ทริปญี่ปุ่นฉบับ…สองซ่าส์ท้าฮีทเวฟ

Trip: August 2013
TokyoKyotoOsaka

ฮีทเวฟ (Heat wave) คืออะไร มันคือคลื่นความร้อนที่เข้ามาถล่มญี่ปุ่นในซัมเมอร์ปีนี้ ปกติเดือนสิงหาคมนี่ที่ญี่ปุ่นก็ร้อนตับแตกอยู่แล้วนะ บอกเจ้านายว่าจะไปเที่ยวญี่ปุ่นนายยังหัวเราะแล้วบอกว่าไปทำไมร้อนมาก 555 แค่นี้ก็เครียดแล้ว พอไปเข้าจริงๆมันร้อนแบบว่าร้อนล้างโลกกันทีเดียว มันร้อนทะลุ 40 องศากันเลย เปิดทีวีดูข่าวทุกเช้าจะเจอข่าวคนตายเพราะทนร้อนไม่ไหวด้วย เหอๆๆๆ ไอ้เรานี่มันสุดยอดจริงๆเชียว เที่ยวซัมเมอร์ญี่ปุ่นทั้งทีมันต้องเจออะไรสุดๆเช่น ฮีทเวฟ! 555

ทริปนี้ซื้อตั๋วไว้ล่วงหน้าเมื่อหลายเดือนก่อน ตอนการบินไทยมีงานโปรโมชั่น ไม่รู้อะไรดลใจให้ซื้อตั๋วไปกลับโตเกียวไว้ในราคาเกือบๆสองหมื่น ตอนนั้นก็คิดว่าถูกแล้วนะ ตอนนี้มันกลับมีตั๋วโปรฯออกอีกมากมาย ถูกแสนถูก เสียอารมณ์! ซื้อตั๋วไว้ทั้งๆที่ยังไม่ร่างโปรแกรมเลย พอใกล้ถึงเดือนจะไปก็เลยถามพี่ท่านว่าอยากไปไหน พี่ท่านบอกว่าอยากไปเกียวโต อุต๊ะ…ซื้อตั๋วโตเกียวไว้ดันอยากไปเกียวโต!! คราวนี้เลยมานั่งตาแหกทำทริปกัน สรุปไปมาได้มาตามนี้

Trip Detail:

Day 1 : BKK – Tokyo
Day 2 : Tokyo & Kamakura
Day 3 : Tokyo – Kyoto
Day 4 : Kyoto
Day 5 : Osaka
Day 6 : Nara
Day 7 : Osaka – Narita – BKK

จะว่าอัดก็ไม่ถึงกับอัดนะ ไปกันแค่ 2 คน ชอบตรงไหนก็อยู่นาน ไม่ชอบก็ผ่านไป จัดไว้คร่าวๆตามนี้ เช็คตารางเวลารถไฟต่างๆไว้ให้หมด จะได้คำนวณค่าใช้จ่ายได้แม่นๆ ทำรายการเสร็จก็พบว่า ควรซื้อ JR pass 7 วัน มันคุ้มและสะดวกกับการเดินทางระหว่างเมือง นั่งชินคังเซนไปไวว่อง แถมใช้ขึ้นรถไฟของ JR ได้หมด ไม่ต้องคอยซื้อตั๋วอีก

1aa21-img_5525

อยากสอนวิธีวางโปรแกรมการท่องเที่ยวนะ แต่ถ้าเอาละเอียดมันก็เปลืองเนื้อที่ เอาเป็นว่าให้ลงรายการคร่าวๆว่าอยากไปเที่ยวไหน แล้วก็ search หาข้อมูลว่าที่นั้นมันไปยังไงสะดวก ถ้าจะอิงรถไฟก็ดูสถานี แล้วท่านก็จำเวปนี้ให้แม่นๆ http://www.hyperdia.com เข้าไปทำการพิมพ์ต้นทางปลายทาง ใส่เวลาโดยประมาณ กด enter มันจะนำเสนอแผนการเดินทางมาให้เราพร้อมเวลาเป๊ะๆของรถและราคา เวลาเอาไว้เป็นข้อมูลว่าจากต้นทางไปปลายทางใช้เวลาประมาณเท่าไหร่ การต่อสายรถไฟก็มีหลายสาย เลือกเอาได้ตามสะดวก ถึงเวลาจริงก็ปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์อันนี้สอนยากหน่อย ลองเอาเถิดไม่ยากเกินสมองคนไทยหรอกน่า อย่าไปกลัว ส่วนราคาเอามารวมๆกัน เพื่อเป็นข้อมูลว่าการเดินทางของคุณจะเดินทางโดยอะไรรวมแล้วประมาณเท่าไหร่ เพื่อเทียบดูว่าบางเมือง หรือบางวันควรซื้อบัตรแบบเหมาวันจะถูกกว่ามั๊ย อันนี้แนะนำให้ทำถ้าอยากประหยัดเงิน เสียเวลาหาข้อมูลเริ่มแรกแค่นั้น แต่ถ้าไม่เข้าใจทำไม่เป็นก็ไม่ต้องสนมัน จะไปไหนก็จ่ายตังค์เป็นเที่ยวๆไป มีเงินก็ไม่มีปัญหาหรอก แต่จะบอกว่าการทำรายการของเราทำให้เราประหยัดค่าเดินทางทั้งทริปไปได้คนละเกือบ 3,000 เยน ทีเดียวก็เกือบพันบาทต่อคน

โชคดี 2 ชั้น เมื่อญี่ปุ่นประกาศยกเว้นวีซ่าสำหรับเราชาวไทย เดินทางเข้าไปเที่ยวได้ไม่เกิน 15 วัน ประหยัดเงินค่าวีซ่าไปอีก ไม่ต้องยุ่งยากเตรียมเอกสารโน่นนี่นั่นเสียเวลาไปขออีกด้วย แต่ไม่รู้จะยกเว้นได้นานเท่าไหร่ เพราะได้ข่าวว่าคนไทยแย่ๆมันไปโดดร่มหนีอยู่โน่นกันคึกคัก มากเข้าเค้าคงกลับมาใช้ระบบขอวีซ่าแบบเดิม


Day 1 จากเมืองร้อนไปเมืองโคตรร้อน

50d67-head-1

เลือก flight ดึกๆเพื่อนอนสบายๆไปถึงตอนเช้า ได้นั่งแอร์บัสครั้งแรก ใหญ่ดีชอบๆๆ เครื่องลงเช้าเดินผ่านงวงเข้าด้านในก็รู้สึกถึงคลื่นระอุๆด้านนอกแล้ว แต่ยังไม่สำนึกหรอก ยังยิ้มอยู่ 🙂 คนไทยเยอะมาก คิวตม.ยาวใช่ย่อย แต่จนท.ก็ไม่ถามอะไรมาก ถ้าเรากรอกข้อมูลครบ เช่น ที่พักในระหว่างอยู่ญี่ปุ่น เบอร์โทรติดต่อ ขอบอกว่าใส่ไปเถอะค่ะพี่ อย่ามัวแต่เถียงกับจนท.เค้าเลย พักจริงไม่จริงเค้าไม่ได้เช็คหรอกค่ะพี่ เพราะบางคนถกเถียงอยู่นั่นแหละ เสียเวลาจริง

ออกมาแล้วมองหาป้ายไปรถไฟเลยนะคะ เราต้องลงไปชั้นใต้ดินค่ะ ลงไปแล้วก่อนอื่นถ้าคุณซื้อ JR pass มาแล้วต้องการเปิดใช้เลยก็ให้ไปแลกบัตร JR pass ตัวจริงที่สำนักงาน JR เลยค่ะ ลงไปจะเห็นเลย ไม่เห็นก็ถามเค้าเพราะตอนนี้เค้าจัดจนท.พูดภาษาอังกฤษได้มายืนคอยชั่วเหลือเต็มไปหมด

975bd-wwimg_5416

เราซื้อแบบ 7 วันมา โปรแกรมเรา 7 วันพอดี ก็แลกบัตรเลยแล้วใช้เลยค่ะ คืออิบัตร JR นี่มันคือบัตรเหมาจ่ายดีๆนี่เอง แบบ 7 วัน ก็ใช้ได้ 7 วันกับระบบขนส่งมวลชนของบริษัท JR ซึ่งมันใหญ่สุดครอบคลุมทั่วประเทศ แลกบัตรแล้วจากนั้นคุณขึ้นรถลงเรือไปเหนือล่องใต้ด้วยรถไฟรถเมล์ของบ.JR ได้เลย ไม่ต้องจ่ายเงินอีก ถึงบอกให้คำนวณก่อนว่าจะไปไหนบ้างมันคุ้มค่าราคาบัตรเหมาจ่ายนี่หรือเปล่า ข้อควรปรับปรุงคือมันควรทำบัตรให้พกสะดวกหน่อยนะ นี่ใหญ่เกะกะมากเหอะ เราเลือกนั่ง Narita express เพื่อเข้าเมือง เป็นรถไฟด่วนพิเศษ เหมือนแอร์พอร์ตลิงค์พิเศษของไทย มีเลขที่นั่ง แอร์เย็น จอดแค่ไม่กี่สถานีก็ถึง Tokyo Station หรือหัวลำโพงโตเกียวแล้ว ไอ้ไม่กี่สถานีนี่มันก็ครึ่งค่อนชม.นะ (ถ้าคุณไม่ใช้ JR pass แนะนำให้เลือกรถ Sky liner ของบ. Keisei มันถูกกว่านิดหน่อย)

<< เอาบัตรนี้ไปแลกตั๋วจริงมานะ

ก่อนอื่นเอากระเป๋าไปเก็บที่พักก่อน แม้จะยังเช็คอินไม่ได้ เพราะที่ญี่ปุ่นนี่มันให้เช็คบ่าย 3 โน่น ไปทำเรื่องเช็คอินแล้วฝากกระเป๋าก่อนค่อยไปเที่ยว เราพักที่ย่าน Akabane ที่พักห่างจาก JR station ไปหน่อย ถ้าเป็นรถไฟอีกบ.สถานีจะใกล้มาก แต่เรามี JR pass นะก็เลือกใช้รถ JR เดินหาที่พักด้วยหลงทิศจากแผนที่นิดหน่อย เริ่มรู้สึกถึงชะตากรรมแห่งการโดนย่างอีก 6 วัน มันร้อนแสบสันต์จริงๆเจ้าค่ะ แนะนำให้พกพัดลมใส่ถ่านมาเป่า ช่วยได้ดีทีเดียว

บ่ายนี้จะไปเที่ยวโอไดบะกัน จาก Akabane ไปให้ถึง Shimbashi เพื่อไปเปลี่ยนรถเป็นรถไฟ Yurikamome line อันนี้ต้องจ่ายเพิ่ม รถไฟจะวิ่งข้ามสะพานสายรุ้ง (Rainbow bridge) เพื่อไป Odaiba ที่เป็นเมืองใหม่ วันนี้ผู้คนใส่ชุดยูกาตะกันเยอะแยะไปหมด เห็นแล้วชอบจริงๆ มันเป็นงานเทศกาลฤดูร้อน ตอนกลางคืนจะมีเทศกาลดอกไม้ไฟ โชคดีมาช่วงงาน Tokyo Bay Grand Firework festival พอดี มีจุดพลุกันเป็นพันดอก นึกถึงการ์ตูนที่อ่านกันตอนเด็กๆ พระเอกนางเอกใส่ชุดยูกาตะมาเดินเที่ยวกัน อย่างนั้นเลย ^^

f3f97-wwdsc_5360

โอไดบะเป็นเมืองใหม่ เมืองแห่งเทคโนโลยี่ คุณจะเที่ยวอะไรก็ตามใจ มันเที่ยวได้ทั้งวันอ่ะ ยกตัวอย่าง 3D Museum, Joypolis Sega  แต่เราแค่ไปเดินเที่ยวในห้าง The Deck ที่ชั้น 3 หาข้าวกิน มันทำบรรยากาศย้อนยุคด้วย กินทาโกะยากิที่ Takoyaki museum อันนี้ก็เรียกดูหรูไปนะ มันแค่รวบรวมร้านทาโกะยากิเจ้าดังมาไว้ด้วยกันแค่นั้น สรุปเลยได้กินทาโกะยากิเป็นอาหารเที่ยง เพราะไม่มีอย่างอื่นกิน ใน The Deck วันนี้มีงานคนเลยเยอะมากกกกกกกก ก็ดูบรรยากาศครึกครื้นดี แต่เข้าเล่นอะไรไม่ได้เลย คิวยาวมาก เลยอาศัยเดินเล่นไปทั่วๆ มองลงไปสวนด้านล่างคนเอาเสื่อมาจองที่ดูพลุกันแล้ว เห็นแดดแล้วสยอง เลยไม่ลง จริงๆมันมีเทพีเสรีภาพจำลองเป็นสัญญลักษณ์ของแถบนี้ด้วยนะ เลยไม่ได้ลงไปถ่ายรูป แพ้แดดแพ้คน จากนั้นเลยเดินข้ามไป Venus Fort เป็นอีกคอมเพล็กซ์ ไม่มีอะไรเอาไว้ช็อปปิ้ง เราเลยผ่านไป Mega Web ไปดูโตโยต้ามิวเซียมกันนะ ทั้ง 2 ที่นี่นั่งรถไฟก็ได้นะ ไปอีกสถานีนึง แต่มันเดินได้มีทางเดินไปสบายๆมีหลังคา  แค่ร้อนเหงื่อแตก 555 เข้าไปเดินดูรถนวัตกรรมใหม่ๆ มีเครื่องเล่นให้ทั้งผู้ใหญ่และเด็กเล่นได้ น่าสนใจดี แต่ขี้เกียจต่อคิวอีกเช่นเคย

หนุ่มๆสาวๆใส่ยูกาตะมาเที่ยว

เรากลับออกจากโอไดบะตอนบ่ายแก่ๆ สวนทางกับผู้คนมหาศาล เห็นแล้วขนพองสยองเกล้า เราจะไปขึ้น Mori tower ที่ Roppongi เพื่อดูพลุแล้วก็ชมวิวเมืองกลางคืน คราวก่อนมาได้ขึ้นโตเกียวทาวเวอร์ไปแล้ว ส่วนโตเกียวสกายทรียังไม่ได้ขึ้นเพราะมันแพงและคิวยาว เสียเวลา ไอ้โมริทาวเวอร์นี่มันใกล้โอไดบะ ดูแผนที่มาแล้วมันต้องเห็นพลุแน่ๆ ขึ้นทีเดียวได้ 2 อย่างเลย จากการหาข้อมูลมา เสียค่าขึ้น 1,500 เยน แต่ถ้าซื้อบัตรล่วงหน้ามันลดเหลือ 1,200 เยน หาซื้อได้ตามบู๊ทรร.ใหญ่ๆหรือตู้อัตโนมัติใน Lawson ซึ่งเราซื้อที่นี่แหละ มีมากมายหลายสาขา ปัญหาคือกดเองไม่ได้ อ่านไม่ออก ต้องให้พนักงานมาช่วยกดให้ ก็อธิบายกันซะเมื่อยมือเลย เหอๆ

นั่งรถไฟมาลงที่รปปงหงิ แล้วก็มองหาป้ายเดินไป Roppongi Hill ไปถึงมันต้องขึ้นบันไดไปหน่อยนึง โผล่แล้วจะเห็นแมงมุมยักษ์ยืนเด่นสง่าหน้าตึก แสดงว่ามาถูกที่แล้ว เวลาเหลือเลยนั่งจิบเครื่องดื่มในลานที่คนนั่งกันเต็ม ฟังเพลงเล่นสดไปดูผู้คนไป อากาศก็ยังร้อนแต่มีพอมีลม คนญี่ปุ่นนั่งซัดเบียร์กันดูชิลมากเหอะ

ใกล้จะมืดเลยขึ้นไปชั้นชมวิว ที่อ่านมาสามารถซื้อตั๋วเพิ่มเพื่อออกไปลานเฮลิคอปเตอร์ได้ ตั้งใจจะไปกางขาตั้งถ่ายรูปพลุสักหน่อย น้องแกบอกไม่เปิดซะงั้น เลยต้องถ่ายในชั้นชมวิวนั่นแหละ สะท้อนกระจกบ้างไรบ้าง ตามตารางว่าจะจุด 6 โมงเย็น กว่าจะได้จุดก็ปาไปทุ่มกว่าเพราะมันเพิ่งมืด พลุเยอะอลังการดีจริงๆ สวยงามดี แต่ฝีมือคนถ่ายห่วย ยอมแพ้จริงๆกับการถ่ายพลุ ต้องฝึกอีกเยอะ

อยู่ดูกันจนเบื่อ พลุเป็นพันๆลูกไม่หมดสักที ลงดีกว่าหิวข้าวมากมาย ลงมาด้านล่างที่ลานเบียร์คนก็เยอะ ยืนจิบเบียร์ไปดูไป แม้มุมมองจะไม่กว้างขวางไม่ชัดเจนแต่ก็พอดูได้ แถมมีเสียงระเบิดตูมๆได้อารมณ์กว่าอยู่ข้างบนอีก สุดท้ายยืนดูจนจบ ถึงได้นั่งรถไฟกลับไปหาข้าวกินแถวที่พัก กลับไปนอนสลบเหมือด นี่แค่วันแรกนะ


Day 2 Kamakura ไหว้พระใหญ่ไดบุทซึ ตบท้ายด้วยราเม็งมิวเซียม

db112-head-2

แผนการวันนี้แต่เดิมคือจะไป Fujiko Fujio Museum หรือที่ชอบเรียกกันว่าพิพิธภัณฑ์โดเรมอน จริงๆอยากไปมากอ่ะ เพราะชอบ แต่มันเต็มค่ะ เค้าให้ซื้อตั๋วล่วงหน้า ก็ที่ Lawson นั่นแหละที่เมื่อวานไปซื้อตั๋วขึ้นโมริทาวเวอร์ก็จะซื้อตั๋วนี้ด้วย แต่นางกดให้แล้ว มันเต็มหมด ขึ้นเป็น 0 ทุกวันเลย เพราะช่วงนี้เป็นช่วงหยุดเที่ยวของคนญี่ปุ่นเหมือนกัน ไม่หยุดใหญ่เท่า Golden week แต่ก็หยุดกลับบ้านนอกกัน หรือบางพวกอาจจะเที่ยว อดไป! เลยเปลี่ยนแผนไปไหว้พระใหญ่ที่คามาคูระกัน

คามาคูระอยู่นอกเมืองโตเกียว นั่งรถไฟไปประมาณชั่วโมงกว่าๆก็ถึงตัวเมือง เรานั่งรถ JR สบายไป ที่สถานีคามาคูระ บางคนก็ออกไปเดินเที่ยวในตัวเมืองแล้วนั่งรถเมล์ต่อไปที่ Hase ก็ได้ แต่เราต่อรถไฟชานเมืองของเค้าเลย Enoshima Electric Railway เพื่อไป Hase นั่งไป 3-4 สถานีก็ถึง จากนั้นก็ออกเดิน สถานที่ท่องเที่ยวจริงๆก็มีหลายที่ แต่เราเลือกแค่เด็ดๆคือ ไหว้พระใหญ่ที่วัด Kotokuin เค้าบอกว่าเป็นพระใหญ่สุดในญี่ปุ่นที่อยู่กลางแจ้ง คงเคยเห็นตามรูปกันมาบ้าง แดดวันนี้ยังคงร้อนล้างโลกอยู่ เมืองน่ารักนะ เดินไปตามถนนตรงๆเลยจากสถานี ร้อนนักก็แวะทานน้ำแข็งใสข้างทาง อร่อยมากๆ ถึงวัดแล้ว ก็องค์ใหญ่จริงๆ

พระใหญ่ที่วัด Kotokuin

เดินวนเวียนไหว้พระพักใหญ่ก็เดินย้อนกลับทางเดิม กลางทางก็เลี้ยวขวาเข้าไปตามป้ายบอกทางเพื่อไป Hasedera Temple ที่นี่เป็นเหมือนวัดประจำเมือง มีสวนญี่ปุ่นสวยดี เดินขึ้นไปด้านบนจะเจอศาลเล็กๆมีรูปปั้นหลวงจีนเป็นร้อยตัวที่เคยๆเห็นรูปกัน เดินต่อขึ้นไปอีกหน่อยจนถึงตัวศาลาวัดด้านบนไหว้พระเสร็จ เชิญเดินชมรอบๆ มีลานให้ชมวิวเมือง มองเห็นทะเลงามๆด้วย

เพลินอารมณ์ดีแล้วเดินกลับไปสถานีรถไฟ เดินทางแบบเดิมย้อนกลับไปที่คามาคูระ แล้วต่อรถ JR ไปลงโยโกฮาม่า เพื่อไปราเมงมิวเซี่ยม จริงๆแล้วหิวไส้จะขาดเพราะมันจะบ่าย 2 แล้ว แต่อยากแขวนท้องไปกินราเม็ง ไปถึงสถานีแล้วท่านอาจจะมึนงงว่าต้องออกทางไหนนะ

เพราะมันมีหลายประตูมาก ไอ้ที่อ่านๆมาว่าออกทางโน้นทางนี้แล้วเดินนิดเดียว ก็อาจจะงงได้ สถานีใหญ่มากแต่อย่าไปกลัว ออกไปเถอะ เจอสะพานลอยใหญ่ๆยักษ์ให้ข้ามไปฝั่งตรงข้าม จากนั้นค่อยคว้าแผนที่มาดูชื่อถนน อย่าได้ไปเชื่อคำเขียนประเภทออกจากสถานีแล้วเลี้ยวซ้าย หรือเลี้ยวขวานะคะง่ายๆมากๆไรงี้ คือถ้าออกคนละ exit กะคนรีวิวมันจะไปคนละทิศเลย ให้ดูชื่อถนนตามแผนที่ แล้วเดินไปไม่หลงหรอก

เพราะเป็นมิวเซี่ยมก็เลยต้องเสียค่าเข้าด้วยนะ เข้าไปเที่ยวเล่นไม่กินราเม็งก็ได้

โยโกฮาม่าเป็นเมืองใหญ่ผู้คนดูดีพอควร เดินกันขวักไขว่ เราหาราเม็งมิวเซี่ยมเจอจนได้หลงไปหน่อยหนึ่ง เข้าไปแล้วบรรยากาศมันอึมครึมดี เหมือนในรูปที่เคยเห็น ไม่รู้ร้านไหนอร่อย ไม่ได้อ่านละเอียดมา เลยเลือกจิ้มไปร้านนึงที่คิวไม่ยาวมาก เพราะคาดว่าเค้าคงคัดมาแล้วล่ะน่า ปัจจุบันมีอยู่ 11 ร้าน มี 2 ชั้น ส่วนมากอยู่ชั้นล่าง ระหว่างยืนต่อคิวก็ผลัดกันไปกดตู้สั่งอาหารหน้าร้าน คือจิ้มๆว่าจะเอาอะไร 555 คือภาษาญี่ปุ่นงูๆปลาๆก็สั่งได้เหอะ มันก็พอมีรูปให้ดูนะ กดๆไปเหอะ มันได้อะไรมาก็ลองชิม สรุปแล้วได้ 2 ชามที่อร่อยดีใช้ได้นะ ราเม็งเส้นอร่อยและซุปรสจัดจ้านดีมาก มันแยกน้ำมาด้วย แอบดูโต๊ะข้างๆเค้าคีบๆมาจุ่มๆเลยทำตาม รอดไปอีกมื้อ…

บรรยากาศย้อนยุคในราเม็งมิวเซี่ยม

นั่งรถไฟกลับโตเกียว ไปลงที่สถานีฮาราจูกุ ถึงตอนเย็นๆ ไปเดิน Takeshita st. ดูวัยรุ่นเดินกันขวักไขว่ ไปจบที่ร้านกาแฟนั่งพักขาจิบกาแฟ แทะไอติมอะไรไปเรื่อยเปื่อย ดูสาวๆหนุ่มๆเดินไปมาตามถนนแถบฮาราจูกุ วันนี้ไม่ค่อยมีโอตาคุมาให้ชม แต่สาวๆแต่งตัวเปรี้ยวก็เยอะอยู่ มืดแล้วจะกลับที่พัก ก็ได้ไอเดียว่าเดินไปขึ้นที่ชิบูญ่าดีกว่า กร๊ากกก เดินไปเรื่อยๆทำไมถ.มันเงียบเช่นนี้ ไม่คึกคักอย่างที่คาด ไปคึกคักเอาตรงโน้นเลยตรงชิบูญ่า เมื่อยกันไป แต่ไปตื่นตาตื่นใจเอากลางย่านชิบูญ่านั่นแหละ วันนี้เบื่อๆไม่รู้จะกินอะไรเลยแวะซื้ออาหารจากซุปเปอร์เข้าไปกินที่รร.

สถานีฮาราจูกุ อายุกว่า 100 `ปี
Takeshita st.
ทางเข้าศาลเจ้าเมจิยามเย็น

Day 3 ลาโตเกียวไปเที่ยวเกียวโต

f6bc3-head-3

วันนี้จะลาโตเกียวล่ะ ถ้าไม่ไปดิสนีย์แลนด์แล้วคิดๆไปก็ไม่รู้จะพาคุณแฟนเที่ยวอะไรในโตเกียวล่ะ เช้านี้เลยพาไป Asakusa ไหว้พระสั่งลากัน เราเช็คเอาท์ออกมาเลย นั่งรถไฟ JR แล้วเอากระเป๋าไปฝากไว้ที่สถานี ueno ต่อ Tokyo Metro Ginza Line ลงสถานีอาซากุสะ โผล่ขึ้นมาปุ๊บก็ถึงเลย แดดร้อนขนาดนี้คนก็ยังเยอะเหมือนตอนมาหน้าหนาว ยังหามุมถ่ายรูปยากเหมือนเคย เพราะนักท่องเที่ยวยั้วเยี้ยเต็มไปหมด วันนี้มีพิธีสวดมนต์อยู่ด้านในด้วย ถือว่าโชคดี ยืนขอรับพรกับเค้าด้วยพักใหญ่

นักท่องเที่ยวเยอะสุดๆ
6a867-wwimage-1

กลับมาที่สถานี Ueno ก็หน้ามืดเพราะหาตู้ฝากกระเป๋าไม่เจอ คือว่าขาไปออกจากชานชาลาทิศนึง ขากลับมามันเป็นชาชาลาอีกทิศนึง เดินวนจนหน้าซีด – -“ สุดท้ายถามพี่รปภ.ที่ทำหน้าเอือมๆชี้ทางให้แบบงงๆ ต้องดูที่ตั๋วดีๆว่าเราฝากตู้ที่อยู่ด้านทิศไหนประตูอะไร จัดแจงลากกระเป๋ามาได้ ก็เริ่มออกหาข้าวกล่อง เพื่อเอาขึ้นไปกินบนชินคันเซน เพราะนี่ก็ใกล้เที่ยงแล้ว นับว่าตัดสินใจถูกที่ซื้อซะที่ Ueno เพราะพอไปถึงสถานีโตเกียว คนมหาศาลล้านแปด ซื้ออะไรยากเย็น คิวยาว เราเลยลากกระเป๋าไปรอรถ Hikari 471 สบายๆ คราวนี้เราไม่ได้จองดังนั้นให้ดูป้ายไฟวิ่งบอกเวลากับชานชาลารถว่ารถเราตู้ไหนเป็น Non-reserve จากนั้นก็มองตามพื้นชานชาลาตรงช่องที่เค้าเว้นไว้เป็นทางขึ้นประตูรถไฟ มันจะเขียนบอกว่าตรงนี้โบกี้เท่าไหร่ เลือกเอาตามสะดวก ลากกระเป๋าไปรอได้เลย ถ้าไม่ซวยมาเทศกาล รถมันไม่เต็มหรอก ถ้าจะเอาแน่ใจต้องไปจองที่นั่งก่อนที่สำนักงาน การจองจะเสียเงินนิดหน่อย ก็ไม่รู้จะเสียทำไม เพราะเวลาเราก็ไม่แน่นอน เที่ยวไปเรื่อยๆจะไปตอนไหนก็กด Hyperdia ดูเวลาขบวนใกล้สุดก็ไปรอ

มาถึงสถานีเกียวโตตรงเวลาเป๊ะๆ ที่พักที่เลือกวันนี้แพงสุดในทริปล่ะ เพราะอยู่ตรงข้ามสถานีรถไฟเลย เป็นโรงแรมแบบ 3 ดาวได้ พนักงานพูดภาษาอังกฤษปร๋อ ดีทุกอย่างยกเว้นไม่รวมอาหารเช้า เราเข้าไปเช็คอินแล้วล้างหน้าล้างตาพักผ่อนแป๊บนึง ก็ออกมาเริ่มตะลุยเกียวโต บ่ายนี้เราจะลงไปด้านใต้ของแผนที่ โดยนั่งรถไฟ JR Nara line ไปลงสถานี Inari แค่ไม่กี่ป้ายเอง ลงที่สถานีเล็กๆเหมือนแถบชนบท แต่นักท่องเที่ยวลงกันค่อนขบวน ออกจากสถานีเดินๆตามเค้าไป โผล่พ้นสถานีรถไฟก็เจอเสาโทริอิสี.แดงแปร๊ด ถูกที่แน่แล้ว เราจะมา ศาลเจ้า Fushimi Inari กัน ศาลเจ้านี้มีรูปที่ผู้คนทั่วไปได้เห็นคือ  เสาโทริอิสีแดงยาวเป็นแนวตลอดทางเดิน พวกเราเดินขึ้นไปเรื่อยๆ มันคือการเดินขึ้นเขาดีๆนี่เอง พอขึ้นพ้นเนินแรก ก็จะเจอแล้วแนวเสาโทริอิ มันจะแบ่งเป็น 2 ทางซ้ายขวาไปทางไหนก็ได้ มันไปบรรจบกัน จัดแจงถ่ายรูปกันทุกคนแช๊ะๆๆๆ เราเดินทางซ้ายไปจนสุดแล้ววนกลับทางขวา จริงแล้วมันเดินต่อขึ้นไปได้อีกเป็นกิโล เพื่อขึ้นไปวัดด้านบน เห็นว่ามีจุดชมวิวเมืองได้ ถามว่าจะเดินมั๊ย ตอบเลยว่าไม่ 555 มาถ่ายรูปเสาค่ะ ถ่ายจนหนำใจก็ลง

นั่งรถไฟกลับไปสถานีเกียวโต ออกมาที่ป้ายรถเมล์ รอรถเมล์สาย 100 หรือ 206 จะไปกิอง (gion) กิองเป็นย่านเมืองเก่าที่เค้าพยายามอนุรักษณ์ไว้ เค้าบอกว่ายังมีเกอิชา หรือไมโกะ (เกอิชาฝึกหัด) เดินให้ได้เห็น นั่งรถเมล์ไปลง ป้าย Gion แล้วเดินย้อนมาทางศาลเจ้ายาสุกะ (ศาลเจ้าใหญ่ที่อยู่ตรงสามแยก) แล้วเลี้ยวไปอีกหน่อย อธิบายจะงงดูแผนที่เอาแล้วกัน สุดท้ายก็เจอถนนที่ว่า เดินเข้าไปสองข้างทางเป็นร้านอาหารทั้งนั้น ล้วนแต่แพงๆ เพราะไปยืนดูราคาแล้ว แต่ร้านก็คงภาพลักษณ์แบบโบราณไว้ตลอดทาง เดินไปจนสุดถนน มีวัดอีก มันปิดแล้วแหละ แต่ก็เดินเข้าได้ ไม่เสียตังค์ล่ะ เข้าไปสวยดีใหญ่ดีสงบดี เดินกลับออกมาผ่านศูนย์ Gion Coner Center ที่นักท่องเที่ยวเริ่มมากันเยอะแยะ เพราะมีโชว์ให้ดู เป็นโชว์ที่มีไมโกะมีเกอิชามาแสดงต่างๆ เราไม่ดูล่ะ ไปเดินตามหาเอาดีกว่า แต่สรุปไม่เจอสักคนแฮะ..เสียดายจัง เจอแต่ป้าๆใส่กิโมโนเดินฉวัดเฉวียน ถ้าเป็นสาวๆหนุ่มๆส่วนมากเป็นของปลอมเป็นนักท่องเที่ยว เค้ามีร้านให้เช่าชุดอยู่ริมถนนด้านนอกเต็มไปหมด เช่าใส่เดินได้ทั้งวัน นัยว่าได้บรรยากาศได้อารมณ์ร่วม

ด้วยว่าอาหารแพงทุกร้าน เราเลยเดินออกมาหาอะไรกินด้านนอก ดูแล้วไม่เจอร้านอะไรน่าสนใจเลยเข้าไปลองโอโคโนมิยะกิ เกียวโตสไตล์ ร้านนี้ขายเมนูเดียว ไม่ต้องสั่งนั่งแล้วบอกจำนวน แล้วรอๆ อิน้องคนขายคงมึน เอามาเสิร์ฟคนอื่นๆๆๆตลอด มาทีหลังได้ไปหมด จนต้องไปวีนเพราะหิวจัด สุดท้ายได้มาชิมก็อร่อยดีนะ รอดตายไปอีกมื้อ 

อิ่มแล้วเดินกลับไปตรงศาลเจ้าจะนั่งรถเมล์กลับ เลยเข้าไปแวะศาลเจ้ายามมืดสักหน่อย เข้าไปถึงรู้ว่ามากลางคืนสวยดี เพราะเค้าแขวนโคมไฟเต็มไปหมด ถ่ายรูปจนพอใจ ก็นั่งรถเมล์กลับ ไปนอนเตรียมลุย 3 วัดดังเกียวโตพรุ่งนี้


Day 4 บัตรใบเดียวเที่ยวเกียวโต

c2f87-head-4

วันนี้จะเที่ยว 3 วัดดัง การเที่ยวเกียวโตนี่ไปด้วยรถบัสจะสะดวกสุด ค่ารถบัสต่อเที่ยวก็ 220 เยนล่ะ คิดง่ายๆไป 3 ที่ก็ 660 เยนล่ะ ดังนั้นขอแนะนำให้ท่านเดินไปที่ท่ารถบัสมองหาที่ซื้อตั๋วรถบัส เข้าไปซื้อ Kyoto City Bus 1 Day Pass ในราคา 500 เยนใช้ขึ้นรถเมล์ได้ทั้งวัน กำไรเห็นๆ (การใช้ 1 Day pass ขึ้นครั้งแรก เอาบัตรเข้าเครื่องไปมันจะปริ๊นต์วันที่ที่เราใช้ ครั้งต่อไปแค่ยกให้คนขับดูเค้าจะรู้ว่าเรายังใช้บัตรอยู่ในวัน ขึ้นรถตรงกลางลงด้านหน้าผ่านคนขับเพื่อจ่ายเงินหรือตรวจบัตร)

ซื้อบัตรเสร็จแล้วก็เริ่มต้นด้วยการไปวัดทอง (Kinkakuji Temple) วัดนี้จะอยู่ไกลสุด ที่เราไปเช้าเพราะจะได้ถ่ายภาพวัดทองในมุมสะท้อนน้ำด้วยแสงเช้า ตามที่เคยอ่านคำแนะนำมา (ถ้าคุณไม่ซีเรียสเรื่องแสงถ่ายภาพ ก็เที่ยวแบบนักท่องเที่ยวทั่วไปได้นะ แบบเที่ยววนซ้าย (วัดคิโยมิ – วันเงิน – ปราสาทนิโจ  – วัดทอง) เราต้องการแสงเช้าเพื่อมุมสะท้อนน้ำจึงเลือกไปวัดทองก่อนเลย ถ้าคุณไม่มีบัตร JR ก็นั่งรถเมล์ไปได้ยาวๆเลย แต่เราย่นเวลาโดยการนั่งรถไฟไปลง Emmaji แล้วต่อรถเมล์สาย 205 ไปลงป้าย Kinkakuji Michi เข้าวัดทองไปช่วงเช้าๆคนยังไม่มากเท่าไหร่ เดินสบายดี แดดก็ยังไม่ร้อนมากนัก แต่ก็ไหลเป็นทางเหอะ 555 เดินตามทางที่เค้ากำหนดนะ เจ้าหน้าที่เยอะ อย่าให้โดนดุ อายเค้า จุดแรกที่พบคือตำหนักทองอันสวยงามที่ใครๆก็ต้องมาถ่าย เช้านี้แดดกำลังสวยดังต้องการ กดไปซะเป็นสิบเลย ให้คุ้มค่า วัดทองนี้ จากนั้นเดินต่อไปด้านในผ่านสวนผ่านศาลาอื่นๆไม่สวยงามอะไรนัก ตำหนักทองนั่นแหละเด็ดสุดแล้ว สถานที่ไม่กว้างอะไรนัก เดินไม่นานก็วนมาถึงทางออก เดินสวนออกไปเห็นนักท่องเที่ยวเริ่มมาหลายสิบ รีบเผ่นดีกว่า

ตำหนักทอง วัดทอง (Kinkakuji Temple)

ออกไปขึ้นรถเมล์ที่ป้ายเดิม นั่งรถสายเดิม 205 ไปลงที่ป้าย Ginkakuji Michi มันง่ายมาก ไม่ควรหลงนะพี่น้อง

ลงมาแล้วมองหาป้ายเดินเข้าวัดเงิน (Ginkakuji Temple) ซึ่งเราหาไม่เจอ ต้องถามลุงข้างทาง ทำให้รู้ว่าสำเนียงภาษาญี่ปุ่นเรามันห่วยแตกสิ้นดี เพราะลุงพยายามจะให้เรานั่งรถเมล์กลับไปวัดทอง กร๊ากกก คินคากุจิ กับ กินคาคุจิ ออกเสียงต่างกันนิดเดียวเถอะ! สุดท้ายก็เดินๆเข้าไป ถามไป 3 ป้า ก็โผล่เข้าซอยที่ถูกต้องจนได้ มันถูกต้องแน่แท้ เพราะนักท่องเที่ยวเดินกันขวั่กไขว่ มีร้านขายของขายขนมตลอดรายทาง เดินขึ้นเนินไปเรื่อยๆ ก็ถึงทางเข้าวัดเงิน เดินไปตามทางมีลุงนำทางพ่นภาษายุ่นที่เราฟังไม่รู้เรื่อง เดินผ่านศาลาที่มีทรายกองเป็นลานๆไปก็พาแยกขึ้นด้านซ้าย ไต่เขาไปชมวิวโน่นนี่นั่น วนลงทางขวา ถึงได้เจอตัวตำหนักวัดเงิน อย่าตกใจที่มันไม่เงิน เพราะมันสร้างไม่เสร็จยังไม่ทันหุ้มเงิน แต่ในเมื่อตั้งใจจะหุ้มเงินเค้าก็เลยเรียกกันว่าวัดเงิน มาถึงใกล้เที่ยงแล้ว แสงไม่สวยแล้วล่ะ ถ่ายรูปมานิดหน่อยเป็นการพักเหนื่อย มองไปรอบๆก็พบว่ามีทางเดินเลี้ยวมาจากตรงลานทรายนั่นได้เลย ไม่ต้องปีนบันไดขึ้นด้านบน ซึ่งเราว่าไม่มีอะไรน่าสนใจ ตอนเดินเห็นบางคนเลี้ยวไปล่ะ แต่เราเชื่อลุงเลยเสียเหงื่อไปหลายปี๊บอยู่ ออกจากวัดเลยเสร็จป้าขายไอติมชาเขียว เล่นดักหน้าวัดเลยป้า

วัดเงิน (Ginkakuji Temple)

ออกจากวัดเงินเดินมาขึ้นรถบัสต่อ นั่งบัส 204 ไปปราสาทนิโจ ลงรถที่ Nijojo-Mae หิวข้าวเลยเลี้ยวเข้าซอกที่หน้าตาคล้ายๆตลาดที่วายแล้วไปเจอร้านข้าวก็กินข้าวซะสบายๆ แถวนี้เงียบมากๆ พักผ่อนสบายๆแอร์เย็นๆแล้วก็ออกเดินจากตรงนั้นไปปราสาทนิโจ เดินไปไม่ไกลเท่าไหร่หรอกแต่แดดยามเที่ยงนั่นแทบฆ่ากันได้ รีบจ้ำๆไปจนถึงปราสาทเพื่อพบว่ามันปิดวันอังคาร!!! เป็นข้อผิดพลาดที่ไม่น่าให้อภัย

ปราสาทนิโจ ที่ได้แต่มองรั้ว

แต่ก็มีนักท่องเที่ยวที่พลาดแบบเราประปราย ทั้งไทย ฝรั่ง จีน ญี่ปุ่น แห้วแล้วเลยเดินต่อไปอีกนิดลงรถไฟใต้ดินไป ยอมเสียเงินบัตร Pasmo 210 เยน ไปลง Higashiyama เพื่อไปต่อรถบัสด้วยว่าเหนื่อยและร้อนขี้เกียจเดินไปป้ายรถเมล์ซึ่งไกลกว่าและต้องต่อ 2 ต่ออยู่ดี ต่อรถบัสสาย 100 ไปวัดคิโยมิกัน Kiyomisu-Dera หรือวัดน้ำใส นี่ถือเป็นวัดดังของเกียวโต เค้าว่าศักดิ์สิทธิ์มาก จุดฮิตคือน้ำ 3 สาย ที่เค้าบอกกันว่าแต่ละสายเป็นน้ำมนต์เกี่ยวกับเรื่องต่างๆกัน เช่น สุขภาพ ความรัก การงาน ซึ่งเราไม่รู้แหละว่าสายไหนเป็นอะไร ส่วนมากเค้าตักกันสายเดียว ไหนๆเรามาไกล ต่อคิวตั้งยาวเล่นมัน 3 สายเลยนะ สาธุ

จบ 3 วัด แห้ว 1 วัง ก็นั่งรถเมล์เบอร์ 100 กลับโตเกียวสเตชั่น ไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้ที่รร.ลากข้ามมาสถานีต่อรถชินคันเซนไปโอซาก้ากัน หรือจะนั่งรถไฟธรรมดาก็ได้มีหลายขบวนเลย เรามี JR pass แล้วนั่งชินคันเซนสบายๆเร็วๆดีกว่า ยังไม่ทันหลับน้อง Hikari ก็พาเรามาถึงโอซาก้าในเวลา 14 นาที สถานีใหญ่โตวุ่นวาย อย่าได้กลัวเดินตามป้ายที่เราหาข้อมูลมาจาก Hyperdia เลย ไปรถสายไหน มันอยู่ชานชาลาไหนเดินไปอย่างมั่นใจค่ะ เราจะไปเช็คอินรร.ที่ย่านนัมบะ ต้องต่อรถหน่อย แต่ก็สะดวกมีบันไดเลื่อน มาถึงนัมบะ แล้วหลงทิศค่ะ เป็นการหลงทิศที่น่าละอายมาก ทั้งที่ exit ที่ออกมาใกล้โรงแรมนิดเดียวแต่เลี้ยวผิดเลยพาวนอยู่ 4 แยกจนเหนื่อยใจ สุดท้ายต้องพึ่ง GPS นำทาง ถึงจนได้ในที่สุด

เข้าไปอาบน้ำนอนเกลือกกลิ้งพักใหญ่ หิวได้ที่เลยชวนกันออกไปกินปู มาโอซาก้าทั้งทีต้องกินปูร้านดังที่มีปูตัวใหญ่ๆขยับก้ามงึกงักๆ เดินจากที่พักไปนิดเดียวข้าม 1 ถนนก็มาถึงย่าน Tombori แล้ว ผู้คนคึกคักน่าดู โผล่มากลางย่านก็เจอปูยักษ์เลย ดูชื่อร้านแล้วใช่ตามนั้นเลยเข้าไปบอกเค้า รอคิวแป๊บนึงนะ ร้านมี 7-8 ชั้นแต่เต็มหมด แต่ก็รอไม่นานได้ขึ้นชั้น 5 นั่งริมกระจกได้กินปูพร้อมชมแสงสีด้านล่างด้วย เปิดเมนูเลือกจิ้มๆไปตามฐานะของตัวเองได้เลยค่ะ อย่าไปคิดมาก มันเป็นอาหารเซ็ตเค้าจะเอาปูมาทำโน่นนี่นั่นเสิร์ฟมาเรื่อยๆ เราเลือกมาคนละชุด แล้วแบ่งกันชิม อิ่มกำลังดี ก็อร่อยดีนะ

อิ่มหมีพีมันก็เดินเที่ยวย่านนั้นถ่ายรูปป้ายไฟสวยๆ ตามหากูลิโกะแมน เดินไปเกือบสุดถนนหน้าร้านปูก็หาไม่เจอ กูลิโกะแมนหาย T__T แล้วจะกลับเมืองไทยได้ไง อายเค้าแย่ วนมาที่สะพาน Ebisu Bashi อีกรอบ (สะพานมันอยู่หลังร้านปู)เดินไปที่สะพานกะจะถ่ายรูปคลอง Tombori สักหน่อย หันไปหันมาก็ป๊ะกะกูลิโกะแมน 555 ใหญ่มากกกก ไฟสว่างแว๊บๆๆๆ ใครหาไม่เจอเดินไปที่สะพานนะคะ หมุนๆรอบตัวเจอแน่ๆ คืนนี้กลับห้องนอนหลับได้สบายใจล่ะ 555


Day 5 ตะลุยโอซ้าก้าด้วย Osaka pass

17cdd-head-5

วันนี้จะตะลุยโอซาก้า แต่ฤกษ์ไม่ดี ตื่นสาย!!! สายเด่แบบว่า 9 โมงกว่าเกือบ 10 โมงเหอะ ลงสถานีนัมบะไปวนหาที่ซื้อ Osaka 2 Day pass อีก สถานีกำลังซ่อมปรับปรุง ป้ายเลยทำงง แต่จริงๆมันก็อยู่ที่เดิมแหละคือ Information Center อยู่ชั้น 1 ของสถานีแต่ไอ้ที่เราเดินมันใต้ดิน ก็หาไม่เจอซิ ต้องขึ้นบันไดเลื่อนไปนะ เจอแล้วต้องไปรอต่อคิวซื้อบัตรเพราะนักท่องเที่ยวเยอะอยู่ น้องเจ้าหน้าที่ก็สุดแสนจะดีและรอบคอบอธิบายละเอียดลึกซึ้งยาวเหยียด ขายแต่ละคนจึงนานมาก ซื้อมาได้พร้อมคู่มือ,แผนที่และคูปองส่วนลดท่องเที่ยว อันว่าบัตรนี้ถ้าใช้นั่งรถไฟรถบัสอย่างเดียวเราว่าไม่คุ้มแต่ถ้าใช้คูปองเที่ยวสถานที่ต่างๆน่ะคุ้มแน่ๆเพราะค่าเข้าแต่ละที่ไม่ถูกเลย เอาคู่มือมากางดูได้เลยว่าอยากไปไหนบ้าง น้องเค้าจะอัพเดตให้ฟังตอนซื้ออยู่แล้วว่าช่วงนี้ตรงไหนปิดบ้างเข้าไม่ได้บ้าง ที่เหลือไปได้หมดเข้าฟรี ไปเยอะคุ้มมาก

กว่าจะกินข้าวเช้าเสร็จก็ปาไป 11 โมงกว่า ถึงเริ่มทริปวันนี้ เริ่มด้วยการนั่งรถไฟสายโลคอลด้วยบัตร Osaka pass (อยู่ที่นี่เก็บ JR pass ไว้เลยได้ใช้น้อยมาก) เริ่มด้วยไปศาลเจ้า Shinento-ji เดินจากสถานีรถไฟไปไม่ไกลมาก แต่แขนนี่ร้อนยิบๆๆ ร่มช่วยได้ไม่มาก วันนี้เหมือนมีงานวัด มีร้านขายของกางเต๊นท์เต็มไปหมด คนญี่ปุ่นก็ช่างเที่ยวนะร้อนตับจะแตก สงสัยมากเลยเอาเทอร์โมมิเตอร์พกพาของเราโยนลงพื้นดูซิว่าเท่าไหร่ นั่งพัดๆพักเหนื่อยสักพักหยิบมาดู แม่เจ้า!! 42º เราจะสุกมั๊ยเนี่ย

จากวัดเราไปต่อที่ปราสาทโอซาก้า (Osaka-jo) เราเลือกลงที่สถานี Tanimachi4chome มันเดินไกลมากกกกและร้อนมากกกก แถมหลงทิศอีก แต่ก็เดินไปจนเข้าเขตพระราชวังซึ่งเป็นกำแพงใหญ่ แต่เข้าไปแล้ววังเล็กนิดเดียวเองนะ มีร้านมาเปิดขายน้ำ ขายน้ำแข็งไส ในลานหน้าปราสาทด้วย คนเดินกินน้ำแข็งไสกันเหมือนภาพในหนังสือการ์ตูนเลย เลยจอดแวะกินบ้าง พักหายเหนื่อยก็ไปเข้าตัวปราสาทกัน ต่อแถวขึ้นลิฟต์ไปด้านบน ชั้นบนสุดเป็นระเบียงเดินชมวิวได้รอบๆ ลมร้อนพัดปะทะหน้าเหงื่อหายแต่หน้าแสบ! เดินเข้ามาชมด้านในมีจัดแสดงภาพเก่าๆ ของใช้เก่าๆ ชุดแต่งองค์ทรงเครื่อง ชุดเกราะต่างๆ  เดินวนมาเรื่อยๆจนถึงชั้นล่าง ใครอยากเดินขึ้นก็ไม่ว่ากันไม่ต้องรอคิวขึ้นลิฟต์ด้วยนะ

ออกจากปราสาทดูเวลาแล้วว่าจะไป Tempozan จะไปนั่งเรือ Santa maria ล่องอ่าว ในคู่มือบอกปิด 4 โมงเย็น กว่าจะนั่งรถไฟไปถึงเหลืออีกไม่ถึง 10 นาที อันว่าเวลากะญี่ปุ่นนี่มันเป๊ะๆนะ ไม่อยากพลาดเลยวิ่งซะลิ้นห้อย ไปทันเรือออกพอดี แต่เหงื่อโทรม ต้องไปต่อแถวซื้อน้ำมากินดับร้อน ไปยืนรับลมอยู่พักใหญ่ เรือล่องอ่าวประมาณ 45 นาที ผ่านสะพานหลายอันมาก อิอ่าวนี้มันสะพานเยอะจริงๆ แต่ละอันก็ออกแบบให้แตกต่างกันนะ สะพานขึงบ้าง แขวนบ้าง ปูนบ้าง เหล็กบ้าง แค่ถ่ายรูปสะพานในมุมต่างๆก็เพลินล่ะ 45 นาทีกลับมาที่ท่าเดิม อุต๊ะ…มีคิวคนมายืนรอขึ้นเรืออีกล่ะ ไหนว่าหมด 4 โมงเย็น วิ่งแทบตาย! เสียดาย ถ้าลงเรือเย็นๆกว่านี้น่าจะแสงสวย

ออกจากเรือมายังสว่างอยู่เลย คูปอง Osaka pass ไม่รวมพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ Kaiyukan (ถ้าซื้อ Kansai pass น่าจะรวม) แต่ก็ไม่ได้สนใจจะดูนัก เลยเข้าไปเดินเล่นในห้าง

Tempozan Market Place ชั้นบนมีส่วนที่จำลองบรรยากาศญี่ปุ่นสมัยเก่า มีร้านขายอาหารด้วย แต่ก็ไม่ใหญ่มาก ยังไม่หิว อยากแค่นั่งพักกินกาแฟ แต่เชื่อมะ ทั้งห้างไม่มีร้านกาแฟน่านั่งเลย (ไม่เหมือนเมืองไทย มีห้างละ 10 ร้าน!) มีร้านขายขนมหวานน่านั่งที่สุด ก็คนเต็มเดินวนไปมา 2-3 รอบรอจังหวะกว่าจะได้นั่ง ขนมหวานก็พวกถั่วแดงนั่นแหละ กาแฟเย็นอร่อยที่สุดเท่าที่กินมาล่ะ แต่ก็หวานมันสู้บ้านเราไม่ได้ แต่ก็เอาวะ เลยนั่งพักเหนื่อยจนหายก็ออกไปดูมายากลที่เล่นเปิดหมวกอยู่ลานกลางแจ้งด้านนอก มองเห็นเรือ Santa maria วิ่งอยู่ลิบๆ อั๊ยยะ!นี่ 6 โมงกว่าล่ะนะ ยังวิ่งอยู่เลย เซ็งจริงๆ ใกล้พระอาทิตย์ตกดินแล้วเลยเดินไปขึ้นวงล้อสวรรค์ Ferris Wheel ใน Tempozan ชิงช้าสวรรค์อันนี้มันใหญ่มากมาย นั่งแล้วเสียวเล็กๆแต่โครงสร้างแข็งแรงดีไม่มีแกว่ง แอร์เย็นฉ่ำ นั่งดูพระอาทิตย์ตกดินบนชิงช้าสวรรค์มันแจ่มมากๆ ขอบอก

พระอาทิตย์ตกดินบนชิงช้าสวรรค์

โปรแกรมน่าจะจบล่ะ แต่คุณแฟนท่านกางคู่มือแล้วชวนไป Osaka Prefectural Government Sakishima Building Observatory at Cosmo tower อิชื่อยาวๆนี่คือชั้นชมวิวอ่าวโอซาก้านั่นเอง เรานั่งรถไฟต่อไปจนสุดสาย Osaka City Subway Chuo Line แล้วต่อด้วย New Tram Nankō Port Town Line ไปลงสถานี Trade Center Mae แล้วเดินเข้าห้างไป มันช่างเงียบวังเวงมากมาย เดินไปถามประชาสัมพันธ์ นางก็ชี้ให้เดินข้ามไปอีกตึก ไม่ยากเย็นอะไรแต่เงียบมาก มันคงเป็นตึกสำนักงาน ยามหลังหกโมงเย็นถึงได้เงียบเชียบ ไปจนถึงหน้าลิฟต์จนได้ แลกบัตรเพื่อขึ้นไปข้างบน ขึ้นลิฟต์ไป เดินบันไดเลื่อนต่อ ทางวกวนเล้กน้อย แต่ก็มีคนขึ้นไปอยู่บ้าง ขอบันทึกว่าบันไดเลื่อนช่วงสุดท้ายที่นี่ยาวมากกกกกก เสียวสุดๆ ต้องจับราวบันไดไว้เลย ขึ้นไปแล้วด้านบนก็เหมือนชั้นชมวิวทั่วไป เดินดูได้รอบๆ มองแล้วมีมุมที่มองเห็น Ferris Wheel เท่านั้นที่สวย นอกนั้นธรรมดาตึกสูงก็น้อย ถนนก็ไม่ค่อยมีรถ ถ่ายมาแล้วไม่ค่อยงาม แต่เค้าทำที่นั่งชมวิวไว้เยอะดี ออกแบบแปลก เหมาะสำหรับคู่รัก บางด้านเป็นหลุมลงไปแบบ Love seat ก็มีดีทุกอย่าง ยกเว้นวิวไม่สวยเท่าไหร่

8d156-wwjap_0526
มีมุมนี้มุมเดียวที่สวย ด้านอื่นไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่ถ่ายแล้วเงาสะท้อนเพียบ ต้องหาแผ่นมาบังแส

กลับที่พักไปหาข้าวกิน วันนี้กิน Yoshinoya อยากกินข้าวหน้าเนื้อ อิ่มอร่อยแสนถูก กลับห้องนอน หมดแรง


Day 6 ไปเยี่ยมน้องกวางกลาง Nara

f23c5-head-6

วันนี้ออกนอกโอซาก้าไปเที่ยวเมืองนารา หรือ นาระ กัน ใช้ Osaka pass นั่ง Midosuji line ไปต่อรถไฟ JR ไปถึงสถานีนาระเดินออกมามองหาป้ายรถเมล์ หากใครตั้งใจอยู่ทั้งวันจะเที่ยวให้ทั่วนาระ ก็สามารถซื้อ One day pass ได้ในราคา 500 เยน เพราะค่ารถเมล์ต่อเที่ยวก็คนละ 200 เยนแล้ว แต่เรากะจะไปแค่ 2 ที่ เลยไม่ซื้อ เพราะวันนี้ตื่นสายแล้วเลยออกเที่ยวสายหน่อย จ่ายเป็นเที่ยวๆก็ได้ ไปรอรถสาย 2 ไปวัดโทไดจิ (Todaiji Temple) ก่อนเลย ใครมานาระก็ต้องมา ไม่มาถือว่าผิด! 55 พอลงรถเมล์ที่ป้าย Daibutsuden Kasugataishi Mae แล้ว เดินไปตามผู้คนเถอะ นักท่องเที่ยวมากมายมหาศาลตลอดปี ทางเดินจะผ่านสวนนาระ (Nara Park) ที่มีกวางเดินเต็มไปหมด

ขี้เกียจเดิน นั่งรถลากก็ได้นะ

ตลอดรายทางเดินไปวัด จะมีร้านขายของไปตลอดทาง ส่วนกวางจะเดินจะนอนกลาดเกลื่อนเทียบได้กับหมาข้างถนนบ้านเรา พ่อแม่ช็อปลูกเล่นกะกวางเป็นภาพที่เห็นไปตลอดทาง ต้นๆทางยังตื่นเต้น เดินๆไปเริ่มรำคาญ 555 กวางเกะกะมาก เดินมาไม่กี่ร้อยเมตรก็ถึงทางเข้าวัด จ่ายค่าเข้าแล้วเข้าด้านในกัน

พระไดบุทซึองค์นี้หน้าตาจะคล้ายๆกับที่วัด Kotokuin เมือง Hase ที่เราไปเมื่อวันแรกๆของทริป แต่ที่นี่จะอยู่ในอาคาร เลยได้ชื่อว่าพระใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นที่อยู่ในอาคาร (เอากะเค้าซิ พระใหญ่ไดบุทซึองค์ที่เมือง Hase ถือเป็นพระใหญ่ที่สุดแบบกลางแจ้ง 55) เข้าไปเดินดูด้านใน นอกจากองค์พระแล้ว ที่ใครๆมาดูอีกก็คือโพรงในเสาอาคาร นัยว่าเสาอาคารนี้เป็นเสาไม้ใหญ่มากหลายคนโอบจนเมื่อเป็นช่องแล้วเด็กสามารถลอดได้เลย ก็เลยกลายเป็นว่าใครมาก็ต้องมาลอดเพื่อเป็นสิริมงคล (มั๊ย) แต่คงได้เฉพาะเด็กกับผู้หญิงตัวเล็กหน่อยนะ คนตัวใหญ่อย่าได้ไปอธิษฐานเสี่ยงทายแล้วพยายามลอดรูกะเค้าเลยนะ ติดคาอยู่จะอายเค้า

ออกจากวัดเดินฝ่าดงกวางออกมารอขึ้นรถเมล์ต่อไปอีก 2 ป้าย แล้วเดินเข้าซอยด้านซ้ายมือไป คือนาระนี่ต้องกางแผนที่เดินนะ เมืองไม่ใหญ่ แต่งงทิศเล็กน้อย เดินเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาพองงๆก็เห็นเจดีย์ พุ่งตรงไปตามที่เห็นก็เจอวัดโคฟุกุจิ (Kofukuji Temple) แล้วก็เดินต่อไปเจอศาลเจ้า เจอเจดีย์ 3 ชั้น 5 ชั้น ตามที่ต้องการ เข้าไปไหว้พระกันอีก

มานาระไม่มีอะไรนอกจากวัด กับเค้าว่ามีย่านเมืองเก่าแต่คงไม่ไปล่ะ จากศาลเจ้าเดินทะลุออกไปถนนด้านหลัง เดินต่อไปไม่ไกลก็ถึงสถานีรถไฟแล้ว จริงๆจากสถานีรถไฟก็เดินเที่ยวได้เลย ถ้าเป็นฤดูใบไม้ผลิเดินเล่นชิลๆคงดี แต่นี่แดดร้อนดั่งเตาย่างเนื้อ คงเดินชิลไม่ไหวต้องอาศัยรถเมล์เที่ยว แต่ขากลับเราเดินจากศาลเจ้าไปสถานี เพราะเดินตามร้านขายของฝากแวะซื้อโน่นนี่ และแวะทานข้าวด้วย

ขากลับนั่งรถไฟมา ดูแล้วยังพอมีเวลาก่อนเราจะไปดูคอนเสิร์ทที่ Zepp Namba ที่อยู่ใกล้ๆที่พัก เลยตัดสินใจแวะไปเที่ยว Osaka Museum House and Living เข้าฟรีจากคูปองอีกเช่นเคย สถานี Tenjimbashisuji 6-chome อยู่ใต้อาคารเลยไม่ต้องออกไปเดินโดนแดดเผาอีก ขึ้นลิฟต์ไปชั้นบน พิพิธภัณฑ์นี้จำลองบรรยากาศบ้านเมืองโบราณสมัยเอโดะไว้ใหญ่โตดีทีเดียว แอร์เย็นฉ่ำ มีของเล่นโบราณให้เล่น มีห้องมีบ้านให้เข้าไปถ่ายรูปได้ อยากใส่กิโมโนเดินถ่ายรูปเข้าบรรยากาศก็มีให้เช่า ชวนคุณชายแล้วท่านไม่เอาเราเลยไม่เอาด้วยไม่อยากใส่คนเดียว อาศัยถ่ายภาพนักท่องเที่ยวอื่นๆเอาเข้าบรรยากาศดี ใครมีเวลาแนะนำมาแวะค่ะ ทำดีมากๆ เดินเล่นพักร้อนสบายใจก็กลับโรงแรม พักเหนื่อยถึงเวลาเดินจากที่พักย้อนไปดูคอนเสิร์ทที่ Zepp Namba

จบคอนฯไม่ดึก กลับที่พักล้างหน้าล้างตา คืนนี้เดินไปเก็บตกรายการท่องเที่ยวอีกหน่อย ไปนั่งเรือล่องคลอง Tombori ดูตึกตามรายทาง เรือออกเป็นรอบๆ เอาคูปองไปแลกตั๋วเรือได้ที่จุดแลกตั๋วดูตามในคู่มือ คนอธิบายความบอกพูดอังกฤษได้ แต่ฮีไม่ค่อยจะพูดเลย พอดีฝรั่งที่ลงเรือพร้อมกันดันพูดญี่ปุ่นได้ พี่ไกด์เรือเลยพ่นแต่ญี่ปุ่น เค้าฟังไม่รู้เรื่องเลย ชิส์! นั่งครบรอบมาจอดที่เดิมใช้เวลาสัก 20 นาที ขึ้นมากำลังหิว หาข้าวกินแถวนั้น จิ้มๆไปร้านนึงพอกินได้ อิ่มแล้วเดินเล่นช็อปปิ้งต่ออีกหน่อยเป็นการสั่งลา พรุ่งนี้จะกลับแล้ว


Day 7 กินข้าวหน้าปลาไหลที่นาริตะก่อนกลับบ้าน

da7c6-head-7

เช้านี้ออกจากโอซาก้าแต่เช้า ขึ้นชินคังเซนรอบ 8:40 ไปโตเกียว ต่อ Narita Express ตรงเข้าสนามบินนาริตะเลยถึงเอาเกือบบ่ายโมง แต่ก็ยังเช็คอินไม่ได้ไม่ถึงเวลา เลยเอากระเป๋าไปฝากล็อคเกอร์ก่อน แล้วลงไปนั่งรถไฟออกไปตัวเมืองนาริตะ ไปตามล่าปลาไหล!! ต้องนั่ง Keise Line ออกไป แค่ 10 นาทีรถไฟก็ถึงสถานีนาริตะ เดินออกจากสถานีพร้อมความงุนงงเพราะไม่ได้เตรียมการมา search หาข้อมูลกันสดๆ เค้าว่ามานาริตะต้องกินข้าวหน้าปลาไหล ว่าแต่ร้านดังคาวาโตโยะนั่นมันอยู่ไหน

ตามโพยบอกว่าไปทางเดียวกับวัดนาริตะ เลยอาศัยถามทางเค้าไป ลุงก็ชี้ทางสว่างให้ เดินไปเรื่อยๆทางลงเนินไปยาวอยู่ พอเข้าถูกถนนจะรู้เลยเพราะมีร้านขายของ 2 ข้างทาง วันนี้นักท่องเที่ยวน้อยมาก เดินเหงาๆลงเนินไปเรื่อยๆจนเจอร้านข้าวหน้าปลาไหลจนได้ พิกัดง่ายๆคืออยู่ฝั่งขวามือตรงข้ามศูนย์ข้อมูลการท่องเที่ยวนาริตะ หน้าร้านจะมีการชำแหละปลาไหลกันแบบโจ๋งครึ่ม สะใจกันไปเลย เตาย่างก็อยู่ข้างๆย่างกันควันขโมง คนเต็มร้านเหมือนกัน แต่เราโชคดีมีโต๊ะพอดีไม่ต้องคิว นั่งปุ๊บสั่ง Unaju (うな重) มา 2 ที่พร้อมซุป ได้ที่นั่งด้านหน้าเลย ระหว่างรอก็ดูการชำแหละไป ฮ่าๆๆ

ข้าวหน้าปลาไหลที่นี่อร่อยดีนะชอบๆ การสั่งจริงๆต้องไปสั่งที่เคาเตอร์แล้วเอาคูปองมานั่งโต๊ะป้าจะมารับคูปองไป แต่ป้าให้เรา 2 คนนั่งโต๊ะเอาเมนูมาให้ดูเลย เพราะเห็นท่าแล้วน่าจะไม่รู้เรื่อง ฮ่าๆๆๆ

อิ่มหมีพีมันออกจากร้านก็เดินลงเนินไปอีกไม่ไกลจะถึงวัดนาริตะ เข้าไปเดินชมเสียหน่อย แต่ไม่ไต่ขึ้นไปถึงด้านบนที่ศาลาเพราะอิ่มและขี้เกียจ ขึ้นไปแค่ชั้นแรกก็พอล่ะ กลับไปเช็คอินที่สนามบินดีกว่า ต้องช็อปขนมอีกเยอะ

วัดนาริตะ
เมืองนาริตะ

เดินกลับไปรอรถไฟกลับเข้าสนามบินไปเช็คอิน พอกระเป๋าไปหมดแล้วสบายตัวก็เริ่มช็อปปิ้งขนมอีก ทั้งของกินเองทั้งของฝาก หยิบๆๆไป คิดเงินไทยมามันหลายพันบาทเลยนะ ใครจะซื้อขนมก็ระวังตัวนิดนึง หมดตูดไม่รู้ตัว

กลับบ้านกันได้แล้ว มาเที่ยวแบบร้อนตับแตกคราวนี้แต่เที่ยวได้เยอะมาก เพราะเที่ยวจริงๆ คุณชายไม่ช็อปปิ้ง เลยมีเวลาเยอะ แต่บ่นว่าร้อนเกิน ไม่เอาแล้วนะเที่ยวหน้าร้อน ทรมาน ฮ๋าๆๆๆๆๆ

******************************************************************

== TIPS ==

ทริปนี้ใช้ 4 ใบนี้แหละ ขึ้นรถ ขึ้นรถไฟ

JR PassJR pass ขายให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติเท่านั้น ต้องซื้อจากเอเยนต์ก่อนไปญี่ปุ่น เช่น H.I.S. ซื้อแล้วต้องใช้ภายใน 3 เดือน ช่วงที่เราซื้อเงินเยนยังลงอยู่เลยซื้อได้ในราคา 8 พันกว่าบาทสำหรับแบบ  7 วัน (ตอนเดือน 9 เห็นว่าเยนขึ้น กลายเป็น 9 พันไปแล้ว ตอนนี้เงินบาทอ่อนปวกเปียก ก็คงไม่ต้องพูดถึง) บัตรมีแบบ 7, 14 หรือ 21 วัน เลือกซื้อตามจำนวนวันที่ต้องการใช้ และต้องใช้ต่อเนื่อง ข้ามวันไม่ได้ สามารถใช้ขึ้นรถลงเรือรถใต้ดินบนดินที่เป็นของ JR ได้ทุกอย่างตลอดเวลาตามจำนวนวันที่เราซื้อ พาสใบใหญ่ๆนี้ไม่ต้องเอาไปแตะประตูทางเข้าออกอัตโนมัติ แต่ให้เดินออกช่องทางออกริมสุดที่มีจนท.ยืนอยู่ ยกใบให้เค้าดู จะเห็นวันที่ใช้อยู่ว่าหมดอายุวันไหน จนท.แค่มองดู

Osaka unlimited 2 days Pass : ซื้อแบบ 2 วันเพราะอยู่เที่ยว 2 วัน ถ้าจะอยู่วันเดียวก็เลือกแบบ 1 วันก็มี ใช้เดินทางทั้งรถเมล์ทั้งรถไฟในโอซาก้าได้ทั้งหมด นอกจากนั้นยังมีคูปองg-เข้าฟรีสถานที่ท่องเที่ยวในโอซาก้า 28 แห่ง แค่ฉีกคูปองให้คนตรวจ ถ้าเที่ยวหลายๆที่ก็คุ้มสุดคุ้ม

Kyoto City Bus 1 Day Pass : ราคา 500 เยน เพราะการท่องเที่ยวในเกียวโต ไปโดยรถเมล์สะดวกที่สุด จึงควรซื้อบัตรนี้ ซื้อใช้ใน 1 วันเที่ยวได้ทั่ว ถ้าจะเที่ยว 2 วันก็ซื้อแบบ 2 days ก็มีนะ สามารถไปได้ 5 เขตในเกียวโตได้ คือ Arashiyama, Kinkakuji, Okazaki, Ginkakuji, Higashiyama

Pasmo card : เป็นบัตรเติมเงินรถไฟฟ้า ใช้กับรถไฟฟ้าทั่วไปที่ไม่ใช่ JR หรือ Local train ของเมือง หากไม่แน่ใจถามจนท.ที่สถานีได้ว่าจะไปรถไฟสายไหนหรือไปสถานีไหนใช้บัตรนี้ได้มั๊ย บัตรนี้ไม่ต้องซื้อก็ได้ จะไปไหนที่ใช้ JR ไม่ได้ก็กดตั๋วเป็นเที่ยวๆไป แต่เรามีอยู่แล้วก็เอามาใช้สะดวก ไม่ต้องคอยคิวกดตั๋ว และยังเอาไปใช้ซื้อของแทนเงินสดตาม minimart ได้ด้วย

#ที่พัก

เอาตามที่เราพักนะ โอเคอยู่

#ที่เที่ยว

TOKYO

  • Odaiba: โอไดบะเป็นเกาะที่สร้างใหม่ของโตเกียว ต้องข้ามสะพานสายรุ้งไป (Rainbow ridge) มีรถไฟสายใหม่ Yurikamome line สำหรับนั่งข้ามไปได้ มีที่เที่ยวหลายที่ เช่น Venus fort ที่มีห้าง มีพิพิธภัณฑ์โตโยต้า หรือจะเดินเล่นที่ The Deck ก็มีที่เที่ยวด้านในเยอะแยะ เช่น Trick eye museum, Lego land, Joypolis Sega และมีสวนสาธารณะริมน้ำที่คนนิยมไปเดินเล่นกันด้วย มีเทพีเสรีภาพจำลองเป็นสัญญลักษณ์ map
  • Mori Tower: อยู่ Roppongi Hill มีส่วนแกลเลอรี่ มีชั้นที่จัด event ต่างๆ เช่นตอนไปมีนิทรรศการ แฮรี่ พอตเตอร์ด้วย ขึ้นโมริทาวเวอร์ ไปชมวิวที่ Tokyo City View ชั้น 52 ค่าขึ้น 1,500 เยน แต่ถ้าซื้อล่วงหน้าจะลดเหลือ 1,200 เยน ซื้อได้ตามบ.ทัวร์ใหญ่ๆและ Lawson
  • Asakusa: วัดฮิตของโตเกียว มากี่ทีก็ไปแวะไว้พระ นั่ง Tokyo Metro Ginza Line ลงสถานีอาซากุสะ ยังไงก็ไม่หลง

KYOTO

การท่องเที่ยวเกียวโต สามารถนั่งรถบัสวนได้ทั่วเมือง ที่ฮิตที่ต้องแวะไปแทบทุกคน แบบไม่ควรพลาดคือ map

  • Kinkakuji หรือวัดทอง เด่นที่อาคารสีทองริมน้ำ สะท้อนเงาสวยในวันแดดดี ควรไปแต่เช้า บ่ายจะย้อนแสง
  • Ginkakuji หรือวัดเงิน เราว่าไม่มีอะไรเด่นสวยมากนัก แต่เหมือนเป็น Symbolic อีกอันของเมือง ก็เข้าไปดูหน่อย
  • Nijo-jo หรือ ปราสาทนิโจ อยู่กลางเมือง ไปได้ทั้งรถเมล์และรถไฟ จำไว้ว่าหยุดวันอังคาร!!
  • Kiyomisu-Dera หรือวัดน้ำ 3 สาย จุดเด่นคืออาคารไม้สร้างอยู่ตรงริมผา สวยงามดี และด้านล่างจะมีน้ำมนต์ 3 สาย ที่คนต่อคิวไปดื่มไปล้างหน้าเพื่อเป็นศิริมงคล
  • Fushimi Inari ศาลเจ้าฟูชิมิ อยู่ด้านล่างของแผนที่ จุดเด่นคือเสาโทริอิสีแดงสดที่สร้างไว้ตามทางเดินยาวและคดเคี้ยว สามารถเดินไต่เขาขึ้นไปจนสุดชมวิวเมืองเกียวโตได้
  • Gion กิอง เป็นย่านร้านค้าที่ยังคงอนุรักษ์ไว้ มีร้านอาหารมีบาร์ญี่ปุ่น ที่ยังมีไมโกะคอยดูแลต้อนรับแขก คนนิยมมาเดินตอนเย็นๆถึงค่ำ

OSAKA

มีที่ท่องเที่ยวเยอะมาก หลายที่เราไม่ได้ไป เช่น Universal studio, Kaiyukan (พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ) ส่วนที่ๆเราไปก็น่าสนใจดีตามนี้ map & tour guide

  • Osaka jo ปราสาทโอซาก้า ปราสาทนี้ไม่ใหญ่อะไร แต่ส่วนประกอบ เช่นกำแพงวัง สวนโอซาก้ารอบๆ ใหญ่โตดี สวนนี้คนนิยมมาดูซากุระ ตัวปรสาทมีชั้นบนขึ้นไปชมวิวเมืองโอซาก้าได้ดี
  • Tempozan เป็นห้างที่อยู่ติดกับพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ไคยูคัง ไปที่นี่ก็ลงเรือล่อง Osaka bay ได้ และมีชิงช้าสวรรค์ยักษ์ Ferris Wheel ขึ้นไปนั่งชมวิวอ่าวมุมสูงก็สวยดี
  • Cosmo tower มี Observation floor ดูวิวเมืองและอ่าวโอซาก้าได้ ต้องนั่งรถไฟสายใหม่ New Tram Nankō Port Town Line ไป
  • Dohtombori / Shimsaibashi ย่านช็อปปิ้งดังของโอซาก้า เดินได้ทั้งวันทั้งคืน มีทั้งของขายของกิน ร้านก็ตกแต่งสวยดี แปลกตาดี เราไปเดินทุกคืน

NARA

เมืองเล็กๆอยู่ไม่ไกลจากโอซาก้า สามารถนั่งรถไฟไปกลับได้ เที่ยว 1 วันเต็มๆก็พอแล้ว มันก็มีหลายที่ๆน่าสนใจ แต่เราไปแค่ วัดดังวัดเดียว แล้วก็แวะศาลเจ้าตามรายทาง เดินทักทายกวางกลับสถานีรถไฟ map

  • Todaiji Temple วัดที่มีพระไดบุทซึองค์ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นที่อยู่ในร่ม ทางเดินไปวัดจะผ่านสวนสาธารณะที่เต็มไปด้วยกวาง
  • Kofukuji Temple วัดที่มีเจดีย์ มีศาลเจ้า มีศาลา อยู่ในละแวกเดียวกันหลายอาคาร จากที่นี่เดินลงบันไดด้านหลัง จะเดินไปสถานีรถไฟได้ไม่ไกล มีร้านให้ช็อปปิ้งซื้อของตลอดทางด้วย

KAMAKURA

เมืองเล็กน่ารักอีกเมืองที่อยู่ไม่ไกลจากโตเกียว มีวัยรุ่นไปเพื่อเที่ยวเล่นชายหาดเยอะแยะ แต่เราไปวัด ต้องนั่งรถเมล์จากตัวเมืองคามาคูระมาที่ฮาเสะ หรือนั่งรถไฟต่อมาก็ได้

  • Kotokuin Temple มีพระใหญ่ไดบุทซึที่อยู่กลางแจ้ง คนนิยมไปไหว้ขอพร
  • Hasedera Temple เหมือนเป็นวัดประจำเมือง ต้องแยกเข้าซอยไปเล็กน้อย เดินเข้าไปมีสวนญี่ปุ่นร่มรื่น ต้องเดินขึ้นบันไดไปศาลาด้านบน และยังชมวิวเมืองได้ด้วย

#อาหาร

ร้านเด็ดร้านดังที่ไปกินมา แต่ส่วนมากก็กินไปเรื่อย แล้วแต่หิวแล้วเจออะไรนะ

  • Yokohama: Ramen Museum: โยโกฮาม่าราเม็งมิวเซียม อร่อยทุกร้าน
  • Osaka: Kanidoraku กินปูที่โอซาก้า ร้านดังที่ใครๆก็ไปกิน
  • Narita: Kawatoyo ร้านดังในนาริตะ

จบทริป ร้อนแต่ก็สนุก

ย่ำต๊อก..โตเกียว

TRIP OCT.2012 : TOKYO, JAPAN

Tokyo trip photo galley at pbase.com
tokyo-banner

ย่ำต๊อก..โตเกียว
 
กลับจากออสเตรเลียได้แค่ 2 อาทิตย์ก็บินไปโตเกียว! ตัดสินใจฉับพลันบินตามน้องอีกคนที่ไปก่อน ได้วีซ่าก่อนไปแค่ 2 วันเหอะ ถ้าไม่ผ่านล่ะซวย! คราวนี้เลือก China Eastern Airline ไป transit ที่เซี่ยงไฮ้ บินรวมๆประมาณ 10 ชม.จากที่บิน Direct flight แค่ 6 ชม. แต่ประหยัดได้หมื่นนึงก็เอาวะ แต่ค้นพบว่ามันไม่ดีเอาซะเลย ที่นั่งค่อนข้างแคบ อาหารก็ไม่ค่อยดี และการไป transit ที่จีนมันเสียเวลาตรงที่ต้องไปต่อแถวเข้าตรวจ passport และเข้า security scan อีกด้วยแม้คุณจะแค่ต่อเครื่อง (แต่แยกเคาเตอร์ต่างหาก จากคนที่จะผ่านเข้าเมือง) ถ้าคนเยอะๆก็รอกันนานหน่อยเพราะจนท.มีแค่ 2-3 คน และ เกทก็ไกลทุกที่ แถมสนามบินจีนก็เปลี่ยนเกทมั่วไปมา ต้องคอยดูดีๆ แถมขากลับดันเอาไปนั่ง Shanghai air ต่างหากซึ่งดูเครื่องไร้คุณภาพ หูฟัง ไฟอ่านหนังสือ ปุ่มอะไรๆก็ใช้ไม่ได้ ไฟรัดเข็มขัดก็ติดบ้างไม่ติดบ้างในแต่ละที่ แอร์-สจ๊วต เอาแต่มานั่งหลับไม่เก็บถาดอาหาร บลาๆๆๆ ดีใจที่รอดมาได้ เฮ้อ…คุ้มมั๊ย

 

ในที่สุดก็มาถึง Narita International Airport ได้ตามเวลา แรกเริ่มว่าจะนั่งรถไฟออกไปเที่ยวเมืองนาริตะฆ่าเวลา เพราะน้องอีกคนจะมา TG ถึงหลังเราสัก 3 ชม.กว่า ปรากฏว่าดูเวลาผิด มันแค่ 2 ชม.เศษๆ เลยคิดว่าไม่ไปล่ะ เพราะกว่าจะไปงมหาตั๋วหาสายรถไฟ (ก็เพิ่งลงเครื่องเพิ่งเคยมาโตเกียวนะ) กว่าจะนั่งรถไฟไปแม้จะแค่สถานีเดียวก็ตีซะว่า 20-30 นาที กว่าจะไปเดินเที่ยว เดินหาวัด กว่าจะกลับมาขึ้นรถไฟเข้าสนามบินอีก คงสูสีๆ ถ้าไม่หลง! เลยตัดใจไม่ไป นั่ง shuttle bus free จาก Terminal 2 ที่เครื่องเราลงไป Terminal 1 เลย ไปเดินช็อปปิ้งดูอะไรเล่นในนั้นพร้อมหาอาหารเที่ยงทาน มันมี Airport mall ให้เดินเล่นได้ แต่เรายังไม่ซื้ออะไรหรอก ดูราคาไว้ก่อน แล้วก็นั่งเล่น Free wifi ไปอีกสักพัก (Free wifi ที่นี่จะมีบางตำแหน่ง และคุณต้องกด accept agreement ก่อน มันมีให้เลือกภาษาอังกฤษนะ ลงทะเบียน email address ด้วย แค่นั้นแหละ)
 
เมื่อเจอกับน้องแล้วก็เลือกนั่งรถไฟ express เข้าเมือง คือต้องบอกว่า รถไฟของญี่ปุ่นมีหลายประเภทมาก ถ้าเอาประหยัดก็เลือกรถธรรมดา (เลือกได้ว่าเอาของบริษัทอะไร หลักๆคือ JR และ Keise) ซึ่งมันก็มีเส้นทางของมันต้องศึกษาดูว่าเราจะไปตรงไหน นั่งของใครไม่อ้อม และรถเที่ยวกี่โมงจอดป้ายไหนบ้าง ป้ายที่เราจะลงจอดมั๊ยหรือไม่จอดก็ต้องวางแผนว่าลงที่ไหนไปต่อสายอะไร บลาๆๆๆ และทั้ง 2 เจ้านี้ก็มีรถด่วนด้วย JR ก็เป็น Narita Express ส่วน Keise ก็เป็น Sky liner อันนี้อารมณ์เป็น Airport Express บ้านเราซื้อตั๋วที่เคาเตอร์มีเลขที่นั่ง มีที่วางกระเป๋า และจอดแค่ไม่กี่ป้ายจนถึงกลางเมือง น้องเค้าเลือก Sky liner ราคา 2,400¥ แพงใช่ย่อย เราพักแถบ Ikebukuro รถด่วนไม่จอดเลยต้องลงที่ Ueno station แล้วต่อรถไฟอีกสายไปลง Ikebukuro station ลากกระเป๋าเดินไปที่พัก ถึงที่พักเย็นพอดี!

การเดินทางในญี่ปุ่นหลักๆคือรถไฟ อย่างที่บอกว่ามีสายหลัก 2 เจ้าคือ JR และ Keise มันเชื่อมถึงกันได้หมด โยงใยยิ่งกว่าใยแมงมุม แถมยังรถไฟใต้ดิน Metro อีกสาย และรู้สึกว่ายังมีอีก การเดินทางอย่างประหยัดจึงควรวางแผนการท่องเที่ยวในแต่ละวันว่าจะไปที่ไหน route ไหน หากซื้อเป็นตั๋ว 1 Day pass ได้ก็จะประหยัดเพราะมันขึ้นลงกี่เที่ยวก็ได้ใน 1 วัน แต่มันใช้มั่วไม่ได้นะ (ยังศึกษาไม่ละเอียดพอ และเราซื้อไปวันเดียวที่ไป Disney Landเพราะ ไปไกล ไป-กลับราว 800¥ แต่ 1Day pass มันแค่ 710¥ เป็นต้น วิธีสะดวกอีกแบบคือซื้อบัตร Pasmo card หรือ Suika card ซี่งเป็นบัตรเติมเงิน ค่ามัดจำบัตร 500¥ หาซื้อตามตู้อัตโนมัติหรือซื้อที่เคาเตอร์ ไม่ต้องห่วง ตู้มันง่ายกว่าที่คิดจิ้มเลือกภาษาอังกฤษก็ซื้อได้ ถ้าคุณไปเมืองนอกได้ก็ไม่ยากหรอกน่า ลองดู วิธีนี้เข้าออกรถไฟเส้นไหนก็ไม่ต้องคิดแปะมันอย่างเดียว สะดวกดี แต่ไม่ประหยัด ถ้าอยู่ไม่กี่วันก็อย่าไปคิดมากเลย บัตร 2 แบบนี้ถามคนญี่ปุ่นว่าต่างกันอย่างไร เจ๊แกบอกว่าต่างที่หน้าตาบัตรเพราะมันของคนละบริษัท – –อืมมม ใช้ได้เหมือนกัน และเอาไปใช้ซื้อของตามร้านสะดวกซื้อได้ด้วย อารมณ์เหมือนบัตรปลาหมึกของฮ่องกง (Octopus card) และบัตร T-money ของเกาหลีเลย

 
ไปเที่ยวอะไรมาบ้าง
 
◙ Tokyo Tower (東京タワー): http://www.tokyotower.co.jp/english/
 
สัญญลักษณ์เก่าเก๋ากึ๊กของกรุงโตเกียว หน้าตาอารมณ์คล้ายๆหอไอเฟลเหมือนกันนะ หอนี้สูง 333 เมตรถือว่าสูงที่สุดในโตเกียวมานานจนมาโดน Tokyo Sky Tree โค่นแชมป์ลงเมื่อต้นปีนี้เอง การไปก็ไปได้หลายสายมากเลือกเอาว่าคุณมาจากทางไหน ต่อรถไฟให้น้อยๆจะได้ไม่เวียนหัวนะ. ออกมาจาก exit หรือดูป้ายเอา หรือดูแผนที่ท่องเที่ยวตามสถานีเอา เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอีกที่หนึ่งหาไม่ยากหรอก พอขึ้นมาบนดินแล้ว มองซ้ายขวาหน้าหลังรอบๆก็จะเห็น เดินมุ่งหน้าไปหามันนั่นแหละ เราไปตอนกลางคืนจะสองทุ่มแล้วด้วย แต่เข้าไปร้านขายของที่ระลึกด้านล่างยังไม่ปิด เชิญช็อปได้ แล้วก็ซื้อบัตรเพื่อขึ้นไปชมวิวด้านบน ค่าขึ้นไปชั้นกลาง 150 ม. ราคา 820¥ มันไม่รับบัตร!  แล้วชั้นบน 250 ม. แค่ 600¥ แต่มันบอกปิด ทั้งที่ยังไม่ 3 ทุ่มเลย งงมากเอะอะจะให้ไปชั้นแพงเหอะ ธุรกิจเงินสด เซ็งนิดๆพกเงินสดมาไม่เยอะ กะเอาไว้ซื้อของ ซื้อขนม ร้านขายของขายขนมข้างในก็รับแต่เงินสดนะคะ สามารถหาซื้อโตเกียวบานาน่าที่นี่ได้ มีแบบ original สีเหลือง และแบบลายม้าลายที่เป็นไส้คาราเมล รวมทั้งขนมอื่นๆอีกหลายอย่าง ของที่ระลึกก็มี จากนั้นก็ขึ้นลิฟต์ไปด้านบน สามารถชมวิวได้รอบด้าน มีป้ายบอกสถานที่สำคัญๆทุกด้าน มาตอนกลางคืนได้ชมบรรยากาศแสงสีโตเกียว ด้านในเค้าทำมืดจะได้เห็นวิวชัดๆ แต่กลายเป็นว่าที่นั่งแต่ละที่จะมีนั่งเป็นคู่ทำไรกันบ้างไม่รู้ วู๊วววว…. จากที่นี่มองเห็น Tokyo Sky Tree ไว้จะไปตอนกลางวัน  แล้วยังเห็น Rainbow bridge ด้วย เดินเล่นจนพอใจก็กลับลงมาช็อปต่อ 555 ใกล้ 3 ทุ่ม ร้านเริ่มปิดแล้ว เราก็กลับด้วย
การไป:  
  • Metropolitan Subway  –  Oedo Line >> Akabanebashi St. Exit Akabanebashi Gate (5 min. walk)
  • Tokyo Metro –  Hibiya Line >> Kamiyacho Station Ext No.1 (7 min. walk)
  • Metropolitan Subway – Mita Line >>  Onarimon Station  Exit No. A1 (6 min. walk)
  • Metropolitan Subway – Asakusa Line>> Daimon Station  Exit A6 (10 min. walk)
  • JR – Yamate Line  >> Hamamatsucho St. North Exit (15 min. walk)

WJAP_7038

WJAP_7055

WJAP_7057
 Ikebukuro (池袋) : http://www.japan-guide.com/e/e3038.html

 



ย่านอิเคบูคูโรที่เราพักเป็นย่านท่องเที่ยวทั้งกลางวันและกลางคืน ช่วงกลางวันเราออกไปเดินเล่นแถบห้าง Tobu, Seibu, Marui มีแต่ร้านไฮโซทั้งนั้นเลย เดินต่อไปยังถนนที่อยู่ตรงข้ามห้าง Seibu ถนนนี้มีร้านขายของตลอดทาง เรียกว่าเป็นแสงสีของย่านนี้ก็ได้ เพราะ Ikebukuro ได้ชื่อว่าเป็น Center of Otaku Culture คือแหล่งของพวกบ้าเกมส์นั่นเอง จึงมีร้านค้า ร้านเกมส์ เยอะแยะ เราเดินต่อไปที่ห้าง Sunshine City เพื่อไป Disney shop ไปซื้อตั๋วเข้า Disney Sea ล่วงหน้า ระหว่างทางแวะร้าน Bookoff สาขาใหญ่โต เพื่อมองหา CD เก่า CD มือสองด้วย 

ย่านนี้ตอนกลางคืนมีร้านอาหาร มีคลับ มีบาร์ มีร้านตู้เกมส์ เยอะแยะคึกคัก เราก็แค่แวะกินอาหาร ราเม็ง ข้าวหน้าเนื้ออะไรแค่นั้นล่ะค่ะ ไม่ได้เข้าเที่ยวคลับหรอก มันดูเป็นคลับสำหรับผู้ชายซะส่วนมาก นอกจากนั้นยังมีผู้ชายใส่สูทหน้าตาใช้ได้มาเดินเกร่ตามแยกเยอะอยู่ เดาเอานะว่าเป็นพวกโฮสต์ที่คอยเป็นเพื่อนเที่ยว ไม่ได้ลองไปติดต่อดู 55555


WIMG_5400

 
◙ Yoyogi Park (代々木公園) & Meiji Jingu (明治神宮) :  http://www.japan-guide.com/e/e3034_002.html& http://www.meijijingu.or.jp/english/

สวนโยโยหงิและศาลเจ้าเมจิอันนี้เป็นที่ๆน้องเค้าอยากไปค่ะ เราก็เลยไปกันตอนสายๆวันอาทิตย์จะได้เที่ยวฮาราจูกุวันอาทิตย์ด้วย นั่งรถไฟ JR Yamanote line ไปลงสถานีฮาราจูกุเดินออกมานิดเดียวก็ถึงเลย ช่วงแรกจะเดินผ่านสวนไปก่อน ร่มรื่นด้วยต้นไม้สูงใหญ่ เดินต่อไปเรื่อยๆตามคนเขาไปนั่นแหละ จะไปถึงตัวศาลเจ้า ก่อนเข้าศาลเจ้าทางซ้ายมือจะมีบ่อน้ำพร้อมกระบวยวางไว้ให้เข้าไปล้างมือล้างปากก่อนเข้าด้วยค่ะ เป็นธรรมเนียมของเค้า
วันนี้มีคนใส่ชุดประจำชาติมาเยอะไม่รู้มีงานอะไร ส่วนมากเป็นเด็กๆเราเลยถ่ายรูปสนุกไป เข้าไปถึงศาลด้านใน ในศาลาหลักมีพิธีการอยู่ถามคนแถวนั้นได้ว่าเป็นงานแต่งงาน เลยโชคดีได้ดูการแต่งงานแบบดั้งเดิม เสร็จพิธีด้านในเค้าเดินแถวออกมาด้านนอกด้วย พิธีอลังการใช้ได้น่าจะเป็นคนใหญ่โตโก้หรูอยู่ นอกจากที่ศาลาใหญ่แล้ว ศาลเล็กด้านข้างก็มีอีก 1-2 งาน สงสัยเป็นวันดี แล้วยังมีพวกถ่ายรูปสตูดิโออีกหลายคู่ เลยได้เห็นอะไรหลายๆอย่าง
ไหว็ศาลเจ้าแล้วก็มาเขียนใบขอพร มีทั้งแบบเขียนบนไม้ (ต้องไปซื้อแผ่นไม้
500¥) หรือเขียนใส่ซองหย่อนลงตู้ก็ได้อันนี้ฟรี อธิษฐานซะแล้วหย่อนหรือแขวน เห็นภาษาไทยเพียบเลย จากนั้นก็เดินไปหาซื้อพวกของศักสิทธิ์ต่างๆไม่รู้เรียกอะไร พวกซองหรือถุงที่มีของศักดิ์สิทธิ์ สำหรับเรื่องต่างๆเช่น เรื่องความรัก ครอบครัว สุขภาพ การเดินทาง ฯ เราซื้อเกี่ยวกับความปลอดภัยของการเดินทางมาจะเอาไปใส่รถเพราะเพิ่งซื้อรถใหม่ ก็ราคาประมาณ 800¥ ถ้าจำไม่ผิด

WP1120221

WP1120218

WP1120257

WP1120288 
 

ออกจากวัดเดินผ่านสวนออกมาที่เดิม ก็ข้ามถนนไปที่ถนนฮาราจูกุ ไม่ได้หาข้อมูลมาเลยไม่รู้จะเดินทางไหน ก็เลยเดินตามๆคนเค้าไป คนเยอะมากขวักไขว่ไปหมด ข้ามมาเริ่มแรกก็เจอน้องๆแต่ง
costplay เป็นกลุ่มๆ มีคนขอถ่ายรูปเราเลยกดไปด้วย เดินต่อไปเลี้ยวเข้าถนนใหญ่ Omotesando ย่านนี้ร้านช็อปปิ้งก็เยอะ เป็นร้านใหญ่ๆ ของแบรนด์ก็มี เป็นแกลเลอรี่ก็เยอะ ถ้าเลี้ยวเข้าตามซอกตามซอยจะเป็นร้านบูติคเล็กๆ ร้านกาแฟ ก็น่ารักดี เราเดินเข้าซอยด้านซ้ายมือไปเรื่อยทะลุไปออกอีกด้าน โผล่ไปเจอย่าน Takeshitaเห็นคนคึกคักมาก น่าจะเป็นแหล่งช็อป เลยข้ามไปดู เข้าไปข้างในจะขายเสื้อผ้าวัยรุ่นมีร้านขนมร้านกิ๊ฟต์ช็อปของสาววัยรุ่นเยอะแยะ ขายของดาราเกาหลีก็มีนะ เดินไปจนสุดก็ออกมาสถานีรถไฟเดิมที่เราออกมาเพียงแต่คนละ exit สรุปว่าเราเดินเป็นวงกลมนั่นเอง ก็ถือว่าพอได้บรรยากาศฮาราจูกุเล็กๆ เราต้องไปต่อแล้วเพราะมีนัด ไม่ได้ไปชินจูกุเลย ติดไว้ก่อน ถ้ามีเวลาควรมาเดิน ชินจูกุ ฮาราจูกุ และชิบูญ่า เพราะมันอยู่ต่อเนื่องกัน มาวันเดียวเที่ยวได้หมด
 
 Tsukiji Market (築地市場): http://www.japan-guide.com/e/e3021.html
 

ตลาดซึคิจิเป็นตลาดค้าปลา ผักและผลไม้ ที่โด่งดังในแถบนี้ นักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวชมตลาดได้แต่ต้องหลัง 9 โมง ช่วงเช้าให้พ่อค้าเค้าค้าขายทำงานกันก่อนจะไปยืนถ่ายรูปชูสองนิ้วขวางทางเค้า ที่น่าสนใจอีกอย่างคือการประมูลปลาทูน่าที่จะทำกันตอนเช้ามืดประมาณตี 5 โน่น นักท่องเที่ยวก็ไปชมได้แต่ต้องลงทะเบียนก่อนเค้าจำกัดแค่ 120-150 คนต่อวันเท่านั้น น่าไปดูนะเคยเห็นแต่ในทีวี อยากไปเห็นปลายักษ์ที่ขึ้นจากเรือสดๆเหมือนกัน เอาไว้งวดหน้า (อีกแล้ว 555)


นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่ไปเดินชมตลาดสดจะแวะชิมซูชิ ซาซิมิสดอร่อยด้วย มีร้านอาหารเปิดอยู่หลายร้านด้านหน้าตลาด แต่ละร้านไม่ใหญ่โต ร้านดังๆจะมีคนคิวยาวมากกกก อย่างวันที่เราไปถึงนั่นสายกว่าที่คาดเพราะมัวแต่หลงสายรถไฟเลยไปถึงเอาเกือบสิบโมง คิวบางร้านยาวเป็นหลายสิบคิวแล้ว เราเลยเลือกร้านที่ไม่มีคิวซะเลย เข้าไปซัดข้าวหน้าปลาดิบ ซัดซูชิ สดๆอร่อยๆกันก่อนไปลุย
Disney Sea (มันห่างกันแค่ 2 ป้ายเอง)
การไป:  
  • Oedo Subway Line ไปลงTsukiji Shijo Station. ออกมาก็ถึงเลย

WIMG_5716
 
หนึ่งในธีมปาร์คของ Tokyo Disney Resort ค่ะ อีกอันคือ Tokyo Disney Land ที่ทุกคนคงเคยได้ยินชื่อแน่ๆ อันนี้เป็นอีกส่วนที่อยู่ใกล้ๆกันแต่นี่อยู่ติดทะเลเลยเรียก Tokyo Disney Sea

พวกเราไปซื้อตั๋วล่วงหน้าจากร้านดิสนีย์ในเมือง มาถึงก็เข้าได้เลย แต่อย่างว่าผิดแผนเลยมาสาย มาถึงก็เที่ยงแล้ว แถมไม่ได้ดูตารางอะไรมาเลย เลยเดินวงรอบให้ทั่วและเลือกเล่นของที่พอต่อคิวไหว หลายอันปิดรับ
Fast pass แล้ว (คือจ่ายเงินเพิ่มที่หน้าทางเข้านั้นเลยจะได้คิวแทรก ไม่ต้องยืนรอคิวยาว ไปที่อื่นแล้วกลับมาตามช่วงเวลาได้เลย) อย่าง Toy story เป็นอันเปิดใหม่นี่คิว 2.30 ชม.และไม่รับ Fast pass เราเลยขอบาย ไปเล่นเครื่องเล่นอื่น และไปนั่งเรือ  แต่ไปเสียเวลากับอินเดียนน่าโจนส์อยู่ร่วม 2 ชม. เลยพลาดพาเหรดอย่างน่าเศร้าใจ (แถมเล่นแล้วเศร้า เพราะมันดันเหมือนที่ Disney land L.A. เลย แง….) 
 
จากนั้นไปต่อแถว Journey to the Center of the Earth กันอีกเป็นชม. สุดท้ายจบลงที่โชว์ Fantasmic ตอนสองทุ่มครึ่ง เป็นแสงสีเสียงกลางน้ำก็งามดี แค่นี้ก็หมดแรงแล้ว พลาดโชว์หลายอัน เพราะไม่ทำการบ้านมา ไอ้เราก็นึกว่าคนอยากไป (เพื่อนชาวสิงคโปร์) เค้าจะหาข้อมูลมาเพราะเราก็ยุ่งมากก่อนไป ที่ไหนได้น้องไม่หาไรมาเลย เข้ามาแล้วบอกไม่รู้ว่าจะเล่นอะไรดี ดูโชว์อะไรดี วู๊ยยยย… หมดกัน เสียดายจริงๆ ตั้ง 6,200¥ แน่ะ!!! แถมป้ายตารางต่างๆมันเขียนแต่ญี่ปุ่น โอ๊ยจะบ้า จนท.ก็พูดอังกฤษไม่ได้ ถามไรกันไม่รู้เรื่องเลย ให้ตายเหอะ

การไป
นั่งรถไฟ JR สายไรก็ได้ไปให้ถึงสถานี Maihama ออกมาแล้วจะต้องไปซื้อตั๋วนั่ง Monorail ของ Disney resort อีกเที่ยวละ 250¥ งกจริงๆ ไปลงตามที่จะไปว่า Disney Land หรือ Disney Sea หรือจะลงส่วน Disney Resort ก่อน ถ้านอนนี่ก็เข้าเล่นมันสัก 2 วันซื้อตั๋วแบบ 2 Days pass ไป คงได้เล่นเยอะอยู่ ไม่งั้นต้องมาแต่เช้ามากๆ และวางแปลนดีๆ (เหมือนตอนเราไป Hongkong Disney Land นะ นั่นหาข้อมูล วางแผนไปเลยว่าจะเล่นอะไรก่อน ดูโชว์ตอนไหน ระหว่างนั้นเล่น อะไร เลยเล่นได้ครบเหอะ) แต่ยังไงก็น่าจะเล่นครบยากเพราะที่โตเกียวนี่คนเยอะมาก คิวยาวทุกอัน ต้องอาศัยพ่อบุญทุ่มซื้อ Fast pass เยอะๆ 555
WJAP_7111
WJAP_7120
WJAP_7193
 Tokyo Sky Tree (東京スカイツリー): http://www.tokyo-skytree.jp/en/
มันคือหอคอยบรรหารแจ่มใสที่สูงกว่าประมาณร้อยเท่า 555 เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปต้นปี 2012 นี่เอง มีความสูงถึงยอดเสาเลย 634 ม. (ทิ้ง Tokyo Tower ไม่เห็นฝุ่น) ตอนนี้คนเลยเห่อกันมาก แห่กันไปขึ้น จนการซื้อตั๋วมันยุ่งยากมากมาย มันมีช่วงไม่ขายต่อวันต้องจองออนไลน์ไปด้วยก็มี ช่วงที่ขายตั๋วปกติก็ต้องไปต่อแถวเพื่อรับคิวมาสำหรับซื้อตั๋ว แล้วเชิญคุณไปเที่ยวที่อื่นก่อน ค่อยมาซื้อตั๋วตามเวลา โฮ่! แล้วค่อยมาต่อคิวขึ้นอีก แถมราคาก็ไม่ถูกนะพี่น้อง ร่วม 2000 ¥ (ในระดับ 350 ม. แต่ระดับ 450 ม. นั่นแค่ 1,000¥) และในโอกาสอันฟ้าอึมครึมฝนลงปรอยๆตอนเช้า แม้คิวจะไม่ยาวมากมายแต่ด้วยสภาพอากาศและเวลาที่มีไม่มาก เราจึงตัดสินใจว่าขอชมรอบนอกก็แล้วกันนะเธอ ไว้คนหายเห่อเค้าค่อยขึ้นละกัน

สิ่งที่ต้องทำสำหรับนักท่องเที่ยวที่ไปนอกจากชมวิวแล้วก็ต้องลงมาช็อปของที่ระลึกน่ารักๆ (น่ารักจริงๆอ่ะ) แล้วตามด้วยโตเกียวบานาน่า (อีกแล้ว)
!!แต่ตอนนี้มันมีตัวออกใหม่เป็นไส้ Chocolate นะมีขายที่ร้านสาขานี้ ที่ Tokyo Tower ไม่มีอ่ะ สนามบินก็ไม่มี ก็ซื้อมาตามที่เค้าว่ากันว่าต้องซื้อ 555 เพิ่งลองชิม มันก็อร่อยดีนะ แต่ไม่ได้ปลื้มขนาดหนัก

การไป
:
นั่งรถ JR สาย Ginza ลงสถานี Asakusa แล้วต่อ Tobu line ไป 1 สถานี ลง Tokyo Sky Tree station เลย ถึงเลยค่ะ

WJAP_7282
 
 Asakusa – Sensoji Temple (金龍山浅草寺): http://www.japan-guide.com/e/e3001.html
 
จากโตเกียวสกายทรี นั่งรถไฟย้อนกลับมาลงสถานีอาซากูสะค่ะ เราไม่ได้หาข้อมูลมา เลยใช้วิธีเดินตามกรุ๊ปทัวร์ ฮ่าๆๆ ได้ผลดีมาก ยังไงทุกทัวร์ที่ลงตรงนี้ก็ต้องไปวัดนี้แหละ เดินตามกรุ๊ปทัวร์จนมาเจอโคมแดงแบบอันนี้ที่เป็นสัญญลักษณ์คือจุดเริ่มต้นเรียกว่า ประตูคามินาริมง (Kaminarimon) เดินผ่านประตูนี้เข้าไป จะเป็นถนนนาคามิเซะ(Nakamise) มีร้านขายขนมขายของที่ระลึกเรียงยาวไปเลย ขนมจะเป็นพวกขนมท้องถิ่น ซึ่งญี่ปุ่นมันมีแต่ขนมทำจากแป้งไส้ถั่วแดงซะมาก แล้วก็เซมเบ้แข็งๆกินแล้วเจ็บเหงือก
WJAP_7349
WJAP_7303
เดินต่อไปจนเจอศาลเจ้าเซนโซจิ เป็นอาคารใหญ่ซึ่งมีกระถางธูปยักษ์อยุ่ก่อนถึง ซึ่งผู้คนจะไปจุดธูปเอาไปปักแล้วโบกควันเข้าหาตัว เพื่อเป็นสิริมงคล เห็นแล้วก็ไปจุดไปโบกกับเค้าบ้างเหมือนกัน แล้วก็ขึ้นไปชมพร้อมสักการะเจ้าแม่กวนอิมบนศาลเจ้า ออกมาตรงบันไดศาลให้หันหน้าไปทางซ้าย มองไปจะเห็น โตเกียวสกายทรีด้วยนะ
ยังมีส่วนอื่นให้เดินเข้าไปชมหรือไปสักการะได้อีก แต่นักท่องเที่ยวส่วนมากจะมาแค่นี้แล้วก็กลับ ด้านหน้าประตูคามินาริมงจะมีรถลากจอดรอนักท่องเที่ยวให้เช่าเหมานั่งชมเมืองแบบสไตล์ดั้งเดิมได้ด้วย ใครสนใจเชิญไปต่อรองWJAP_7305
WJAP_7312
WJAP_7325
อาหารญี่ปุ่นอร่อยมาก อร่อยมากกว่าร้านในเมืองไทยเยอะเลย
 
ปลาดิบสดอร่อยสุดยอด
ราเม็งตู้หยอดเหรียญ ถูกดี แต่ต้องพอเดาได้หรืออ่านออกสักหน่อย
 
โตเกียวบานาน่า ของฝากที่ใครๆก็ซื้อ สนามบินก็มีขาย
แต่ชนิดใหม่ไส้คาราเมล(ฉลองครบรอบ 20 ปี)มีขายที่โตเกียวสกายทรีเท่านั้น

 

 

ไปเล่นสกีที่ฟูราโน…Furano Ski Trip

Trip Feb. 2011 : Furano, Japan

 

 

ไปเล่นสกีที่ฟูราโนกันเถอะ

 

เพื่อนชวนไปเล่นสกีตั้งแต่ปีก่อนโน้น พูดกันจนลืม ในที่สุดก็มาลงล็อคที่เดือนกุมภาฯปี 2011 นี่เอง ตัดสินใจอยู่นานเพราะบวกลบคูณหารแล้วค่าใช้จ่ายคงแพงโข…แต่ความรู้สึกเมื่อปลายปี 09 ที่ไปเดินเล่นนั่งเล่นอยู่ในสกีรีสอร์ที่เกาหลียังติดใจอยู่ วันนั้นบอกตัวเองว่า อยากเล่นสกี!!

เพื่อนจัดการเรื่องตั๋วและที่พักให้หมด เพราะเธอเคยไปมาก่อนแล้ว 1 ครั้ง แถมยังติดต่อครูสอนสกีไว้ให้ด้วย ไปเล่นที่ฮอกไกโดเกาะที่อยู่ทางเหนือสุดของญี่ปุ่นกันซิ สรุปรายละเอียดมาได้ง่ายๆว่า บินจากกรุงเทพฯไปโตเกียวแล้วต่อเครื่องไปอาซาฮิกาว่าแล้วต่อรถไปฟูราโน ~ Bangkok – Haneda – Asahikawa – Furano ~ หลายต่ออยู่นะ วันแรกตระเตรียมตัวสำหรับเรียนสกี วันที่สองเรียนสกี วันที่สามเรียนสกี วันที่สี่เรียนสกี วันที่ห้าเล่นสกี (คาดว่าน่าจะเป็นแล้วเลยใช้คำว่าเล่นแทนเรียน) กลับเครื่องตอนกลางคืน รายการมีแค่เนี๊ยะแหละ ง่ายๆ – -“

เราเลือกบินกับ ANA เครื่องออกตอนห้าทุ่มกว่า บินไปถึงสนามบินนานาชาติฮาเนดะตอนเช้ามืด ก่อนเครื่องลงท่านกัปตันแจ้งว่าอุณหภูมิเบาะๆแค่ 1 องศา เท่านั้นจึงจัดแจงใส่เลคกิ้งเตรียมพร้อม เสื้อโค๊ทเดี๋ยวค่อยเอาตอนรับกระเป๋าก็ได้ เพราะสำหรับคนต่อเครื่องต้องลงมารับกระเป๋าแล้วลากไปเช็คอินที่เคาเตอร์อีกครั้ง ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่เช็คยาวไปเลยเพราะที่นั่งก็ระบุมาหมดแล้ว แต่มันก็แค่ใกล้ๆลงมาแค่ชั้นเดียว เช็คอินเสร็จก็เดินไปขึ้นรถ shuttle bus ไปสนามบินภายในประเทศ ถึงภาษาอังกฤษจะไม่เลิศเลอ แต่ระบบการจัดการ การช่วยเหลือนักท่องเที่ยวของญี่ปุ่นก็ดีมากทีเดียว มีทำใบปลิวแจก อธิบายจุดรอรถขึ้นรถให้นักท่องเที่ยวทุกคนชัดเจน

มีเวลาอยู่ที่สนามบินประมาณ 2 ชม.กว่า เลยเดินดูของซึ่งล้วนเป็นขนมทั้งนั้น น่ากินมากๆทุกร้านทุกตู้ ซื้อติดไปบ้างเอาไว้กินเล่นกัน ทั้ง Cheese cake ทั้งโมจิ ทั้งคุ๊กกี้ ขนมปัง ชูครีม โอย…อร่อย เดินชิมไปทุกร้าน หอมหวลจริงๆ แต่ราคาไม่ค่อยมิตรภาพเท่าไหร่ กล่องละ 1,000 – 3,000 เยนทั้งนั้น ตกประมาณ 400 บาทขึ้น ร้านมีให้เลือกเต็มไปหมด ล้วนทำสดๆหอมๆ ใครจะอดใจไหว

ถึงเวลาไปขึ้นเครื่องเพื่อไป Asahikawa เมืองใหญ่กลางเกาะฮอกไกโด (Hokkaido) ใช้เวลาบินชม.กว่าๆก็มาถึงตรงเวลา “ฮิโรชิซัง”หนุ่มยุ่นร่างเล็กกระทัดรัดเจ้าของอพาตเมนต์ขับรถมารับเราที่สนามบิน รถมินิแวนพาพวกเรา 4 สาวออกจากสนามบินมุ่งตรงไปฟูราโน ช่วงแรกช่างตื่นตาตื่นใจกับสีขาวของหิมะที่ปกคลุมไปทั่ว
อากาศวันนี้ 1 องศา ตามท่านกัปตันบอกจริงๆ จะว่าหนาวมากก็ไม่เชิงเพราะเสื้อผ้าเตรียมมาพร้อม เสื้อยืดแขนยาว 1 ตัว pull over 1 ตัว แล้วก็โค๊ท 1 ตัว ใส่เลคกิ้งตัวที่ซื้อจากเกาหลีแล้วทับด้วยกางเกงยีนส์ แค่นี้ก็อุ่นพอ (เลคกิ้งซื้อเมืองไทยมันไม่อุ่นจริงๆ บางเกิน)
นั่งไป 1 ชม.จวนเจียนจะหลับก็มาถึงฟูราโน เมืองเล็กๆชื่อเสียงโด่งดังในฤดูร้อนเพราะมีทุ่งลาเวนเดอร์เป็นจุดขาย (แล้วพวกเรามาทำไรฤดูหนาวล่ะเนี่ย – -‘) ภาระกิจแรกบอกฮิโรว่าโคตรหิว ฮิโรเลยพาไปซัดราเม็งคนละชาม ราเม็งแท้ๆที่ญี่ปุ่นอร่อยกว่าที่เคยกินในเมืองไทยเยอะ…จริงๆนะ… อิ่มแปร้ก็ไปแวะซุปเปอร์ซื้อเสบียงกรังไว้ทำอาหารกินง่ายๆบางมื้อ ถือโอกาสซื้อของฝากเล็กๆน้อยๆด้วยของกินแปลกๆเพียบ ญี่ปุ่นนี่ช่างทำจริงๆ เสร็จจากซุปเปอร์ ฮิโร่พาไปเลือกซื้ออุปกรณ์เล่นสกีเพิ่มเติมในส่วนที่ขาด เช่น แว่นหรือถุงมือ กางเกงเราซื้อมาจาก MBK ในราคาพันกว่าบาท แก๊ะมาซื้อที่นี่โดนไป 3,000 กว่าบาท แต่เป็น northface ของแท้นะ แพงแต่ดี ได้ของครบครันถึงจะได้เข้าบ้าน จะมีเจ้าของอพาตเมนต์ที่ไหนให้เราเรียกใช้ได้ขนาดนี้ ช่างน่าประทับใจจริง ฮ่าๆๆๆ

 

Tsuru Apartment ของฮิโรเหมือนทาวเฮาส์ 2 ชั้น 2 ห้องนอน กว้างขวางและโคตรสะอาด เช้าๆเราก็ทำอะไรเล็กๆน้อยๆกินกันที่ครัวด้านล่าง ตู้เย็นใหญ่ยักษ์แช่น้ำผลไม้ขนมนมเนย ไข่ เค็ก ที่ซื้อมาเต็มตู้ไปหมดยังกะอยู่สักเดือน เครื่องล้างจาน เครื่องซักผ้าพร้อม ห้องน้ำใหญ่มีทั้งอ่างทั้งฝักบัว ทั้งหมดนี่ราคาคืนละ 38,000 เยน ประเดิมคืนแรกด้วย Furano wine ทั้งขาวทั้งแดง ไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่ แต่เค็กกับพุดดิ้งอร่อยมากร้านแถวๆบ้านนั่นเอง จิบไวน์ไปดูหิมะตกปรอยๆ บรรยากาศโรแมนติค น่ามากะแฟน หันมองหน้ากันมีแต่ผู้หญิง 4 คน เฮ้อ…..ตกค่ำชวนฮิโร่ขับรถออกไปกินข้าวอีก มื้อนี้บอกอยากกินซูชิ ฮิโร่ก็พาไป มันอร่อยม๊ากกกกก ปลาสดๆ แถมด้วยสุกี้ญี่ปุ่นด้วย อร่อยสุดๆ

ตื่นเช้ามาได้กลิ่นแกงกระหรี่หอมเตะจมูก ก็แก๊ะเริ่มทำแกงกระหรี่หม้อใหญ่ซิ เอาไว้กินกันหลายๆวัน เช้านี้เลยซัดข้าวแกงกะหรี่ไก่เพิ่มพลัง พร้อมออกไปลานสกีล่ะ Kitanomine slope อยู่ไม่ไกลจากบ้าน เดินไปเรื่อยๆก็ถึง ร้านที่เราติดต่อเช่าอุปกรณ์สกีไว้ คือรองเท้าและสกีก็อยู่ตรงข้ามสโลปนี่แหละ อิรองเท้าสกีนี่มันใส่ยากมากใส่แล้วเดินก็ยาก ยังกะโรโบคอป แถมต้องแบกอุปกรณ์ข้ามถนนเดินขึ้นเนินไปรอฮิโร แค่แบกมาแค่นี้ก็หอบลิ้นห้อยแล้วนะ บนลานสกี มีเด็กนร.มาเรียนสกีกันเต็ม แบ่งเป็นกรุ๊ปๆละ 5-10 คน เขาว่าเป็นคลาสเรียนเลย ก็ไม่แปลกฤดูนี้จะให้ไปเล่นกีฬาอะไรได้

วันนี้ครูสกียังไม่มา เพราะเราเลื่อน flight มาเร็วไป 1 วัน ครูยังติดงานอยู่ที่ Niseko วันนี้ฮิโร่จะสอนเอง ฮิโร่เองก็เป็น Ski instructor ด้วยเหมือนกัน กรุ๊ปเรา 4 คน เล่นสกี 3 คน แถมเก๋เล่นเป็นแล้วจากปีก่อน ก็เลยต้องมาเล่นวนๆเวียนๆอยู่ใกล้ๆกับ beginner 2 คน เราก็เริ่มหัดตั้งแต่ใส่สกี ขาเดียว แล้วก็ 2 ขา เริ่มเดิน เริ่มสไลด์ และวิธีหยุดสกีเวลามันเคลื่อนที่ ฮิโร่เรียกว่า “ทำพิซซ่า” คือการกางขาออกแต่ชี้ปลายเท้าเข้าหากันเป็นสามเหลี่ยมนั่นคือการหยุด ทั้งเช้าอิ่มทำพิซซ่า ยังไม่สำเร็จ ล้มกลิ้งกันเป็นพักๆ ฮิโรที่ดูเป็นคนง่ายๆเอาแต่ยิ้ม พอมาเป็น instructor แล้วดูจริงจังมาก ฮีเครียดเราก็เครียด จบครึ่งเช้ายังไม่ได้ไรเป็นชิ้นเป็นอัน พักเข้าไปซัดราเมงร้อนๆในโรงอาหาร ตกบ่ายฮิโรเหมือนไปกินยาโด๊ปมา วิ่งเข้ามายิ้มเผล่บอกว่า I change my mind, we will go to share lift!! นั่นคือนั่งลิฟต์ขึ้นไปด้านบน!! แม่เจ้ากรูยังเล่นไม่เป็น….

 

ผลก็คือตลอดบ่าย ล้มกลิ้งๆอยู่ด้านบน ลงมาไม่ได้ แค่ลงจากลิฟต์ก็ล้มกลิ้งแล้ว ไม่ต้องสกีไปไหนไกลหรอก ระยะทางแค่ไม่ถึง 1 กิโลเมตร สกีกลิ้ง สกีกลิ้ง ไม่ใช่สวิงกิ้งนะ เหนื่อยจะยันตัวลุก เหนื่อยจะใส่สกีใหม่บ่อยๆ ในที่สุดฮิโรต้องลากแก๊ะลงไปก่อน 1 รอบ ปล่อยเราพยายามคลำทางกับเก๋ที่พอเล่นเป็น แต่ก็ไม่รอด ไปไม่ถึงครึ่งทาง จนฮิโรกลับขึ้นมารับ ฮิโร่ก้มลงจับปลายสกีของเราแล้วสกีถอยหลังพร้อมลากสกีเราลงไปเลย พาวิ่งฉิวๆ แล้วบอกให้จำความรู้สึก ลงน้ำหนักซ้ายขวาตามนี้ๆ มันเสียวมากนะขอบอก กลับลงมาแบบหน้าซีดๆ เอาไว้ลองใหม่พรุ่งนี้กับครูสกีละกัน….

คืนนี้เราแยกกันนะฮิโร เค้าเครียด….พวกเราเลยไปหาข้าวกินกันเอง กับน้องๆที่ตามมาสมทบอีก 3 คน กินชาบูชาบู กับปลาย่าง อร่อยใช้ได้ กลับบ้านไปนอนกลิ้ง เครียดก็เครียด พรุ่งนี้จะเป็นยังไงว๊า….

ตื่นมาซัดข้าวแกงกะหรี่เหมือนเดิม พร้อมรบ! ออกไปลานสกีที่เดิม วันนี้ได้ครูสกี 2 คน คู่สามีภรรยา  Ben เป็นชาวนิวซีแลนด์ Naoko เป็นญี่ปุ่น ภาษาอังกฤษเริ่ดทั้งคู่เพราะเรียนอังกฤษมา เราได้ Naoko มาสอน ส่วน Ben ไปสอนน้อง 3 คน ฮิโรก็เลยได้พาเก๋ไปสกีด้านบนได้สบายใจ

เช้านี้ก็ refresh ใหม่อีกรอบ แล้วก็ซ้อมเลี้ยวซ้อมหยุด เรียนอยู่ด้านล่าง ล้มบ้างพอเป็นพิธี แล้วก็ตัดสินใจขึ้นลิฟต์ไปอีกครั้ง ยังเล่นๆล้มๆอยู่แต่ดีกว่าเมื่อวานหน่อย ลงมาได้ 3 ใน 4 ของ Slope สุดท้ายแก๊ะหมดแรง นาโอโกะต้องพาลงอีกเช่นเคย แต่นาโอโกะใช้วิธีเสียวน้อยกว่าฮิโรหน่อย ชีให้แก๊ะอยู่ด้านหน้าเราอยู่ด้านหลังแล้วก็สกีลงแบบแซนด์วิช โฮ่ๆๆๆ มันเจ๋งมาก! ตกบ่าย Ben & Naoko วิเคราะห์แล้วว่า Kitanomine slope นี้มันอาจจะยากไปสำหรับ Beginner เลยย้ายไปเรียนที่ Prince slope แทน

 

 

โชคไม่ช่วยเพื่อนเราที่เรียนด้วยกัน แค่ลง lift ก็ล้มกลิ้งมาทับกันซะแล้ว คราวนี้ขาไขว้ไปมา หลังจากครูช่วยกันงัดเรา 2 คนแยกจากกัน เราตรวจร่างกายแล้วสบายดี แต่แก๊ะบอกเจ็บข้อเท้า เลยไปนั่งพักก่อนบอกขอรอดูอาการ เราเลยไปกับนาโอโกะก่อน 1 รอบ

slope ที่นี่ไม่โหดอ่ะ เหมาะสำหรับหัดจริงๆ ยังล้มบ้างนิดหน่อยแต่เริ่ม control ได้มากขึ้น วนขึ้น lift กลับมา แก๊ะส่ายหน้าบอกไม่ไหว เลยต้องเรียก patrol มาเอาตัวลง ได้นอนลากเลื่อนลงอย่างเท่ห์ คราวนี้เราเลยได้เรียนแบบเข้มข้น 1 ต่อ 1 เลย รู้สึกดีขึ้นเล่นได้ดี แต่ช่วงบ่ายหิมะตกหนักจริงๆ ต้องเข้าไปพักสักระยะ เพราะตััวอุ่นมืออุ่นแต่แก้มกับปากจะแข็งเอา ฮิโรพาเพื่อนอีกคนขึ้นกอนโดล่าไปเล่นที่ความสูงสองพันกว่าเมตร ถ่ายรูปลงมาดูหิมะท่วมถึงเข่า ยังสกีเล่นกันสนุกสนาน คืนนี้นอนหมดแรง นาโอโกะแนะนำว่าให้แช่น้ำอุ่นอย่าอาบฝักบัวจะได้คลายกล้ามเนื้อด้วย เลยแช่ขาไปสัก 1/2 ชม. ใช้ได้เลย..

เช้าที่สาม ตื่นมาเตรียมตัว ถึงเวลานัดฮิโรตอนแปดโมง เพราะจะไป prince slope มันไกลเดินไม่ไหว ฮิโรจะเอารถไป ถึงเวลาเปิดประตูออกมา ตกใจ!! หิมะท่วมหน้าบ้าน สงสัยเมื่อคืนตกหนักวุ๊ย ฮิโรนุ่งกางเกงสกีสีแดงตัวเก่งกวาดหิมะหน้าเครียด พร้อมบอกว่าเลื่อนเวลาสัก 1 ชม.นะ Ben&Naoko ก็ต้องกวาดหิมะหน้าบ้านเหมือนกัน

ระหว่างฮิโรกับเพื่อนบ้านต่างคนต่างกวาดหิมะหน้าเครียด พวกเราก็ตื่นเต้นเดินเล่นถ่ายรูปกันสนุกสนานไป หิมะสูงท่วมเข่าเคยเจอซะที่ไหน รถกวาดหิมะของเมืองก็เริ่มมากวาดถนนแล้ว ไม่งั้นคงขับรถไปไหนไม่ได้ เห็นแต่ละบ้านออกมากวาดหิมะแบบหน้าตายังไม่ตื่นกันทั้งนั้น คิดๆก็น่าสงสารเหมือนกัน วันนี้ -10  นะแต่เราไม่หนาวเท่าไหร่แฮะ สงสัยจะชินแล้วมั๊ง

 

คืนนี้นัดแนะกับฮิโรไว้ให้ทำกับข้าวให้กิน เพราะได้ยินชื่อเสียงว่าฮีทำอาหารอร่อย จริงๆที่พักของฮิโรด้านล่างเขียนว่า Restaurant นะ แต่เปิดเฉพาะเวลาพ่อครัวว่างหรือพ่อครัวโดนรีเควสเท่านั้น 555 เราเลยขอรีเควสสักมื้อ เก๋บอกว่าปีก่อนฮิโรก็จัดปาร์ตี้ให้ ปีก่อนมีหอยเชลล์ มีปูฮอกไกโดด้วย โอ้ว…แม่เจ้า…อยากกิน แต่ปีนี้ไม่ีมีอ่ะ ฮีเลยทำสุกี้ เนื้อ หมู และแกะให้ พร้อมเทมปุระกุ้งตัวโต โอ้ว…จอร์จมันยอดมาก ซัดเบียร์ซัปโปโรไป ตบท้ายดัวยไวน์ เอิ๊ก…เมาซิ กลับไปนอนสบายใจ

เช้าสุดท้าย โดนกล่อมให้เล่นสกีต่อ ว่าจะหยุดแล้วไปเที่ยวเล่นชมเมืองบ้าง แต่ก็นะครูก็อยากให้เรียนเพราะเห็นว่าเริ่มเล่นได้แล้ว เลยเล่นก็เล่น วันนี้แดดดีมาก ฟ้าใสมองเห็นยอดเขาได้ชัดเจน หิมะก็เยี่ยมลื่นดี สกีได้แจ๋ว เมื่อวานหิมะตกพื้นมันฝืดสกีเหนื่อย วันนี้ดี อากาศ -10 แต่แดดจัดเลยพออุ่น วันนี้กลับไปเล่นที่ Kitanomine slope เครียดเบาๆ เพราะมีประสบการณ์ไม่ดีกับอิ slope นี้เลย แต่คราวนี้เราทำได้!! รอบแรกล้ม 1 ครั้ง รอบ 2 ไม่ล้มล่ะว๊อยยยย…สำเร็จ จะขึ้นรอบ 3 ซะหน่อยดันมีปัญหานิดหน่อยเกี่ยวกับตั๋ว Shared lift เลยเลิกดีกว่าใกล้เที่ยงแล้วด้วย วันนี้ต้องเลิกครึ่งวันเพราะบ่ายเก็บของแล้วเย็นก็กลับไปขึ้นเครื่องที่ Asahikawa ถ้าเล่นถึงบ่ายจะฉุกละหุกไปหน่อย แต่กรุ๊ปของ Ben กลับพรุ่งนี้ก็เล่นเต็มวันไป ร่ำลากับน้องๆและ Ben & Naoko ที่โรงอาหาร แล้วเราก็ออกเดินเล่นแวะโน่นนี่ไปเรื่อยระหว่างทางกลับบ้าน อย่างที่บอกว่าอากาศดีเลยเดินเล่นสบายใจ แวะจิบกาแฟร้านเล็กๆน่ารักบ้าง ถ่ายรูปบ้าง กว่าจะถึงบ้านแค่ใกล้ๆนี่ล่อไป ชม. นึง 555

จัดแจงแต่งตัวเก็บของเรียบร้อย บ่ายโมงฮิโรพาเข้ากลางเมืองไปหาข้าวกิน วนๆหาอยู่หลายร้าน มาลงที่ร้านอาหารญี่ปุ่นธรรมดา สั่ง Lunch set หน้าตาเหมือนอาหารญี่ปุ่นบ้านเรามากิน แต่รดชาดอร่อยอย่าบอกใคร กลับมาบ้านปล่อยอิฮิโรไปประชุมสักครึ่งชม. เลยได้รู้ว่าน้องคนนึงในกรุ๊ปโน้นล้มแล้วเจ็บเข่าต้องอุ้มลงมา กี๊ซซซ…อยากเห็น Ben อุ้มน้องแล้วสกีลงมา โฮ่…เท่ห์โคตร น้องเขาบอกไม่ไหวจะหาตั๋วกลับพร้อมเราวันนี้เลย เอาล่ะซิ ก็เลยหอบหิ้วกันขึ้นรถไปด้วย เราบอกกับฮิโรว่า “Ski is dangerous sport, Hiro” แต่มันเถียงง่ะมันว่า “No, no no. It’s easy” ชิ..ก็แกเล่นมา 3 ปีแล้วนี่หว่า

ระหว่างทางกลับ Asahikawa วิวสวยมาก เสียดายไม่ได้มีโอกาสมาเที่ยวแถวนี้ ครั้งหน้าต้องหาเวลาว่างขับรถเที่ยวเล่นบ้าง วิวยามเย็นตลอดทางจาก Furano ไป Bei จนถึง Asahikawa ทำให้หลงไหลได้ปลื้มเลยทีเดียว ฮิโรขับพามาทางผ่านหมู่บ้าน ไม่ใช่ถนนใหญ่เหมือนขามา เลยได้เห็นวิวสวยๆ เสียดายอีกทางแยกนึงฮิโรบอกทางเลาะเขาสวยดี แต่มันปิดเพราะหิมะท่วม แต่แค่นี้ก็ปลื้มแล้ว มาถึงสนามบินก่อนเวลาพอควรต้องวิ่งเต้นหาตั๋วให้น้องกลับ วุ่นวายพอควรแต่ก็ได้ในที่สุด….

 

Travel Tip:

 

o BKK – TOKYO คงต้องบิน เลือกเอาจะเอาสายการบินอะไรก็ได้มีเยอะแยะ

o TOKYO – HOKKAIDO เลือกได้จะบิน จะรถทัวร์ จะรถไฟ แนะนำให้ติดต่อการท่องเที่ยวญี่ปุ่นเพื่อหาข้อมูล

o Hokkaido เป็นเกาะทางเหนือของญี่ปุ่นอากาศดี อาหารอร่อย สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้เป็นเดือน

o Furano เมืองเล็กๆ ไม่มีสนามบิน ชื่อเสียงโด่งดังช่วงฤดูร้อนเพราะมีทุ่งลาเวนเดอร์สวยงาม แต่หน้าหนาวก็เป็น Ski place ที่เยี่ยมแห่งหนึ่ง ที่ดังอีกที่คือ Niseko อยู่ห่างออกไปอีกราว 4-5 ชม. เป็นเมืองใหญ่กว่า Furano มี Ski resort ดีๆหลายแห่ง

o ทีพักมีหลายประเภท เช่น

@ Prince Hotel เป็นเหมือนเจ้าพ่อฟูราโน มีปรินซ์เก่า ปรินซ์ใหม่ เป็นเจ้าของพื้นที่ลานสกีที่ไปเล่นกันทุกวัน http://www.princehotels.co.jp/ski/furano_e/

@ Fresh powder hotel อยู่ตรงข้าม Kitanomine slope เลย http://www.freshpowder.com/

@ Tsuru apartment > เราเลือกพักที่นี่เป็นลักษณะอพาตเมนต์มีครัวให้ทำอาหารได้ อยู่สบายดีเดินไป Kitanomine slope ก็ไม่ไกล http://www.tsuru-apartments.com/english/

ถ้าไม่เล่นสกีทุกวัน บางคนก็พักที่ Asahikawa แล้วนั่งรถมาเที่ยวฟูราโนก็ได้ ห่างกันแค่ชม.เดียว

o ร้านอาหาร มีหลายร้านมาก เอาเท่าที่เราไปกินมา อร่อยทุกร้าน

 

o เกี่ยวกับสกี

@ ค่าเรียนสกีคิดเป็นจำนวนวันและคนที่เรียน เช่น เรียนคนเดียว 4 วัน 89,000 ¥ ถ้าเพิ่มมาอีก 1 คน 4 วันคิดอีก 21,000 ¥ แล้วมาหารแบ่งกัน ราคาประมาณนี้ เราเรียน 2 คนไป 2วัน เรียนเดี่ยวไปวันครึ่ง บวกลบคูณหารไปแบบงงๆ แบ่งกับเพื่อนเราออกไป 50,000 ¥ เพื่อนออกไป 40,000 ¥ ประมาณนั้น

@ ค่าเช่าอุปกรณ์ รองเท้า + สกี และ ค่าขึ้น lift & Gondola : http://www.princehotels.co.jp/ski/furano_e/fee.html

o สถานที่ท่องเที่ยวใน Furano http://www.furano-kankou.com/english/sightseeing.htm

o Furano Onsen http://www.furano-kankou.com/english/onsen.htm

o Furano Map http://www.snowfurano.com/map.htm

 

 

.

My Memory of Furano

Website Built with WordPress.com.

Up ↑

%d bloggers like this: