเขา
มาถึงเมืองเซี่ยงเฉินก็มืดตื๋อ เงียบสงัด

นอนเมืองเซี่ยงเฉิง 1 คืน พรุ่งนี้เดินทางต่อ ใกล้แชงกรีล่าเข้าไปทุกที่ ตามต่อตอน 2 Shangri-La is in my dream (2)

Exploring Beijing (2)

Trip: Beijing May 2002

Day 1 : Wangfujing

Day 2 : Qianmen gate, Tian’anmen square, Forbidden city, Jinshan Park, Beihai Park

Day 3 : The Great wall > Jinshanling Pass >>> Simatai Pass

Day 4 : Yonghe Gong, Temple of Confucius, Yeheyuan, Kunming Lake

Day 5 : Tiantan

ทริปลุยปักกิ่งผ่านไป 1 วัน 2 คืน เดินเที่ยวจัตุรัสเทียนอันเหมินต่อด้วยพระราชวังต้องห้าม ข้ามไปขึ้นเขาจิ่งชาน หมดวันขาลากกันเลย กลับห้องไปนอนนวดขา [Exploring Beijing (1)] แผนวันที่ 3 ของพวกเราคือ ต้องไปเห็นกำแพงเมืองจีน!

วันที่ 3 กำแพงเมืองจีนเดินจนตีนพลิก | The Great Wall

ระหว่างนั่งทานอาหารเช้าง่ายๆที่โรงแรมจัดมาให้ ก็คือข้าวต้ม ขนมปัง ชา กาแฟ พวกเราก็ส่งตัวแทน 1 คนไปคุยกับพนักงานต้อนรับที่พอพูดภาษาอังกฤษได้ ให้ติดต่อรถพาพวกเราไปเที่ยวกำแพงเมืองจีนหน่อย เพราะขี้เกียจขึ้นรถเมล์ เพื่อนกลับมาพร้อมบอกว่าเรียบร้อย ไปเตรียมตัวได้ อีกครึ่งชั่วโมงมีรถมารับ

รถแท็กซี่พร้อมคนขับที่พูดกันคนละภาษากับเรามารับตรงเวลา เจ้าหน้าที่เคาเตอร์ส่งภาษากับคนขับให้เรียบร้อย พร้อมมาส่งพวกเราที่รถ โบกมือร่ำลา Have a good trip!

กำแพงเมืองจีน (長城 / The Great Wall of China)
กำแพงหมื่นลี้ (10,000 Mile Long Wall / 萬里長城)

กำแพงเมืองจีน หรือ The Great Wall of China คือหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง สร้างขึ้นตั้งแต่ก่อนสมัยของจิ๋นซีฮ่องเต้ และสร้างเพิ่มเติมมาเรื่อยๆ เป้าหมายเพื่อที่จะป้องกันกลุ่มข้าศึกที่จะมารุกรานประเทศ โดยแนวกำแพง มีความยาวถึง 21,196 กิโลเมตร ครอบคลุมกว่า 15 มณฑลในประเทศจีน อยู่ทางตอนเหนือของประเทศ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี พ.ศ. 2530

ด่านทางขึ้นเที่ยวกำแพงเมืองจีนใกล้ๆกรุงปักกิ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมไป

  • ด่านปาต๋าหลิ่ง (Badaling – 八达岭) เป็นด่านยอดนิยมของนักท่องเที่ยว เพราะอยู่ไม่ไกลจากปักกิ่ง ด่านนี้ได้รับการปรับปรุงให้มีทั้งกระเช้า รถราง ร้านอาหาร และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เดินทางไปง่าย
  • ด่านมู่เถียนยวี่ (Mutianyu -慕田峪) เป็นด่านที่ได้รับการบูรณะได้สมบูรณ์มากที่สุดในบรรดาด่านทั้งหมดของกำแพงเมืองจีน ด่านนี้นักท่องเที่ยวไม่เยอะมากเท่าด่านปาต๋าหลิ่งเพราะอยู่ห่างจากปักกิ่ง ต้องนั่งรถออกไปประมาณ 70 กิโลเมตร
  • ด่านจินชานหลิง (Jinshanling – 金山岭) เป็นด่านที่นักท่องเที่ยวไม่ค่อยนิยมไป เพราะอยู่ไกลจากตัวเมือง และกำแพงบริเวณนั้นไม่ได้รับการบูรณะมากนัก
  • ด่านซือมาไถ่ (Simatai – 司马台) เป็นอีกด่านที่นักท่องเที่ยวบอกกันว่าสวยที่สุดเพราะมีวิวสวยงาม และยังเปิดให้เข้าชมยามค่ำคืนได้ด้วย

ถามเพื่อนว่าเราจะไปเที่ยวกำแพงเมืองจีนตรงจุดไหน เพราะมีด่านทางขึ้นกำแพงเมืองจีนหลายจุด เพื่อนบอกว่า เราจะไปด่านนอกๆเมืองๆ ที่ไม่ใช่ด่านที่พวกทัวร์นิยมไปกันอย่างด่านปาต๋าหลิง พวกเราบอกว่า ดีมากๆ เราไม่ชอบที่คนเยอะๆ

นั่งรถออกมานอกเมืองนานกว่า 2 ชั่วโมง ก็มาถึง ด่านจินชานหลิง (Jinshanling Pass) บริเวณด่านเงียบสงบสมความต้องการมาก มีนักท่องเที่ยวไม่เยอะ พยายามนัดแนะเวลากับคนรถอยู่พักใหญ่ เพราะคุยกันไม่รู้เรื่อง คุยกันอยู่นานคนรถเอากระดาษมาชี้ๆให้ดูว่า ที่โรงแรมบอกมาแล้วว่าให้มาส่งเราที่นี่ แล้วรอรับเราที่ด่านซือมาไถ่ พวกเราก็อ้าวเหรอ มันไกลมั๊ยวะ ถามไปคุยไปก็ไม่รู้เรื่อง คนแถวนั้นก็ไม่มีใครพูดอังกฤษได้ ก็เอาวะ ส่งสัญญานมือกับคนขับว่า โอเคนะ แล้วเจอกัน ซื้อบัตรผ่านทางเข้าแล้วเดินเข้าไปกันเลย มองดูเห็นมีกระเช้าขึ้นไปด้านบนเหมือนกัน แต่พวกเราเลือกที่จะเดินขึ้นกันเพื่อซึมซับบรรยากาศ (แล้วมานั่งหัวเราะกันตอนหลังว่าเป็นเครื่องทุ่นแรงเดียวที่มีแต่เราไม่ใช้)

มาอ่านข้อมูลทีหลังถึงรู้ว่า ด่านจินซานหลิ่ง เป็นด่านที่คนไม่นิยมมาเพราะอยู่ไกลตัวเมืองมาก (อยู่ตรงรอยต่อระหว่างอำเภอมี่หยวินของปักกิ่ง กับอำเภอหลานผิงจังหวัดเฉิงเต๋อ ในมณฑลเหอเป่ย) สภาพของกำแพงเมืองจีนส่วนนี้ค่อนข้างจะเก่า ไม่ได้รับการบูรณะซ่อมแซมเท่าไหร่ แต่ว่าไปพวกเราชอบมากนะ มันทั้งเก่า ทั้งหักพัง ทำให้ดูเป็นจริงมากกว่า กำแพงส่วนที่บูรณะจนดูใหม่เอี่ยม

ช่วงแรกๆก็เดินชมวิวกันเพลิดเพลิน ถ่ายรูปกันสนุกสนาน เดินไปเดินไป เริ่มเหนื่อย เพราะการเดินเที่ยวกำแพงเมืองจีนก็คือการเดินขึ้นเขาลงเขานั่นเอง เพราะกำแพงสร้างเป็นแนวบนสันเขา บางส่วนเป็นพื้นหินขึ้นลงตามแนวสันเขา บางส่วนก็เป็นบันได เดินกันไปเรื่อยๆจนน้ำหมด ยังไม่เจอป้ายบอกทางลงด่านซือมาไถ่เลย

ระหว่างเดินเจอกลุ่มลุงป้าญี่ปุ่นกลุ่มใหญ่มาเป็นทัวร์ มาแบบจัดเต็มแบบชุดปีนเขา มีไม้เท้าปีนเขากันทุกคน ไปถามข้อมูลกับไกด์ไม่รู้เรื่องเพราะไกด์พูดญี่ปุ่น ก็เลยตัดใจเดินไปเรื่อยๆ เจอป้อมมีตู้ขายน้ำ ดีใจน้ำตาจะไหล แต่ไม่มีของกิน มีแต่ขนมห่อๆซื้อมากินกันตาย เดินจนล่วงเลยเที่ยงมาจนบ่าย ข้ามมาไม่รู้กี่ยอดเขา ผ่านมาไม่รู้กี่ป้อม หลังจากนั่งพักเหนื่อยชมวิวกันพักใหญ่ ก็เดินมาเจอกลุ่มลุงป้าญี่ปุ่นอีกครั้ง คราวนี้น้ำตาไม่ไหลแต่น้ำลายไหลแทน เพราะลุงป้าหยุดพักทานกลางวันกัน ต่างคนต่างงัดซูชิ ข้าวปั้น เบนโตะ พร้อมน้ำชามานั่งจิบกันอย่างเพลิดเพลิน

เดินกันไปแบบไร้เป้าหมายว่าอีกนานแค่ไหนจะถึง สุดท้ายก็เห็นป้ายชี้ทางลง ด่านซือมาไถ่ (Simatai Pass) จนได้ เดินลงมาด้านล่างในสภาพที่เรียกว่า หมดสภาพจะดีกว่า มาเจอร้านอาหารก็ชี้สั่งกันไปเรื่อยเปื่อย เอามาพอให้หายหิว พอเริ่มมีพลังก็นั่งหัวเราะกัน ว่าไปคุยกับเคาเตอร์ว่ายังไงเนี่ย กลายเป็นทริปเทรคกิ่งบนกำแพงเมืองจีนซะงั้น จากเดิมที่คิดว่าจะขึ้นไปบนกำแพง เดินถ่ายรูปเล่นไปตามต้องการแล้วก็กลับลงมา บ่ายๆจะเข้าไปเดินเล่นในปักกิ่งต่อ กลายเป็นเดินข้ามเขากันทั้งวันกลับลงมาเกือบห้าโมงเย็น

สุดท้ายก็เจอทางออกมาด่านซือมาไถ่
มาถึงจนได้ กำแพงเมืองจีน ด่านซือมาไถ่

สรุปความว่าพวกเราเดินชมกำแพงเมืองจีนจาก ด่านจินชางหลิง ไปถึง ด่านซือมาไถ่ เป็นระยะทาง 10.5 กม. เป็นการเดินไต่สันเขาขึ้นๆลงๆ ผ่านหอสังเกตุกาณ์ (Watch tower) 45 หอ ใช้เวลาไปเกือบๆ 5 ชั่วโมง ซาบซึ้งกับกำแพงเมืองจีนไปอีกนาน!!!

พี่คนขับนอนรอในรถอย่างสบาย พอเจอหน้ากันก็ถามไถ่เดาเอาว่า สนุกมั๊ย ประมาณนี้ พวกเราก็นะ ยกนิ้ว Good!! Very good! ขี้เกียจจะอธิบาย แต่ถ้าไม่นับว่าไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจ และไม่ได้เตรียมอาหารมา ก็นับว่าเป็นประสบการณ์น่าจดจำมากๆ แนวกำแพงเมืองระหว่างด่านสวยงามดีมากๆ แม้ตรงที่หักพังก็ดูสวย มีเสน่ห์ สร้างความฉงนสนเท่ห์ว่าตอนสร้างแบกกันมายังไง(วะ)

กลับถึงที่พักแบบขาแทบหลุด เหนื่อยแต่ก็หิว พักขากันสักพัก ก็ยอมเดินออกมานั่งรถเมล์กลับไปตรงถนนเฉียนเหมินหาข้าวกิน แต่พับแผนการเดินช็อปปิ้ง เพราะไม่มีแรงจะเดิน

แม้จะหมดแรงแต่ยังอุตส่าห์ถ่ายรูปประตูเฉียนเหมินยามค่ำคืนมา 1 รูป

วันที่ 4 เรื่อยเปื่อยในปักกิ่ง | Relaxing Beijing

วันนี้ขอเที่ยวน้อย พักร่าง หลังลุยหนักมา 2 วัน เลยตื่นสายหน่อย เที่ยวมันใกล้ๆในเมืองนี่แหละ

วัดหย่งเหอ (Yonghe Temple / Yonghe Gong / 雍和宫)

วัดลามะ ในศาสนาพุทธนิกายทิเบตแห่งเดียวในปักกิ่ง พื้นที่ของวัดเดิมเคยเป็นพื้นที่ของพระราชวังในสมัยราชวงศ์ชิง โดยคังซีฮ่องเต้สร้างให้เป็นที่ประทับของโอรสองค์ที่ 4 พระนาม“หย่งเจิ้ง” เมื่อโอรสได้ขึ้นครองราชย์ ก็เลยแบ่งพื้นที่พระราชวังส่วนหนึ่งให้พระลามะนิกายหมวกเหลือง จึงกลายเป็นวัดในเขตพระราชวัง จนภายหลังได้เปลี่ยนพื้นที่ทั้งหมดเป็นวัดลามะ ตั้งชื่อว่าวัดหย่งเหอ

เพราะเคยเป็นวังมาก่อน จึงมีตัวอาคารใหญ่น้อยอยู่หลายหลัง พื้นที่กว้างมีสวนและต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น เดินเที่ยวได้เพลินๆ ผ่าน ตำหนักยงเหอกง (雍和门大殿), ตำหนักหย่งโย่ว (永佑殿), ตำหนักฝ่าหลุน (法轮殿) และด้านในสุดที่พลาดไม่ได้คือ หอหมื่นสุข 万福阁) ที่มีพระพุทธรูปพระศรีอริยเมตไตรย์ปางยืน ความสูง 26 เมตร แกะสลักด้วยไม้กฤษณาขาวท่อนเดียว ที่องค์ดาไลลามะที่ 7 ถวายให้กับเฉียนหลงฮ่องเต้ ในปี 1753 ถือเป็นพระพุทธรูปไม้แกะสลักที่สูงที่สุดในโลก (บันทึกใน Guinness Book)

กระถางธูปสัมฤทธิ์สามขาขนาดใหญ่ สร้างขึ้นในสมัยของเฉียนหลงฮ่องเต้(1747)
ว่ากันว่าเป็นหนึ่งในสามสุดยอดแห่งปักกิ่ง
ตำหนักยงเหอกง (The Hall of Harmony and Peace – 雍和宮)

วัดขงจี๊อ (Temple of Confucius / 孔庙)

มาต่อกันอีกวัดที่อยู่ใกล้ๆกับวัดลามะ ห่างกันไม่เกิน 400 ม.คือวัดขงจี๊อ น่าสงสัยจริงๆว่าวัดขงจี๊อแทบทุกที่ ในอดีตจะเคยเป็นสถานที่“สอบจอหงวน” ที่วัดนี้ก็เหมือนกัน เข้าไปในส่วนแรกจะมีศิลาจารึกรายชื่อผู้ที่สอบได้จอหงวนตั้งแต่สมัยราชวงศ์หยวน หมิง และชิง เข้าไปด้านในจะมีส่วนอาคารแสดงนิทรรศการ ประวัติและคําสอนของขงจื๊อ และอาคารที่เก็บรักษาหลักศิลาจารึกที่เกี่ยวกับ 13 บทคําสอนขงจื๊อและบทกวี ด้วยลายมือของจักรพรรดิเฉียนหลง

ต้าเฉิงเตี้ยน (大成殿)

พระราชวังฤดูร้อน (Summer Palace / Yiheyuan / 颐和园)

ช่วงบ่ายไปเที่ยวพระราชวังกันอีกที่ เลือกนั่งแท้กซี่ไป เอาสบาย เพราะเริ่มเมื่อยอีกแล้ว ระยะทางจากกลางเมืองก็ราวๆ 30 กม. นั่งรถมาไม่ถึงครึ่งขม. การมาเที่ยวที่พระราชวังอวี้เหอหยวนนี้เหมือนมาเที่ยวสวนแถมด้วยชมพระราชวัง การสร้างวังที่นี่ก็เพื่อเป็นพระราชวังสำหรับตากอากาศ เพราะบริเวณนี้ทิวทัศน์ดี อากาศก็ดี ไม่ร้อน ในรัชสมัยของเฉียนหลงฮ่องเต้ได้ทำการปรับปรุงขยับขยายที่พักตากอากาศนี้ออกไปอีก มีการใช้คนขุดทะเลสาบขนาดใหญ่ขึ้นมาเป็น ทะเลสาบคุนหมิง (Kunming Lake) ดินจากการขุดทะเลสาบก็เอามาถมจนกลายเป็นเนินเขาชื่อ ภูเขาว่านโซ่วซาน (万寿山) แล้วสร้างพระตำหนักเพิ่มเติมไว้บนเนินเขา ทำให้ได้รับอากาศเย็นสบาย ทิวทัศน์สวยงาม พระราชวังฤดูร้อนได้รับการรับรองจากองค์กรยูเนสโกเป็นมรดกโลก ในปี 1998

ว่าจะเที่ยวแบบสบายๆ แต่ที่เที่ยวแต่ละที่ของเมืองจีนก็ใหญ่โตไปหมด อี้เหอหยวนนี้มีขนาดพื้นที่ 1,800 ไร่ มีตำหนักน้อยใหญ่ให้ชม ทางเดินเลียบริมทะเลสาบทำเป็นระเบียงยาว เดินกันไปเรื่อยๆเหนื่อยก็หยุด แวะดูห้อง ดูตำหนักไปเรื่อยๆ เดินเลยไปขึ้นเขาว่านโซวซาน จะได้ชมวิวทะเลสาบจากมุมสูง

เดินเลียบทะเลสาบไปให้ถึงเขาว่านโซ่วซาน
โรงการแสดงต่างๆเพื่อสร้างความรื่นเริงยามมาพักร้อน
เรือหินอ่อนที่สร้างขึ้นในสมัยของพระนางซูสีไทเฮา หนึ่งในผลงานอันเลื่องชื่อแห่งพระราชวังฤดูร้อน
วิวมุมสูงจากเขาว่านโซวซาน จะเห็นพระราชวังฤดูร้อน และทะเลสาบคุณหมิงได้ไกลสุดลูกหูลูกตา

กลับลงมาก็ไปต่อคิวเพื่อขึ้นเรือมังกรข้ามฝั่ง จะได้ไม่ต้องเดินกลับไป แต่ใครอยากเดินก็เดินได้ พวกเราขอนั่งเรือรับลมเย็นๆดีกว่า

ลงเรือแล้วนั่งพักกัน หายเมื่อยก็เดินข้าม สะพานโค้ง (17-Arch bridge) ที่ได้ชื่อว่าเป็นสะพานในพระราชวังที่ยาวที่สุดของจีน ข้ามไปเที่ยววัดที่เกาะเล็กๆ นั่งรับลมชมวิวพักผ่อนจนพระอาทิตย์ใกล้ตก ก็กลับออกมา จะหาเรียกแท้กซี่ก็ไม่มี เลยนั่งรถเมล์กลับ เพราะเป็นต้นสาย ก็เลยนั่งยาวไปลงแถวหวังฝูจิ่งอีกรอบ หาข้าวเย็นกินพร้อมช้อปปิ้งนิดหน่อย

เห็น ภูเขาอวี่เฉวียน และเจดีย์อวี่เฝิง อยู่ไกลๆ

วันที่ 5 ลาก่อนปักกิ่ง | Bye Bye, Beijing

วันสุดท้ายในปักกิ่ง เก็บของฝากที่พักแล้วออกไปเก็บตกในเมืองที่ หอสักการะฟ้าเทียนถาน (Tiantan Temple of Heaven) ซื้อบัตรเข้าด้านใน แล้วเดินเข้าไปช่วงแรกจะเป็นสวนอีกล่ะ กว่าจะเดินถึงจุดเที่ยวจุดแรกก็เมื่อยอีก บอกแล้วว่าที่ท่องเที่ยวในเมืองจีนไม่มีเล็ก มีแต่ใหญ่ๆกว้างๆ

หอสักการะฟ้าเทียนถาน (Temple of Heaven / Tiantan / 天坛)

จุดแรกที่ไปคือ ตำหนักฉีเหนียนเตี้ยน (Qinian Pavilion / 祈年殿) เป็นตำหนักทรงกลมหลังคา 3 ชั้น ด้านในของตำหนักไม้ ไม่มีคานและไม่ใช้ตะปูในการสร้าง ใช้เป็นสถานที่ทำพิธีบวงสรวงเกี่ยวกับพืชพรรณธัญญาหาร

เดินต่อไปจะเจอ ตำหนักหวงฉุงหยีว์ (Huangqiongyu Pavilion / 皇穹宇) เป็นตำหนักเก็บแผ่นป้ายเทพเจ้าที่ใช้ในพิธิบวงสรวงฟ้าและสวรรค์ ตรงนี้มี กำแพงสะท้อน (Echo Wall) ที่บอกว่าสามารถส่งเสียงให้ผ่านกำแพงไปถึงคนที่อยู่อีกฝั่งกำแพงได้ แต่ไม่รู้จะลองยังไงเพราะคนเยอะแยะ ต่างคนต่างกระซิบกันพึมพัมๆไปหมด

ส่วนสุดท้ายที่เดินไปถึงคือ แท่นหยวนซิวถาน (Huanqiu Altar / 圜丘) เป็นแท่นหินอ่อนวงกลม มีฐาน 3 ชั้น (แทนมนุษย์ โลก และสวรรค์) ตรงจุดศูนย์กลางของแท่นมีแผ่นหินวงกลมโผล่ขึ้นมา ตรงนั้นเรียกว่า เทียนซินสือ (Tianxin Shi / 天心石) หรือ หินใจกลางสวรรค์ คนจะต่อคิวกันเข้าไปยืน บ้างก็ยืนเพื่อถ่ายรูป บางคนก็ยืนกางแขนแหงนหน้าประมาณมายืนรับพลังจากสรวงสรรค์

หมดเวลาแล้วไปหาอะไรรองท้องก่อนกลับที่พัก ให้พนักงานเรียกแท้กซี่พาไปสนามบิน

เที่ยวปักกิ่ง 3 วันกว่าๆ ก็ถือว่าเก็บไฮไลต์ครบ แต่น่าจะมีเวลาอีกสักวัน จะได้มีเวลาเดินเล่นตรอกซอกซอย และได้ใช้เวลาไปชิมอาหารอร่อยๆบ้าง เอาไว้จะมาใหม่

Exploring Beijing (1)

Trip: Beijing May 2002

Day 1 : Wangfujing

Day 2 : Qianmen gate, Tian’anmen square, Forbidden city, Jinshan Park, Beihai Park

Day 3 : The Great wall > Jinshanling Pass >>> Simatai Pass

Day 4 : Yonghe Gong, Temple of Confucius, Yeheyuan, Kunming Lake

Day 5 : Tiantan

จำไม่ได้ว่าทริปนี้เกิดขึ้นมาได้ยังไง แต่นับว่ากล้าหาญกันมากที่คิดจะไปเที่ยวจีนกันเอง เพราะว่าไม่มีใครพูดอ่านฟังภาษาจีนได้เลย และประเทศจีนก็ขึ้นชื่อลือชาในเรื่อง พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่เมื่อฝรั่งผมทองยังแบกเป้เที่ยวไทยใช้ภาษามือบวกภาษาใจได้ พวกเราก็ต้องเที่ยวเมืองจีนได้

วันที่ 1 ถึงแล้วปักกิ่ง | Arriving Beijing

บินกับสายการบินแห่งชาติ ตรงเข้าสู่ปักกิ่ง ใช้เวลา 5 ชม. ถึงช่วงบ่ายแก่ๆแล้ว นั่งแท็กซี่เข้าเมืองไปเลย ยื่นกระดาษชื่อที่พักให้คนขับดู วัดดวงกันไปว่าจะโดนหลอกพาวนหรือไม่ ก็ถือว่าโชคดีเพราะพาไปถึงที่พักได้แบบปกติ ที่พักดูดีพอสมควร เก็บของแล้วออกเที่ยวกันเลย ทริปนี้ง่ายขึ้นเยอะเพราะลอกรายการท่องเที่ยว ที่พัก ไปยันร้านอาหารจากพี่ชายคนหนึ่งที่เพิ่งมาเที่ยวไม่นาน

หวังฝูจิ่ง (Wangfujing / 王府井)

จากที่พักเลือกนั่งรถเมล์ไปลงแถวถนนยอดนิยมของนักท่องเที่ยว ถนนหวังฝูจิ่ง (Wangfujing Rd.) เป็นถนนที่มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์หยวนแล้ว เพิ่งจะได้ชื่อว่า “หวังฝูจิ่ง ” ซึ่งแปลว่า “บ่อน้ำของตำหนักท่านอ๋อง” ในสมัยราชวงศ์หมิง เมื่อ 500 ปีที่ผ่านมา ตามรายทางมีตึกเก่าอายุเป็นร้อยๆ ปีแทรกอยู่กับตึกใหม่ๆ มีร้านขายของแบรนด์เนมและร้านขายของอื่นๆให้เดินดูได้ตลอดทาง นักท่องเที่ยวก็เยอะคนจีนก็แยะ เดินเล่นไปเรื่อยๆจะเจอซอยที่เลี้ยวเข้าไปจะเป็นเหมือนถนนสายอาหาร ฝากท้องกันได้เลย แต่ความสนุกคือเดินดูของกินแปลกๆ พวกเสียบไม้ย่างหรือทอด เห็นแล้วขนลุกเบาๆ มีทั้ง งู แมงป่อง หนอน มีแม้กระทั่งม้าลายเสียบไม้ย่าง ส่วนที่ดูน่ากินแต่ไม่อยากกินคือ ผลไม้ชุบน้ำตาลเคลือบ อย่างพุทรา แอปเปิ้ล เห็นวัยรุ่นจีนเดินกินเหมือนคนไทยเดินกินลูกชิ้นปิ้ง

St. Joseph’s Church บนถนนหวังฝูจิ่ง

วันที่ 2 สำรวจปักกิ่ง | Exploring Beijing

วันนี้เริ่มต้นสำรวจปักกิ่งกัน นั่งรถเมล์จากที่พัก ไปลงแถวๆถนนเฉียนเหมิน (Qianmen) ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นเดินเที่ยวของเรา จาก Qianmen Archery Tower ข้ามถนนไป Qianmen Gate เดินยาวๆผ่า Tian’anmen Square ไปถึง Tian’anmen gate แล้วซื้อตั๋วเข้าที่เที่ยวไฮท์ไลต์ของวันนี้ที่ พระราชวังต้องห้าม (Forbidden city) ทะลุออกไป Jinshan Park, Beihai Park เดินขึ้นเขาไปชมวิวพระราชวังมุมสูง ไม่หมดแรงให้มันรู้กันไป

ประตูเฉียนเหมิน (Qianmen / 前门)

ประตูเฉียนเหมินมีอายุมากกว่า 500 ปีสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง เป็นป้อมปราการทางด้านทิศใต้ของพระราชวังต้องห้าม อยากเข้าด้านในเพื่อขึ้นชั้นบนไปดูวิวมุมสูงก็ได้ มีค่าเข้า แต่พวกเราไม่ได้เข้าเพราะตั้งใจไปขึ้นชมวิวที่ประตูเทียนอันเหมินก่อนเข้าพระราชวัง

ประตูเฉียนเหมิน (Qianmen Gate)
ป้อมธนูเฉียนเหมิน (Archery Tower)

จัตุรัสเทียนอันเหมิน (Tian’anmen Square / 天安门广场)

หันหลังให้ประตูเฉียนเหมือนแล้วเดินตรงต่อมาเข้าสู่จัตุรัสเทียนอันเหมินอันโด่งดัง เดินผ่าลานกว้างใหญ่แดดร้อนจนแสบหน้า แม้ลมจะเย็นจนหนาว ไม่มีร่มไม้ชายคาให้หลบแดดได้เลยนะ ในลานนี้มีจุดเยี่ยมชมได้หลายที่อย่าง อนุสรณ์สถานประธานเหมา (Chairman Mao Zedong Memorial Hall), ตึกรัฐสภาประชาชน (The Great Hall of the People), พิพิธภัณฑ์แห่งชาติจีน (National Museum of China), อนุสาวรีย์วีรชน (The Monument to the People’s Heroes)

ตึกอนุสรณ์สถานประธานเหมา
(Chairman Mao Zedong Memorial Hall / 毛主席纪念堂)

อาคารใหญ่กลางลานเป็นที่เก็บร่างของท่านประธานเหมาเจ๋อตุง ใครอยากจะเข้าไปเคารพร่างประธานเหมาด้านใน จะต้องยืนต่อคิวรวมกับนักท่องเที่ยวและชาวจีน ซึ่งหางแถวยาวมาก และเปิดให้เข้าเฉพาะช่วงเช้า พวกเราก็เลยยืนเคารพเอาด้านหน้าตึกก็พอ แล้วมาถ่ายรูปอนุสาวรีย์การปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์ที่อยู่ด้านหน้าตึกซ้ายขวา แถมด้วยเสาสูงสีขาวที่เป็นอนุสาวรย์วีรชนดีกว่า

ประตูเทียนอันเหมิน (Tian’anmen gate / 北京旅游网)
(Gate of Heavenly Peace)

เดินสุดจัตุรัสเทียนอันเหมิน จะเจอเสาธงสูงใหญ่ ธงชาติจีนสีแดงปลิวไสว ฝั่งตรงข้ามถนนจะเห็นสิ่งก่อสร้างเหมือนกำแพงขนาดใหญ่พร้อมพลับพลาสีแดงด้านบน มีรูปภาพขนาดใหญ่ของประธานเหมาเจ๋อตุงอยู่เหนือซุ้มประตู นั่นคือ ประตูเทียนอันเหมิน อันโด่งดัง แต่เดิมเป็นซุ้มประตูด้านหน้าของพระราชวังต้องห้าม จะมีสะพานหินหยกขาวนำเข้าสู่ซุ้มประตู นักท่องเที่ยวที่ต้องการจะขึ้นไปบนพลับพลาหรือเข้าพระราชวังต้องห้ามจะต้องเดินข้ามสะพานหินหยกขาวเข้าไป (มี 5 สะพาน/ประตู แต่ตรงกลางห้ามเข้าให้เฉพาะเจ้าหน้าที่เท่านั้น) ด้านข้างของรูปประธานเหมา มีคำขวัญเขียนว่า “ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนจงเจริญ” และ “ความสามัคคีประชาชนทั่วโลกจงเจริญ” คนทั้งโลกน่าจะรู้จักประเทศจีนจากรูปประตูเทียนอันเหมินนี้แหละ

พวกเราซื้อตั๋วขึ้นไปบนพลับพลาเทียนอันเหมินด้วย ด้านบนก็มีห้องจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้อะไรต่างๆ แต่จุดมุ่งหมายคืออยากขึ้นมาถ่ายรูปมุมสูงของจัตุรัสเทียนอันเหมินมากกว่า ใครไม่อยากได้รูปมุมนี้ก็ไม่ต้องขึ้นมาก็ได้ ทะลุประตูโค้งเพื่อเข้าพระราขวังต้องห้ามไปได้เลย ประหยัดเงินด้วย

เมื่อขึ้นมายืนอยู่บนระเบียงของพลับพลาเทียนอันเหมินมองลงไปที่ลานกว้าง ลองหลับตานึกภาพผู้ชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองว่าจะมีจำนวนมากมายมหาศาลขนาดไหน ในคืนวันที่ 3 มิถุนายน 1989 กองกำลังพรรคคอมมิวนิสต์ได้ใช้รถถังพุ่งชนทลายกำแพงรถบัสเข้ามายังใจกลางพื้นที่ชุมนุมและยิงใส่ผู้ชุมนุม ซึ่งไม่มีใครรู้ว่ามีผู้เสียชีวิตไปจำนวนเท่าไหร่ ประวัติศาสตร์โลกได้บันทึกไว้ว่า 4 มิถุนายน 1989 คือวันเกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่จัตุรัสเทียนอันเหมินซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่โหดร้ายครั้งหนึ่งของโลก

ระเบียงด้านหลังของประตูเทียนอันเหมินมองเห็นทางเดินเข้าพระราชวังต้องห้าม

พระราชวังต้องห้าม (Forbidden city / 紫禁城)
พระราชวังกู้กง (Gugong / 故宫)

พระราขวังต้องห้าม หรือบางคนก็เรียกว่าพระราชวังกู้กง ตามภาษาจีน [กู้กง (故宫:Gùgōng) แปลว่า พระราชวังเก่า] เป็นพระราชวังหลวงมาตั้งแต่สมัยกลางราชวงศ์หมิงจนถึงราชวงศ์ชิง เป็นที่ประทับของสมเด็จพระจักรพรรดิ 24 พระองค์ (ราชวงศ์หมิง 14 พระองค์ และราชวงศ์ชิง 10 พระองค์) ว่ากันว่าเคยมีห้องต่างๆถึง 9,999 ห้อง ประกอบด้วยเขตพระราชฐานชั้นนอก และชั้นใน ถ้าจะเดินดูด้านในของพระราชวังให้ทั่วๆ (เท่าที่เปิดให้เข้าชม) น่าจะต้องใช้เวลาทั้งวัน ถ้าไม่หมดแรงไปก่อน

พระราชวังต้องห้าม มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาวจากเหนือจรดใต้ 961 เมตร กว้าง 753 เมตร มีกำแพงวังล้อมรอบ ยาว 3 กิโลเมตร สูง 10 เมตร มีคูน้ำล้อมรอบ กว้าง 52 เมตร มีประตูวัง 4 ประตู 4 ทิศ มีป้อมหอคอยกำแพงวังอยู่ 4 มุม มีพื้นที่ทั้งหมด 724,250 ตารางเมตร

ชื่อพระราชวังต้องห้าม มีที่มาจากคำว่า 紫禁城 หรือ จื่อจิ้นเฉิง แปลตรงตามตัวอักษร ได้ว่า เมืองต้องห้ามสีม่วง หมายถึงเมืองที่สามัญชนไม่สามารถเข้าไปได้นั่นเอง

ระหว่างเดินเที่ยว พวกเราก็คุยกันถึงหนังเรื่องจักรพรรดิ์องค์สุดท้าย คือจักรพรรดิ์ปูยี แต่ก็จำรายละเอียดไม่ค่อยได้ กลับมาถึงไทยก็หาหนังมาดูอีกรอบ อ่านหนังสืออีกหน่อยก็ได้ข้อมูลว่า จักรพรรดิ์ปูยี จักรพรรดิ์องค์สุดท้ายของชาวจีน ประทับอยู่ที่พระราชวังนี้จนถูกบังคับให้สละราชสมบัติใน ค.ศ. 1912 แต่ก็ยังได้รับอนุญาตให้อยู่ในพระราชวังได้แต่โดนจำกัดบริเวณให้อยู่ในเขตชั้นใน แล้วยึดเขตชั้นนอกไปเป็นของแผ่นดิน จนกระทั่งพระองค์ถูกขับออกจากพระราชวังต้องห้าม หลังการรัฐประหารใน ค.ศ. 1924 จากนั้นพระราชวังก็ถูกทิ้งไว้อีกนาน โดนทำลายจากศึกสงครามหลายครั้ง สมบัติมากมายก็ถูกปล้นถูกขโมยหายไปจำนวนมาก จนได้รับการบูรณะเพื่อเปิดให้ผู้คนเข้าชมในภายหลัง และในปี 1961 พระราชวังต้องห้าม จึงได้รับการคุ้มครองจากรัฐบาลจีนในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ของชาติจีน และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO

พระตำหนักที่น่าสนใจในพระราชวังต้องห้าม

เขตพระราชฐานชั้นนอก : พระตำหนักไถ่เหอ (太和殿), พระตำหนักจงเหอ (中和殿) และพระตำหนักเป่าเหอ (保和殿)

เขตพระราชฐานชั้นใน : พระที่นั่งเฉียนชิง (พระที่นั่งสุทไธสวรรค์) (乾清宮), พระตำหนักเจียวไถ่ (พระตำหนักสหภาพ) (交泰殿) และ พระที่นั่งคุนหนิง (พระที่นั่งโลกาสันติสุข) (坤宁宫)

แม่น้ำสีทอง (The Golden Water River) เป็นกระแสน้ำเทียมที่ไหลไปทั่วพระราชวังต้องห้าม มีสะพานข้ามทั้งหมดห้าสะพาน เมื่อข้ามสะพานไป ด้านหน้าจะเป็นประตูไถ่เหอเหมิน ผ่านประตูไปคือพระตำหนักไถ่เหอ
พระตำหนักไถ่เหอ (พระตำหนักบรรสารสูงสุด) เป็นพระตำหนักที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เป็นศูนย์กลางพระราชอำนาจขององค์ฮ่องเต้ และเป็นโครงสร้างไม้ที่ใหญ่ที่สุดที่ยังหลงเหลืออยู่ในประเทศจีน
hall of supreme harmony
ผนัง 9 มังกรที่ด้านหน้าของพระที่นั่งเฉียนหลง

สวนจิ่งซาน (Jingshan Park /景山公园)

จากประตูทางเข้าพระราชวังทางด้านทิศใต้ เดินเที่ยวด้านในจนพอใจแล้วให้เดินออกจากพระราชวังทางด้านทิศเหนือ ไปที่ สวนจิ่งชาน (Jingshan Park) เป็นสวนจัดตั้งอยู่บนภูเขา โดยเอาดินจากการขุดคลองทั้ง 4 ด้านของพระราชวังต้องห้ามมาถมเป็นภูเขาขนาดย่อมๆ 5 ลูก แต่เดิมภูเขานี้ถือว่าเป็นพื้นที่ของพระราชวังด้วย ตอนหลังมีถนนตัดผ่าน ต้องเดินข้ามถนนไป จ่ายเงินค่าเข้าสวน 2 หยวน จากนั้นก็ต้องออกแรงเดินขึ้นเขา เดินกันพอเมื่อยก็ถึงศาลาด้านบน คือ ศาลาว่านชุน (Wanchun Ting) เป็นจุดชมวิวพะราชวังได้แบบเต็มๆ

เดินข้ามถนนไปสวนจิ่ง