เที่ยวลาว ฉบับเน้นกินไม่เน้นเที่ยว

พฤศจิกายน 2565

ลาว..ครั้งที่เท่าไหร่ ไม่ได้นับ

ลาว… ประเทศเพื่อนบ้านที่ไปเที่ยวได้ง่ายดาย เดินทางสะดวกได้หลายช่องทาง จนไม่ได้นับว่าไปมากี่ครั้งแล้ว แต่ก็ยังจัดกระเป๋าไปได้ทันทีเมื่อมีคนชวน ไปเที่ยวลาวคราวนี้ เพราะรวมตัวกันไปเยี่ยมเยือนเพื่อนรักที่ย้ายไปทำงานที่เวียงจันทน์ได้ปีกว่าแล้ว แม้จะไปลาวมาหลายครั้งแต่ครั้งหลังสุดที่ไปก็ 5 ปีแล้ว จากนั้นก็เกิดวิกฤตการณ์โควิดถล่มโลก

คราวนี้เดินทางง่ายๆด้วยสายการบินต้นทุนต่ำแต่ราคาไม่ต่ำ บินจากดอนเมืองตรงไปที่เวียงจันทน์ ใช้เวลาในเวียงจันทน์ด้วยการ กิน กิน และกิน เช้าต่อมาไปนั่งรถไฟสายใหม่ที่ใครๆก็ฮือฮากันตอนนี้ นั่งจากเวียงจันทน์ไปเที่ยววังเวียง นอนวังเวียงสบายๆ 1 คืน แล้วนั่งรถกลับเวียงจันทน์ โดยรถจะวิ่งผ่านถนนไฮเวย์สร้างใหม่ ไม่ต้องนั่งรถคดเคี้ยวตามไหล่เขาอีกแล้ว กลับมาเก็บตกเวียงจันทน์กันอีกคืน ก่อนจะบินกลับเมืองไทยในตอนบ่ายวันรุ่งขึ้น

เวียงจันทน์ 2022

กลับมาเวียงจันทน์คราวนี้ สิ่งแรกที่ร้องว้าว คือ ສະໜາມບິນສາກົນວັດໄຕ | ท่าอากาศยานนานาชาติวัตไต | Wattay International Airport ปรับปรุงใหม่ ขยายใหญ่โต สวยงามแต่ก็ยังเรียบง่ายแบบลาว

มาเที่ยวลาวกันหลายรอบแล้ว ที่เที่ยวก็ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ แต่ยังไงมาแล้วก็ไปที่ๆควรไปอย่างเช่น ไปวัดธาตุหลวง วัดสีสะเกด หอพระแก้ว ประตูชัยคราวนี้ได้ไปตอนกลางคืน ได้ดูแสงสีเสียงกับน้ำพุเต้นระบำด้วย

ข้ามถนนจากวัดสีสะเกดมาหอพระแก้ว พิพิธภัณฑ์รวมหลากหลายของโบราณกันอีกครั้ง

ประตูชัยและทำเนียบรัฐบาลที่นั่งรถผ่านไปผ่านมาทั้งวัน

สิ่งแปลกใหม่สำหรับทริปนี้ของเราคือร้านอาหาร เพื่อนพาไปกินร้านที่ไม่เคยกิน ทั้งมื้อหลัก มื้อรอง กินมันทั้งวัน ตาม concept เน้นกินไม่เน้นเที่ยว เราประทับใจกับประโยคที่เจอบนผนังร้านกาแฟเจ้าดัง Joma มากๆ

ກິນດື່ມຕາມສະບາຍ
แปลไทยตรงๆเลยว่า กินดื่มตามสบาย ไม่ต้องมีพิธีรีตอง ไม่ต้องเกรงใจ

อยู่ไม่กี่วันกินกันไปกี่ร้าน?

🍴 ຮ້ານ 3 ເອື້ອຍ ນ້ອງ, ວຽງຈັນ | ร้าน 3 เอื้อยน้อง, เวียงจันทน์

🕗 เปิด-ปิด 8:00 – 20:00

📍 GPS : 17.96431385579508, 102.60244030647627 (พิกัดบอกรถคือ ร้าน 3 เอื้อยน้องหน้าวัดจันทะบุรี)

ร้านอาหารลาวผสมเวียดนาม ที่อยู่ในย่านท่องเที่ยวฮ็อตฮิต เป็นร้านดังร้านหนึ่งในเวียงจันทน์ สั่งกันแบบไม่ยั้ง ยำแหนมข้าวอร่อยมาก (มารู้ทีหลังว่าเป็นเมนูดังของร้าน) สั่งตำหลวงพระบางแบบไม่เผ็ดมากมาลองอร่อยแต่ไม่สุด เลยบอกเอื้อยว่าขอแบบมาตรฐานของร้านมาชิมอีกจาน อร่อยมากไม่เผ็ดจนไฟลุกแต่รสชาติเข้มข้นถูกใจ ตับย่าง ไส้ย่าง ก็ดีอยู่ ปอเปี๊ยะสดก็อร่อย

🍴 ຮ້ານ ເຝີແຊບ, ວຽງຈັນ | ร้านเฝอแซ่บ PhoZap

🕗 เปิด-ปิด 6:30 – 15:30

📍 พิกัด ເຝີແຊບສີສະຫວາດ (สาขา 1) GPS : 17.971761914607143, 102.61756033113178

ร้านเฝอเจ้าดังในเวียงจันทน์ตอนนี้มี 3 สาขา ที่เราไปชิมคือสาขาแรก ร้านใหญ่มีเมนูเยอะ ได้ชิมเฝอ บี่บุ๋น ปอเปี๊ยะทอด อร่อยทุกอย่าง เมนูมีอีกเยอะตามมาตรฐานร้านเวียดนาม เฝอมี เนื้อ หมู ไก่ ปลา และมี 3 ขนาด S, M, L แถมด้วยแบบพิเศษคือ Gold เราสั่งแค่ S ก็อิ่มแล้วนะ เส้นดี น้ำซุปอร่อย

🍴 ຮ້ານອາຫານ ນາດາວ, ວຽງຈັນ | ร้านอาหารนาดาว, เวียงจันทน์

🕗 เปิด-ปิด 11:30 – 21:30

📍 GPS : 17.968993619606362, 102.60548736075658

ร้านอาหารฝรั่งเศสชื่อดังของเวียงจันทน์ ที่เอาไว้รับแขกได้เลย น่าจะเป็นที่รู้จักดีของคนไทย เพราะเพื่อนบอกว่ามาทุกครั้งเจอคนไทยตลอด เจ้าของร้านเคยทำงานอยู่ที่ฝรั่งเศสหลายปีย้ายกลับมาที่ลาวก็มาเปิดร้านอาหาร มีเมนูฝรั่งเศสให้เลือกพร้อม Wine pairing สั่งกันมาหลายอย่าง ทั้งสลัด ซุป สเต็ก และเอสคาโก้ และขนมปังอร่อยมาก ถือว่าเป็นร้านดังก็ควรต้องโทรจองโต๊ะ

🍴 ☕️ Kaogee Le Triomphe, ວຽງຈັນ | ร้านข้าวจี่, เวียงจันทน์

🕗 เปิด-ปิด 7:00 – 21:00

📍GPS: 17.97161448927547, 102.61642648690798

ร้าน Kaogee café’ ขายอาหาร เบเกอรี เครื่องดื่ม ที่อร่อยทุกอย่างจริงๆจังๆ โดยเฉพาะเมนูขนมปังอร่อยมากๆ ครัวซองดีมาก ข้าวจี่หรือขนมปังฝรั่งเศสใส่ไส้ต่างๆก็เด็ด แถมด้วยเค้กก็อร่อยด้วย

☕️ DARK 21 Café, เวียงจันทน์

🕗 เปิด-ปิด 7:30 – 23:00

📍 พิกัดบอกรถคือ ข้างวัดจันทะบุรี ใกล้ร้าน 3 เอื้อยน้อง / GPS : 17.96472208385993, 102.60277290675693

ร้านกาแฟในบ้านเก่า ร้านสวย กาแฟใช้ได้ วัยรุ่นเยอะ ถ้าไม่บอกว่าอยู่เวียงจันทน์ก็จะนึกว่าอยู่ทองหล่อได้นะ

🍴☕️ JOMA Bakery & Café, ວຽງຈັນ

🕗 เปิด-ปิด 7:00 – 21:00

📍พิกัด Joma Bakery Café Nam Phou / GPS: 17.964688577479336, 102.60709017736724

ร้านกาแฟและเบเกอรีเจ้าดังอีกร้าน ดังชนิดว่าพอใครรู้ว่ามาเที่ยวเวียงจันทน์ก็จะบอกว่าอย่าพลาดร้าน Joma ในเวียงจันทน์มี 4 สาขา ที่หลวงพระบางมีอีก 2 สาขา สาขาที่ไปคราวนี้คือสาขา Nam Phou อยู่ตรงข้ามกับร้านอาหารยอดฮิต”ขอบใจเด้อ” สั่งกาแฟ Cold brew มาจิบก็ถือว่าดีทีเดียว สั่งเค้กมาลองกัน 3-4 อย่าง พายฟักทองอร่อยดี โดนัทลูกกลมๆก็อร่อย นอกจากกาแฟ-เบเกอรี่ ก็มีอาหารประเภทแซนวิช ซุป สลัด ด้วย

ใช่ว่ากินแต่ร้านอาหาร เดินตลาดหาซื้อของไปกินในที่พักก็มีนะ ตลาดกลางคืนในเวียงจันทน์มีของกินหลากหลายให้ซื้อ เหมือนในเมืองไทยเลย


🚅 นั่งรถไฟลาว-จีน จากเวียงจันทน์ไปวังเวียง 🚅

🇱🇦 ทางรถสายนี้เป็นการร่วมทุนระหว่างฝ่ายลาว (ถือหุ้นร้อยละ 30)  กับ 🇨🇳 ฝ่ายจีน (ถือหุ้นร้อยละ 70) ซึ่งความจริงของความจริงอีกคือ 30% ของที่ลาวนั้นมากกว่าครึ่งก็กู้เงินมาจากจีน เมื่อจีนลงทุนมากมายขนาดนี้ ต้องได้อะไรคืนเกินคุ้มแน่นอน อืมมมมม

🚝 รถไฟขบวนใหม่เอี่ยมนี้ ไม่ใช่รถไฟความเร็วสูง แต่เป็นรถไฟความเร็วปานกลาง ขับเคลื่อนโดยพลังงานไฟฟ้า(Electrical Mobile Unit: EMU) มีความเร็ว 160กม./ชม. สำหรับขบวนขนส่งผู้โดยสาร และ 120 กม./ชม.สำหรับขบวนขนส่งสินค้า (ความเร็วสูงต้องเร็ว 200 กม./ชม.ขึ้นไป) ถึงจะเป็นรถไฟความเร็วปานกลางแต่ก็ย่นระยะเวลาเดินทางได้ 1 ใน 3 ของการเดินทางโดยรถยนต์

ทางรถไฟในส่วนพื้นที่ประเทศลาว เริ่มที่นครหลวงเวียงจันทน์ไปสุดทางที่บ่อเต็น ประกอบด้วย 11 สถานี ได้แก่ สถานีเวียงจันทน์ใต้ นครหลวงเวียงจันทน์ โพนโฮง วังเวียง กาสี หลวงพระบาง เมืองงา เมืองไซ นาหม้อ นาเตย และบ่อเต็น ระยะทางรวม 422.4 กม. ส่วนต่อเชื่อมเข้าประเทศจีนจากบ่อเต็นไปถึงคุนหมิงยังไม่เปิดเพราะจีนยังปิดพรมแดนอยู่

คราวนี้พวกเราจะไปกันแค่วังเวียง จากเวียงจันทน์ไปถึงวังเวียงใช้เวลาประมาณ 1 ชม. (เวียงจันทน์ไปหลวงพระบาง ประมาณ 2 ชม.) เลือกจองรถไฟแบบ EMU ชั้น 2 โดยให้เอเยนต์จองให้ เลือกเที่ยวเช้า 7:30 มีการตรวจตั๋วกับหนังสือเดินทางตั้งแต่ด้านหน้า คือไม่มีตั๋วจะเดินเข้าไปนั่งเล่นในโถงด้านในไม่ได้ และตอนนี้ยังขอดู Vaccine Certificate ด้วย ควรไปถึงก่อนเวลาสักหน่อยเพราะคนเยอะ แล้วก็เผื่อเวลาตื่นเต้นกับสถานีใหม่ จะได้มีเวลาถ่ายรูปเล่นด้านหน้า 📷

➡️ การจองตั๋วรถไฟ แนะนำให้จองล่วงหน้า เพราะเต็มตลอด (แม้วันที่เราไปที่นั่งจะว่างเยอะแยะ แต่ทำไมบอกเต็ม) ไปจองที่สถานีรถไฟได้ล่วงหน้าไม่เกิน 5 วัน แต่มีคนไปต่อคิวกันแถวยาวตั้งแต่ 6 โมงเช้าทุกวัน ทางเลือกคือให้เอเยนต์ไปจองให้ มีค่าธรรมเนียมนิดหน่อย และล่าสุดระบบจองออนไลน์เพิ่งเปิดบริการ สดๆร้อนๆ ไปโหลดแอพมาลองใช้บริการกันดู https://play.google.com/store/apps/details?id=com.cars.laosticket

ราคาค่าโดยสาร จากนครหลวงเวียงจัน-บ่อเต็น (ปลายทาง) (ราคา 1 มิ.ย. 2565)

🔸ตู้โดยสารรถไฟ EMU ชั้นธุรกิจ คนละ 1,210,000 กีบ หรือประมาณ 2,500 บาท / ชั้น 1 คนละ 647,000 กีบ หรือประมาณ 1,500 บาท / ชั้น 2 คนละ 407,000 กีบ หรือประมาณ 870 บาท

🔹ตู้โดยสารรถไฟความเร็วธรรมดา ชั้นเตียงนอน คนละ 719,000 กีบ หรือประมาณ 1,530 บาท / ชั้นที่นั่ง คนละ 290,000 กีบ หรือประมาณ 600 บาท

🚇 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/LaosChinaRailway/ หรือ http://www.lcrc.ltd/

จากเวียงจันทน์ไปวังเวียง นอกจากการนั่งรถไฟแล้ว ทางเลือกใหม่อีกทางคือ ทางรถยนต์วิ่งบนทางด่วนเวียงจันทน์-บ่อเต็น เป็นทางตัดใหม่ใหญ่โตเจาะทะลุภูเขาเป็นทางตรง ช่วงแรกคือเวียงจันทน์-วังเวียง ไม่ต้องนั่งรถขึ้นเขาคดเคี้ยวเหมือนสมัยก่อน ใช้เวลาพอๆกับนั่งรถไฟเลยด้วยซ้ำ คือจากเวียงจันทน์ไปวังเวียงใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่าๆเท่านั้น ขากลับเวียงจันทน์เราเลือกนั่งรถกลับ


วังเวียง 2022

กลับมาวังเวียงเป็นรอบที่ 3 ห่างกันคราวละประมาณ 5-7 ปี เห็นความเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเรื่อยๆ โรงแรมสูงๆโผล่ขึ้นตามริมน้ำซองมากขึ้น ร้านอาหาร ร้านกาแฟ เกิดขึ้นเต็มไปหมด ที่พักแบบหรูหราผุดเป็นดอกเห็ด นักท่องเที่ยวมากันเต็มเมือง เห็นสาวๆนุ่งซิ่นน้อยลง นอกจากเด็กนักเรียนที่ต้องใส่ชุดบังคับ อากาศปีนี้แม้จะเป็นปลายเดือนพฤศจิกายนแล้วก็ยังไม่เย็นเลย ทำให้รู้สึกไม่เพลิดเพลินกับบรรยากาศในวังเวียงเหมือนที่เคยมา หลายอย่างที่วังเวียงเปลี่ยนไปก็มีทั้งด้านดีและด้านไม่ดีปนๆกัน

คราวนี้เลือกพักที่ Riverside Boutique Hotel ริมน้ำซอง โรงแรมสวย บรรยากาศดี เป็นอาคาร 3 ชั้นที่พอจะกลมกลืนกับแนวเขาฝั่งตรงข้ามได้ ห้องพักได้มาตรฐานสมราคา มุมมองสวย ร้านอาหารก็ดี พิกัดอยู่ติดสะพานแขวน

ตอนเย็นๆออกไปเดินเล่นชมสะพานกันหน่อย ตอนนี้รถข้ามไม่ได้ เพราะเขาว่าคนได้สัมปทานหมดสัญญา (เออ งงนะ สะพานก็มีสะมปทานด้วย สงสัยเก็บค่าข้าม) ตอนนี้ข้ามได้แค่รถเครื่อง จักรยาน แล้วก็เดิน

เช่าเรือหางยาวนั่งรับลมชมแสงยามเย็นจากท่าเรือของโรงแรม นั่งเล่นวนไปมาประมาณ ½ ชม. พอได้รับลมเย็นๆบ้าง วังเวียงยังเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยกิจกรรม ระหว่างที่เรานั่งเรือล่องแม่น้ำซอง ก็มีนักท่องเที่ยวพาคายักตามรายทาง บนฟ้าก็มีพาราไกลดิ้งบินเฉี่ยวไปมา ก่อนพระอาทิตย์ตกมีบอลลูนสีสดลอยข้ามหัวพวกเราไป

มาวังเวียงคราวนี้ ได้ไปเที่ยว 2 ที่ Blue Lagoon กับ Angel Cave

Blue Lagoon บ่อน้ำสีเขียวสวย ที่เคยมาแล้ว ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง น้ำยังเขียวสวยเหมือนเดิม นักท่องเที่ยวอาจจะไม่มากเท่าตอนก่อนโควิดระบาด แต่ก็ไม่เงียบเหงา มีคนมาเล่นน้ำโดดน้ำกันพอสมควร คราวนี้ไม่ได้ปีนขึ้นถ้ำปูคำ ได้แต่นั่งเล่นริมน้ำกัน

Angel Cave & Tham None | ถ้ำนางฟ้า & ถ้ำนอน ที่เที่ยวใหม่ที่ยังไม่เคยมา มีค่าเข้า 10,000 กีบ เข้าไปแล้วมีถ้ำ 2 ถ้ำคือถ้ำนางฟ้า กับ ถ้ำนอน นอกจากนั้นก็มี Zip line ที่โหนระหว่างเขาเชื่อมต่อกันโดยรอบพื้นที่

ถ้ำนางฟ้าเดินง่าย ทำทางเดินไว้ดี มีไฟตลอดทาง ตัวถ้ำเองลึกแค่ 150 ม. ถ้าไม่เดินย้อนออกมาทางเดิม ก็เดินทะลุถ้ำออกไป เดินผ่านป่า วนกลับมาได้ระยะทางอีก 230 ม. เดินได้สบายๆ ด้านในถ้ำก็สวยงามพอสมควร

ถ้ำนอนพวกเราไม่ได้เข้าไป เพราะไม่ได้เตรียมพร้อมจะเปียก ถ้ำนอนต้องลอยน้ำเกาะห่วงยางแล้วสาวเชือกเข้าไป น่าจะต้องนอนลอยไปสมชื่อถ้ำนอน และคงมืดสนิทเพราะต้องมีไฟสวมหัวเข้าไปด้วย

มาวังเวียงกินอะไรกันบ้าง

🍴 ☕️ ຫລວງພະບາງ ເບເກີຣີ, ວັງວຽງ | หลวงพระบาง เบเกอรี่

🕗 เปิด-ปิด 7:00 – 22:00

📍 GPS: 18.927166476308866, 102.44828271560267

ร้านอาหาร ร้านกาแฟ เบเกอรี่ มีครบทุกอย่าง ร้านชื่อหลวงพระบาง เพราะร้านดั้งเดิมคือ หลวงพระบาง เบเกอรี่ แอนด์เกสต์เฮาส์ อยู่ที่หลวงพระบาง แต่มีสาขาอยู่ที่วังเวียงด้วย ร้านติดอันดับของนักท่องเที่ยว ไทย จีน ฝรั่ง นั่งกันเต็มร้าน พวกเรามากิน Brunch หลังจากลงรถไฟมาจากเวียงจันทน์ สั่ง Sandwich, Toast กับสลัดลาว มากินคู่กับกาแฟ และน้ำส้มคั้นแก้วยาว ก็อร่อยใช้ได้ ราคาสูงหน่อย

🍴 ຮ້ານ ຂອບໃຈເດີ @ໂຮງແຮມອິນທິຣາ, ວັງວຽງ | ขอบใจเด้อ, วังเวียง

🕗 เปิด-ปิด 8:00 – 23:00

📍 GPS: 18.9241083299717, 102.44632390866991 (ในโรงแรมอินธิรา, วังเวียง)

ร้านอาหารขอบใจเด้อ สาขาวังเวียง อยู่ในโรงแรมอินธิรา โรงแรมหรูริมน้ำซอง บรรยากาศดี มีร้านอาหารและบาร์บริการอาหารทั้งแขกที่พักในโรงแรมและที่ไม่พัก มีทั้งอาหารพื้นเมืองและอาหารฝรั่ง รสชาติรับนักท่องเที่ยว บรรยากาศเหมาะยามเย็น มี Happy hour ที่ น้ำซองบาร์ ช่วง 4 โมงเย็น ถึง 1 ทุ่ม

🍴 ຮ້ານແບງຄິງ ປີ້ງຫມູ, ວັງວຽງ | ร้านแบ้งกิ้งปิ้งหมู, วังเวียง

🕗 เปิด-ปิด 8:00 – 22:00

📍 GPS: 18.927269974893957, 102.44937482301265 (ใกล้ย่านโรตี ติดกับวัดกลาง)

ร้านเนื้อย่างที่เดินผ่านมาเห็นโดยบังเอิญหลังจากกินโรตีกันแล้ว เดินเล่นผ่านหน้าวัดกลางไปนิดเดียว ก็มาเจอสาวยืนปื้งอยู่หน้าเตากลิ่นหอมมาก เลยชวนกันนั่งกินมื้อเย็น มีทั้งเนื้อย่าง หมูย่าง เป็ดย่าง ไส้ย่าง ตับย่าง แต่ไม่ยักมีไก่ย่าง สั่งมันทุกอย่าง แล้วก็อาหารพื้นบ้านทั่วไป อย่างส้มตำ ลาบ ตอนแรกมีคนนั่งโต๊ะเดียว พวกเราเข้ามาโต๊ะที่ 2 นั่งแป๊บเดียวคนเต็มทุกโต๊ะเลย แล้วมาเจอทีหลังว่าติดท็อปใน Trip advisor ด้วย นักท่องเที่ยวให้คะแนนดีทุกคน ร้านนี้แนะนำเลย

☕️ ພູມ່າຍ ຄາເຟ່, ວັງວຽງ | Pullmind Café’ พูม่ายคาเฟ่, วังเวียง

🕗 เปิด-ปิด 6:30 – 23:00

📍 GPS: 18.929629874696204, 102.44923977661904

ร้านกาแฟเปิดใหม่ ที่วิวสวยมาก กาแฟก็อยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ บรรยากาศดีจนดื่มอย่างอื่นที่ไม่ใช่กาแฟก็ได้ นอกจากร้านกาแฟแล้วยังมีห้องพักในหุบเขาด้านล่างด้วย ถ้ามีโอกาสไปวังเวียงใหม่ อยากไปพักที่นี่ จะนั่งจิบ นอนจิบ ชมวิวให้สะใจเลย

🍴 ร้านโรตีบุนยง, วังเวียง

🕗 เปิดตอนเย็น

📍 GPS: 18.92612073218634, 102.4492851904653

ของกินยอดนิยมตามที่ท่องเที่ยวยุคนี้ในหลายที่เที่ยวคือโรตี ที่วังเวียงก็เหมือนกัน มีร้านโรตีเรียงรายอยู่ตามถนนหน้าวัดกลางเป็นสิบร้าน มีร้านที่ว่ากันว่าเป็นโรตีเจ้าแรกของวังเวียง เป็นร้านลุงบุนยง ร้านแรกสุดซ้ายมือ มีป้ายภาษาไทยชัดเจน ร้านนี้ลุงใช้เตาถ่าน ต้องคอยคุมไฟให้เหมาะ เราลองร้านลุงแล้วก็ไปลองร้านอื่นด้วย มากัน 7 คน กินโรตีกันไปสิบกว่าแผ่น สรุปได้ว่าร้านลุงอร่อยอยู่ กรอบนอกนุ่มใน มีกลิ่นเตาถ่านด้วย แต่ร้านอื่นก็อร่อยดีเหมือนกัน

อยู่เที่ยวไม่กี่วันกินกันไปเกินจำนวนมื้ออาหาร ส่วนที่เที่ยวนั้นน้อยมาก บอกแล้วทริปนี้เน้นกินไม่เน้นเที่ยว

กินกันพุงกางกลับบ้านได้

ข้ามโขงไปรับลมหนาวกับหนุ่มสาวลาวที่วังเวียง

ทริปข้ามโขงไปรับลมหนาวกับหนุ่มสาวลาวที่วังเวียง | ธันวาคม 2560

ข้ามโขงไปเที่ยววังเวียง กลับมาแวะเวียงจันทน์ 3 วัน 2 คืน รับลมหนาว ฝนพรำๆบ้างได้หมอกสวยๆ อาหารคุ้นลิ้น ส้มตำไก่ย่าง สนุกสนานง่ายๆใกล้ๆบ้าน

**********************

Continue reading “ข้ามโขงไปรับลมหนาวกับหนุ่มสาวลาวที่วังเวียง”

ลาวใต้กันอีกครั้ง

Trip Dec. 2010 : Southern Laos    

พากันไปเที่ยวลาวใต้มาช่วงวันหยุดเดือนธันวาคม ไปคราวนี้ห่างจากครั้งแรก 6 ปี คราวก่อนไปหน้าน้ำ ฝนตกตลอด และน้ำตกทุกที่เหลืองเพราะน้ำหลาก คราวนี้ลองไปหน้าหนาว ซึ่งไปแล้วมันก็ไม่ยักหนาวอย่างที่คาด แต่น้ำพอสวยหน่อย เอา Mileage แลกตั๋วการบินไทยไปกลับอุบลไปนอนที่ทอแสงอุบล (ในเมือง) 1 คืน

เช้าก็จับสามล้อไปท่ารถบขส. เพราะหาข้อมูลมาได้ว่าเดี๋ยวนี้มีรถตู้คิววิ่งจากท่ารถไปช่องเม็กออกทุกชม. แต่ถ้าเป็นรถทัวร์ระหว่างประเทศวิ่งจากบขส.อุบล ไปถึงบขส.ปากเซเลย ก็มีเที่ยว 9.30 กว่าจะไปถึงปากเซก็เที่ยงกว่าโน่น ไอ้เรามันใจร้อน แถมอยากเที่ยวเยอะๆ เลยไปรถตู้เ็ร็วกว่า   รถตู้รอคนเต็มก็ออกได้เลยด้วยซ้ำไม่รอรอบ แปดโมงกว่าๆรถก็ออกแล้ว ใช้เวลาประมาณ 45 นาทีก็ถึงด่านช่องเม็กแล้ว เดินแบกเป้ฝ่าแดดร้อนๆข้ามด่านไปประทับตรา Passport เสียค่าธรรมเนียม 50 บาท คนเยอะพอควร แต่ที่น่ารำคาญคือพวกไกด์ที่ไม่มีมารยาทแซงคิวตลอดเกลียดจริงๆทั้งไกด์ไทยไกด์ลาวเลย ได้ด่ากันไปหลายคน เสร็จแล้วก็มาเดินวนหารถเช่า แต่ไม่เห็นสักคัน เลยสุ่มไปถามสาวลาวที่นั่งเป็นปชส.อยู่ข้างสวน น้องเลยแนะนำอ้ายลาวมา 1 คน พูดไทยชัดเจน ท่าทางเป็นหัวคิวของแถบนี้ พี่บอกได้เลย จัดให้รถนั่ง 2 คน เหมาไป 3 วันตกวันละ 1,500 บาท พอๆกับที่หาข้อมูลมา คนขับพูดไทยได้ชื่อ สัญจร เพราะพี่แกบอกนอนไหนก็ได้

ฮุนได 4W พาเราสองคนจากด่านวังเต่าฝั่งลาวปุเลงๆไปถึงปากเซในราวเที่ยงกว่าๆ เราตัดสินใจไม่แวะ บึ่งไปที่น้ำตกคอนพะเพ็งเลยดีกว่า หลับไปอีกตื่นประมาณชั่วโมงนึงก็ถึงแล้ว หาอาหารกินเที่ยงกินซะก่อนเพราะหิวหน้ามืด เทียบจากครั้งก่อนที่มา เดี๋ยวนี้มีร้านรวงเปิดขึ้นเยอะแยะ จัดที่ทางจอดรถเป็นระเบียบขึ้น คนไทยเดินเที่ยวกันหลายกลุ่ม ทัวร์เต็มไปหมด นอกจากนักท่องเที่ยวไทยก็มีเขมร เพราะสัญจรบอกว่ามันใกล้ชายแดนเขมรมากเลยแถวนี้ ข้ามมาง่ายมาก 

คอนพะเพ็ง วันนี้น้ำไม่เหลืองขุ่นเหมือนคราวก่อน ฝนก็ไม่ตก แดดแจ๋จนเหงื่อตก น้ำไม่มากสามารถไต่ลงไปปีนป่ายตามโขดหินริมน้ำไ้ด้ แล้วแต่อยากเสียวมากเสียวน้อยก็ปีนกันไปตามสะดวก จึงเห็นคนปีนป่ายตามแง่งหินเต็มไปหมดถ่ายภาพลำบากจัง เลยอาศัยถ่ายภาพเจาะน้ำตกด้านไกลเอา จากนั้นก็ขึ้นมายืนถ่ายรูปบนศาลาอีกจุดหนึ่ง เป็นจุดเดิมกับคราวก่อนที่มา ความกว้างของน้ำตกเต็มความกว้างแม่น้ำโขงสวยงามดี

อำลาคอนพะเพ็งยามบ่ายแก่ เพื่อไปหาที่พักแถวดอนเดด ดอนคอน นั่งรถไปไม่ถึงยี่สิบนาทีก็ถึง บ้านนากะสัง เป็นหมู่บ้านที่สามารถหาเรือข้ามไป ดอนเดด ได้ สัญจรจอดรถไว้ที่ลานฝากรถแล้วเหมือนจะบอกว่าไว้เจอกันพรุ่งนี้ พอเห็นเรายืนงงๆเลยถามเคยมามั๊ย เลยบอกว่าไม่เคย ฮ่าๆๆๆ สัญจรเลยบอก ไปๆๆพาไปส่ง เดินไปหาเรือข้ามฝาก มันคือเรือหางยาวลำใหญ่หน่อย มีราคาค่าข้ามเรือชัดเจนดี แต่คนน้อยก็บวกเพิ่มนิดหน่อยก็โอเค ข้ามเรือไปสิบกว่านาทีก็ถึง คราวนี้กระแสน้ำไม่น่ากลัวเหมือนคราวก่อน คราวก่อนช่วงน้ำหลากแม่น้ำโขงมันไหลเชี่ยวน่ากลัวจริงๆ

สัญจรพาเราเดินหาที่พักเข้าอันโน้นออกอันนี้ เกือบจะเข้าพักที่แรกอยู่แล้วห้องแอร์ 400 บาท ห้องกว้างขวางมุมมองใช้ได้ ปรากฏว่าเจ๊แกบอกว่าเข้าใจผิดนึกว่าที่โทรมาจองไว้ อ้าว…อดเลย อิสัญจรนี่เว้าลาวไม่รู้เรื่องหรือไงกัน ก็เลยย้ายไปเอาที่อื่น สัญจรพาไปที่ใกล้ๆท่าลงเรือ วิวพระอาทิตย์ตกสวยมากสงบดีเข้าห้องไปเตรียมจะอาบน้ำแระ อิสัญจรเอาแมงกะไซค์ใครขี่มาไม่รู้บอกว่าไปเหอะพี่มันไม่ใช่ 500 เค้าเอาพันนึง เออ…เราก็ว่า 500 ถูกไปมั๊ย ย้ายกลับไปที่พักใกล้ๆกับที่เดิม ฮ่วย! แบกเป๋าเดินไปเดินมาหัวถนนท้ายถนน ตกลงได้ห้องชั้น 2 ราคา 400 มีแอร์ด้วย วิวด้านหลังเป็นทุ่งนากำลังเก็บเกี่ยวดูสบายตาดี

พักผ่อนกันพอใจก็ลงไปเช่าจักรยานจากน้องสาวข้างล่างออกไปปั่นเล่นกัน วกเข้าทุ่งนั้นออกทุ่งนี้เรื่อยเปื่อยไปสนุกดี ขี่ไปจนถึงสัญญลักษณ์อย่างหนึ่งของดอนเดดคือ ซากโครงสร้างท่าเทียบเรือขนส่งของฝรั่งเศส แล้วก็ปั่นกลับเพราะจะมืดแล้ว กลับมานอนแกว่งเปลญวนเล่นรอท้องร้อง….คืนนี้ไปกินข้าวร้านพี่ที่พักแห่งแรก (ก็อยู่ตรงข้ามกันนั่นแหละ) ร้านพี่เขาดูน่าจะนั่งสบายติดริมน้ำด้วยแม้จะไม่เห็นอะไรเพราะมืดแล้วแต่ก็ได้ไอเย็นจนหนาว บรรยากาศเหมาะกับการจิบเบียร์ลาวมากๆ…… ก่อนเข้านอนขอแวะเช็คเมล์สักนิดเลยเข้าร้านเน็ตสักหน่อย เดี๋ยวนี้ดอนเดดมีน้ำมีไฟมีเน็ตพี้อม แต่ยังเงียบๆไม่มีบาร์เปิดเพลงครึกโครม ขอให้อย่าเปลี่ยนไปกว่านี้อีกเลย…

ตามแผนที่คิดไว้ วันนี้ต้องปั่นไปดูหลี่ผีแต่เช้าๆเลย ออกจากที่พักตั้งแต่ฟ้าเริ่มสว่าง ปั่นไปทางเดิมเมื่อวาน ถึงท่าเทียบเรือฝรั่งเศสอันเมื่อวานแล้วเลี้ยวขวา ตรงบริเวณเป็นคิวรถที่ไว้พานักท่องเที่ยวไปหลี่ผีรถยังจอดอยู่เต็ม ถ้าจะเดินจากที่พักมาขึ้นรถก็ไกลโขนะ แล้วยิ่งต้องมารอคนเต็มอีก ไม่รู้ได้เที่ยวกี่โมง นับว่าตัดสินใจถูกที่ปั่นจักรยานมา แต่อิปั่นจักรยานนี่จากเลี้ยวขวาไปแล้ว ทางเริ่มเลอะเทอะขรุขระสิ้นดีปั่นกันจนเจ็บตูดแหละ แต่มันดีที่แวะถ่ายภาพได้เรื่อยๆตามชอบ สาวลาวเริ่มลงนากันแต่เช้าเลย แต่งตัวกันสีสวยๆชอบจัง…

ปั่นกันเหงื่อแตกไปจนข้ามแม่น้ำโขงไป ดอนคอน จ่ายค่าเข้าเกาะไป 20,000 กีบ แวะถ่ายรูปหัวรถจักรโบราณแล้วปั่นต่อไปอีกพักนึงก็ถึงแล้วหลี่ผี เรามาถึงแต่แปดโมงเพิ่งมีคนไทยกลุ่มเดียวที่มาก่อนเรา เราไปถึงพวกเค้าก็กลับพอดี หลี่ผีจึงเป็นของเราสองคน….ฮิฮิ….. เดินหามุมถ่ายรูปจนทั่วยังหาไม่เจอว่ามันสวยตรงไหนเลยให้ตายเหอะ ก็ถ่ายไปเรื่อยๆจนมีสาวไทยสามคนมา เราจึงส่งต่อมุมถ่ายภาพให้น้องเค้าไป

ขากลับแดดเริ่มร้อนขึ้นปั่นกันได้เหงื่อทีเดียว ถึงที่พักอาบน้ำกินข้าวแล้วก็แบกของกลับไปท่าเรือเดิม แต่สิบโมงอย่างนี้ทำไมมันเงียบสงบหว่า….เมียงมองหาคนถามเจอสาวลาวตอบแบบงงๆ จนเจอหนุ่มมาช่วยสื่อสารให้ว่าพี่เหมาเลยมั๊ยคิด 40,000 กีบ เราก็โอเคนะขามาประมาณนี้เหมือนกันนั่ง 4 คน ครวนี้เหมาแล้วออกเลยไม่ต้องรอใคร…ขอบคุณพ่อหนุ่มที่ช่วยถามให้ คุยกันไปๆมาๆปรากฏว่าหนุ่มเป็นคนไทยแฮะพ่อกับแม่ย้ายมาเปิด guesthouse ที่เมืองนอกฮีเลยตามมาช่วย 555…โชคดี

กลับไปถึงนากะสังราวสิบโมงกว่าๆ สัญจรนั่งยิ้มเผล่รอที่ลานจอดรถเดิม ออกเดินทางกันต่อ วันนี้จะไปจำปาสัก ไปดูปราสาทวัดพู นั่งรถย้อนกลับมาทางกลับปากเซราว 2 ชม. ก็มาถึงบ้านม่วงท่าเรือข้ามฟาก แวะกินข้าวเที่ยงที่แพปลาริมน้ำ เลือกปลาจากกระชัง 1 ตัวแล้วอยากทำกี่อย่างก็สั่งเอา ทอด ต้ม ลาบ ต้มยำ กินกับข้าวเหนียว อิ่มได้ที่ก็เอารถลงแพข้ามฟาก ค่าข้ามคันละ 120 บาท ข้ามไปฝั่งเมืองจำปาสักเก่า เมืองยังเงียบสงบเหมือนเมื่อคราวก่อนที่มาไม่เปลี่ยนแปลง

วังเจ้าราชดนัย
วังเจ้าบุญอ้อม

เข้าไปถึง ปราสาทหินวัดพู มีระบบการจัดการดีขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อย เดินเข้าไปด้านในเห็นว่าปราสาทส่วนล่างทั้งซ้ายขวากำลังได้รับการบูรณะ เป็นการสนับสนุนจากอินเดีย….

เราเดินขึ้นปราสาทด้านบนพร้อมๆชาวลาวและนักท่องเที่ยวไทยประปราย อากาศร้อนอบอ้าวแม้จะเป็นหน้าหนาว ได้เหงื่อกันทีเดียวกว่าจะถึงด้านบน ขึ้นมาแล้วไม่รู้สึกตื่นเต้นเหมือนครั้งแรก เดินวน 1 รอบ แล้วเลยไปเก็บรายละเอียดจุดรอบๆ พวกภาพสลักตรีมูรติ หรือศิวลิงค์แทน กลับมานั่งมองวิวมุมกว้างของบารายด้านล่าง อากาศเริ่มเย็นลง ยังต้องนั่งรถอีกพักใหญ่กว่าจะถึงปากเซ คงต้องรีบลงแล้วล่ะ

จากจำปาสักกว่าจะข้ามแพแล้วตีรถกลับเข้าปากเซไปถึงก็มืดค่ำ ต้องไปหาที่พักอีก สัญจรเชิญชวนไปนอน รร.ราคาถูก 500 บาท ไปดูสภาพแล้วน่าจะสัก 300 แต่ก็เหนื่อยมากจนตกลงใจพัก เอาของเข้าห้องแล้วให้สัญจรขับรถพาไปกินข้าวหน่อยขี้เกียจเดิน สัญจรก็พาวนไปแต่ร้านรถทัวร์ตรึม ตูละเบื่อ ตัดสินใจเลือกร้านริมน้ำไป 1 ร้านไม่มีรถทัวร์จอด อาหารพอใช้ได้แต่แพงไปหน่อย กินยังไม่ทันอิ่ม ทัวร์ก็มาลง 3-4 คันรถ โคตรเซ็ง เพราะจากนั้นเด็กเสิร์ฟไม่สนใจเลย สั่งข้าว 1 จานยังไม่ได้เลย ขอบอกว่าอย่ากินร้านริมน้ำเด็ดขาด ถ้าริมน้ำต้องกินร้านเพิงเท่านั้น เป็นมื้อที่เซ็งมาก แพงด้วย จำไว้ไอ้สัญจร…

เช้าสุดท้ายนี้ต้องไปเยี่ยมชม ตลาดดาวเฮือง หน่อย จากที่พักพอเดินไปได้ไม่ไกล ตื่นแต่เช้าๆเดินเล่นไปที่ตลาด เดี๋ยวนี้ตลาดปรับปรุงใหม่กว้างขวางใหญ่โต แบ่งส่วนตลาดสด ตลาดเสื้อผ้า และส่วนขายอาหารไว้ชัดเจน หาอาหารเช้า กาแฟ นั่งกิน อิ่มหนำสำราญ ก็เดินกลับที่พักเก็บข้าวของออกเที่ยวต่อ วันนี้เป็นเส้นทางสายน้ำตก…

จากปากเซวิ่งไปไม่นานมาก แวะจุดแรกคือ น้ำตกตาดฟาน ระหว่างทางเป็นไร่กาแฟทั้งนั้น อากาศเย็นๆดีเพราะอยู่บนที่ราบสูงบอละเวน เข้าไปในเขตตาดฟานรีสอร์ท งวดนี้ไม่มีคนเลย เดินกันอยู่ 2 คน มาคราวนี้พอมองเห็นสายน้ำตกหน่อย มาครั้งก่อนหน้าน้ำ ละอองน้ำฟุ้งจนมองอะไรไม่เห็น มองดูมีเทรลให้เดินลงไปด้านล่างไปถึงแอ่งน้ำด้านล่างได้เลย คิดถึงตอนขึ้นแล้วขอยืนดูวิวข้างบนท่าจะสบายกว่า

ออกจากตาดฟานวิ่งต่อไปที่ น้ำตกตาดเยือง คราวก่อนมารถเข้่าไม่ได้เพราะทางเละต้องเดินจากปากซอยเข้ามา มางวดนี้หน้าแล้งก็ดีหน่อยรถถึงเลย แต่นักท่องเที่ยวเยอะมาก มีร้านขายของขายอาหารเปิดเต็มไปหมดคราวก่อนไม่มีอะไรเลย เดินไต่บันไดลงไปจนถึงแอ่งน้ำด้านล่าง ขนาดหน้าแล้งละอองน้ำยังฟุ้งเต็มไปหมดคราวก่อนมาหน้าฝนลงไปได้ไม่สุดหรอกเพราะทั้งลื่นทั้งเปียก คราวนี้ลงไปได้จนสุด มองดูผาน้ำตกก็สวยงามดี กลับขึ้นมาเดินเล่นสวนด้านบนเหนือน้ำตกก็จัดไว้สวยใช้ได้

จากตาดเยืองไปต่อที่สุดท้าย ตาดฝาส่วม หรือฝาส้วม ที่ไม่เหม็นเพราะส้วมภาษาลาวแปลว่าห้อง ที่ชื่อนี้เพราะน้ำตกเป็นผาโค้งเหมือนห้อง น้ำตกนี้คราวก่อนไม่ได้มาเพราะฝนตกหนักเกิน คราวนี้เลยอยากมา ไปถึงที่ตาดฝาส้วมก่อนเที่ยงนิดหน่อยเราเลยเลือกเข้าไปเดินเที่ยวในอุทยานบาเจียงก่อน เป็นอุทยานที่รวบรวมชนเผ่าต่างๆมาอยู่รวมกัน แล้วเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม ดูๆไปก็สงสารเพราะกลายเป็นเหมือนสวนสัตว์ให้คนเข้าไปเดินดู แต่พวกเค้าก็แลกด้วยเงินค่าเข้าและเงินทิปเล็กๆน้อยๆ บางบ้านก็ทำของพื้นบ้านมาวางขาย เดินวนทั่วอุทยานบาเจียงแล้วก็เดินมากินข้าวที่ข้างน้ำตกตาดฝาส้วม ร้านอาหารที่นี่มีนักท่องเที่ยวเต็มไปหมดแต่อาหารกลับไม่ช้าอร่อยด้วยวิวสวยด้วย ประทับใจมากๆ นั่งดูน้ำตกจนเต็มอิ่ม ก่อนกลับก็ไปชักภาพสะพานไม้พื้นขัดแตะซะหน่อย เพราะกลายเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของที่นี่ก็ว่าได้นะ

ได้เวลากลับช่องเม็กแล้ว จากตาดฝาส้วมก็กลับเข้าปากเซ วนรถเล่นๆรอบเมือง 1 รอบ แล้วก็ข้ามสะพานมิตรภาพลาว-ญี่ปุ่นมาขอจอดปลายสะพานถ่ายรูปฝั่งปากเซเป็นที่ระลึกสักหน่อย เพราะตอนนี้ริมแม่น้ำกำลังสร้างกาสิโนใหญ่ยักษ์ ข่าวว่าของเจ๊ดาวเฮืองเจ้าเก่าร่วมทุนกับคนลาวคนเวียดนามและอื่นๆหนึ่งในนั้นก็มีคนไทยด้วยแต่ไม่รู้ว่าใคร…

กลับมาถึงข่องเม็กจ่ายเงินค่ารถแล้วร่ำลาสัญจร เช็คพาสปอร์ตแล้วเดินข้ามแดนไปดูรถตู้ ได้เวลาดีอีกไม่ถึงครึ่งชม.ก็ออกแล้ว ถึงเวลาทั้งคันรถมีเราแค่ 2 คนแต่รถก็ออกตามเวลา แวะรับคนที่เดชอุดมอีกแค่ 2 คน ถึงท่ารถอุบลฯตามแผน ต่อรถแท็กซี่ราคามหาโหดไปสถานี่รถไฟ นั่งรถกลับบ้าน…จบทริปที่ไม่ได้วางแผนได้อย่างดีเกินคาด…

ค่าใช้จ่าย (ปี 2010)

-: ค่ารถตู้อุบล – ช่องเม็ก คนละ 100 บาท
-: ค่าเช่าเหมารถวันละ ~ 1,500 บาท ไม่รวมค่าน้ำมัน (ซึ่งไม่น่าเกิน 1,600 – 1,700 ในทริป 3 วัน ปากเซ-จำปาสัก)
-: ค่าผ่านแดนขาเข้าและขาออกครั้งละ 50 บาท ถ้าเป็นวันหยุดแพงกว่านี้มีค่า OT
-: น้ำตกคอนพะเพ็ง @20,000 กีบ
-: ค่าเรือ นากะสัง – ดอนเดด เหมา 40,000กีบ
-: น้ำตกหลี่ผี @20,000 กีบ
-: วัดพู @30,00 กีบ
-: ค่าแพข้ามฟาก (รถ) ครั้งละ 120 บาท
-: น้ำตกตาดฟาน @5,000 กีบ
-: ตาดเยือง @5,000 กีบ
-: ตาดฝาส้วม @5,000 กีบ
-: ค่าที่พักแล้วแต่จะเลือกเราพักที่ประมาณ 400-500 บาท
-: ค่าอาหาร ~ กินหรูมื้อละ 400-500 บาท ~ กินถูกก็ 100 บาท (ราคา 2 คน) > อาหาราคาพอๆกับไทย

Plain of Jars อภิมหาไหแห่งเชียงขวาง

Trip Nov. 2009 [Northen Lao : Ponsawan -Vangvieng]

เคยเห็นรูปทุ่งที่เต็มไปด้วยไหใบใหญ่ยักษ์มานานแล้ว สืบค้นหาข้อมูลได้มาว่าเขาเรียกกันว่า ทุ่งไหหิน อยู่แขวงเชียงขวาง ประเทศลาว ใกล้ๆบ้านเรานี่เอง กางแผนที่มาดูอีแคว้นเชียงขวางนี่มันอยูแถบเหนือของลาว หาวิธีการไปได้ 2 ทาง คือรถและเรือบิน บ๊ะ….ท่าจะเมืองใหญ่ มีสนามบินด้วย ตอนแรกว่าจะไปกันสองคน แต่พอเพื่อนรู้ว่าเราจะไปตะลุยดูไหกัน เลยขอไปด้วย ดีเลยไปกัน 4 คนกำลังเหมาะ

O ขี่เรือบินไปตั้งต้นที่เวียงจันทน์ O

การวางแผนของเราจำกัดอยู่ที่เวลา 4 วัน ดังนั้นจึงยอมทุ่มทุนขี่เรือบินไปดีกว่า นั่งรถเมล์ไม่กี่ป้ายจากที่ทำงานต้นถนนสีลมไปสำนักงานการบินลาวที่สีลมพลาซ่า ติดต่อจองตั๋วไปกลับ กรุงเทพ-เวียงจันทน์ รวมทั้งบินในประเทศจากเวียงจันทน์ไปเชียงขวางด้วย ขากลับเราจะนั่งรถจากเชียงขวางไปวังเวียง แล้วจากวังเวียงไปเวียงจันทน์ คิดคำนวณค่าเรือบิน 3 ขา ตกคนละประมาณ 1 หมื่น แพงเหมือนกันแต่ประหยัดเวลาดี มันแพงที่บินในประเทศแหละ

ศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2552 ทั้ง 4 ชีวิตก็ขี่เรือบินจากสุวรรณภูมิไปลงสนามบินวัดไต เมืองเวียงจันทน์ เครื่องการบินลาวขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กเต็มลำด้วยคนไทย คนเวียดนาม คนลาว และคนลาวที่มาจากอเมริกา (พวกนี้ได้ยินว่ามาจากอริโซน่า คงไปทำงาน แล้วได้พักยาวบินกลับมาเยี่ยมบ้าน มากันเป็นหมู่คณะเลย) นั่งหลับๆตื่นๆไปเกือบ 2 ชั่วโมง สิบเอ็ดโมงกว่าก็มาถึงสนามบินวัดไต แห่งมหานครเวียงจันทน์ ต้องออกจากสนามบินระหว่างประเทศ ขนกระเป๋าข้ามไปอาคารในประเทศเอง เขาไม่เช็คต่อให้ มีเวลาเหลือประมาณชั่วโมงกว่า ไปเช็คอินเครื่องภายในประเทศแล้วเดินกลับมานั่งซดกาแฟลาวที่ร้านกาแฟในสนามบินระหว่างประเทศ เพราะมีแอร์เย็นสบาย สนามบินปรับปรุงใหม่โอ่โถงหรูหรากว่าที่เคยมาเมื่อ 2-3 ปีก่อนเยอะเลย แต่สนามบินภายในประเทศยังเหมือนเดิมเปี๊ยบ คือเหมือนอาคาร บขส.ต่างจังหวัดบ้านเรา ทั้งภายนอกและภายใน เราเคยเห็นแล้วเลยไม่ตื่นเต้น เพื่อนอีกคนไม่เคยเห็นถึงกับอึ้งไปเลย เราบอกว่านี่ก็ปรับปรุงแล้วนะ เพราะที่ชั่งน้ำหนักกระเป๋าเป็นดิจิตอลแล้วนา คราวก่อนยังเป็นตาชั่งอยู่เลยนะ…

กินกาแฟไปถือโอกาสแลกเงินด้วย เรตวันนั้นคือ 1,000 บาท แลกได้ 255,640 กีบ คิดง่ายๆก็ 250 กีบเท่ากับ 1 บาทไทย มีเงินเป็นฟ่อนๆเลย สี่คนแลกกันมารวมเป็นล้าน รวยขึ้นทันตาเห็น แต่ค่ากาแฟในสนามบินก็แก้ว 25,000 กีบไปแล้ว แพงจริงๆ ถึงเวลาก็ไปขึ้นเครื่อง บินไปอีกแค่ 40 นาทีก็ถึงแล้วสนามบินเชียงขวาง สนามบินไม่ใหญ่โต ขนาดประมาณสนามบินปายได้มั๊ง ลงจากเครื่องเดินกันบนลานบินไปอาคาร แดงแรงมาก ลมเย็นไปไหนหมดเนี่ย ไหนใครบอกเชียงขวางเย็นทั้งปี

ไปถึงอาคารมีชายลาวหน้าตาง่วงๆยืนถือป้ายรอรับ เพราะให้เจ้ากุ้ง trip&trek จองที่พักคืนแรกไว้ไห้ จองไว้ที่ โรงแรมวันชนะ ที่พักที่เขาว่าดีที่สุดในโพนสะหวันเลยนะ จากสนามบินนั่งรถเข้าเมืองไปสัก 15-20 นาที โรงแรมวันชนะอยู่ในซอยเข้าไปซะลึกเชียว แต่โรงแรมดูหรูหรา วิวสวยมองลงมาเห็นเมืองโพนสะหวันได้กว้างเลย แต่เราจะออกไปไหนยังไงล่ะเนี่ย พี่คนขับรถโรงแรมเลยมาถามว่าจะลงไปการท่องเที่ยวมั๊ยเดี๋ยวไปส่ง พวกเราเลยตกลง ที่ไหนได้พี่แกพาไปบริษัทฯท่องเที่ยวต่างหาก

โรงแรมวันชนะ ที่พักที่เขาว่าดีที่สุดในโพนสะหวัน อยู่บนเนินเขา วิวดีงาม

จากความคิดแรกที่วันนี้เพิ่งบ่ายสามโมง ว่าจะไปชมทุ่งไหหินอันใกล้ ชมแสงเย็นก่อนเป็นออเดิร์ฟก็ต้องพับไป เพราะบริษัทฯทัวร์มันอิดออด มันจะให้ไปแบบเหมาวันพรุ่งนี้เลย มันคิดคนละ 300,000 กีบ โอ้วแม่เจ้า…ตกคนละพันบาท ตกลงกันไม่ได้ เราเลยเดินออกมา พี่วัฒน์ไปคุยกับรถสามล้อจะให้พาไปทุ่งไหหินอันใกล้ รถสามล้อคิดราคาคนละไม่กี่หมื่นกีบ แต่พี่ทัวร์ตามมาขู่บอกว่าพวกนี้ไม่มีใบอนุญาตท่องเที่ยว พาไปก็เข้าไม่ได้ แต่เราไม่เชื่อหรอก เพราะอ่านมาแล้วว่าบางคนเหมาสามล้อไป แต่พูดไปพูดมาสามล้อก็อึกอักซะงั้น บอกว่าไม่รับประกันว่าเข้าได้ อ้าว…เลยเปลี่ยนใจบอกให้พาไปสำนักงานการท่องเที่ยวโพนสะหวัน รู้ว่ามันอยู่แถวตลาดน้ำงาม แต่ทุกคนบอกว่า สนง. ปิดแล้ว ฮ่วย!! แค่สามโมงครึ่งปิดแล้วเหรอฟะ (มาคุยกับสามล้อทีหลังมันบอกว่า มันไปได้แต่มันกลัวบ.ทัวร์ แกล้งโทรไปแจ้งตำรวจ ถ้าเราออกจากโรงแรมมาเรียกรถสามล้อเลยก็หมดเรื่องไปแล้ว นี่ไปเข้าบ.ทัวร์ซะก่อน) เลยไม่ไปไหนกันแล้ว เพิ่งนึกได้ด้วยว่ายังไม่ได้กินข้าวเที่ยง เลยไปนั่งกินข้าวเที่ยงกันแทน ระหว่างนั้นนายหน้าซึ่งบอกว่าตัวเองเป็นฟรีแลนซ์ก็มาติดต่อชวนไปเที่ยวพรุ่งนี้ บอกว่าฮีมีลูกทัวร์คนไทยอยู่แล้ว 3 คน สู้ราคาไม่ไหว ถ้าพวกเราอีก 4 คนไปด้วยเป็น 7 คนก็หารกันพอไหว คิดคนละ 150,000 กีบ เลยคุยกันที่ร้านข้าวตกลงต่อราคากันได้ราคาคนละ 135,000 กีบ ตกคนละ 540 บาท ไม่รวมค่าเข้า ไม่รวมค่าข้าว ก็พอๆกะที่บ.ทัวร์แรกคิดนั่นแหละ แต่นั่นมันให้เราเหมา 4 คน 1 คัน มันเลยแพง คิดจริงๆแล้ว รถตู้ 1 คันมันก็พยายามให้ได้ราคารวมที่สี่พันถึงห้าพัน แล้วแต่มีคนไปกี่คน พวกเรารวมกันได้ 7 คนคนละห้าร้อยกว่าบาท ก็รวมเป็นสามพันเจ็ดกว่าๆ เฮ้อ…กว่าจะตกลงกันได้เหนื่อยมาก

กินข้าวเสร็จก็เย็นพอดี ตาฟรีแลนซ์แนะนำว่าให้ไปเดินเที่ยวแถวสนามบินเก่า มีพวกม้งมาจับคู่กัน เออ…ว่าเห็นอยู่เหมือนกันตามรายทาง แต่งตัวเต็มยศแบบม้งยืนตั้งแถวโยนลูกบอลไปมา เขาบอกว่าเป็นพิธีหาคู่ยังงงๆอยู่ แต่ก็เดินไปดูกัน เดินไปไม่ไกล เห็นม้งแต่งตัวสวยๆเดินกลับกันมาตามรายทาง อากาศเริ่มเย็นลงๆ ไปถึงลานจัดงาน เขาเลิกกันแล้ว เหลือแต่ร้านปาลูกโป่งอยู่ 4-5 ร้าน

เดินดูเล่นไปสักพักชักหนาว เลยเดินกลับโรงแรม โฮ่…ไกลใช่ย่อย แถมไปถึงปากซอยแล้วมืดมาก ยังต้องเข้าอีกลึก เลยโทรไปเรียกรถโรงแรมมารับ เขาก็บริการให้ ค่อยยังชั่วหน่อย กลับไปห้องหลับยาวโลดเลยคืนนี้


O เจอ ไหกันซะที O

เช้านี้ตื่นมาอย่างหนาวเหน็บ วิวจากโรงแรมวันชนะมองได้กว้างไกลดีจริงๆ แต่คืนนี้ขอลี้ภัยลงไปนอนในเมืองดีกว่า จะได้ไม่ลำบากลำบนตอนกลางคืน แถมได้ประหยัดค่าที่พักไปครึ่งนึงด้วย เมื่อวานพี่วัฒน์ไปเดินเซอร์เวย์ดูห้องมาแล้ว เจอที่นึงเปิดใหม่ สะอาดโอ่โถงราคาครึ่งเดียวของที่นี่เอง

อาหารเช้าแบบอเมริกันแสนน่าเบื่อ แต่ขนมปังฝรั่งเศสสุดแสนนุ่ม น้ำผลไม้แสนอร่อย เติมซะ 3 รอบ อากาศหนาวใส่เสื้อหนาว ผ้าพันคอ ใส่หมวก ในขณะที่ฝรั่งใส่แขนยาวธรรมดา ลุงคนนึงใส่แขนสั้นต่างหาก บ๊ะ…เช็คอุณหภูมิที่หน้าโรงแรมมันแค่แปดองศาเองนา… ไม่หนาวกันหรือไง

เกือบเก้าโมงเช้า รถตู้ถึงขึ้นมารับ ทักทายหนุ่ม 3 คนที่ร่วมทัวร์วันนี้ หนุ่มๆถามว่าโห..ที่พักลึกจังครับ เราเลยบอกว่าถึงได้เช็คเอาท์ย้ายที่แล้วไงคะ ไม่ไหวๆ เที่ยวเสร็จเดี๋ยวเย็นพักข้างล่างเลยดีกว่านะ 3 หนุ่มพักที่รร.ดอกคูณริมถนนกลางเมือง เราจะพักที่ รร.อนุรักษ์แคนลาว รร.เปิดใหม่ซิงๆไม่กี่อาทิตย์ เข้าซอยไปนิดนึง ไม่ห่างกัน ราคาแค่ 600 บาท รร.ดอกคูณเราไปดูมาแล้วถูกกว่า 200 แต่ที่พักสภาพเก่ากว่าแคบกว่ามาก ใครไปโพนสะหวัน แนะนำเลย อนุรักษ์แคนลาว

โปรแกรมวันนี้เราจะไปทุ่งไหหินทั้ง 3 ที่ เริ่มจากทุ่งไหหิน 2 แล้วไป ทุ่งไหหิน 3 แล้วไปเที่ยวเมืองคูน เมืองหลวงเก่า จากนั้นตบท้ายรายการด้วยทุ่งไหหิน 1 ซึ่งใกล้เมืองโพนสะหวันที่สุด แต่พี่ฟรีแลนซ์แกบอกว่าแกจะให้รถเพิ่มพิเศษพาไปดูทุ่งไหหินเปิดใหม่อีกที่เป็นของแถม บ๊ะ….มีแถมด้วย

ทุ่งไหหินทุ่ง 2 ห่างจากตัวเมืองประมาณ 25 กม. ทางไปลาดยางดีตลอด ยกเว้นพอเลี้ยวทางแยกเข้าไปเป็นทางลูกรัง ระหว่างทางแวะดูบ้านต้มเหล้า, หมักข้าวหมาก หนุ่มๆซื้อกรอกใส่ขวดกันไปใหญ่ เราชิมแล้วรดชาดเฝื่อนๆ ร้อนท้องใช้ได้เลย ไม่นานก็มาถึงทุ่ง 2 ค่าเข้าชมแต่ละทุ่งคนละ 10,000 กีบ เท่ากับ 40 บาท ทุ่งนี้จุดเด่นอยู่ที่ไหหินทรงเหลี่ยม วางนอนแอ้งแม้งอยู่ชัดเจน มีไหหินกระจัดกระจายอยู่เป็นหย่อมๆ ไกด์ม้งเล่าอะไรไปบ้างไม่ได้ฟัง เดินถ่ายรูปไปเรื่อย เพราะทิวทัศน์รอบข้างสวยมาก มองได้กว้างๆ มีทิวสนสวยงามต่างหาก การเดินชมทุ่งไหหินทุกที่ ต้องมองทางเดินดีๆอย่าออกนอกทาง เพราะยังมีระเบิดที่ยังไม่เก็บกู้อยู่เต็มไปหมด

ไหหินทุ่ง 2

จากนั้นนั่งรถต่อไปอีก ไปทุ่ง 3 ทุ่งนี้ห่างจากเมือง 35 กม.ได้ ไปถึงต้องเดินผ่านทุ่งนา ข้ามลำธารไปอีก เดินไปจนถึงบริเวณล้อมรั้วไม่ไผ่ จะมีไหหินเต็มไปหมด ที่ต้องล้อมรั้วไว้เพื่อกันวัวควายเข้าไปทำลายเพราะมันอยู่กลางที่ทำกินชาวบ้านเลย  แต่พวกทำงานเป็นวัวเป็นควายอย่างเราเข้าได้สบายมาก จุดเด่นของทุ่ง 3 นี่คือภายในไหจะสกัดเป็นเหลี่ยม ในขณะที่ทุ่งอื่นภายในไหเป็นกลมๆ

ไหหินทุ่ง 3

แค่ 2 ทุ่งก็เที่ยงแล้ว ไปพักกินข้าวเที่ยงที่เมืองคูน เมืองหลวงเก่าของแคว้นเชียงขวาง เมืองนี้โดนสงคราวเวียดนามถล่มซะเหลือแต่ซาก  หลังสงครามจึงย้ายมาสร้างเมืองใหม่คือ โพนสะหวัน ห่างจากที่เดิมสัก 30 กม. ได้ พักกินข้าวอาหารง่ายๆพวกเฝอ ลาบหมู ต้มไก่กินกับข้าวเหนียว อิ่มดีแล้ว ไกด์ม้งพาไปดูทุ่งแถม ไม่แน่ใจว่าเป็นทุ่ง 16 หรือ 15 ไปถึงมันมีอยู่ 4-5 ใบ ไม่รู้จะแถมทำไม ไม่น่าสนใจ ถ่ายรูปกัน 2-3 ใบก็กลับเข้าเมืองคูน มาดูวัดเพียวัด ซึ่งโบสถ์โดนระเบิดพังไปแล้ว เหลือพระประธานตากแดดตากลมอยู่ จากนั้นก็ไปดูพระธาตุฝุ่น เป็นพระธาตุก่ออิฐทรงลังกา สภาพทรุดโทรมถูกทำลาย องค์พระธาตุถูกเจาะทำลายจนเดินทะลุได้ คงเข้าไปขุดหาสมบัติกัน ช่างไม่กลัวกันซะเลย

ด้วยความโชคดี เจอม้งรวมตัวจับคู่ ที่พี่ไกด์บอกให้พวกเราไปดูในตัวเมือง แต่ไปเย็นเกิน ม้งกลับบ้านกันหมดแล้ว คราวนี้จัดงานกันอยู่ในลานริมถนน ใส่ชุดม้งเต็มยศ สวยงามลานตา พวกเราก็เลยลงไปเยี่ยมๆมองๆสักหน่อย

จบโปรแกรมด้วยทุ่งไหหินทุ่ง 1 ซึ่งอยู่ใกล้โพนสะหวันที่สุด ห่างแค่ 10 กิโลเมตร นั่งรถสามล้อมาได้ ใกล้นิดเดียว แต่ทุ่งอื่นมันค่อนข้างไกล ฝุ่นตรึม นั่งสามล้อมาคงหัวแดง ทุ่ง 1 นี่เหมาะแก่การมาช่วงเย็น เพราะแสงสาดเข้าสวยมาก ทุ่งนี้ค่อนข้างใหญ่และกว้าง ไหก็ใหญ่ ปากไหเป็นขอบ เหมือนขอบตุ่มบ้านเรา มีอยู่ 1 ไหที่เป็นไฮไลต์คือยังมีฝาวางปิดปากไห ที่ทุ่ง 2 กับ 3 ก็มีฝา แต่มันกองอยู่กับพื้น

บริเวณทุ่ง 1 ช่วงแรกด้านบน จะมีไหใหญ่ๆอยู่ ค่อนข้างสมบูรณ์ มองลงไปด้านล่างไกลๆ จะมีไหอีกเป็นทุ่ง ใบเล็กกว่าแต่มันเยอะสมกับชื่อทุ่งไหหิน เดินเลยทุ่งล่างไป มีเนินให้เดินขึ้นไปอีก ด้านบนมีไหนิดหน่อย แต่ขึ้นไปแล้วมองลงมาเห็นวิวรอบด้านสวยดี สามารถเดินวนกลับไปที่จอดรถได้เลย นอกจากทุ่งไหหินแล้วยังมีถ้ำอยู่ 1 ถ้ำ เข้าไปดูแล้วไม่มีอะไร เป็นถ้ำตันตื้นๆ มีช่องแสงส่องลงมา นอกนั้นไม่มีอะไรน่าสนใจ

เดินเอ้อระเหยจนบ่ายแก่ จึงกลับเข้าเมือง แยกย้ายกันเข้าที่พัก กลับออกมาหาอาหารเย็นกินแถวปากซอย หลังจากเดินดูตามร้านแถวนั้นแล้ว ปากซอยโรงแรมเราเจ๋งสุด มีไก่ย่าง หมูย่าง ย่างกันควันฉุยจึงจ่อมกันที่นี่ อร่อยใช้ได้ เจอ 3 หนุ่มนั่งซดเหล้าต้มที่ซื้อมากับไกด์และเพื่อนชาวลาวแถวนั้น (มีเหล้าแล้ว ใครๆก็อยากเป็นเพื่อน) ไปร่วมกรึ๊บมาคนละกรึ๊บก่อนกลับโรงแรม อากาศหนาวดี

โพนสะหวันยามเย็น


O วิงเวียนไปวังเวียง O

ตื่นแต่เช้าไปเดินชมตลาดเช้าโพนสะหวันก่อนลาไปวังเวียง ตลาดเช้าขนาดไม่ใหญ่ ของขายไม่เยอะ เจอพวกขายสัตว์ป่าอีกแล้ว เห็นแล้วเศร้า อีเห็น ชะมด เม่น นอนขาแขนกางน่าอนาจใจจริงๆ เดินได้ไม่นานไม่มีอะไรน่ากิน เลยกลับโรงแรม ระหว่างทางเจอร้านข้าวแกง เลยสอยหมูทอดข้าวเหนียวกลับไปกิน โชคดีจริงๆ เพราะอาหารโรงแรมมีแค่ขนมปังกับไข่ดาว สุดแสนเบื่อ

แปดโมงครึ่งพี่ไกด์ฟรีแลนซ์มานั่งรอยิ้มเผล่แต่ตาโรยๆบอกว่าเมื่อคืนพา 3 หนุ่มไปเที่ยวเธคมา เลยเพิ่งตื่น เราจองตั๋วรถตู้ไปวังเวียงไว้ ส่วน 3 หนุ่มจะไปหลวงพระบาง พวกเราเที่ยวกลับด้านกัน ไปรอขึ้นรถตู้ที่ท่ารถตรงบ้านสบายรีสอร์ท ได้เจอร่ำลากันพอดี รถตู้ที่ไปวังเวียงว่างพวกเรา 4 คน ฝรั่งอีก 1 น้าสาวคนลาวอีก 1 นั่งกันสบาย คนส่วนมากมาต่อรถไปหลวงพระบาง ค่ารถไปวังเวียงคนละ 80,000 กีบ ตกคนละ 500 บาท

เกือบเก้าโมงเช้าเริ่มออก ช่วงแรกยังไม่เท่าไหร่ นั่งไปๆ โอ้โห ทางก็โคตรจะคดเคี้ยว พี่คนขับก็เหยียบมิด มันเลยทั้งเวียนทั้งเหวี่ยง ระหว่างทางสอยม้งขึ้นมาได้เพิ่มอีก 1 คน ขนาดม้งขึ้นมานั่งไม่เท่าไหร่ยังเปิดกระจก อ้วกมันตลอดทาง ไปถึงที่ๆพี่ม้งจะลง แกลงไปยืนเอียงๆเดินเป๋เข้าหมู่บ้านไป วิ่งมาสัก 3 ชั่วโมง เพื่อนเราเดี้ยงไป 1 คว้าถุงมาโอ้กอ้าก

ผ่านแยกเมืองพูคูนพี่คนขับบีบแตรหาลูกค้าเพิ่มไม่มีใครไป พี่แกท่าทางอารมณ์เสีย ว่าแล้วก็บึ่งต่อไปพักกินข้าวที่เมืองกาสีตอนเที่ยงครึ่ง ลงจากรถไปโอ้กอ้ากกันเต็มที่ ฝรั่งยังมึน โชคดีว่าเพื่อนเดี้่ยงไปคนเดียว เราก็เจียนๆแต่รอด เลยลงไปซัดเฝอร้อนๆสักชามค่อยยังชั่ว

จากเมืองกาสีเข้าวังเวียงทางไม่โหดแล้ว นั่งไปอีกแค่ชั่วโมงเดียวก็มาถึงท่ารถวังเวียง บ่ายโมงครึ่งที่วังเวียงร้อนมาก แดดเปรี้ยง มิน่า 3 หนุ่มบอกให้เล่นห่วงยางล่องน้ำซอง จัดแจงเรียกรถไปที่พัก ทวีสุขรีสอร์ท ตามที่ 3 หนุ่มแนะนำ สามล้อ อิดๆออดๆบอกว่าเมื่อวานทัวร์เข้าเยอะโง้นงี้ อย่าไปสนใจ ไปก่อนไปดู ไปถึงที่พักออกจะว่าง ได้ห้องริมแม่น้ำซองราคา 500 บาท โคตรจะถูก วิวหน้าห้องอย่างงาม จากนั้นก็เป็นการพักผ่อน นั่งกินข้าว ซดเบียร์ลาวริมน้ำซองกันพอฟื้น เลยออกไปเช่าจักรยานขี่เล่นกัน

ที่แรกเข้าไปที่ ถ้ำจัง ไม่ไกลจากที่พัก เสียค่าเข้าเหมือนเข้าสวนสาธารณะ ไป 1,5000 กีบ เข้าไปแล้วต้องจอดจักรยานเดินข้ามสะพานแขวนไปฝั่งตรงข้ามไปถึงทางขึ้นถ้ำ เก็บตังค์อีกรอบ แต่เจ้าหน้าที่ไม่ให้เข้าบอกว่าจะปิดแล้ว ขึ้นไปเดินดูลงมาไม่ทันหรอก ว๊า….ไอ้คนขายตั๋วทางเข้าก็ไม่บอก พอดีมีคนลาว 3-4 คนมา ส่งภาษากันสักพัก จนท.หน้าง้ำๆบอกว่า อยากขึ้นก็ได้ซื้อตั๋วเลย ให้ 15 นาทีนะ จะปิดไฟในถ้ำ เราเลยเข้าด้วย 2 สาวบอกรอข้างล่างไม่สู้ล่ะ เราเลยไปกัน 2 คน เที่ยวถ้ำแบบด่วน ปีนขึ้นไปเดินในถ้ำได้แค่ 2-3 ห้อง ถ่ายรูปได้นิดหน่อย ก็เป็นถ้ำมีหินงอกหินย้อยสวยพอใช้ได้ ด้านหนึ่งมีช่องทะลุออกไปมองวิวแม่น้ำซองได้ มุมนี้สวยมาก สักพักเจ้าหน้าที่ก็มาโว๊กเว๊กไล่กลับ สนุกดี ลงมาเจอฝรั่งอีกกลุ่มที่ทางเข้าด้านหน้า จะรีบไปบอกก็ไม่ทันแล้วกว่าจะไปถึงจ่ายเงินฉีกบัตรไปเรียบร้อยแล้ว น่าโมโหอีเจ้าหน้าที่นั่นจริงๆ…

จากในถ้ำมีช่องทะลุออกไปมองวิวแม่น้ำซองได้

ปั่นจักรยายต่อไปในเมือง แถบกลางเมืองริมน้ำซองมีที่พักแบบเกสเฮาส์เยอะแยะ เต็มไปด้วยฝรั่ง บรรยากาศเหมือนข้าวสารบ้านเรา มีผับ มีบาร์ ดีแล้วที่เรานอนที่ทวีสุข ออกมาด้านนอกๆหน่อย สงบ วิวสวย ปั่นจักรยานเล่นจนมืดกลับมากินข้าวเย็นที่โรงแรม นอนพักเอาแรง ตอนเช้าเราจะปั่นจักรยานไปตลาดเช้าซึ่งอยู่ไกลจากที่พักสัก 3 กิโลได้ และพี่วัฒน์จะไปตามล่าหาสะพานไม้ไผ่ถ่ายรูปอีกด้วย

ก่อนนอนไปจองรถกลับเวียงจันทร์กับที่พัก รถตู้แวนเหมือนเมื่อวานราคาคนละ 70,000 กีบ รถออกเก้าโมงครึ่ง ถึงเวียงจันทน์ประมาณบ่ายโมง ไปดูรายการที่สำนักงาน เดี๋ยวนี้สามารถจองตั๋วเดินทางได้ง่ายดายมาก คุณสามารถจองทุกอย่างที่วังเวียงได้ อยากนั่งรถตู้ไปเวียงจันทน์แล้วข้ามไปหนองคายต่อรถไฟไทยก็ได้ หรือไปเวียงจันทน์แล้วต่อเครื่องก็ได้ แม้กระทั่งนั่งจากวังเวียงไปโผล่ที่ข้าวสารเลยก็ได้ โอ้…


O จากวังเวียงกลับเวียงจันทน์ O

Morning call กันเอง ตอนหกโมง ตั้งหน้าตั้งตาปั่นจักรยานไปตลาด จากมืดจนฟ้าสาง มันไกลม๊ากกก…. แต่ไปถึงแล้วคุ้มค่า ตลาดวังเวียงเป็นตลาดที่สวยสุดๆ ที่หนึ่งในโลกก็ว่าได้ ว่าไปนั่น… ตัวตลาดก็เหมือนตลาดชนบททั่วไป แต่ฉากหลังภูเขาหินปูนสูงตะหง่านนั่นซิ พอพระอาทิตย์ส่องแสงทองๆมาแล้วยิ่งงามไปใหญ่ โฮ่…..

เดินเล่นกันจนพอใจก็แยกย้ายกันไปตามใจชอบ เรา 2 คน ไปตามหาสะพานไม้ไผ่ถ่ายรูปกันต่อ เข้าไปย่านข้าวสารเมื่อคืน ตอนเช้าเงียบสงบดี ฝรั่งยังไม่ตื่น มีสะพานไม้ไผ่เพียบ เอาไว้ข้ามไปที่พัก หรือไปผับฝั่งตรงข้าม เดินถ่ายรูปเล่นจนพอใจ รีบปั่นกลับโรงแรมเตรียมตัวเก็บของขึ้นรถ

เกือบไปแล้วอีสาวลาวเมื่อคืนดันไปลงบุ๊คว่าเรากลับบ่ายโมงเกือบตกเรือบินซะแล้ว ดีว่าไหวตัวทัน รีบคว้ากระเป๋าขึ้นจองที่ก่อนเลย รอดอย่างหวุดหวิด รถเข้าเวียงจันทน์แวะรับคนจนเต็มคันรถฝรั่งทั้งนั้น ทางกลับเวียงจันทน์นี่เด็กๆเลย หากเคยผ่านวังเวียง-โพนสะหวันมาแล้ว

นั่งหลับๆตื่นๆมาพักใหญ่ ได้กลิ่นแปลกๆ บ๊ะ…สาวลาวข้างๆชีควักยาทาเล็บมาทาเล็บ!! ก่อนนั้นชีทาแป้ง เขียนคิ้วทาปากไปรอบนึ่งแล้ว กำลังจะอ้าปากด่า พอดีชีทาเล็บที่สิบเสร็จพอดีเลยรอดไป งัวเงียหันดูด้านนอก อ้อ… ถึงเวียงจันทน์แล้วนี่เอง

รถจอดส่งฝรั่งที่หน้าทางเข้าสนามบินตอนบ่ายกว่าๆ พวกเรายังนั่งต่อไปจนถึงที่จอดรถแถวริมแม่น้ำ ตรงไหนก็ไม่รู้ แบกสัมภาระลงมากะเร้อกะรังเรียกสามล้อ ไปหาข้าวกิน อยากกินอาหารเวียตนามเจ้าดัง ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนรู้แต่ชื่อร้าน เวียงสะหวัน คนขับสามล้อดันรู้แน่ะ แต่ฮีเรียกคนละ 10,000 กีบ สี่คน 4 หมื่น ต่อไปต่อมาเหมาไป 25,000 ให้รอกินข้าวด้วยแล้วไปส่งสนามบิน ระหว่างต่อราคามีมาเฟียหน้าเหี้ยมเข้าส่งภาษากับคนขับ ฟังไม่ทัน พออกรถได้ถามพี่คนขับฮีบอกว่าแถวนี้ถิ่นพี่มาเฟียเขา แต่เราไปโบกรถอื่น พี่มาเฟียเลยไม่พอใจ เกือบโดนซะแล้ว อาจเป็นเพราะอย่างนี้มั๊งพี่สามล้อเลยรีบตกลงที่ 25,000 ฮ่าๆๆๆ

ร้านเวียงสะหวัน จริงๆก็ไม่ไกลจากจุดที่พวกเราลงรถเท่าไหร่นัก ไปถึงก็จำหน้าร้านได้แม่นเคยมากินเมื่อมาลาวคราวก่อน มาคราวนี้คนยังเยอะเหมือนเดิม ร้าน 2 คูหาใหญ่ แต่คนแน่นเอี้ยด หิวหน้ามืด ลงไปสั่งกันเต็มโต๊ะ ทั้งแหนมเนือง ปอเปี๊ยะทั้งสดทั้งทอด ขนมจีนเวียตนาม กินกันอิ่มแปล้ ทั้งเราทั้งรถต่างคนต่างชะโงกหน้าดูกันเป็นพักๆ ใช่ว่าพี่กลัวเราหนีฝ่ายเดียว เราก็กลัวพี่หนีเหมือนกันเพราะทิ้งกระเป๋าเสื้อผ้าไว้บนรถนั่นแหละ

อิ่มหนำสำราญไปสนามบินมีเวลาเหลือเฟือ กว่าเครื่องจะออกก็สี่โมงเย็น ที่สนามบินสามารถใช้สัญญาน DTAC บ้านเราได้แล้ว เลยนั่งเล่นเน็ตรอไป กลับบ้านหมดแรงเลยเที่ยวนี้ เบื่อนั่งรถตู้ไปอีกนาน….

ที่พัก

โพนสะหวัน
– โรงแรมวันชนะ ทุ่งไหหิน (Vansana Plain of Jars Hotel): http://www.vansanahotel-group.com/
– โรงแรมอนุรักษ์แคนลาว (Anoulack Khen Lao Hotel): Tel. 061 213599, 061 213699
วังเวียง
โรงแรมทะวีสุขและรีสอร์ท (Thavisouk Hotel and Resort): http://www.thavisouk.com/

การเดินทาง

กรุงเทพฯ – เวียงจันทน์ / เวียงจันทน์ – เซียงขวาง : การบินลาว (Lao airlines): http://www.laoairlines.com/

กรุงเทพฯ – หนองคาย – เวียงจันทน์: รถทัวร์ไปถึงหนองคาย ต่อรถ international bus หรือรถตู้

เวียงจันทน์ – วังเวียง – เวียงจันทน์ : รถตู้หรือรถบขส. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3-4 ชั่วโมง ราคา 60,000 – 70,000 กีบ มีรถออกทุกชั่วโมง

โพนสะหวัน – วังเวียง : รถตู้หรือรถบขส. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4-6 ชั่วโมง ราคารถตู้ 70,000 – 80,000 กีบ รถออก 8:30

ไปสะหวัน (ไม่ใช่สวรรค์) มาครึ่งวัน

Trip: Savarnnakhet, Laos (Oct., 2008)

ไม่ใช่ตายแล้วฟื้นแต่อย่างใด แต่ไปมุกดาหารมา เช่ารถจากอุบลขับไปมุกดาหาร ร้อยหกสิบกว่ากิโลเมตรก็ร่วม 2 ชม. ไปถึงมุกก็เข้าไปขนส่งจังหวัดก่อน ดูเที่ยวรถไปสะหวันนะเขต รถมีแทบทุกชม. เริ่มที่ 8:15 ไปเว้นช่วงเที่ยงนานหน่อย มีทั้งหมดรวม 8 เที่ยว ตั๋วราคา 45 บาท แต่วันที่ไปคือ 23 ตุลาคมเป็นวันหยุด ต้องบวกค่าล่วงเวลาพนักงานอีก 5 บาท รวมเป็น 50

กลางวันแดดเปรี้ยง เลยตัดสินใจไปเที่ยวบ่ายโมงดีกว่า หาที่นอนก่อน เพราะตื่นแต่ตีสี่ไปขึ้นเครื่องอุบลตอนหกโมงเช้า เลือกเอาทรัพย์มุกดาหน้าขนส่งนี่แหละ ดูใหม่ๆใช้ได้ มีสัก 5-6 ชั้น ราคา 400 ก็โอเคนอนพัก ตื่นมาหาข้าวกิน แล้วก็ไปรอขึ้นรถ ตอนซื้อตั๋วต้องโชว์ passport ด้วยนะ ถ้าใครไม่มีก็ไปทำบัตรผ่านแดนชั่วคราว เอารูปไปด้วย ไม่มีก็ไปถ่าย มีบริการครบวงจรเลยแถบนั้น

รถออกช้าไปเกือบครึ่งชม. วิ่งจากขนส่งไปสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 แค่สิบกว่ากิโล แอร์ยังไม่ทันเย็น ก็ต้องลงไปตรวจ passport ฝั่งไทย เสร็จก็ไปขึ้นรถต่อนั่งข้ามสะพานยาวๆไป นั่งอีกแป๊บก็ถึงฝั่งลาว ก็ต้องลงอีก ไปตรวจที่ ตม.ฝั่งลาวอีก แล้วก็ขึ้นรถบัสต่อไปจนถึงขนส่งสะหวัน อีกประมาณ 10 กิโล รวมระยะทาง ไม่น่าถึง 30 กิโล ใช้เวลาร่วมชั่วโมง ไม่ยุ่งยากแต่แค่พอรำคาญ เดี๋ยวลง เดี๋ยวลง

ข้ามสะพานนี้ไปครับ

ถึงท่ารถสะหวัน ลงไปจะโดนรุมโดยพนักงานตุ๊กๆชุดสีน้ำเงินเชิญชวนไปเที่ยว ตามสถานที่มาตรฐานทั่วไป ใช้ความสามารถในการต่อรองตามสะดวก เราเรียกได้ 400 สำหรับ 2 คน ไป 4-5 ที่ ทิปไปอีก 50 เริ่มแรกไปพระธาตุอิงฮัง อยู่แป๊ปเดียวพายุเข้า เลยกลับเข้าเมือง ไปพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ ค่าเข้าที่ละ สิบ-ยี่สิบ ระหว่างทางแวะร้านขายของนิดหน่อย ช่วยๆกัน ร้านเป็นของคนไทย คนขี่รถก็ได้ค่าน้ำชา แล้วไปต่อที่วัดชัยสมบูรณ์ มีรูปสัตว์ซาฟารีตามผนังนอกโบสถ์ สงสัยสถาปนิกมาจากอาฟริกาใต้ …555 แล้วไปต่อที่โบสถ์เซนต์เทเรซ่า ถนนสีเมืองละแวกโบสถ์คริสต์มีบ้านเก่าสมัยยุคอาณานิคมเหลืออยู่พอสมควร เดินเล่นถ่ายรูปได้ หลายห้องปรับเปลี่ยนเป็นที่พักไปแล้ว ส่วนมากก็ยังโทรมๆ มีทาสีใหม่บ้าง ตลาดสิงคโปร์ไม่ได้ไป ไม่ชอบช๊อปปิ้ง

เหมาพี่ตุ๊กเที่ยว
วัดพระธาตุอิงฮัง
ลวดลายปูนปั้นของพระธาตุอิงฮัง
วัดชัยสมบูรณ์
โบสถ์เซนต์เทเรซ่า
รถวิ่งข้ามประเทศ สะหวันเขต – มุกดาหาร

กลับไปขนส่งตอนห้าโมง เพราะเลือกกลับรถเที่ยวห้าโมงครึ่ง ซื้อตั๋วแล้วนั่งจิบเบียร์ลาวรอเวลา รถกลับก็มีทุกชั่วโมงเหมือนกัน แต่เที่ยวเย็นมีห้าโมงครึ่งแล้วไปทุ่มนึงเลย เลยขี้เกียจรอ กลับถึงมุกก็มืดพอดี…ไปสะหวันมาครึ่งวันจริงๆ

ม่วนซื่นหลวงพระบาง

ทริป เที่ยวหลวงพระบาง กันยายน ๒๕๔๙
Trip : Luangprabang < Sep. 2006 >

ມ່ວນຊື່ນ ຫຼວງພຣະບາງ
ม่วนซื่น หลวงพระบาง

ทริปนี้ตั้งใจพาพ่อแม่เที่ยว ก็ต้องเป็นทริปสะดวกสบาย พักดีกินอร่อย ก็เลยเลือกซื้อแพคเกจของบางกอกแอร์เวย์ มีตั๋วเครื่อง มีที่พัก แล้วไปหาซื้อทัวร์เพิ่มเติมเอา เลือกไปหลวงพระบางเพราะไปง่าย บางกอกแอร์เวย์มีเครื่องบินตรงไปลงหลวงพระบางเลย เราเองเคยไปเที่ยวกับเพื่อนมารอบหนึ่งแล้ว ก็จะนำเที่ยวได้สบาย

จองแพคเกจเลือกวัน และลางานเรียบร้อย มารู้ทีหลังว่า เป็นทริปพิเศษมากๆไปอีก เพราะวันที่เราบินออกจากดอนเมืองจะเป็นวันสุดท้ายที่สนามบินดอนเมืองจะเปิดใช้ และอีก 2 วันให้หลังเราบินกลับมาจะบินไปลงสนามบินสุวรรณภูมิ ว้าวววววว สุดยอดไปเลยจ้า

27 กันยายน

ใช้บริการสนามบินนานาชาติดอนเมืองเป็นครั้งสุดท้าย ก็ออกจะเหงาๆหน่อยๆ ด้วยว่าเที่ยวบินก็น้อยลง มีคนเดินทางอยู่บ้าง ไม่เนืองแน่นเหมือนที่เคย ก็ถ่ายรูปเพื่อเก็บเป็นที่ระลึกกัน

เที่ยงๆเครื่องก็ลงจอดที่สนามบินหลวงพระบาง ผ่านพิธีการตม.ไม่นาน คนไทยไม่ต้องมีวีซ่า ออกมาก็มีรถโรงแรมมาถือป้ายรอรับ พาพวกเราไปเช็คอินก่อนเลย โรงแรมแกรนด์หลวงพระบาง ออกไปไกลจากกลางเมืองหน่อย แต่สวย สงบ จะเข้าไปเที่ยวในเมืองก็มีรถรับ-ส่งตามรอบเวลาวันละหลายรอบ

บ่ายแก่ๆก็นั่งรถโรงแรมเข้ามาในเมือง รถไปส่งตรงสี่แยก หน้าไปรษณีย์ พวกเราก็ลงเดินเล่นไปตาม ถนนศรีสว่างวงศ์ (Sisavangvong Rd., ຖະໜົນສີສະຫວ່າງວົງ ) เป็นถนนสายหลักของเมืองหล;งพระบางนั่นแหละ

ตึกเก่าๆในหลวงพระบาง ยังคงอยู่ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทั้งเมือง

แวะเข้าไปไหว้พระที่ วัดใหม่สุวรรณภูมาราม (Wat Mai Suwannaphumaham, ວັດໃໝ່ສຸວັນນະພູມາຣາມ) เป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดในหลวงพระบาง อุโบสถ หรือที่ชาวลาวเรียกว่า สิม ของวัดใหม่สวยตรงที่ผนังด้านหน้าสีทองอร่าม เป็นภาพเรื่องราวพระเวสสันดรชาดก ที่วัดใหม่นี้เคยเป็นที่ประดิษฐานพระบาง พระพุทธรูปคู่เมืองหลวงพระบางในรัชสมัยของเจ้ามหาชีวิตสักรินฤทธิ์ จนกระทั่งถึงปีพ.ศ. 2437 จึงได้อัญเชิญพระบางไปประดิษฐานในหอพระบางภายในพระมหาราชวัง

เดินจากวัดใหม่เลยไปถึง พระราชวังหลวงพระบาง (Royal Palace) ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ไปแล้ว ยืนถ่ายรูปกันนิดหน่อยหน้าอาคารแบบฝรั่งแต่มีหลังคาแบบทรงลาว ค่อยมาเข้าชมด้านในพรุ่งนี้

เลยไปอีกหน่อยเข้าไปที่ วัดป่าไผ่ (Wat Pa Phai, ວັດ​ປ່າ​ໄຜ່) เพราะเห็นพระ-เณร กำลังดัดโครงไม้ ไม่รู้เตรียมไว้ทำอะไร ก็เลยเข้าไปดู

แล้วเดินย้อนกลับมาที่ วัดธาตุหลวง (Wat Thatluang, ວັດທາດຫລວງ) เป็นวัดที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของกษัตริย์และราชวงศ์ สิมของวัดธาตุหลวงเป็นแบบฉบับศิลปกรรมไทลื้อ ด้านในโบสถ์มีพระประธานปางประทานพรให้กราบไหว้ เสาโบสถ์และประตู หน้าต่างไม้ประดับมุขสวยงาม หลังคาที่วัดนี้แปลกดี มีโครงสร้างสองชั้น ชั้นบนเป็นหลังคาจั่ว แล้วมีผนังรับก่อนจะมีปีกหลังคาอีกชั้น ว่ากันว่าวัดที่เห็นสร้างทับบนวัดเก่า (ไอ้ที่ว่าสร้างใหม่ก็สร้างมาตั้งแต่ปี ๒๔๗๘ ประมาณนั้น)

ด้านหน้าเป็นที่ตั้งของพระธาตุสร้างทับพระธาตุองค์เก่า บรรจุอัฐิของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ สร้างขึ้นเมื่อปี 2508.

เย็นนี้ทานอาหารเย็นที่ร้านนอกโรงแรม จำชื่อร้านไม่ได้แฮะ หนึ่งในร้านดังของหลวงพระบาง ร้านต้อนรับนักท่องเที่ยวก็ออกจะหรูหราหน่อยๆ อาหารอร่อยใช้ได้ มากับพ่อแม่ก็ต้องทานอาหารเย็นเร็วหน่อย อิ่มก็เพิ่งจะเริ่มมืดพอดี หาเรียกรถสองแถวพากลับไปส่งโรงแรม เพราะไม่ตรงรอบรถของที่พักแล้ว

28 กันยายน

ตามธรรมเนียมของการมาเที่ยวหลวงพระบางก็ต้องไปตักบาตรข้าวเหนียว ติดต่อโรงแรมไว้เรียบร้อยให้จัดชุดตักบาตรไว้ให้ ถึงเวลาก็มาขึ้นรถพาเข้าเมือง มีแขกของโรงแรมร่วมรถกันไปหลายคน โดยเขาจะมีปูเสื่อไว้ให้เป็นทางยาว ก็ไปเลือกนั่งตรงที่ว่างๆ แต่งตัวให้เรียบร้อย หลายๆคนก็เตรียมชุดผ้าซิ่นสวยงามกันมาเพื่อการนี้กันเลย นานๆทีจะได้ใส่ชุดแบบนี้ แล้วไม่ดูแปลก เพราะชาวลาวนุ่งซิ่นกันเป็นชุดปกติอยู่แล้ว

ປະເພນີຕັສະບາຍດີກບາດ ประเพณีตักรบาตร
ธรรมเนียมการตักบาตรข้าวเหนียวของหลวงพระบางมีแต่ดั้งเดิม เมื่อถึงเวลาจะมีการเคาะเกราะไม้ไผ่ให้ชาวบ้านได้รับรู้ บรรดาญาติโยมก็จะเตรียมนำเสื่อนำกระติ๊บข้าวเหนียวมาปูนั่ง รอพระเดินผ่านมา ได้เวลาจะมีพระสงฆ์เดินเรียงแถวกันมารับบาตรจากชาวบ้านเป็นทิวแถว โดยชาวลาวจะใส่แต่ข้าวเหนียวลงไปในบาตร เมื่อพระสงฆ์กลับไปวัดแล้ว พอถึงเวลาฉัน ก็จะเคาะเกราะไม้ไผ่เป็นสัญญาณให้ชาวบ้านรับรู้ ชาวบ้านก็จะเอากับข้าวที่เตรียมไว้ไปถวายพระที่วัด ซึ่งเรียกว่าการ “ถวายจังหัน”

ตักบาตรเรียบร้อย ยังพอมีเวลาก่อนรอบรถกลับโรงแรม ก็เลยไปเดินเล่นตลาดเช้า ปลาแม่น้ำโขงตัวโตจริงๆ มีพืชผักหลายอย่างที่ไม่รู้จัก แต่ส่วนมากแล้วก็เหมืองผักไทยๆ เดินเล่นเพลินๆไปเพราะเป็นตลาดสดจะให้ซื้ออะไรได้ล่ะ ผ่านตลาดไปถึงถนนเลียบแม่น้ำโขง แวะจิบกาแฟร้านประชานิยมตามธรรมเนียม

หนึ่งในมรดกที่ฝรั่งเศศทิ้งไว้ให้ชาวลาวคือขนมปังบาแกต
สภากาแฟยามเช้าที่ได้รับความนิยมตามชื่อ ร้านกาแฟประชานิยม

กลับถึงโรงแรม ไปทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารได้ทัน ห้องอาหารเช้าบรรยากาศดีจริงๆ เปิดโล่งรับลมเย็นๆเห็นวิวแม่น้ำและภูเขา อิ่มดีก็ให้พ่อกับแม่ไปพักผ่อนกันสักพัก ส่วนเราก็ไปเดินสำรวจโรงแรม เพราะแกรนด์หลวงพระบางเป็นคุ้มเก่า ของเจ้าเพชรราช รัตนวงศา ผู้ปลดแอกลาวจากการปกครองของฝรั่งเศส และรวมแผ่นดินลาวทั้งหมดให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และยังเคยเป็นนายกรัฐมนตรีของลาวในช่วง พ.ศ. 2485 – 2488 ทั้งหมดนี้อ่านเอาได้จากข้อมูลที่โรงแรมมีติดไว้ตามผนัง

ในบริเวณโรงแรมมีอาคารเก่าแก่หลายหลัง มีหลังที่เปิดให้เข้าชมด้านในยังรักษาสภาพเดิมๆไว้

วันนี้เลือกเช่าเหมารถจากโรงแรมพาเที่ยว เริ่มออกเดินทางช่วงสายๆ เริ่มต้นที่ พระราชวังหลวงพระบาง (Royal Palace) หรือ หอคำ (Haw Kham, ຫໍຄຳ) ที่ไปถ่ายรูปกันเมื่อวาน ปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็น พิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง (National Museum of Luang Prabang)

เดินผ่านลานด้านหน้าที่มีรูปปั้นของเจ้าศรีมหาวงศ์ เข้าไปด้านในที่เป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับจัดแสดงประวัติศาสตร์ของเมืองหลวงพระบาง ตัวอาคารยังคงรูปแบบเดิม มีทั้งความเป็นฝรั่งเศสแซมด้วยศิลปะแบบลาว นอกจากตัวอาคารพิพิธภัณฑ์แล้วยังมี ‘หอพระบาง’ หอพระที่ประดิษฐาน ‘พระบาง’ พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวหลวงพระบางด้วย

ออกจากหอคำก็ข้ามถนนไปที่ทางขึ้น เขาพูสี (Mount Phou Si) เพื่อขึ้นไป พระธาตุพูสี (Phou si, ພະທາດພູສີ) ต้องเดินขึ้นบันไดไปยอดเขาซึ่งก็ไม่ได้สูงมากหรอก แค่ 328 ขั้นเอง แต่แม่บอกว่า ฉันไม่ขึ้นนะจ๊ะ คนขับรถเลยพาไปรอตรงทางลงฝั่งตรงข้าม พวกเราเดินขึ้นไปด้านบนกับพ่อ แวะหยุดพักเป็นระยะตามแต่พ่อจะเหนื่อย ไม่นานก็ขึ้นมาถึงยอดเขาที่ วัดจอมสี (Wat Chom Si, ວັດຈອມສີ) ที่มีพระเจดีย์สีทองเป็นจุดเด่น เข้าไปกราบสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคลกันก่อน แล้วก็ออกมาเดินชมวิวเมืองหลวงพระบาง

วิวจากยอดเขาพูสี มองเห็นโค้งแม่น้ำคาน ถนนสีสว่างวงศื
จากยอดพูสี มองเห็นหอคำและแม่น้ำโขง

บนยอดเขาพูสีนี่เหมาะแก่การมาชมพระอาทิตย์ตก เคยมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อ 4-5 ปีก่อน บรรยากาศดีใช้ได้ แต่ยอดเขาคับแคบไม่กว้างมาก วันไหนนักท่องเที่ยวเยอะก็จะแออัดไปหน่อย วันนี้มาเกือบเที่ยงก็จะร้อนๆ แนะนำให้มาตอนบ่ายแก่ๆ

ลงจากยอดพูสีเจอแม่นั่งรออยู่ด้านล่างอย่างสบายใจ ก็นั่งรถต่อไปที่ วัดวิชุลราช หรือวัดวิชุน (wat wishun, ວັດວິຊຸນນະຣາຊ) เป็นวัดเก่าแก่ที่สุดของเมืองหลวงพระบาง สร้างในสมัย พระเจ้าวิชุนราช แห่งอาณาจักรล้านช้าง เมื่อ พ.ศ.๒๐๔๖ เมื่อสร้างเสร็จแล้วได้อัญเชิญ “พระบาง” จากวัดมโนรมย์มาประดิษฐานที่วัดนี้ ก่อนจะอัญเชิญไปประดิษฐานที่ หอพระบาง ในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง

ในวัดวิชุนมีเจดีย์เป็นรูปทรงกลมคว่ำมองเหมือนแตงโมจึงเรียกว่า พระธาตุหมากโม (ທາດໝາກໂມ) สร้างขึ้นโดยพระนางพันตีนเชียงพระมเหสีของพระเจ้าวิชุนราช เปรียบได้กับพลังของสตรีชาวลาว

เที่ยงพอดี แวะเข้าร้าน ตำหนักลาว เพื่อจัดอาหารกลางวันก่อน สั่งมาเป็นชุด 2 ชุด ของพ่อกับแม่เป็นส้มตำไทยไม่เผ็ด ของเราได้กินส้มตำหลวงพระบาง เครื่องเคียงมาครบเหมือนขันโตกไทยๆ อร่อยถูกใจมาก

บ่ายออกเที่ยวต่อ เริ่มที่ วัดเชียงทอง (Wat Xieng Thong, ວັດຊຽງທອງ) วัดดังที่ใครมาหลวงพระบางไม่มีทางพลาด วัดสวยริมแม่น้ำโขง มากี่ครั้งก็ยังสงบสวยงามไม่มีเปลี่ยน

วัดเชียงทอง เป็นวัดหลวงประจำราชวงศ์ล้านช้าง ที่ไม่โดนเผาทำลายจากสงคราม เป็นโชคดีของคนรุ่นหลัง ภาพคุ้นตาจากนักท่องเที่ยวที่มาหลวงพระบางทุกคนคือภาพสิมวัดเชียงทอง ที่มีหลังคาซ้อน 3 ชั้น แบบล้านช้าง มีผนังด้านข้างเป็นลายรดน้ำปิดทองบนพื้นสีดำ ส่วนผนังด้านหลังเป็นรูปต้นทองประดับกระจกสีสวยงาม สิมวัดเชียงทองนี่มีต้นแบบมาจากวิหารวัดโลกโมฬีเชียงใหม่ นึกแล้วก็จริง เหมือนกันมากๆ

สิมวัดเชียงทองด้านหน้า
สิมวัดเชียงทองด้านหลัง
ผนังด้านข้างเป็นลายรดน้ำปิดทองบนพื้นสีดำ

ด้านหลังของสิม มี หอพระไสยาสน์และหอพระม่าน ที่สวยด้วยผนังสีชมพูประดับด้วยกระจกสี

ลานก้านหน้าสิมเลยไปอีกหน่อยมี โรงราชรถ หรือเรียกกันว่า โรงเมี้ยนโกศวัดเชียงทอง ผนังทางเข้ามีแกะสลักลวดลายสีทอง ด้านในมีราชรถพระโกศของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนาเก็บไว้

จากนั้นรถขอพาไปร้านทำเครื่องเงินหน่อย ถือว่าขอกันนะ ก็ยอมๆ ไกด์กับคนขับจะได้ไปลงชื่อรับเงินนิดหน่อย ถ้าโชคดีลูกค้าซื้อของก็จะได้ % เพิ่มขึ้นมากอีกหน่อย

บ่ายแก่ๆก็กลับโรงแรม ให้พ่อแม่พักผ่อน แล้วออกมาอีกรอบตอนอาหารเย็น มื้อที่เลือกร้าน Indochina Spirit ร้านสวยบรรยากาศดี อิ่มแล้วส่งพ่อกับแม่กลับโรงแรม แต่เราเดินเล่นถนนคนเดินกลางคืน แล้วนั่งจิบเบียร์เย็นๆกลางเมืองสวย

29 กันยายน

วันสุดทายของทริป มีเวลาครึ่งวันเช้า ถามพ่อกับแม่แล้ว ท่านว่าขอพักผ่อนในโรงแรม เรา 2 คนก็เลยเข้าไปเที่ยวเล่นในเมือง เริ่มจากออกไปถ่ายรูปพระบิณฑบาตตอนเช้ากันอีกครั้ง เช้านี้เดินไปเรื่อยๆไม่ได้อยู่แต่ถนนสายหลัก ลองเดินเข้าไปตามซอย ก็จะได้ถ่ายรูปพระเดินแถวบิณฑบาตรกับชาวบ้านจริงๆที่ไม่ใช่นักท่องเที่ยว

วันนี้ไม่กลับไปกินอาหารเช้าโรงแรมล่ะ หากินเฝอเอาร้านแถวริมๆแม่น้ำโขง แล้วเดินไปสอบถามเช่าเรือหางยาวเที่ยวล่องแม่น้ำสักหน่อย การมาเที่ยวลาวมันดีตรงที่พูดคุยกันพอรู้เรื่อง แค่ต้องใช้สมาธิในการคำนวณราคากันหน่อย สิบพันกีบ คือ หนึ่งหมื่น อะไรแบบนั้น
สรุปว่าจะล่องเรือและแวะเที่ยววัด 2-3 ที่บ้านเชียงแมน ไม่ไปถ้ำติ่ง เพราะเคยไปแล้ว ขี้เกียจไปซ้ำ บ้านเชียงแมนนี้อยู่ฝั่งตรงข้ามกับหลวงพระบางนี่เอง นั่งเรือข้ามฟากตัดลำน้ำโขงไปได้เลย

เรือพาข้ามฟากไปที่ บ้านเชียงแมน (ຊຮງແມນ) ชาวบ้านทำงานปั้นดินเป็นอาชีพ ปั้นตุ๊กตา เครื่องใช้ หม้อไหต่างๆ ปั้นแล้วเผา เดินขึ้นไปเดินเที่ยวในหมู่บ้าน แล้วแวะดูตามบ้านที่นั่งปั้นดินกันอยู่

จากบ้านเชียงแมนจะใช้วิธีเดินไปเที่ยววัดก็ได้ แต่ก็จะเมื่อยไปทำไม นั่งเรือต่อดีกว่า เรือก็จะพาไปส่งตรงท่าน้ำใกล้ๆวัดล่องคูณ แล้วเดินไล่กลับมาวัดจอมเพ็ด วัดเชียงแมน ให้เรือไปรอรับที่ท่าน้ำวัดเชียงแมน

นั่งเรือไปลงที่ใกล้ๆ วัดล่องคูน (Wat Long Khoun, ວັດລ້ອງຄູນ) เป็นวัดสร้างขึ้นในสมัยเจ้าอนุรุทธ ในราวปี ค.ศ. 1791 มีความสำคัญตรงที่ ในตอนก่อนพระราชพิธีราชาภิเษกของเจ้ามหาชีวิตของล้านช้าง จะต้องมาบำเพ็ญธรรม ที่วัดแห่งนี้ก่อนเป็นเวลาสามวัน เมื่อครบแล้วจะข้ามแม่น้ำโขงไปขึ้นท่าน้ำวัดเชียงทอง เพื่อเข้าพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สิมวัดล่องคูณเป็นลักษณะแบบพื้นบ้าน สร้างเป็นโถงเดียว หลังคาไม่ซ้อนชั้น

แล้วเดินไปต่อที่ วัดจอมเพ็ด (Wat Jom Phed, ວັດຈອມເພັດ) ทางเดินก็คล้ายๆ จะเดินเข้าไปในป่า ลัดเลาะไปตามทางเดิน เรื่อยๆ ไปถึงกูจะเห็นเหมือนคล้ายวัดร้าง มีสิมริมแม่น้ำโขงดูร้างๆ แต่วิวสวยและสวบมาก

สิมวัดจอมเพ็ด เป็นรวงผึ้งไม้แกะสลักลายดอกพุดตาน

เดินต่อไป วัดเชียงแมน (Wat Xieng Maen, ວັດຊຮງແມນ) เดิมมีชื่อว่า “วัดเชียงยืนไชยเชษฐาราม” สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช สิมเป็นศิลปะแบบล้านนาแต่มีผสมศิลปะของหลวงพระบางไว้ด้วย

แขนนางรูปพญานาคเป็นเอกลักษณ์

สมควรแก่เวลาก็นั่งเรือกลับ แล้วต่อสองแถวกลับโรงแรม อาบน้ำแต่งตัว เตรียมตัวไปสนามบิน เที่ยวบินตอนบ่ายบินตรงจากหลวงพระบางกลับเมืองไทยแต่คราวนี้ลงจอดที่สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินนานาชาติแห่งใหม่ของประเทศไทย เพิ่งได้เคยเห็นในมุมสูง มองเหมือนขนมหนอนที่เป็นไส้ครีม เพราะยาวๆเป็นปล้องๆ ภายในอาคารผู้โดยสายโอ่โถงหอมกลิ่นใหม่ ไฉไลจริงๆ แต่แอร์ไม่ค่อยเย็นแฮะ ถ่ายรูปสนามบินใหม่เป็นที่ระลึกกันนิดหน่อย ม่วนซื่นกันดีกับทริปพิเศษบินออกสนามบินเก่า กลับมาลงสนามบินใหม่

เที่ยวลาวใต้ ฝนหลาย น้ำหลาย

Trip Aug. 2004 : Southern Laos
ลาวใต้ ฝน(ตก)หลาย น้ำ(เชี่ยว)หลาย ก็เที่ยวได้นะ

ຝົນຫຼາຍ ນ້ໍາຫຼາຍ ฝนหลาย น้ำหลาย ความหมายตรงๆ ไทย-ลาวเข้าใจกันได้นะ 

ไม่รู้ความคิดใครเหมือนกันว่าไปเที่ยวลาวใต้กันมั๊ย มีช่วงวันหยุดยาววันแม่ ก็ตกลงปลงใจไปกันเลย ไม่ได้นึกถึงฤดูกาลใดๆ อยากไปก็ไป (แล้วมาเสียใจทีหลัง ฮา…)

หาเที่ยวบินแต่เช้าๆ บินไปตั้งต้นกันที่จังหวัดอุบลราชธานี ติดต่อรถตู้นำเที่ยวลาวใต้ไว้ล่วงหน้า ในอุบลมีจัดนำเที่ยวลาวใต้หลายเจ้า เป็นแพคเกจแบบนั่งรถตู้ข้ามด่านช่องเม็กไปเที่ยวปากเซ จำปาสัก จะเหมาเที่ยวส่วนตัว หรือเป็นทัวร์รวมใน 1 รถตู้ก็ตามสะดวก จะเลือกเที่ยวกี่วันกี่คืนก็เลือกเอา รายการมาตรฐานก็ 3 วัน 2 คืน หรือไม่ก็ 4 วัน 3 คืน ถ้าเวลาน้อยมากๆ แบบ 2 วัน 1 คืนก็มีเหมือนกันนะ

พวกเราเลือกโปรแกรมแบบ 3 วัน 2 คืน นอนที่ปากเซทั้ง 2 คืน นั่งแพข้ามฟากไปจำปาสัก เที่ยวปราสาทวัดพู ไปเกาะดอนเดด หลี่ผี คอนพะเพ็ง วันสุดท้ายขึ้นที่ราบสูงบอละเวนจิบชากาแฟอากาศเย็นๆ เที่ยวน้ำตก แล้วกลับอุบลราชธานี

การจะข้ามด่านสามารถใช้พาสปอร์ตก็ได้ หรือใช้บัตรประชาชนได้แต่ต้องเสียเวลาไปทำบัตรผ่านแดน พวกเราใช้พาสปอร์ตส่งสำเนาไปล่วงหน้าแล้ว ทัวร์จัดการให้เรียบร้อยการผ่านด่านก็เลยใช้เวลาไม่นาน (ที่ว่าไม่นานก็เกือบชั่วโมงนะ)

เพราะมาเครื่องบินจากกรุงเทพแต่เช้า พอรถตู้ข้ามเข้าเขตลาวไปหน่อย ก็เลยชมวิวบ้างหลับบ้าง ถนนยังไม่ดีเท่าไหร่แต่ก็ไม่ได้ขรุขระโยกโยนจนหลับไม่ได้ นั่งรถแค่ชั่วโมงกว่าๆก็มาถึงปากเซ รถพาไปส่งที่โรงแรมจำปาสัก พาเลซ ทำเช็คอินก่อน โรงแรมเป็นวังเก่า ก็ดูวังเวงเล็กน้อย แต่เพิ่งเที่ยง ก็เลยยังไม่ขนลุกเท่าไหร่ ตอนมืดๆก็น่าจะขนลุกเหมือนกัน

วังเจ้าบุญอุ้ม ณ จำปาสัก

โรงแรมจำปาสักพาเลซ เดิมเป็นวังเจ้าบุญอุ้ม ผู้สืบเชื้อสายผู้ปกครองเมืองจำปาสัก เจ้าบุญอุ้มเป็นราชวงศ์ที่มีบทบาททางการเมืองฝ่ายขวา เคยได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ในระบอบประชาธิปไตย มีเจ้ามหาชีวิตเป็นประมุข ถึง 2 ครั้ง เจ้าบุญอุ้มมีอเมริกาหนุนหลังจะให้ขึ้นเป็นเจ้ามหาชีวิตองค์ต่อไปน แต่ก็โดนฝรั่งเศสผู้หนุนหลังการเมืองฝ่ายซ้ายให้ลดบทบาทเป็นแค่ผู้ปกครองเมืองจำปาสัก การเมืองลาววุ่นวายแย่งอำนาจกันไปมา จนปี 2518 เกิด การปฎิวัติล้มล้างรัฐบาลประชาธิปไตยโดยมีกษัตริย์เป็นประมุข เจ้าบุญอุ้มก็เลยหนีไปฝรั่งเศสไม่ได้กลับมาอีกเลย วังที่จำปาสักยังสร้างไม่เสร็จเรียบร้อยก็ถูกทิ้งไว้ ตอนหลังรัฐบาลได้เข้ามาก่อสร้างจนเสร็จ เปิดเป็นโรงแรมให้บริการนักท่องเที่ยว

จากนั้นก็เป็นมื้อเที่ยงที่รสชาติไม่เลวเลย แต่แหงนหน้าดูชื่อร้านแล้วก็งงว่า ร้านขายเบเกอรี่หรือขายโทรศัพท์ แต่ที่แน่ๆขายอาหาร อร่อยซะด้วย

อิ่มกันทั้งคณะแล้ว นั่งรถออกไปเที่ยวที่แรกคือ ปราสาทวัดพู ต้องนั่งรถออกไปเกือบชั่วโมง เพื่อไปลงแพข้ามฟากไปตัวเมืองจำปาสัก เมืองเก่าแก่ สงบเงียบ แต่เพียบด้วยประวัติศาสตร์

จำปาสัก || ຈຳປາສັກ

จำปาสักเป็นเมืองศูนย์กลางของอาณาจักรลาวใต้มาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๒๓ และเป็นหัวเมืองสำคัญในยุคอาณานิคมของฝรั่งเศส ตอนหลังความเจริญย้ายไปบริเวณปากน้ำเซโดน หรือ เมืองปากเซ ทำให้จำปาสักซบเซาเงียบเหงาตั้งแต่นั้นมา

วังเก่าเจ้าราชดนัย ผู้ปกครองจำปาสักช่วงเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส เป็นพ่อของเจ้าบุญอุ้ม เจ้าบุญอ้อม / วังเจ้าบุญอ้อม ผู้เป็นอนุชา(น้อง)ของเจ้าบุญอุ้ม

เมืองเก่าจำปาสัก ยังมีบ้านไม้แบบดั้งเดิม ปนกับบ้านปูนสร้างใหม่

ปราสาทวัดพู || ວັດພູ

ปราสาทวัดพูเป็นปราสาทหินที่สร้างขึ้นตามความเชื่อในศาสนาฮินดู ว่ากันว่าอยู่ในยุคสมัยที่อาณาจักรขอมรุ่งเรือง บริเวณรอบวัดพู พบซากเมืองเก่าที่สันนิษฐานกันว่าคือ เศรษฐปุระ ศูนย์กลางอำนาจสำคัญก่อนจะย้ายลงทางใต้ไปอีก จนไปตั้งอาณาจักรขอมอันยิ่งใหญ่ในพื้นที่กัมพูชาปัจจุบัน

จุดที่สร้างวัดพูอยู่บนยอดเขาขนาดย่อมๆ ที่มองรูปพรรณสัญฐานเหมือนศิวลิงค์ จึงสร้างวัดและประดิษฐานรูปเคารพตามความเชื่อของฮินดู ความเก่าแก่ของวัดพูนั้น เก่าแก่กว่า ปราสาทเขาพระวิหาร หรือ ปราสาทหินพนมรุ้ง ไปอีก

ปราสาทหินวัดพูถูกประกาศให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๔๔ เป็นมรดกโลกแห่งที่ ๒ ของประเทศลาว ต่อจากเมืองหลวงพระบาง ที่ขึ้นทะเบียนมรดกโลกไปเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๘

เช้าวันที่ 2 ตื่นมาเหมือนอยู่เมืองในหมอก ขาวฟุ้งไปทั้งเมือง ได้บรรยากาศลึกลับกับเมืองเก่าๆแบบนี้

วันนี้จะไปเที่ยวแม่น้ำโขง ไปดูเกาะแก่งกลางลำน้ำโขงอันโด่งดัง คือ คอนพะเพ็ง และ หลี่ผี โดยนั่งรถออกไปที่ท่าเรือแล้วนั่งเรือหางยาวข้ามไปที่ ดอนเดด ดอนคือเกาะ ดอนเดดเป็นเกาะกลางลำน้ำโขง ใหญ่ขนาดมีหมู่บ้านบนเกาะได้ ช่วงเดือนสิงหาคมที่ลาวก็เป็นหน้าฝนเหมือนที่ไทย น้ำในแม่น้ำโขงทั้งเชี่ยวทั้งหลาก สีแดงจัด นั่งเรือไปก็เสียวไป แต่ไกด์บอกไม่ต้องกังวล เอาไหวๆ

นั่งรถไปท่าเรือบ้านเพียงดีไม่ถึงชั่วโมง แต่ก็มีแวะพัก เจอเด็กๆมาเชิญชวนซื้อโน่นซื้อนี่ เด็กๆขายฝักบัว ส่วนสาวหน่อยขายข้าวเหนียวไก่ย่าง

ขี้นเกาะมาที่ดอนเดดแล้วก็ต้องเดินไปอีกหน่อย เดินผ่านหมู่บ้านไปเพลินๆ ไม่นานก็ข้ามไปดอนคอน เจอสะพานข้ามน้ำ ที่ไหลเชี่ยวไหลแรง แดงจัด น่ากลัวสุดๆ

หลี่ผี ||  ຫລີ່ຜີ

แก่งหินกลางลำน้ำโขง ที่ทำให้สายน้ำแตกออกเป็นเส้นสาย กระแทกซัดแก่งหินเสียงดังทั่วคุ้งน้ำ บางจุดพื้นหินใต้ลำน้ำโขงก็ทรุดตัวลงเปลี่ยนระดับ ทำให้ผืนน้ำตกลงมองคล้ายผาน้ำตกเตี้ยๆ เป็นคำอธิบายที่เราต้องใช้จินตนาการอย่างมาก เพราะการมาหลี่ผีกลางฤดูฝนแบบนี้ แทบไม่เห็นแก่งหรือก้อนหิน เห็นแต่มวลน้ำสีแดงขุ่นที่ไหลทะลักอย่างคลุ้มคลั่ง เสียงดังจนพูดกันแทบไม่ได้ยิน ถ้ามายามหน้าแล้งคงจะได้เห็นแก่งหินชัดเจน สวยงามดังคำบรรยาย ไกด้ลาวบอกว่าเดินไต่โขดหินไปได้ถึงกลางลำน้ำโขงโน่น

หลี่ผี เป็นคำพื้นบ้าน ที่มีความหมายถึงความยากลำบาก ความกันดาร ความห่างไกล ถ้ามาลาวใต้ หลี่ผี ใช้เป็นชื่อเรียกสถานที่ริมน้ำโขงบริเวณบ้านดอนคอน แขวงจำปาสัก ก็เพราะเดินทางมายากลำบาก ต้องนั่งรถข้ามเรือเดินเท้ากว่าจะมาถึง (ความจริงไม่ได้ยากเย็นมากมายอะไรเลย)

นอกจากนั้น คำว่า ลี่ หรือ หลี่ เป็นเครื่องมือดักปลาประเภทหนึ่ง ที่ชาวบ้านเอาไปวางไว้ตามร่องของแก่งหินเพื่อดักปลา ก็พอจะเป็นที่มาของชื่อ หลี่ผีได้อีกเหมือนกัน

ผืนน้ำตกแผงใหญ่สุด สวยสุดมีชื่อเรียก “สมพะมิด” แต่ไม่ค่อยมีคนรู้จักชื่อนี้ เรียกกันรวมๆแต่หลี่ผี ถ้ามาตอนไม่ใช่ฤดูน้ำหลาก น้ำสีขาวมีปริมาณกำลังพอดี ก็คงจะสวยไม่ใช่น้อย

หลี่ดักปลา ที่มาของชื่อหลี่ผี

คอนพะเพ็ง || ຄອນພະເພັງ

แก่งกลางลำน้ำโขงอีกจุดที่ผู้คนรู้จักกันมากกว่าคือ คอนพะเพ็ง หรือน้ำตกคอนพะเพ็ง เพราะมีผาน้ำตกที่เกิดจากพื้นหินใต้ลำน้ำโขงทรุดตัวลงเปลี่ยนระดับ คล้ายกับที่หลี่ผี แต่มีผาน้ำตกที่ขนาดสูงใหญ่กว่า เดินทางมาถึงได้ง่ายกว่า เลยเป็นที่รู้จักมากกว่า

คำว่า “คอน” หมายถึงแก่งหิน “พะเพ็ง” ก็คือพระจันทร์ คอนพะเพ็ง ก็คือ แก่งหินพระจันทร์ มีคนให้ฉายาว่า ไนแอการาแห่งเอเชีย เพราะมีลักษณะผาน้ำตกคล้ายกับผาหินขวางกลางแม่น้ำไนแอการา บริเวณพรมแดนสหรัฐอเมริกากับแคนาดาอันโด่งดัง แต่เทียบจากขนาดแล้ว คอนพะเพ็งมีขนาดเล็กกว่ามาก

แต่จะผาเล็กหรือใหญ่ก็ไม่ได้เห็นผาน้ำตก เพราะน้ำที่หลากสูงท่วมแก่งหินและล้นสูงกว่าผาน้ำตกไปจนมิด น้ำขุ่นแดงไหลเชี่ยวกราก และมีฝนตกตามลงมาอีก ยิ่งทำให้ยิ่งรู้สึกน่ากลัวหนักขึ้นไปอีก เหมือนน้ำพร้อมจะหลากท่วมขึ้นมาบนฝั่งได้ทุกเมื่อ

เหมือนมาเที่ยวดูน้ำป่าหลาก ไม่สวยแถมน่ากลัว อย่าได้มาเที่ยวน้ำตกช่วงกลางฤดูฝน

ปากเซ || ປາກເຊ

กลับมาปากเซช่วงบ่ายแก่ๆ เข้าโรงแรมอาบน้ำเปลี่ยนชุดกันหน่อยเพราะเปียกกันทั้งตัว ออกไประเบียงชมเมือง อากาศแจ่มดีซะอย่างงั้น เลยได้ออกไปเดินเล่นแถวโรงแรม เจอไกด์ลาวนั่งจิบเบียร์เลยเข้าไปร่วมวงนั่งคุยด้วย กำลังจิบกันเพลินก็ได้เวลานัดหมายไปล่องเรือชมพระอาทิตย์ตกดินกันก่อนอาหารเย็น

กิจกรรมล่องแม่น้ำโขงทำให้พวกเรารื่นรมย์ได้พอสมควร ชดเชยความผิดหวังกับสายน้ำหลากและฝนตกช่วงกลางวันไปได้ นั่งเรือรับลมเย็นๆล่องไปลอดใต้สะพานมิตรภาพลาว-ญี่ปุ่น สะพานที่นักท่องเที่ยวจากไทยทุกคนต้องข้ามเพื่อมาเมืองปากเซ พระอาทิตย์เคลื่อนตัวลงอย่างรวดเร็วเมื่อได้เวลาของมัน หมดเวลาเพลิดเพลินของพวกเราก็กลับฝั่งไปทานข้าวเย็นกัน

เช้าวันสุดท้าย นัดแนะกันว่าจะตื่นเช้าไปเที่ยวตลาด เป็นกิจกรรมโปรดปรานของพวกเรามาก มีผู้ร่วมขบวนชมตลาดหลายคน ไกด์เลยเรียกรถสองแถวไปกัน ตลาดปากเซ คึกคักดี มีของขายเยอะ หลายๆอย่างก็เหมือนตลาดต่างจังหวัดบ้านเรา

วันสุดท้ายฟ้าใสสวยงาม แดดออกแรงแต่เช้าตั้งแต่พระเริ่มบิณฑมาตร

บอละเวน | ບໍລະເວນ

มาถึงลาวใต้ ต้องได้ไปที่ราบสูงบอละเวน ที่ราบสูงระหว่างเทือกเขาอันนัมกับแม่น้ำโขง มีความสูงราว 1,000–1,350 เมตร ทำให้มีอากาศหนาวเย็นตลอดปี ปลูกพืขและดอกไม้เมืองหนาวได้ดี ผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นชื่อ คือ เมล็ดกาแฟ มรดกดีๆเรื่องหนึ่งที่ฝรั่งเศสทิ้งเอาไว้ให้ เมื่อเอาเมล็ดพันธุ์มาปลูกที่นี่ในช่วงที่ลาวตกเป็นประเทศใต้อาณัติของฝรั่งเศส

บอละเวนกลายเป็นแหล่งปลูกกาแฟชั้นดี ไม่ใช่แค่ของลาว แต่ของโลกเลยด้วยซ้ำ เพราะสภาพอากาศและความสูงและดินดี ทำให้เมล็ดกาแฟอาราบิก้าจากบอละเวนเป็นที่ต้องการจากทั่วโลก

ก่อนกลับไทย แวะเข้าไปเที่ยวน้ำตกกันก่อน ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก เพราะเจอน้ำหลากมาแล้วเมื่อวาน และก็เป็นตามคาด น้ำเยอะเกินจนไม่สวย แต่ดีที่น้ำยังขาวอยู่ไม่ขุ่นแดงแบบแม่น้ำโขง

น้ำตกตาดเยือง || ນ້ຳຕົກຕາກເຍືອງ 

น้ำตกยอดนิยมของลาวใต้ แต่ช่วงนี้คนเขาไม่เที่ยวกันเพราะฝนตกหนัก หนักขนาดทางเข้าเละจนรถวิ่งไม่ได้ รถต้องจอดปากทางให้พวกเราลงเดินกันไป ที่เราเข้ามาจะเป็นด้านบนของผาน้ำตก มีจัดสวนหย่อม จัดโต๊ะเก้าอี้ให้นั่งปิ๊คนิคได้ ถ้าจะดูผาน้ำตกต้องเดินลงไปด้านล่าง ซึ่งพวกเราก็ลงกันไปแค่ช่วงแรก เพราะทางลื่นมาก และน้ำแรงมากตกลงมากระทบแอ่งน้ำด้านล่างเป็นละอองฝอยฟุ้งจนเปียกไปหมด ไม่กล้าแม้แต่จะยกกล้องมาถ่ายรูป เพราะกล้องน่าจะพังแน่แท้

น้ำตกตาดฟาน || ນ້ຳຕົກຕາກຟານ

เป็นน้ำตกที่ตกจากหน้าผาสูง เป็นสายยาวลงมา ไกด์บอกว่าสูงที่สุดในแขวงจำปาสัก การมาเที่ยวชมน้ำตกตาดฟานนิยมเข้ามาที่ตาดฟานรีสอร์ท ที่นี่เป็นที่พัก ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ที่อยู่ตรงข้ามกำบสายน้ำตกตาดฟานพอดิบพอดี นักท่องเที่ยวส่วนมากก็มานั่งทานข้าวหรือจิบเครื่องดื่มนั่งดูสายน้ำตกชิลๆกันไป ส่วนสายแอดแวนเจอร์ก็เดินลงเขาไปหุบเขาด้านล่างถึงตรงแอ่งน้ำตกได้เลย นอกจากนั้นที่พักก็มีเทรลเดินป่าน่าสนใจ ไปติดต่อคนนำทางได้

แต่ถ้าอยากเห็นสายน้ำตกตาดฟานงามๆ อย่ามาหน้าฝน เพราะจะเจอหมอกขาวฟุ้งไปทั่ว แถมด้วยความแรงของสายน่ำที่ไหลลงมากระแทกหินด้านล่างเป็นฟุ้งฝอยลอยบังจนมองอะไรไม่เห็น ต้องนั่งรอให้ลมพัดพาหมอกเปิดมุมให้เห็นสายน้ำตกเป็นบางจังหวะ ทุกจังหวะจะได้ยินเสียงฮือฮาจากนักท่องเที่ยวที่มานั่งรอยืนรอถ่ายรูปกัน

ในโปรแกรมยังมี น้ำตกตาดผาส้วม || ນ້ຳຕົກຕາກຜ້າສ້ວມ อีกที่ แต่ว่าฝนลงหนักมาก ก็เลยต้องยกเลิกไป ได้ยินชื่อหลายคนอาจตะหงิดๆ แต่คำว่าส้วม ภาษาลาวหมายถีง ห้อง น้ำตกเป็นแผงโค้งเหมือนห้องเลยชือผาส้วม เขาว่ากันว่าสวยมาก แต่ถึงจะไปก็คงไม่ได้เห็นความสวยงาม ไว้รอมาใหม่ฤดูอื่น

ลาวใต้เที่ยวง่ายมาก เอาไว้จะมาเที่ยวใหม่ ต้องมาดูน้ำตกงามๆ ที่น้ำไม่แดง และหลี่ผี คอนพะเพ็ง ที่น้ำไม่ทะลักแบบนี้ จำไว้เลย อย่าเที่ยวลาวใต้ช่วงหน้าฝน ยกเว้นอยากได้บรรยากาศทุ่งนาเขียวๆ แต่อย่างอื่นจะไม่สวยเลย น้ำตกน้ำเยอะเกิน แม่น้ำก็ขุ่นแดง แถมเปียกปอนทุกวัน

ลุยลาว [เวียงจันทน์ – หลวงพระบาง]

Trip: Vientiane – Luangprabang 2001

เที่ยว เวียงจันทน์ – หลวงพระบาง ๒๕๔๔

ทริปลุยลาวครั้งแรก อยากรู้จักเมืองเด่น 2 เมืองคือ เมืองหลวง เวียงจันทน์ กับเมืองมรดกโลก หลวงพระบาง ก็เลยซื้อตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพ-เวียงจันทน์ บินโดยสายการบินลาว เครื่องเล็กกระทัดรัด แอร์โฮสเตสก็พริ้มเพราเอาการ พูดจาภาษาลาวน่ารักน่าชัง ทักทายผู้โดยสาร สบายดี ที่แปลว่าสวัสดี ภาษาลาวคล้ายภาษาไทยอิสานมากๆ ขนาดเราเป็นคนภาคกลางก็ยังฟังพอรู้เรื่องเลย ตัวหนังสือก็ไม่ยาก ที่เห็นตัวยึกยือเพราะเราไม่คุ้นตาเฉยๆ ไปเที่ยววันเดียวก็พอสะกดคำได้แล้ว เป็นการเที่ยวเมืองนอกที่เที่ยวง่ายจริงๆ เงินลาวใช้เงินกีบ แต่หลายที่ก็รับเงินบาท อัตราแลกเปลี่ยน 1 บาทประมาณ 230 ลาวกีบ

໑ | ໜຶ່ງ

การบินลาวไม่บินตรงหลวงพระบาง แต่บินจากกรุงเทพไปลงสนามบินวัดไต ที่ มหานครเวียงจันทน์ เมืองหลวงของสปป.ลาว จากที่นี่จะเดินทางไปหลวงพระบางนั่งรถบัสไปได้แต่เสียเวลาเป็นวัน พวกเราก็เลยเลือกบินในประเทศต่อไปทันที ออกจากอาคารผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศ มาอาคารผู้โดยสารขาออกภายในประเทศที่อยู่ติดๆกัน ใกล้ในระยะเดินไม่เกิน 10 นาที สนามบินสภาพเหมือนสถานีรถประจำทางบ้านเราเลย ไม่ได้ดูถูกดูแคลน แต่ประเทศลาวล้าหลังกว่าไทยไปหลายปีมากจริงๆ

สนามบินนานาชาติวัดไต แห่งเวียงจันทน์

ຫຼວງພຣະບາງ | หลวงพระบาง

บินต่อไปอีกไม่นานก็มาถึงสนามบินหลวงพระบาง ติดต่อรถไว้แล้ว เพราะมากัน 4 คน หารค่ารถกันกำลังดี ก็เลยสบายมีคนมารอรับ พาไปที่พักก่อนเลย จากนั้นก็ออกเที่ยวกันเลยบ่ายนี้

รถพาไปแวะวัดแรกคือ วัดวิชุน เป็นวัดเก่าแก่ที่สุดของเมืองหลวงพระบาง ภาพคุ้นตานักท่องเที่ยวน่าจะเป็น เจดีย์รูปทรงกลมคว่ำมองเหมือนแตงโม เรียกว่า พระธาตุหมากโม เป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นโดยพระมเหสีของพระเจ้าวิชุนราช ส่วนตัววัดวิชุน ก็ตั้งชื่อตามผู้สร้างคือ พระเจ้าวิชุนราช แห่งอาณาจักรล้านช้าง

ธาตุหมากโม ทรงแตงโมคว่ำ

วัดต่อไปที่ใครไปใครมาเมืองหลวงพระบางก็พูดกันว่า ถ้าไม่มาวัดนี้ก็เหมือนมาไม่ถึงหลวงพระบาง นั่นคือ วัดเชียงทอง เป็นวัดหลวงประจำราชวงศ์ล้านช้าง ภาพคุ้นตาที่วัดเชียงทองคือ สิมวัดเชียงทอง ที่มีหลังคาซ้อน 3 ชั้น แบบล้านช้าง ที่ผนังด้านหลังเป็นรูปต้นทองประดับกระจก อีกจุดถ่ายรูปที่ต้องไม่พลาดคือ โรงราชรถ อยู่ใกล้ๆกับสิม ผนังทางเข้าแกะสลักลวดลายทาสีทอง ถ้าช่วงแสงส่องเข้าจะสวยมาก ด้านในมีราชรถพระโกศของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนาเก็บไว้

สิมวัดเชียงทอง กับหลังคาซ้อน 3 ชั้นแบบล้านช้าง
ผนังด้านหลังของสิมวัดเชียงทองเป็นรูปต้นทองประดับกระจกเหมือนเป็นสัญญลักษณ์ของหลวงพระบางไปแล้ว

โรงราชรถ วัดเชียงทอง

บ่ายแก่ๆได้เวลาขึ้น เขาพูสี เพื่อขึ้นไปนมัสการ พระธาตุพูสี ต้องเดินขึ้นบันไดไปยอดเขา 328 ขั้น ทางขึ้นอยู่ฝั่งตรงข้ามกับพระราชวังหลวงพระบาง หรือ หอคำ พวกเราเดินขึ้นไปด้านบนแวะหยุดพักเป็นระยะๆ จะว่าเหนื่อยก็ไม่เชิง มีนักท่องเที่ยวเดินขึ้นมาพร้อมกันหลายชาติหลายภาษา ขึ้นมาถึงยอดเขาที่เข้าไปไหว้พระใน วัดจอมสี ที่มีพระเจดีย์สีทองเป็นสัญญลักษณ์ก่อน แล้วก็ออกมาเดินชมวิว จากบนนนี้มองเห็นโค้งแม่น้ำคาน ถนนสีสว่างวงศ์ ถนนสายหลักของหลวงพระบาง เดินหาทำเลเหมาะในการรอแสงสวยๆยามพระอาทิตย์ตก ยิ่งเย็นคนยิ่งเยอะ เพราะจุดชมพระอาทิตย์ตกมีจุดเดียวนี่แหละ แต่ดวงไม่ดีเท่าไหร่ วันนี้ฟ้าไม่เปิด เมฆเยอะเกิน

໒ | ສອງ

มาเที่ยวหลวงพระบางมีสิ่งที่ต้องดูต้องทำอยู่ไม่กี่อย่าง นอกจากไปวัดเชียงทอง ไปดูธาตุหมากโมแล้ว ก็ต้องไม่พลาดตักบาตรข้าวเหนียวตอนเช้า พวกเราก็ไม่พลาดเหมือนกัน ตื่นกันมาแต่เช้า เดินออกมาที่ถนน มองเห็นผู้คนเดินมาจับจองที่นั่งกันตามรายทาง แต่ละคนมีกระติ๊บข้าวเหนียวกันคนละอัน แต่ไม่มีกับข้าว ถามไกด์นักท่องเที่ยวแถวนั้น ได้ความว่า ประเพณีตักบาตรข้าวเหนียวของชาวลาวจะใส่แต่ข้าวเหนียวเท่านั้น กับข้าวจะตามเอาไปถวายพระที่วัดตอนพระจะฉัน เราว่าแปลกดี ทำไมต้องทำอะไรขยักขย่อน แต่มันก็เป็นประเพณีของชาวลาวมาช้านานแล้ว

ภาพการใส่บาตรเช้าของหลวงพระบางสวยงามน่าประทับใจจริงๆ มีพระภิกษุเดินแถวมานับร้อยรูป ชาวบ้านแต่งตัวแบบชาวลาวแท้ๆ ผู้หญิงนุ่งซิ่นมีผ้าพาดไหล่กันทุกคน นักท่องเที่ยวส่วนมากก็ดีแต่งตัวเหมาะสมสวยงาม นุ่งซิ่นกันมาด้วย เห็นหลายคนบอกว่าจัดชุดใหญ่แบบใส่ไปงานบุญที่เมืองไทยกันมาเลยทีเดียว

เดินชมเมืองยามเช้า เลยไปจิบกาแฟร้านกาแฟประชานิยมริมแม่น้ำโขง เหมือนเป็นสภากาแฟยามเช้า นักท่องเที่ยวก็อ่านรีวิวแล้วก็มาตามๆกัน

บ้านแบบนี้เคยเห็นในเมืองไทยตอนเด็กๆ เป็นบ้านหรูหราในยุคนั้น แต่ยังคงมีให้เห็นในหลวงพระบาง

เพลิดเพลินกาแฟกับแม่น้ำโขงจนพอใจก็กลับที่พักไปอาบน้ำแต่งตัว หาอาหารเช้ากินกันก่อนจะออกเที่ยวต่อวันนี้ วันนี้จะเน้นธรรมชาติ ล่องเรือแม่น้ำโขง ไปดูถ้ำ ไปน้ำตก ต้องนั่งรถไปต่อเรือ

นั่งรถออกจากตัวเมืองหลวงพระบางไปสักครึ่งชั่วโมง รถพาแวะเที่ยวหมู่บ้านต้มเหล้า ชื่อหมู่บ้านซ่างไห่ อยู่ริมแม่น้ำโขง ก่อนถึงบ้านปากอู ที่ลาวนี่การต้มเหล้าขาวไม่ผิดกฎหมาย หมู่บ้านนี้ต้มเหล้ากันเป็นล่ำเป็นสัน ฝรั่งเรียกว่า Whiskey Village เลยอ่ะ เดินดูได้ ไม่มีปิดบัง ต้มแล้วกรอกใส่ไห ใส่ขวด วางขายได้ทันที แต่พวกเราไม่สู้นะเหล้าขาว ขอเดินชมอย่างเดียวพอ

จากหมู่บ้านก็เดินไปท่าเรือเพื่อลงเรือไปวัดถ้ำติ่ง หรือ วัดปากอู (หรือนั่งรถต่อไปอีกหน่อยไปลงเรือที่บ้านปากอูก็ได้) เรือที่นั่งเป็นเรือหางยาวลำใหญ่นั่งได้เป็นสิบคน มีชูชีพเพียบพร้อม ถือว่าปลอดภัย แต่แม่น้ำโขงก็เชี่ยวไหลแรงน่ากลัวอยู่เหมือนกัน

นั่งเรือไม่นานก็เทียบท่า คนเรือบอกให้เดินขึ้นไปเที่ยวถ้ำด้านบน เดินขึ้นบันไดไปไม่สูงมาก เจอทางแยกไป ถ้ำบน (ถ้ำเทิง) กับถ้ำล่าง (ถ้ำลุ่ม) พวกเราเลี้ยวไปถ้ำติ่งล่างกันก่อน จะเป็นโถงถ้ำตื้นๆ มีพระพุทธรูปใหญ่น้อยวางไว้ตามหน้าผาและโพรงถ้ำหลายสิบองค์ ส่วนมากเป็นพระพุทธรูปไม้ แต่ก็มีที่สร้างจากปูนหรือสัมฤทธิ์ด้วย ถ้ำติ่งหรือถ้ำปากอูนี่สมัยก่อนเป็นสถานที่ๆชาวลาวใช้บูชาผี ต่อมาพระโพธิสารกษัตริย์ลาวในยุคนั้นเลื่อมใสในพุทธศาสนามาก ก็เลยสั่งให้ชาวลาวเลิกนับถือผี ถ้ำติ่งก็ถูกทิ้งร้างมาจนยุคที่ลาวโดนปกครองโดยฝรั่งเศส ก็เลยมีคนฝรั่งเศสมาเจอ ก็เลยมีการสำรวจ จากนั้นก็มีผู้แสวงบุญมาที่ถ้ำติ่งกัน ตามความเชื่อก็จะมีการนำพระพุทธรูปมาทิ้งไว้ที่ถ้ำ ก็เลยมีพระพุทธรูปวางอยู่ทั่วไปหมด เดี๋ยวนี้ไม่รู้ว่ายังมีคนนำพระไปวางกันอยู่อีกหรือเปล่า ใครอยากกราบไหว้ขอพรกัน ก็ซื้อธูปเทียนดอกไม้ได้ มีคนขายอยู่หน้าถ้ำ

จากถ้ำล่างพวกเราก็ไปถ้ำบนกัน ต้องเดินขึ้นบันไดต่อไปอีก ถ้ำบนก็มีโถงถ้ำด้านในมีพระพุทธรูป แต่มืดหน่อยต้องใช้ไฟฉาย โถงถ้ำไม่ลึกเท่าไหร่ เข้าไปดูแป๊บเดียวกก็กลับลงมาท่าเรือ

ขากลับนั่งยาวกลับไปท่าเรือในหลวงพระบาง ให้รถไปรอรับที่นั่นเลย เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ นั่งรับลมชมวิวหลับๆตื่นๆไปชั่วโมงกว่า ถึงท่าเรือก็หิวพอดี แวะหาข้าวกินกันง่ายๆ ก่อนจะขึ้นรถพาไปเที่ยวน้ำตก ที่อยู่นอกเมืองออกไปหน่อย นั่งรถออกไปสักครึ่งชั่วโมงก็มาถึง น้ำตกกวงสี (ตาดกวงสี) เสียค่าเข้าแล้วเดินเข้าด้านใน พอเจอน้ำตกนี่แบบตะลึงเลย มันสวยมาก น้ำเป็นสีฟ้าอมเขียวเลย เพราะเป็นน้ำตกจากเขาหินปูน เสียดายว่าวันนี้แดดไม่ดี ถ้าแสงดีจะยิ่งสวยกว่านี้อีก ตัวน้ำตกมีหลายชั้นเดินขึ้นไปเที่ยวได้ พวกเราเดินกันไปไม่เท่าไหร่ก็กลับมานั่งเล่นริมน้ำตกกัน ไม่ได้คิดว่าน้ำจะน่าเล่นมาก เลยไม่ได้เตรียมชุดมา น่าเสียดาย เลยได้แต่นั่งเล่นริมน้ำพักใหญ่ ก็กลับเข้าเมือง

บอกแล้วว่าภาษาลาวคล้ายภาษาไทย อยู่แค่วันเดียวก็พออ่านออก
“แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ อุทยาน น้ำตกตาดกวงสี”

เดินเล่นกันไปตามถนนสีสว่างวงที่เป็นถนนเส้นหลักเส้นเดียวในหลวงพระบาง อาคารโบราณสมัยลาวโดนฝรั่งเศสปกครองยังมีอยู่ตลอดถนน บางหลังก็ทรุดโทรม แต่หลายๆหลังก็ปรับปรุงเป็นที่พัก เป็นร้านอาหาร หลายๆที่เดาว่าผู้ลงทุนน่าจะเป็นฝรั่ง ออกแบบสวยเก๋ดูดี นักท่องเที่ยวที่พวกเราเรียกกันว่า ฝรั่ง ระบุไม่ได้ว่ามาจากทวีปไหน นั่งจิบเบียร์ จิบชา กาแฟ กันตามระเบียงหน้าร้าน อาคารส่วนมากไม่มีเครื่องปรับอากาศนะ เพราะอากาศดีพอสมควรเลย กลางวันร้อนแดด แต่พอตกเย็นก็อากาศสบายๆ เพราะไม่มีตึกสูง เมืองติดแม่น้ำ มีภูเขา มีต้นไม่ มีสัตว์ป่า (นึกถึงเพลงชีวิตสัมพันธ์ขึ้นมาพอดี ฮา…)

໓ | ສາມ

เช้านี้ไม่ได้ออกไปตักบาตรเช้า ตื่นกันตามสบาย เก็บของเอามาฝากที่เคาเตอร์ ช่วงบ่ายเราจะบินกลับเวียงจันทน์ มีเวลาช่วงเช้าก็ออกไปเดินเล่นกัน ตึกเก่าๆสวยๆมีให้ดูตลอดถนน บางตึกอายุหลายร้อยปี ดูเก่าแต่ก็ยังดูมีเสน่ห์ เมืองหลวงพระบางได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกในปี 1995 อาคารทั้งหมดก็ได้รับการขึ้นทะเบียนด้วย ใครจะแก้ไข ปรับปรุง ตกแต่ง ไม่สามารถทำได้ทันที และไม่สามารถทำได้ตามใจ ก็เลยทำให้ยังคงรักษารูปแบบเดิมๆไว้ได้

แวะเข้าไปที่ วัดใหม่สุวรรณภูมาราม ผนังทางเข้าสิมเป็นภาพเรื่องราวพระเวสสันดรชาดกสีทองอร่าม

เดินจากวัดไปอีกหน่อยที่ พระราชวังหลวงพระบาง หรือชาวลาวเรียกว่า หอคำ แต่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์หลวงพระบาง ที่เปิดให้เข้าชมด้านในได้ เสียค่าเข้าแล้วเดินเข้าไปชมกันหน่อย ด้านในก็เหมือนวังเก่าทั่วๆไป มีกั้นพื้นที่ให้ดูว่าตรงนี้เคยเป็นห้องเสวย ห้องนี้เป็นห้องบรรทม วังหลวงพระบางตกแต่งไม่หรูหรามากแถมทรุดโทรมลงไปตามเวลา มีจัดตู้โชว์ของที่ระลึกที่ได้รับมาจากประเทศต่างๆ มีข้าวของเครื่องใช้ เครื่องเงิน เครื่องทอง เดินดูไปจนวนครบกลับมาทางเดิม

หมดเวลาในหลวงพระบางแล้ว กลับไปโรงแรมเรียกรถมาพาพวกเราไปส่งสนามบิน นั่งเครื่องการบินลาวเหมือนเดิม บินไปลงสนามบินวัดไต ออกมาเรียกรถแท้กซี่ลาวพาไปส่งที่พัก

ວຽງຈັນ | เวียงจันทน์

วันนี้ไม่ได้วางแผนเที่ยวอะไรไว้ แต่เพราะวันนี้เป็นวิสาขบูชา พวกเราก็เลยเลือกไป พระธาตุหลวง ไปถึงตอนบ่ายแก่ๆก็เดินเล่นถ่ายรูปกัน องค์พระธาตุหลวงมีชื่อทางการว่า พระเจดีย์โลกะจุฬามณี มีขนาดใหญ่สีทองอร่าม บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่เห็นอยู่เป็นองค์พระธาตุใหม่สร้างครอบองค์เก่าที่เสียหายจากแผ่นดินไหว เดินเล่นรอเวลาเย็น เริ่มมีชาวลาวเข้าวัดกันมา พวกเราก็กลับเข้าไปในที่ธาตุหลวงไปร่วมเวียนเทียนวันวิสาขบูชากับชาวลาว

໔ | ສີ່

วันเดียวเที่ยวเวียงจันทน์ของพวกเรา อาศัยเรียกตุ๊กๆบ้างเดินบ้าง ไล่เที่ยวไปเรื่อยๆก็ได้ที่เที่ยวหลักๆเกือบครบ วัดสีสะเกด / หอพระแก้ว / วัดเจ้าองค์ตื้อ / วัดอินแปง / วัดสีเมือง / ธาตุหลวง / ประตูชัย

วัดสีสะเกด เป็นวัดเก่าแก่ของเวียงจันทน์ ว่ากันว่าเป็นวัดเดียวที่รอดจากการถูกทำลายในช่วงสงคราม สิมวัดสีสะเกดเป็นศิลปะล้านช้าง มีหลังคาซ้อน 2 ชั้น ไม้แกะสลักสวยงาม มีระเบียงคตประดิษฐานพระพุทรูปโดยรอบ

เดินไปที่หอพระแก้ว ที่ๆเคยประดิษฐานพระแก้ว ก่อนที่จะถูกอัญเชิญไปที่อยู่เมืองไทยนั่นไง

นั่งตุ๊กๆไปวัดเจ้าองค์ตื้อ เป็นวัดซ่อมแซมสร้างใหม่เพราะวัดเก่าโดนเผาทำลายเหลือแต่เสา แต่ก็สร้างขึ้นมาตามแบบเดิม ที่ได้ชื่อว่าวัดองค์ตื้อเพราะประดิษฐานพระเจ้าองค์ตื้อ

วัดเจ้าองค์ตื้อ

(ตามพงศาวดารลาวกล่าวไว้ว่าพระเจ้าไชยะเชษฐาธิราชได้นำพาประชาชนหล่อพระพุทธรูปทองขึ้นในปี 1566 มีจำนวน 4 องค์ คือ พระเจ้าองตื้อ, พระสุก, พระใส, และพระเสริม ตามการเล่าสืบทอดกันมากล่าวว่าพระสุกจมอยู่ในน้ำเวินสุกในเวลาที่แม่ทัพสยามพยายามเอาข้ามน้ำโขงไปบางกอก, พระใส ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ในวัด โพธิ์ชัย จ.หนองคาย, พระเสริม ปัจจุบันประดิษฐานอยู่วัดปทุมวนาราม บางกอก ประเทศไทย)

ติดกับวัดองค์ตื้อคือ วัดอินแปง เป็นวัดยุคเดียวกับวัดองค์ตื้อ ว่ากันว่าสมัยก่อนอยู่ในพื้นที่เดียวกัน แต่ตอนนี้แยกออกจากกัน สืมวัดอินแปง มีภาพวาดฝาผนังเรื่องเกี่ยวกับพุทธศาสนาสีสดสวย มีประดับลายปูนปั้นทาสี เดินไปดูหอไตรเป็นแบบก่อปูนทาสี มีรูปปั้นเทวดาอารักษ์ข้างประตูเข้าออก

วัดอินแปง

นั่งตุ๊กๆเวียงจันทน์ข้ามฝั่งไปที่วัดสีเมือง เป็นวัดเก่าแก่อีกวัดที่โดนเผาทำลาย แต่ได้สร้างใหม่ขึ้นมาเมื่อ 100 กว่าปีที่แล้ว วัดสีเมืองเป็นที่ตั้งของเสาหลักเมืองประจำนครหลวงเวียงจันทน์ด้วย

วัดสีเมือง

ยังมีเวลาเหลือ เลยเรียกรถพาไป พระธาตุหลวง กันอีกครั้ง ไปเก็บตก ถ่ายรูปกันนิดหน่อย มาตอนกลางวันแดดแรงก็ร้อนไม่เบาเลย ตั้งต้นที่ ลานอนุสาวรีย์พระไชยเชษฐาธิราช ด้านหน้าทางเข้า แล้วเดินเข้าด้านในธาตุหลวง แล้วก็ออกไปเดินเล่นรอบๆ มี วัดพระธาตุเหนือ วัดพระธาตุใต้

วัดพระธาตุเหนือ

จบทริปลุยลาวที่ ประตูชัย ที่สร้างเลียนแบบมาจากประตูชัยในปารีส ประเทศฝรั่งเศส ชนิดว่าเหมือนแฝดน้อง แต่เสริมด้วยศิลปะแบบลาวเข้าไป มีรูปปูนปั้นประดับ จุดประสงค์ของการสร้างเพื่อเป็นที่ระลึกถึงประชาชนที่ต่อสู้เพื่อให้ประเทศลาวเป็นเอกราชจากประเทศฝรั่งเศส รู้สึกถึงความย้อนแย้งยังไงก็ไม่รู้นะ ตอนที่ไปยังสร้างไม่เสร็จดี รอบๆประตูชัยน่าจะจัดทำเป