Indo Indy (part-2 @Bali)

Trip : Jakarta – Bali (July 2019)

เที่ยวอินโดแบบอินดี้ คือเที่ยวไปแบบเรื่อยเปื่อย ไม่ยึดติดกับ The Must มากนัก หลายๆคนที่มาอ่านอาจผิดหวังที่ อะไรฟะ ที่โน่นก็ไม่ไป ที่นี่ก็ไม่เข้า ก็บอกแล้วว่าเที่ยวแบบอินดี้ ตรงไหนชอบก็อยู่นาน ตรงไหนไม่มีเวลาก็เดินผ่านๆ ไม่ผิดหรอก ^^

Indonesia 2019 Photo Gallery at pbase.com

เรื่องเล่าคราวไปบาหลี ตอน เที่ยวบาหลีแบบไม่มีวัด!

หลังจากนั่งรถ BRT วนไปวนมาเที่ยวจาการ์ตาอยู่ 1 วัน 1 คืน ก็ต่อเครื่องบินไปบาหลี เลือกเที่ยวบินตอนเย็นๆเพื่อจะบินไปถึงบาหลีพร้อมๆกับสมาชิกที่บินตรงมาจากเมืองไทย

ใครสนใจจะไปเที่ยวเล่นจาการ์ต้าก็ไปตามอ่านได้ที่ จาการ์ต้าทำข้ามึน!

บาหลีเป็นเกาะอยู่ทางใต้ของเกาะชวา เป็นเกาะโด่งดังที่สุดของจำนวนหมื่นเจ็ดพันเกาะของอินโดนีเซีย (แม่เจ้าหมื่นกว่าเกาะ!!) แต่ละเกาะของอินโดนีเซียมีศิลปะวัฒนะธรรมแตกต่างกันไปอย่างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ถ้าพูดถึงบาหลี ภาพที่คนส่วนใหญ่นึกได้คือ ชายหญิงใส่ชุดประจำถิ่นไปวัด ที่มีศิลปะเฉพาะตัว ทางเข้าเป็นประตูผ่าที่มีลวดลายสลักสวยงาม เจดีย์หลังคาซ้อนๆมุงด้วยฟางสีดำ

เพราะบาหลีมีเอกลักษณ์เด่นไปทางความเชื่อและศรัทธา รายชื่อสถานที่ท่องเที่ยวในบาหลี ที่ไม่ว่าจะไปแบบทัวร์หรือไปเที่ยวเอง เกินครึ่งก็เลยเป็นวัด เช่น วัดเบซาห์กี (Pura Besakih), วัดตามานอายุน (Pura Taman Ayun), วัดอูลันดานูบาตูร์ (Pura Ulun Danu Batur), วัดกูนุงกาวี (Pura Gunung Kawi), วัดอูลันดานูบราตัน (Pura Ulun Danu Bratan), วัดถ้ำช้าง – ถ้ำกัวกะจะห์ (pura goa gajah), วัดค้างคาว – วัดโกอาลาวา (Pura Goa Lawah), วัดอูลูวาตู (Pura Uluwatu) เป็นต้น วัดที่ไม่เด่นดังก็ยังมีอีกเยอะ ชนิดว่าเดิน 2 ก้าวเจอวัด นั่งรถ 2 เลี้ยวก็เจอวัด สังเกตคำว่า Pura ได้เลย หันไปทางไหนก็เจอป้าย Pura ตลอด แต่ที่ว่ามาทั้งหมดนั่น เราจะไม่ไป ฮ่าๆๆๆ

สมาชิกของเราเพิ่งจะมาเที่ยวบาหลีไปเมื่อ 4-5 เดือนก่อน และก็เป็นตามมาตรฐานการเที่ยวคือไปเที่ยวดูวัดเด่นๆดังๆหลายที่ แต่ไม่มีเวลาได้ ช็อป ชิม ชิล มากพอ ก็เลยมาซ้ำกันอีกรอบ ซึ่งไม่เน้นเที่ยววัดแล้ว ส่วนเราเองเคยมาเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ครั้งนั้นเก็บวัดดังๆจนเกือบครบ เลยยินดีมา ช็อป ชิม ชิล ด้วยกัน ^^

จากตอนเหนือของเกาะชวาบินลงใต้ข้ามไปเกาะบาหลี ใช้เวลาประมาณ 2 ชม. ไกลกว่าไปเชียงใหม่อีก เครื่องลงจอดที่สนามบินนานาชาติงูระห์ไร (Ngurah Rai International Airport) เดินลงประตูเครื่องมาก็เห็นประตูผ่า สัญลักษณ์คุ้นตาของบาหลีเลย เข้ามาด้านในตื่นตาตื่นใจกับสนามบินที่ใหญ่โตสวยงามกว่าสิบปีที่แล้วมากมาย รับกระเป๋าแล้วเดินไปอาคารระหว่างประเทศ เจอกับสมาชิกครบทีม พร้อมรถเช่าและคนขับที่จองมาล่วงหน้า

จากสนามบิน พวกเราไปนอนที่เมืองคูต้า (Kuta) ห่างไปแค่ 4-5 กม. แต่รถติดให้พอหงุดหงิด คนขับคนเดิมกับที่เพื่อนๆเคยใช้บริการเมือ 5 เดือนก่อนชื่อมิสเตอร์เลห์ เพื่อนจองมาพร้อมระบุขอคนเดิมเพราะพูดน้อยดี แถมไม่ชวนซื้อของ ขับรถใจเย็นไม่หวาดเสียว

หลายคนสงสัยว่ามาบาหลีแล้วไม่เที่ยววัดจะทำอะไร? บาหลีเป็นเกาะ ก็เลยมีชายหาดให้ไปชิลๆหลายที่ เช่น หาดคูต้า (Kuta Beach), หาดนูซาดัว (Nusadua Beach) หรือ หาดเซมินยัค (Seminyak) คราวนี้เราไปนอนที่เมืองคูต้า ไปเดินเล่น ช้อป ชิลจิบกาแฟที่ เซมินยัค (Seminyak) ตั้งต้นที่ Seminyak Square ย่านช็อปปิ้งหลัก เดินออกไปตามถนนมีร้านให้เดินชมเดินช็อปเยอะไปหมด ไปจบที่ชายหาดเซมินยัค (Seminyak Beach) แต่ไม่ได้เล่นน้ำกัน ไปนั่งจิบเครื่องดื่มเย็นๆริมชายหาดดูคนเล่นเสิร์ฟเพลินๆ

แถบคูต้า, เซมินยัค ดูคล้ายๆแถบพัทยา มีร้านขายของ ขายอาหาร ต้อนรับนักท่องเที่ยวเต็มไปหมด คนที่เดินกันขวักไขว่ก็มีแต่นักท่องเที่ยว กลางวันก็เดินเล่น กินกาแฟ แล้วก็ไปเล่นเสิร์ฟ พวกยุโรปมาอยู่กันนานๆหลายสัปดาห์

ฟ้าใส น้ำทะเลก็ใส แต่หาดไม่ขาว ไม่เนียนเท้าเท่าไหร่ แต่คลื่นแรงเหมาะแก่การเล่นเสิร์ฟ เดินเลาะชายหาดไปเรื่อยๆมองเห็นไกลๆคือหาดคูต้า

ย้ายไปเมืองอูบุด (Ubud) เมืองน่ารักทางตอนกลางของเกาะ มีวัดสวยๆให้เที่ยวเยอะแยะ แต่เคยไปกันหมดแล้ว แผนการเที่ยวครั้งนี้ก็เลยเป็นการใช้เวลาเดินเล่นในเมืองอูบุด เมืองน่ารักที่เติบโตจากร้านพื้นบ้านกลายเป็นร้านขายของเก๋ๆชิคๆ ร้านกาแฟอร่อยๆ แต่ก็ยังมีตลาดขายของพื้นเมืองอยู่ในเวิ้งตลาด กินอาหารอร่อยๆ ทั้งร้านหมูย่าง ร้านเป็ดย่าง ร้านอาหารอินโดนีเซียพื้นๆก็ยังมี

อูบุดเปลี่ยนไปพอสมควร เริ่มมีย่านคาเฟ่ ร้านกาแฟ ร้านอาหารฝรั่ง เริ่มจะเหมือนปายไปทุกที
แม้รูปแบบชีวิตแบบชาวตะวันตกจะเข้ามาท่วมท้น แต่ชาวบาหลีก็ยังคงรักษาวัฒนธรรมประจำถิ่นได้อยู่ ยังคงใส่ชุดแบบบาหลี เข้าวัดทำบุญ สวดมนต์ ขอให้รักษาได้ตลอดไป

ออกไปนอกเมืองกันหน่อย ออกจากตัวเมืองไม่ไกลมากมาแวะที่ Tagalalang Rice Terrace (นาขั้นบันไดทากาลาลัง) ดูนาขั้นบันไดกันหน่อย แต่ตอนที่ไปยังไม่สวยเท่าไหร่ ข้าวเพิ่งจะลงปลูก ก็เลยไม่เดินลงไปด้านล่างกัน (ถ้าเดินลงไปต้องเสียค่าเข้าคนละ 10,000 รูปี) เดินเล่นถ่ายรูปด้านบน จิบกาแฟ ชมวิว บางคนก็ไปเดินช็อปปิ้ง บริเวณจุดชมวิวตอนนี้เต็มไปด้วยร้านขายของฝาก (ซึ่งจริงๆตอนนี้ก็มีร้านขายของเต็มไปทุกแหล่งท่องเที่ยวนั่นแหละ)

Cafe เต็มไปหมดตลอดแนว

เลยจากนาข้าวขึ้นไป นั่งรถขึ้นเขาไปชมวิวที่หมู่บ้านคินตามณี (Kintamani) ชมวิวภูเขาบาตูร์ (Mt. Batur) และมีทะเลสาบบาตูร์ (Lake Batur) เป็นฉากหน้า เราเคยมาแล้วแต่ตอนนั้นอากาศไม่ดี วันนี้มาอีกครั้งอากาศดี ฟ้าใส ตอนนี้จุดชมวิวจัดทำลานกว้างอย่างดี แต่ที่ไม่ชอบใจเลยคือมีคนขายของคอยเดินตามเยอะมาก สิบปีที่แล้วไม่มีเลย ตอนนี้อย่าได้มองของที่เอามาขาย หรือแค่ถามราคา คนขายจะเดินตามติดตลอดเวลาจนน่ารำคาญ

สิ่งปลูกสร้างที่งอกขึ้นมาใน 10 ปีที่ผ่านมา
ยังมองเห็นเถ้าสีดำที่เหลืออยู่ ที่แสดงถึงร่องรอยการระเบิดของภูเขาไฟบาตูร์ได้ชัดเจน

ระหว่างทางลงจากจุดชมวิวก็แวะชิมกาแฟขี้ชะมด (Luwak coffee) กันหน่อย เลือกเอาร้านไหนก็ได้ มีเยอะแยะตามรายทาง ร้านที่พี่เลห์เลือกให้ใหญ่โตดูดี มีคนพาเดินชมไร่กาแฟ (แบบจัดตั้งนะ ไร่จริงเห็นป้ายว่าอยู่ฝั่งตรงข้าม) มีอธิบายเล็กน้อย แล้วก็มีกาแฟมาให้ชิมฟรี เป็นกาแฟกับชา ผสมหลายรสชาติ ถ้าอยากชิมกาแฟขี้ชะมดต้องสั่งพิเศษ 50,000 รูปี ก็ร้อยกว่าบาท ชิมแล้วรสชาติดีจริง แต่ไม่ได้ซื้อกลับบ้าน นั่งพักผ่อนชมวิวหุบเขาได้เพลินๆ อยากเล่น Bali swing ก็มีให้เล่นด้วยนะ

เจ้าชะมดนอนนิ่งเหมือนโดนวางยา น่าสงสารจริงๆ

ที่เที่ยวใหม่ที่ทุกคนยังไม่เคยไปอีกที่คือ Monkey Forest แปลตรงตัวว่า “ป่าลิง” อยู่ใกล้ๆตัวเมืองอูบุด นั่งรถออกมาไม่ไกลก็จะเห็นรูปปั้นลิงตัวโต แสดงว่ามาถูกทางแล้ว ป่าลิงนี่ถูกกำหนดขอบเขตเพื่ออนุรักษ์ลิงท้องถิ่นที่อยู่ในละแวกนี้มาแต่โบร่ำโบราณ ถ้ามีเวลาก็เข้าไปเดินเที่ยวเล่นได้ เสียค่าเข้า 30,000 รูปี ด้านในร่มรื่นเป็นป่าจริงๆแต่ทำทางเดินไว้อย่างดี มีวัด มีบ่อน้ำ บ่อปลา มีน้ำตกเล็กๆ นักท่องเที่ยวเยอะอยู่เหมือนกัน แต่สำหรับคนไทยที่คุ้นเคยกับลิงศาลพระกาฬ ลิงเขาสามมุข ก็ไม่ได้น่าตื่นเต้นเท่าไหร่ ลิงที่นี่ไม่กลัวคน กระโดดเข้าหาคนที่มีของน่าหยิบฉวย เห็นบางตัวนี่ล้วงกระเป๋ากางเกงเลย บางทีมาเป็นทีมกระโดดมาเกาะเป้หลัง พอคนหันไปไล่ตัวซ้าย ตัวขวารูดซิปอีกด้าน นี่มันมิจฉาชีพชัดๆ!!

รูปปั้นเจ้าโคโมโด อีกหนึ่งสัญญลักษณ์ของอินโดนีเซีย

จะว่าเอาแต่ ช็อปปิ้ง กับกินดื่ม ก็ไม่ใช่ ก็ยังมีเข้าสถานที่ท่องเที่ยวบ้าง ยังไม่เคยเข้า พระราชวังอูบุด (Ubud Palace) ก็เข้าไปเดินดู อยู่กลางเมืองเลย เข้าฟรีด้วย

Ubud Palace เข้าชมฟรี

แถมด้วยวัดในทริปสัก 2 วัด ที่สมาชิกยังไม่เคยไป คือ วัดทานาล็อต (Tanah Lot) กับ บ่อน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ วัดเทมภัคสิริงค์ (Pura Tirta Empul) ก็ไปเดินดูกัน

บริเวณรอบๆวัดทานาล็อต เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจาก 10 ปีที่แล้ว มีการปรับปรุงพื้นที่เป็นสวนสวยงาม ถนนทางที่ตรงมาประตูผ่าก็เต็มไปด้วยร้านขายของ แม้แต่ทางเดินด้านในที่จะเดินไปถึงริมผาก็ยังมีร้านขายของ นักท่องเที่ยวก็เยอะมากมาย คนจีน คนเกาหลี ส่งเสียงช้งเช้งทั่วไปหมด แซมด้วยฝรั่งหัวทอง และคนไทย

บ่อน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ก็ดูจะหมดมนต์ขลังไปเยอะมาก ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลงไปอาบน้ำกันอย่างมากมาย ดูวุ่นวายเต็มไปหมด ภาพเดิมที่มีแต่ชาวบาหลีใส่ชุดท้องถิ่นลงไปอาบน้ำสวดมนต์หายไปหมดสิ้น น่าเสียดาย

จบการเที่ยวบาหลีแบบไม่มีวัดแต่เพียงเท่านี้ หาซื้อตั๋วเครื่องบินราคาโปรโมชั่นแล้วไปพักผ่อน กิน ดื่ม เดินเล่น ช็อปปิ้งของแต่งบ้าน 3-4 วัน กำลังดี ที่พักดีๆราคาถูก เยอะมาก อาหารราคาไม่แพงก็มีเยอะ กาแฟดีแทบทุกร้าน ช่วงเดือน 6-7 ที่พวกเราไปนี่อากาศดีชะมัด ฟ้าใส แต่ลมเย็น คืนที่นอนบนเขาหนาวเลยแหละ

สรุปเที่ยวบาหลี(แทบ)ไม่มีวัด

เที่ยวบาหลีแบบไม่เน้นวัดของพวกเรา คือ การไป ช็อป ชิม ชิล

ช็อป

กิจกรรมที่สมาชิกโปรดปรานคือช็อปปิ้ง เพราะของสวยๆราคาถูกมีเยอะมาก ผ้าสวยๆ เสื้อเก๋ๆ ก็ถูก มีขายตามแหล่งท่องเที่ยวและตลาด บางแหล่งก็ต้องต่อเยอะๆ บางแหล่งก็บอกราคาไม่ค่อยแพง แต่ที่ชอบมากคือ เครื่องไม้ สวยมาก ถูกมาก ถูกจนน่าตกใจ เพราะเท่าที่เคยเจอในเมืองไทย ราคาแพงกว่า 4-5 เท่าขึ้นไปทั้งนั้น ใครชอบแต่งบ้านมีปัญญาแบกกลับมาก็แบกเลย มันคุ้มมากๆ

อันนี้คงไม่สามารถช็อปได้ แต่เห็นว่าเก๋ไก๋ดี มีแหล่งผลิตเป็นหมู่บ้านเลย น่าซื้อเอาไปเลี้ยงปลา

เครื่องไม้ตกแต่งบ้านพวกนี้ราคาถูกมาก มีร้านขายตามรายทางไปนาขั้นบันได ที่ว่าถูกคือชิ้นละไม่ถึงร้อยบาท ที่เมืองไทยราคาหลายร้อย สมาชิกขนซื้อกันเท่าที่จะแบกไหว

ชิม

มาบาหลีคราวนี้น้องสาวผู้จัดทริป มีรายชื่อร้านอาหารแนะนำมาด้วย พวกเราก็เลยไปตระเวนชิมกัน ส่วนมากก็ดีงามตามชื่อเสียง บางร้านก็ให้มิสเตอร์เลห์เป็นคนแนะนำ ส่วนมากแล้วอร่อยราคาไม่โหดตาม concept ของพวกเรา มีพลาดอยู่ร้านเดียว ที่แพงไร้สาระ พวกเราบ่นไปเล็กน้อย แต่มิสเตอร์เลห์คงจะรู้สึกผิดมาก ขอโทษแล้วขอโทษอีก หลังจากนั้นพาไปร้านไหนพี่แกจะบอกตลอดว่า ร้านนี้รับรองไม่แพงจ้า ฮา…

Wanaku @Kuta

Wanaku Bali
Address : Jl. Kediri No.45A, Tuban, Kuta
Open hours : Monday to Saturday 11.00 – 24.00 / Sunday 09.00 – 24.00

ร้าน Wanaku สวยงามใหญ่โต พี่คนขับแนะนำบอกไม่แพงรับรองๆ พี่แกบอกว่าร้านนี้คนไทยมาเยอะ มาบ่อย น่าจะถูกปากคนไทย เอาวะ มื้อแรกในบาหลี กินดี มีสุขกันหน่อย ใครไปแถบคูต้าลองร้านนี้ได้ ไม่ได้ถูกมาก แต่ก็ไม่ได้แพงมาก เมื่อเทียบกับความสวยงามของร้านและการบริการ รสชาติอาหารก็อร่อยทีเดียวล่ะ

Naughty Nuri’s Warung @Ubud

Naughty Nuri’s Warung
Address : Jalan Raya Sanggingan, Ubud
Open from 8am – 10pm

ร้านดังในอูบุด เมนูยอดฮิตคือซี่โครงหมูย่าง อร่อยจริง ซ๊อสที่ทาไม่หวานจัด รสชาติดี สั่งบาบีคิวกับสลัดมาแกล้ม กินกับข้าว อร่อยจนต้องสั่งซี่โครงซ้ำอีกจาน (ตอนนี้มีเปิดสาขาที่ประเทศไทยแล้วนะ แต่ต้องบินไปกินที่ภูเก็ตจ้า)

Naughty Nuri’s Probably The Best Ribs In The World

Bebek Bengil – Dirty Duck @Ubud

Bebek Bengil Restaurant
Address: Jalan Hanoman, Padang Tegal, Ubud, Bali 80571 Indonesia
Tel: +62 361 975489 / 977675

ร้านดังอีกร้านในอูบุด ขายเป็ดย่าง แต่ไม่ใช่เป็ดย่างแบบบ้านเรา เป็นเป็ดย่างหนังกรอบ ย่างมากำลังดี ไม่เหนียวไม่แห้งแข็ง ร้านนี้ราคาสูงหน่อย สูงตามบรรยากาศร้าน ร้านน่าจะดังเพราะมุมถ่ายรูปเยอะด้วย แต่อาหารก็อร่อยใช้ได้จริง

Waroeng D’yoni

Waroeng D’yoni
Address: Jl. Raya Kintamani, Manukaya, Tampaksiring, Kabupaten Gianyar
Opning Hours: 10:00 – 20:00

ร้านน่ารัก Waroeng D’yoni แนะนำโดยพี่เลห์คนขับ ลงจากจุดชมวิวคินตามณีมาแวะทานกลางวันที่ ร้านสวยกลางสวนส้ม อาหารใช้ได้ ไม่แพง ประทับใจกับบรรยากาศมาก

Men Lari Babi Gulling

หมูย่างหรือ Babi Gulling ร้านหมูย่างด่างพร้อย ที่พวกเราเรียก เพราะพี่เลห์คนขับพาแวะกินมื้อเที่ยง ตอนกลับจากไปทานาล็อต มันก็อร่อยนะ แต่มันแพงไร้สาระมาก กินแบบนี้คนละชุด คิดเงินมาตกคนละเกือบ 200 บาท มันแพงกว่าที่เคยกินเยอะเลย บ่นกันพึมพำจนพี่คนขับรู้สึกผิด ร้านนี้ไม่แนะนำ จำชื่อไว้ (แต่นักท่องเที่ยวเยอะนะ)

นอกจากนั้นก็กินร้านข้างทางทั่วไปก็มี บางวันกินไก่ทอด ที่อื่นมี KFC ที่นี่มี JFC กินไก่ทอดกับข้าวที่ห่อมาเหมือนเบอเกอร์ แกะมาเจอข้าวแฉะๆ 1 ก้อน (บางสาขาเปลี่ยนเป็น ACK แล้วก็มีนะ สงสัยขายกิจการ) ส่วนพวกโรตี มะตะบะก็มีขายทั่วไป

Starbucks Dewata Coffee Sanctuary in Sunset Road เป็นสตาร์บัคที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใครเป็นแฟนพันธุ์แท้ร้านแมลงดาวก็ขอเชิญไปเช็คอินได้ พวกเราก็แวะแต่พอลงรถก็คิดว่า ค่อยกลับมาจิบกาแฟตอนบ่ายดีกว่า และ…สุดท้ายไม่ได้กลับมา 5555 เวลาไปเที่ยว อยากแวะอะไรแวะเลย อยากซื้ออะไรให้ซื้อเลย

Starbucks Reserve Dewata
* Address: Jl. Sunset Road No.77, Seminyak, Kuta, Kabupaten Badung, Bali 80361, Indonesia
* Opening Hours: Daily, 8am to 10pm

ชิล

การมาชิลที่บาหลีคือ ตื่นไม่เช้ามาก เลือกที่พักดีๆ ไม่ต้องแพง (ที่พักบาหลีค่อนข้างถูก เลือกเช่าเป็นบ้านจะได้พักผ่อนมากกว่าเป็นห้องโรงแรม) เวลาเที่ยวก็ใช้เวลานั่งพักผ่อน คุยกันบ้าง ไม่ใช่เอาแต่เดินๆ ถ่ายรูป 3-4 แช๊ะแล้วย้ายที่ พวกเราแวะจิบกาแฟอุ่นๆ หรือจิบเบียร์เย็นๆไปเรื่อยๆ ไม่รีบร้อน นั่งชายหาดรับลมเย็นๆ พักกาย พักใจ หรือกลับที่พักให้ไวหน่อย จัดปาร์ตี้เล็กๆริมสระว่ายน้ำ สั่งหมูย่าง สั่งสะเต๊ะมากินกัน

คอกาแฟมาเที่ยวอินโดน่าจะชอบ เพราะกาแฟดี ชิมได้ทุกร้าน เลือกแล้วแต่ชอบ กาแฟบาหลีจะเข้มข้น มีกากเยอะต้องวางให้ตกตะกอนก่อน แต่กาแฟสดทั่วไปก็อร่อย เบเกอรี่หลายร้านที่ชิมก็อร่อยราคาไม่แพง แวะจิบกาแฟกันไปตลอดทาง

ทริปนี้ค่าใช้จ่ายแค่หมื่นต้นๆ (ไม่รวมช็อปปิ้ง) แต่อย่างที่บอกเราช็อปแต่ของไม่ได้แพงมาก รวมทั้งหมดแล้วยังไม่ถึง 2 หมื่น ถือว่าเป็นการเที่ยวแบบพักผ่อนลงทุนไม่เยอะ

Indo Indy (part-1 @Jakarta)

Trip : Jakarta – Bali (July 2019)

เที่ยวอินโดแบบอินดี้ คือเที่ยวไปแบบเรื่อยเปื่อย ไม่ยึดติดกับ The Must มากนัก หลายๆคนที่มาอ่านอาจผิดหวังที่ อะไรฟะ ที่โน่นก็ไม่ไป ที่นี่ก็ไม่เข้า ก็บอกแล้วว่าเที่ยวแบบอินดี้ ตรงไหนชอบก็อยู่น่น ตรงไหนไม่มีเวลาก็เดินผ่านๆ ไม่ผิดหรอก ^^

Indonesia 2019 Photo Gallery at pbase.com

เรื่องเล่าวันที่ 1 จาการ์ต้าทำข้ามึน!

มาจาการ์ตาครั้งแรกในชีวิต แถมมาคนเดียว มาทำไม? ความจริงแล้วจะไปบาหลี เพื่อนๆซื้อตั๋วถูกกันไว้นานล่ะ เพิ่งคิดอยากจะร่วมทริปกับเขา ดูราคาบินตรงบาหลีก็แพงกว่าเพื่อนๆไปเท่าตัว ก็บินไม่ตรงก็ได้ ลองหาดูแบบต่อเครื่อง ราคาย่อมเยาลงมาหน่อย ไหนๆก็แวะแล้วนอนมันสักคืนเลยแล้วกัน ขอทำความรู้จักจาการ์ต้าหน่อย (เลยเถิดมาก 55)

บิน Thai Lion air จากสนามบินดอนเมืองมาจาการ์ตา

มาถึงสนามบินชื่อยาว Soekano-Hatta International Airport สนามบินไม่หรูหรา ออกจะเก่าไปหน่อย แต่ก็กำลังปรับปรุง ไม่ค่อยเจอฝรั่งผมทอง เจอจีนเยอะอยู่ ไทยไม่เจอเลย เดินถึงตม. คิวไม่ยาวมาก ตม.ถามมากหน่อยเพราะไม่ค่อยมีคนมาเที่ยวจาการ์ต้า

หลุดตม. มารับกระเป๋าแล้วจากนี้ต้องไปต่อรถไฟระหว่างเทอร์มินอล จากเทอร์มินอล 2 นั่งไป 1 สถานีเพื่อไป Airport railink station เพราะสถานีรถไฟเป็นตึกแยกต่างหาก อยู่ระหว่างเทอร์ 1 กับ เทอร์ 2

การไปซื้อตั๋วรถไฟเพื่อเข้าเมือง ต้องใช้ Credit/Debit card เท่านั้น เพราะเป็น cashless หมด ต้องซื้อที่เครื่องอัตโนมัติ แต่เหมือนกับที่อ่านรีวิวมาว่ามักมีปัญหา เครื่องไม่รับบัตรเราสักใบ เปลี่ยนไป 3 ใบ หมดปัญญา ไปถามประชาสัมพันธ์ ซึ่งพี่แกก็พยายามเอาเครื่องตรงนั้นซื้อให้ก็ไม่ผ่าน และซื้อกับพี่แกก็ไม่ได้เพราะไม่รับเงินสด พี่แกแนะนำว่าให้ไปอาศัยขอซื้อพ่วงกับคนอินโด เราก็อึ้งว่าจะคุยกันรู้เรื่องได้อย่างไรล่ะ พี่แกเลยบอกอีกวิธีว่าไปคุยกับเจ้าหน้าที่อีกคนที่ยืนดูแลเครื่องอยู่นะ ไปบอกเขาว่าบัตรใช่ไม่ได้ พอไปบอก นางก็บอกทันทีว่าเอาบัตรนางซื้อให้นะ แล้วเอาเงินสด 70,000 รูปีให้นางไป คงมีปัญหานี้บ่อยๆ เฮ้อ… กว่าจะได้ พลาดรถไฟไป 1 ขบวน อยู่ยากล่ะ!

สถานีแอร์พอร์ตลิงค์ สวยงามหรูหรา ซื้อบัตรแล้วมีเลาจ์ให้นั่งรอสวยๆ กิน KFC ที่ซื้อมาจากสนามบิน แถมได้ชาร์ทแบทมือถือ รถไฟมาตรงเวลามาก ต้องรอคนออกก่อนถึงเรียกขึ้นเครื่อง เอ้ย…ขึ้นรถ รถไฟใหม่สวยงาม แต่วิ่งช้า ไปเรื่อยๆ นั่งไป 45 นาทีก็ถึงตัวเมือง

หลังจากนั่งแอร์พอร์ทลิงค์มาถึงในเมือง สถานี BNI City ใหญ่โตสวยงาม เราจองรร.ใกล้สถานีรถไฟ 350 ม. เดินวนนออกไป 2 เลี้ยวถึงเลย สะดวกมากแนะนำเลย All Seasons Jakarta Thamrin

เช็คอินเสร็จก็จะสี่โมงเย็นแล้ว รีบออกไปชมเมืองก่อนมืดดีกว่า มาวันแรกยังงงๆ หาป้ายรถ BRT ไม่เจอ (มารู้ทีหลังว่า BRT วิ่งไม่ถึงตรงนี้) มีพี่แท้กซี่มาส่งคนพอดี เลยเรียกพี่แท้กก็ได้ ถือโอกาสนั่งชมเมืองไปด้วย รถติดบ้าง แต่ไม่มากเท่าคำขู่ของหลายๆคน จากรร.ไป มัสยิดอิสติกัล (Masjid Istiqlal) 6 กม.ค่ารถ 80บาท

ตรงทางเข้าจะมีคนมาขายถุงก้อบแก้บไว้ใส่รองเท้าเวลาเข้าด้านใน แต่เราเตรียมถุงผ้ามาแล้วไม่ต้องซื้อ เดินเข้าด้านในอย่างมาดมั่น ยังไม่ถึงเวลาละหมาด คนเลยไม่เยอะ ถ่ายรูปไป 4-5 รูป (ถ่ายได้นะ มีคนถ่ายเพียบเลยถ่ายตาม ไม่มีป้ายห้ามด้วย) แล้วลงนั่งซึมซับบรรยากาศ สักพักมีจนท.เดินมาหาใส่ภาษาอินโดชุดใหญ่ งงซิคะ เดาเอาว่า เธอมายังไงยะ ทำไมไม่เปลี่ยนชุด มีอังกฤษ 1 ประโยค Are you Muslim? พอบอก No พี่ท่านเชิญออกค่ะ แถมด้วยถ่ายรูปเป็นที่ระลึก เอ่อ เป็นหลักฐานไว้ด้วย ฮือๆๆๆ ออกมาด้านนอกเดินหาป้ายจนเจอ ป้ายน้อยเดียว ติดบอกว่า นักท่องเที่ยวให้ลงทะเบียนขอเข้าชมพร้อมไปเปลี่ยนชุด ฮือๆๆ ผิดไปแล้ว

งั้นไปโบสถ์คริสต์ดีกว่า Jakarta Cathedral อยู่ตรงข้ามกับมัสยิดเลย แต่แทนที่จะเดินใกล้ ตอนที่ไปประตูตรงข้ามกันดันปิดซ่อม ต้องเดินอ้อมถนนไปอีก เข้าไปเดินดูด้านในได้ แต่ไม่ได้สวยอะไรมาก

ออกจากโบสถ์เดินอ้อมถนนไกลพอสมควร เดินเป็นครึ่งวงกลมกว่าจะเจอทางเข้าสวน Monas Tower หรืออนุสาวรีย์แห่งชาติ (National Monument) เห็นหอคอยสีขาวสูง 130 เมตรได้แต่ไกล เป็นอนุสาวรีย์แห่งอิสรภาพของชาวอินโนนีเซีย เข้าไปข่วงเย็นวันนี้อากาศดี คนเยอะแยะ มานั่งเล่น นอนเล่น ปิ้กนิ้ค จ๊อคกิ้ง บรรยากาศดีเลยนั่งชมวิวพักขาจนเย็นย่ำ ถ้าอยากชมวิวเมืองมุมสูง สามารถขึ้นไปยอดทาวเวอร์ได้ ช่วงเช้าเปิดตั้งแต่ 8:00 ควรรีบมาต่อคิวก่อนเวลา ช่วงเย็นคิวยาวมาก อยาได้แสงดีๆหรือพระอาทิตย์ตกก็ต้องมาต่อคิวก่อนเวลาเช่นกัน

Madeka Palace

เดินออกไปเจอตลาดนัด มีขายอาหารด้วย มื้อนี้เลือก Bakso ไปชามละ 20,000Rp. ก็เกือบ 50 บาทแพงเหมือนกัน

อิ่มแล้วเดินมาจนเจอ BRT ต้องซื้อบัตรเติมเงินเท่านั้น เลยซื้อมา 1 ใบ สนนราคา 30,000 รูปี คิดเป็นเงินไทยราว 75 บาท รวมค่าบัตรและมีเงินนั่งได้สัก 2-3 เที่ยวคิดว่าพอ แต่สุดท้ายใช้ไม้ได้ แตะบัตรไม่ผ่าน พนักงานก็ไม่ช่วยอะไร เดินไปเดินมาจนเมื่อย สุดท้ายบอกให้เอามา 3500 รูปี แล้วให้เข้ามา แบบ single ticket อ้าววว เฮ้ย! แล้วบัตรที่ใช้ไม่ได้นี่ล่ะ มันยกมือทำท่าว่า ข่วยไม่ได้ ฮ่วย!

นั่งรถเมล์มาลงเดินห้าง Grand Indonesia กันหน่อยเป็น complex mall ที่ใหญ่มาก เดินไปเดินมาเจอ Central ด้วย เดินจนเมื่อยไม่ได้ซื้ออะไร นั่งหาไรกินเล่นพักขาหน่อย หายเมื่อยก็เดินเรื่อยๆกลับโรงแรมได้ ไม่ไกลมาก

สรุปการเที่ยวจาการ์ต้าช่วงเย็นวันแรก ถ้ามาถึงเร็วมีเวลาหลายชั่วโมงกว่านี้ คงได้เข้าพิพิธภัณฑ์บ้าง หรือได้ขึ้นยอดเสาโมนาสไปชมวิวยามเย็น แต่มาถึงเย็นแล้ว ไปต่อคิวไม่ทัน เลยได้แต่เดินเล่นด้านล่าง

วันแรกเดินเที่ยวบริเณจตุรัสมาเดก้า (Merdeka Square) มีที่น่าสนใรรอบๆ อย่าง Masjid Istiqlal, Jakarta Cathedral, National Museum, National Gallery และอาคารเก่าแต่สวยแบบดัชต์ที่กลายเป็นอาคารทางราชการรอบๆ
เรื่องเล่าวันที่ 2 ชมพูฟ้า ณ จาการ์ต้า

พยากรณ์อากาศว่าวันนี้ฝนจะตก แต่ตื่นมาเจอแดดแจ๋ จาการ์ตาร้อนไม่น้อยหน้ากรุงเทพฯ วันนี้ต้องหาทางใช้บัตร BRT ให้ได้ น้องเคาเตอร์รร.แนะนำให้ลองไป top up ดู

ออกมาหน้ารร.เจอทางลง MRT ก่อนเลย ก็รู้ว่าสถานีนี้เป็นสถานีก่อนสุดท้าย MRT จาการ์ตาเพิ่งจะเปิดใช้สายแรกเมื่อต้นปีนี้ และทำจากตอนใต้จาการ์ตาขึ้นมาไม่กี่สถานี ยังไม่ถึงจุดสำคัญอย่าง Monas เลย แต่ด้วยความอยากลอง เลยลงไปใช้สักหน่อย เสียค่าบัตรเติมเงินไปอีก 18,000 Rp. บังคับซื้อด้วยน้องพนักงานบอกว่า มา refund ได้ค่ะ นั่ง MRT ไป 1 สถานีก็สุดทาง ขึ้นมาหน้า Grand Indonesia เลย เป็นจุดขึ้น BRT สาย 1 ที่เราจะขึ้นด้วยพอดี ไม่งั้นก็ต้องเดินมา สบายดีเหมือนกัน

ขึ้นจาก MRT มาต่อรถ BRT ลองแตะบัตรแล้วก็ใข้ไม่ได้เหมือนเดิม เลยไป top up บอก 10,000Rp. นางบอกไม่ได้ ต้อง top up ขั้นต่ำ 20,000 มีแบบนี้ด้วย งงแท้ แต่พอ top up แล้วใช้ได้จริงๆ สรุปมีเงินในบัตร 30,000 เลยทีนี้ ขึ้นรถเมล์ครั้งละ 3,500 ต้องนั่ง 9 เที่ยวถึงจะหมดเงิน!

วันนี้นั่งไกลหน่อยขึ้นไปทางเหนือของเมืองเป็นย่านเมืองเก่า Kota Tua แต่เป็น BRT มีช่องวิ่งต่างหากเลยไม่ติดเท่าไหร่ ขึ้นไปรีบแล่นไปหาที่ว่างนั่ง รู้สึกตัวอีกที ทำไมทุกคนมอง ก็เพราะมานั่งเบาะหลัง ที่มีแต่ผู้ชาย 5555 ประเทศมุสลิมมักจะมีการแบ่งพื้นที่ชาย-หญิงในระบบสาธารณะ อย่างรถไฟหรือรถเมล์ บางครั้งก็แบ่งเป็นตู้ต่างหาก บางทีก็แบ่งพื้นที่ด้านหน้าด้านหลัง อย่างรถเมล์ก็จะให้ผู้หญิงอยู่ด้านหน้าของรถ

นั่ง (ยืน) BRT ผ่าน Monas ที่เรามาเดินเที่ยวเมื่อวาน ต่อไปอีกรวมทั้งหมด 10 ป้าย ลงที่สถานี Kota ไม่ต้องกลัวไม่รู้ เพราะคนจะขึ้นลงเยอะมากเป็นสถานี BRT ที่ใหญ่มาก ย่าน Kota Tua เป็นย่านคึกคัก คนก็เยอะ รถก็เยอะ มอเตอร์ไซค์ยิ่งเยอะ ออกจากสถานี BRT Kota จะเจอสถานีรถไฟโกตาตูอา (Kota Tua Train Station) อารมณ์เหมือนหัวลำโพง ถือเป็นสถานีรถไฟเก่าทางประวัติศาสตร์ (Historical Old Train Station)

หิวก็แวะนั่งยองๆข้างทางได้เลยนะ มีของกินตลอดริมถนน

เดินผ่านสถานีรถไฟไปจตุรัสฟาตาฮิลลาห์ (Fatahillah Square) ตึกสวยๆอยู่ย่านนี้เยอะ เปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์หมด อินโดนี่ขยันทำพิพิธภัณฑ์ซะจริงๆ พิพิธภัณฑ์ฟาตาฮิลลาห์ (Museum Fatahillah), พิพิธภัณฑ์หุ่นกระบอก (Puppet Museum), พิพิธภัณฑ์วิจิตรศิลป์และเซรามิก (Museum of Fine Arts and Ceramics) และไปรษณีย์ ล้อมรอบลานเอนกประสงค์ ที่มีกิจกรรมยอดฮิตคือ ปั่นจักรยาน ปั่นวนไปในลานนั่นแหละ ร้อนไม่น้อย ยังสงสัยว่าสนุกยังไง

หลบเข้า Batavia Cafe ร้านสวยมากๆ เป็นตึกเก่ายุคดัชต์ครองเมือง ไอติมโฮมเมดอร่อยล้ำ นั่งมองดูนักปั่นยังคงปั่นสู้แดดกันเต็มลาน

นั่งจนหายร้อน ก็เดินวนออกมาทาง พิพิธภัณฑ์แห่งชาติธนาคารอินโดนีเซีย (National Museum of Bank Indonesia) ถนนนี้มีพวกเปิดหมวกมาเล่นกันอยู่หลายคน เดินดูได้ขำๆ ถ้าใครมีเวลาก็เข้าไปดูในพิพิธภัณฑ์รอบๆจตุรัสได้ ค่าเข้าที่ละ 5,000 รูปีเอง แต่เราไม่มีเวลาพอไม่ได้เข้าไปดูเลยสักที่

วนกลับไปถึงสถานี BRT นั่งรถย้อนกลับไป 1 ป้ายลงเดินเล่นย่าน Glodok ที่เค้าว่าเป็นไชน่าทาวน์ สรุปว่าผิดหวัง ไม่มีอะไรน่าสนใจ วัดจีนก็ล้อมรั้วซ่อม แถมรอบๆสกปรก คนมานั่งนอนเต็มไปหมด ขยะเพียบ เดินไปตลาด ก็ไม่มีอะไรมาก เหมือนตลาดเล็กในตรอกซอยเมืองไทย ผักผลไม้ก็เหมือนของไทย หอยตลับ หองแครง หอยลาย เหมือนที่บ้านเรา แต่หอยตัวใหญ่กว่า น่ากิน เอาเป็นว่าไม่ต้องมาก็ได้เสียเวลา

Vihara Dharma Bhakti Temple (Jin De Yaun Temple / Kim Tek Ie Temple )

สรุปการเที่ยวครึ่งวันเช้า ที่ตอนเหนือของจาการ์ตา เดินเล่นแถบจตุรัสฟาตาฮิลลาห์ ไม่ได้เข้าพิพิธภัณฑ์สักแห่ง ได้แต่ถ่ายรูปด้านนอก แล้วมาเดินย่านคนจีนแถบ Glodok แค่นี้ก็หมดเวลาแล้ว

ถ้ามีเวลามากกว่านี้อยากขึ้นไปอีกหน่อยไปดูท่าเรือเก่าแก่ของจาการ์ต้า Sunda Kelapa แล้วก็ไปเดิน ย่าน Menteng เบเวอรี่ฮิลล์แห่งอินโดนีเซีย หรือไปย่าน Little India พาซาร์ บารู (Pasar Baru)

หมดเวลาล่ะ รีบกลับไปโรงแรมเอากระเป๋าไปขึ้น แอร์พอร์ตลิงค์ไปสนามบิน ต่อเครื่องไปบาหลี เพื่อเจอกับสมาชิกจากเมืองไทย (เจอปัญหาเดิมคือซื้อตั๋วไม่ได้ เอาเงินไปให้ปชส.ซื้อให้)

ถึงสถานีแล้วต้องต่อรถไฟไปเทอร์มินอล 1 เป็นอาคารบินในประเทศ นั่ง Batik Air ไปบาหลี เป็นสายการบินในกลุ่ม Malindo air เหมือน Lion air ตอนแรกคิดว่าเป็น Low cost air แต่ขึ้นไปแล้วเครื่องดีกว่าที่คาด มีจอทีวีส่วนตัวให้ดู มีแจกของว่างด้วย แถมด้วยน้ำหนักโหลดกระเป๋า 20 กก.

Shuttle Train จาก Airport Rail link Station ไป Terminal 1, 2, หรือ 3

ลาก่อนจาการ์ตา เมืองประหลาด ว่าจะทันสมัยก็ไม่ใช่ ล้าหลังก็ไม่เชิง

สรุปอีกที

สนามบิน Soekano-Hatta International Airport มี 3 อาคาร (Terminal) การเดินทางเข้าเมืองมีทั้งรถไฟ Airport Railink, รถบัส หรือ Taxi แนะนำนั่งรถไฟ เพราะสะดวกและเร็วสุด แต่การซื้อตั๋วต้องใช้บัตรเครดิต/เดบิตซื้อ ไม่มีเคาเตอร์ขายตั๋ว ถ้าบัตรมีปัญหารูดไม่ผ่าน ให้ไปติดต่อเคาเตอร์ให้ช่วยซื้อบัตรให้ ตั๋วเข้าเมืองราคา 70,000Rp. ดูรายละเอียดได้ที่ Airport Railink

การเดินทางเที่ยวในจาการ์ต้า มีทั้งรถเมล์ธรรมดา ซื้อตั๋วกับกระเป๋ารถได้เลย รถวิ่งเหมือนรถเมล์บ้านเรา รถติดก็ติดด้วย ถ้าอยากนั่งแบบเร็วกว่าให้ใช้ Trans Jakarta แบบ BRT บ้านเรา วิ่งชิดเกาะกลาง โดยมีเลนพิเศษวิ่งได้ไม่ติด จะติดก็แค่ไฟแดง ต้องซื้อบัตรเติมเงินเอาไว้ใช้ขึ้นรถ ซื้อได้ที่ตู้ขายตั๋วที่สถานีมีคนขาย บัตรเติมเงินราคา 30,000Rp. เป็นค่าบัตร 20,000 ที่เหลือใช้เป็นค่ารถ ค่ารถเที่ยวละ 3,500Rp. ดูรายละเอียดสายรถได้ที่ Transjakarta (แต่งงมาก)

สถานีรถ BRT จะมีประตูทางขึ้นรถแต่ละสายชัดเจนไปยืนรอคิว รถจะมาจอดเปิดประตูตามช่องนั้นๆเลย ดูดีๆเพราะบางครั้งมาเป็นรถ 2 ตอน ช่องประตูจะไปตรงกับช่องของสายอื่นๆด้วย ดูประตูแรกเป็นหลัก

รถไฟใต้ดิน MRT เหมือนบ้านเราเปี๊ยบ แต่เพิ่งเริ่มเปิดบริการ ยังมีแค่ 13 สถานี วิ่งจากทางใต้ของจาการ์ต้าพาคนรอบนอกเข้าเมือง สถานีสุดท้าย (กรกฏาคม 2562) เป็นสถานี Bundaran Hi อยู่หน้า ห้าง Grand Indonesia พอดี (ผ่าน Senayan Station ถ้ามีเวลาน่าจะนั่งไปดู Senayan Stadium สักหน่อย) ดูรายละเอียดได้ที่ Jakarta MRT

หรือถ้าออกไปไกลๆก็เรียก Taxi ได้ บริษัท Bluebird สีฟ้าๆเป็นบริษัทยอดนิยม ว่าดีและไม่โกง มิเตอร์เริ่มต้นที่ 6,500Rp. รถตุ๊กๆก็มีแต่ไม่ได้ลองเรียกใช้ กลัวพูดกันไม่รู้เรื่องเพราะที่จาการ์ต้าคนพูดอังกฤษได้น้อยกว่าที่บาหลีเยอะ คงเพราะนักท่องเที่ยวน้อย

การเดินทางอีกประเภทที่นิยมมากคือ Grab ทั้ง Grab car, Grab Taxi, Grab Bike โดยเฉพาะ Grab bike คนทำงานนิยมมาก เรียกมารอรับตามสถานีรถไฟเยอะมากๆ นักท่องเที่ยวก็เรียกได้

มวลมหาประชาแกร๊บ

แถมเรื่องอาหารในจาการ์ต้า ที่เดินๆดูอาหารไม่ได้แปลกตา กินอยู่คล้ายๆบ้านเรา ราคาเท่าที่เจอก็พอๆกับบ้านเรา แต่ที่นี่เป็นมุสลิมจึงไม่มีหมู ส่วนมากเป็นไก่กับเนื้อวัว ถ้าเข้าร้านอาหารก็มีครบทั้ง ไทย จีน อินเดีย ยุโรป เบอร์เกอร์ ไก่ทอด มีหมด ไปเที่ยวไม่อดแน่นอน

ชวา-บาหลี เที่ยวครบจบในครั้งเดียว

ทริป : ชวา – บาหลี : อินโดนีเซีย [เมษายน 2006]

เป็นการซื้อทัวร์จากเวปท่องเที่ยวครั้งแรก ชื่อเสียงของเว็ปนี้คือเที่ยวถูกเที่ยวคุ้ม จึงเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวหลายๆคน ไปแล้วก็ตรงตามนั้น คือ เทียบจำนวนวัน สถานที่เที่ยว กับราคาแล้วคุ้มจริงๆ แต่ต้องแลกมาด้วยความเหนื่อย เหนื่อยมาก ออกเช้ากลับมืด เดินทางเยอะ นั่งรถกันยาวๆ ทั้งไปและกลับต้องต่อเครื่อง 2 ครั้ง ที่พักอยู่ในระดับใช้ได้ไม่เลวร้าย ได้เที่ยวเยอะจริงๆแหละ แต่ต้องบริหารเวลาถ่ายรูปหน่อยจะมามัววัดแสงเลือกมุมนานเหมือนเคยจะเดือดร้อนส่วนรวม ข้อดีอีกข้อของทริปนี้คือพวกเราได้ไกด์ท้องถิ่นดีมาก ดูแลดี พากินของง่ายๆคือร้านตามข้างทางเป็นส่วนใหญ่ (สมฐานะ 55) แต่อร่อยนะ ชอบมากกว่าทัวร์ใหญ่ๆพาไปโต๊ะจีนอีก

พูดถึงอินโดนีเซียแล้ว ส่วนมากคงคิดถึงแต่บาหลี เราก็เหมือนกัน ภาพบาหลีในความคิดคือ ทะเล ทะเล และทะเล มีชาวเกาะใส่ชุดประจำชาติเดินกันทั่วไป มาถึงบาหลีจริงๆแล้ว ก็ไม่ได้ต่างจากภาพที่คิดไว้เท่าไหร่นัก เพราะซ้ายก็ทะเลขวาก็ทะเล ด้วยว่าบาหลีคือเกาะ มีขนาดใหญ่กว่าภูเก็ต แต่เอาจริงแล้วทะเลและชายหาดภูเก็ตสวยกว่ามาก ส่วนบาหลีได้ความดิบ ความเป็นธรรมชาติยังมากกว่า ภูเก็ตเจริญมากเกินไปว่างั้นก็ได้

ผู้คนที่อาศัยอยู่ในบาหลีไม่เชิงเป็นชาวเกาะ แต่เป็นชาวบ้านธรรมดาๆที่ยังคงศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ดั้งเดิม ไว้ได้อย่างเข้มแข็ง เรายังคงเห็นชาวบ้านออกมาทำบุญกันทุกเช้า ยังใส่ชุดพื้นเมืองเข้าวัด ยังคงมีความสงบ มีความสวยงามตามแบบอินโดนีเซีย มันมีเสน่ห์เหลือเกิน สามารถใช้คำว่า หลงรักบาหลีได้เลย

จานังซารี (Canang sari) หรือ บัตรพลี ทำจากใบมะพร้าวพับเข้ามุมเป็นกระทง ใช้ใส่ดอกไม้ หรืออาหารคาวหวาน สำหรับเซ่นสรวงเทพยดา ผี หรือสัมพเวสีตามคติศาสนาฮินดู เห็นได้ทั่วไปในบาหลี เขตวัด ศาลพระภูมิ บ้าน หรือแม้แต่พื้นดิน

ที่เลือกทริปนี้เพราะนอกจากพาเที่ยวบาหลีแล้วยังพาไปเที่ยวเกาะชวาด้วยนิดหน่อย เกาะชวานี่เป็นเกาะที่ตั้งของกรุงจากาตาร์ เมืองหลวงของอินโดนีเซีย แต่เราไปไม่ถึงเมืองหลวงที่อยู่ทางชวาตะวันตกหรอก ไปแค่ชวาตอนกลาง ยอกยากาตาร์ (Yogyakarta) เมืองแห่งวัฒนธรรมชวาโบราณ ได้ไปบูโรพุทโธ (borobodur) ไปพรัมบานัน (Prambanan) แถมด้วยดูภูเขาไฟโบรโม่อันโด่งดังที่ชวาตะวันออกด้วย โอ้ววววว คิดดูซิ 8 วันเที่ยวหมดนี่เลย ไม่เหนื่อยให้มันรู้ไป แต่ใจสู้!

ทริปเริ่มต้นแต่เช้ามืด บินอ้อมไปต่อเครื่องที่ดูไบ แล้ววกกลับมาลงที่ ท่าอากาศยานนานาชาติงูระฮ์ไร (Ngurah Rai International Airport) หรือบางคนเรียกว่า ท่าอากาศยานนานาชาติเดนปาซาร์ เพราะอยู่่ที่เมืองเดนปาซาร์ (Denpasar)เกาะบาหลี ก็เป็นช่วงบ่ายแก่ๆ บินนานแต่ได้ราคาถูก ถ้าเลือกสายการบินที่บินตรงกรุงเทพ-เดนปาซาร์ ก็แค่ 4 ชม.กว่าๆเท่านั้น

ออกจากสนามบินก็ตรงดิ่งไป Pura Uluwatu 1 ในวัดศักดิ์สิทธิ์และสำคัญของบาหลี วัดนี้สร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพแห่งท้องทะเล ตัววัดอยู่ริมทะเลทางตอนใต้ของเกาะ


การเข้าพื้นที่วัดในอินโดนีเซียต้องมีผ้าคาเอว 1 เส้น บางวัดต้องใ่ส่ผ้าถุงด้วย ทั้งหญิงชายเหมือนกัน แต่บางวัดก็อนุโลมนักท่องเที่ยวใส่กางเกงได้ แต่ต้องไม่นุ่งสั้น ผ้าคาดเอวและผ้าถุงบางวัดก็มีให้ยืมใส่

การเข้าพื้นที่วัดในอินโนนีเซียต้องแต่งตัวตามธรรมเนียมปฏิบัติ คือ แต่งกายสุภาพไม่นุ่งสั้น บางที่ต้องนุ่งผ้าถุงเท่านั้น บางที่ก็อนุโลม แต่ที่ขาดไม่ได้คือต้องมีผ้าคาดเอว ที่อูลูวาตูนี้เข้าในตัววัดไม่ได้เพราะไม่อนุญาตให้คนที่ไม่ได้นับถือฮินดูเข้าไป ได้แต่เดินชมบรรยากาศรอบนอกวัด เพราะอยู่ริมทะเล เดินลัดเลาะตามริมผาถ่ายรูปได้แต่อย่าเพลินจนโดนลิงมาฉกของ เพราะแถวนี้ลิงคุม

เย็นย่ำก็มานั่งชมการแสดง Kecak Dance ในลานแสดงกลางแจ้ง ลมแรงจนหนาว พร้อมฉากหลังเป็นพระอาทิตย์ตกในทะเล บรรยากาศดีมาก เดินทางมาทั้งวันเริ่มหมดแรง แต่การแสดงเร้าใจดี การร้องการเต้นดุดัน มีเสียงร้องคะชัก คะชัก ดังกระหึ่ม แถมด้วยระบำไฟ ตื่นตาตื่นใจ ก็เลยช่วยให้ไม่หลับ การแสดงเป็นเรื่องเกี่ยวกับรามายณะ (รามเกียรติ์) เล่าเรื่องราวของพระรามกับพลวานร ที่ไปช่วยนางสีดา บางคนก็เลยเรียกว่าระบำลิง เข้ากับบรรยากาศโดยรอบที่มีลิงเต็มไปหมดดีนะ

คืนนี้นอนแถว Kuta Beach ชายหาดขึ้นชื่อของบาหลี

ตื่นเช้ามา มีเวลาไปเดินเล่นชายหาด เพราะที่พักอยู่ติด Kuta Beach หาดทรายแถบนี้จะเป็นทรายสีดำ เพราะมาจากเถ้าภูเขาไฟ ก็สวยแปลกตาไปอีกแบบ เดินไปแล้วไม่นุ่มเท้าเท่าไหร่ ทะเลแถบนี้คลื่นแรง มีคนมาเล่นเสิร์ฟกันแต่เช้าเลย

Kuta Beach ยามเช้า

จัดการอาหารเช้าเสร็จ ก็ออกเดินทางต่อไปเมือง อูบุด (Ubud) ตอนกลางของเกาะบาหลี เมืองน่ารักมากๆ ชาวบ้านชาวเมืองดูมีเอกลักษณ์ มาถึงอูบุด ที่แรกที่ไปคือไปชม Barong Dance เป็นระบำท้องถิ่น มีหลายชุด ทั้งระบำรำฟ้อน ทั้งรำกริชแบบดุดัน เป็นการแสดงการต่อสู้ระหว่างฝ่ายธรรมะและอธรรม ระบำบาหลีของแท้ต้องหน้าดุตาดุ แต่งตาซะโตจนน่ากลัวทั้งหญิงทั้งชายเลย

จบการแสดงก็ไปดูผ้าบาติคกัน กรรมวิธีการทำผ้าบาติคก็เหมือนกับทางใต้บ้านเรา แต่ลวดลายบนผ้ามีเอกลักษณ์แบบบาหลี เดินชมเพลินๆไป นอกจากผ้าบาติค ก็มีพวกแกะสลักไม้ มีร้านขายของที่ระลึก มากับทัวร์ก็ต้องมีบ้างนะ แล้วก็ไปแวะหาข้าวเที่ยงกิน โดยพี่ไกด์หนวดงามพาไปหาไก่ย่างกับข้าวสวยกิน ซึ่งง่ายๆดีและถูกปากมาก

ที่ต่อไปที่แวะคือ Tempaksirink หรือ Pura Tirta Empul ที่เรียกกันว่าวัดน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ ก่อนเข้าวัดก็อย่าลืมคาดผ้าตามธรรมเนียม เข้าไปด้านในจะเห็นบ่อน้ำที่มีผู้ศรัทธามาอาบน้ำกันเต็มไปหมด เพราะถือกันว่าน้ำที่นี่เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ ผู้นับถือฮินดูมาอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์เพื่อเป็นการชำระล้างร่างกายให้บริสุทธิ์จากสิ่งร้ายและโรคภัยไข้เจ็บ น้ำในบ่อเป็นน้ำพุจากธรรมชาติที่ผุดขึ้นจากตาน้ำใต้ดินมาเป็นเวลายาวนานนับพันปี จนป่านนี้ก็ยังมีอยู่ แต่นักท่องเที่ยวอย่างเราสนใจสถาปัตยกรรมของบาหลีเป็นหลัก เพราะสวยงามเป็นเอกลักษณ์มากๆ เคยเห็นแต่การตกแต่งตามสวนบ้านเรา มาเห็นของจริงก็จะอึ้งๆหน่อย เพราะมันเยอะไปหมด แถมหลายอันก็เป็นของศักดิ์สิทธิ์ด้วยไม่ใช่แค่รูปปั้นตกแต่งสวน

ที่ต่อไปออกนอกเมืองอูบุดไปอีกไม่ไกลนัก คือ วัดถ้ำกัวกะจะห์ Pura Goa gajah (Elephant Cave) หรือที่เรียกกันว่า “ถ้ำช้าง” เพราะมีรูปสลักบนผนังหินตรงทางเข้าถ้ำเป็นรูปอสูรกาย ดูแล้วก็ไม่เหมือนช้างทำไมเรียกช้างก็ไม่รู้ ทั้งรูปสลักผนังปากทางเข้าถ้ำและรูปหินสลักซ้ายขวาคอยทำหน้าที่ปัดป้องวิญญาณร้าย ดูขรึมขลังดี เดินเข้าในถ้ำได้ มีรูปสลักและรูปเคารพตามความเชื่อฮินดู นอกจากถ้ำก็มีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย เดินต่อไปด้านในวัดมีพื้นที่ให้คนที่มานั่งสมาธิด้วย

ตกเย็นมาดูการแสดงอีกล่ะ คราวนี้เป็น Legong dance อันนี้เหมือนดูละครรำ เป็นเรื่องเป็นราว ต้องพอเข้าใจเนื้อเรื่องมาบ้างถึงพอสนุก อารมณ์เหมือนดูงิ้วหรือดูลิเก แต่การแต่งกายและฉากไม่ได้อลังการเท่า เนื้อเรื่องเกี่ยวกับ เจ้าหญิง เจ้าชาย กษัตริย์ สู้รบกันบ้างเกี้ยวพาราสีกันบ้าง ธรรมเนียมดั้งเดิมว่ากันว่าผู้แสดงตัวหลักต้องเป็นเด็กหญิง 3 คน ที่ยังไม่มีประจำเดือนเท่านั้น ถามว่าสนุกหรือไม่ก็ต้องบอกว่าถ้าไม่เหนื่อยมากก็ดูได้เพลินๆ ดูรำสวยๆ ถ้าเที่ยวมาเหนื่อยๆก็มีบางคนดูได้ไม่กี่ฉากก็ขอตัวกลับห้องนอนล่ะ

วันที่ 3 เริ่มปรับสภาพร่างกายได้มากขึ้น ตื่นมาสดชื่นดี วันนี้จะไป Pura Gunung Kawi ต้องลงรถแล้วเดินลัดเลาะเข้าไปเล็กน้อย ผ่านสวนสละ และนาข้าวบันไดที่ตอนนี้กำลังตั้งท้องสวยงามดี

เดินข้ามสะพานหินโบราณ เข้าถึงเขต วัดกูนุงกาวี (Pura Gunung Kawi) เดินผ่านส่วนอาศรมไปจะเจอหน้าผาสูงที่สลักหินเป็นอนุสรณ์สถานเพื่อระลึกถึงราชวงศ์บาหลี เดินต่อเข้าไปชั้นในจะเจอ ห้องจำนวนหนึ่งสำหรับนั่งสมาธิ ต่อจากนั้นไปอีกจะเป็นอาราม ซึ่งเชื่อกันว่าอดีตเคยเป็นพื้นที่สำหรับให้ผู้จาริกแสวงบุญ พระ และบุคคลในราชวงศ์มาพบปะกันเพื่อพักผ่อนและนั่งสมาธิภาวนา

จากนั้นนั่งรถไปต่อที่ วัดอูลันดานูบาตูร์ (Pura Ulun Danu Batur) วัดนี้ให้เราเข้าถึงด้านในของตัววัดได้ ที่นี่ต้องนุ่งผ้าถุงและมีผ้าคาดเอวแบบเต็มยศเหมือนชาวบาหลี แต่งตัวเรียบร้อยแล้วได้เดินเข้าไปพร้อมๆชาวบาหลี ที่พากันเอาของมาวัด สาวๆเอาของเทินบนหัวมาทำบุญ ย่าๆยายๆลุงๆก็แต่งตัวสวยงามมาวัด เด็กน้อยก็มี หนุ่มๆก็เยอะ วันนี้มีพิธีด้านในด้วย สามารถยืนดูรอบนอกได้ พยายามไม่ไปรบกวนพิธี วัดอูลันดานูบาตูร์ เป็นวัดสำคัญรองจาก Pura Besakih (ที่เราจะไปต่อตอนบ่าย) ที่ตั้งของวัดอยู่บน ภูเขาบาตูร์ (Mt. Batur) ใกล้ชิดติดปากปล่องภูเขาไฟ และมี ทะเลสาบบาตูร์ (Lake Batur) อยู่ด้วย ทางขึ้นเขาไปวัด ก็เลยมีจุดชมวิวสวยๆได้หลายจุด แล้วแต่ทัวร์จะกรุณาจอดให้ลงไปชมกัน ด้านในวัดเองก็เดินอ้อมไปด้านหลังชมวิวได้เหมือนกัน แต่เรามัวแต่หลงใหลถ่ายรูปชาวบาหลีที่เข้ามาทำบุญกันในวัดเลยไม่ได้อ้อมไปด้านหลัง

ออกจากวัด ระหว่างนั่งรถลงเขา มีวิวภูเขาไฟบสตูร์ ให้ดูตลอดทาง แวะทานข้าวกลางวันที่ร้านอาหารย่าน คินตามณี (Kintamani) มีวิวภูเขาไฟตรงข้ามร้านเลย วิวดีแต่อาหารแบบทัวร์ไม่ได้อร่อย เน้นวิวเป็นหลัก ถ้าจะเข้าไปเที่ยวในตัวหมู่บ้านต้องเสียค่าเข้าด้วย แต่มันก็วิวเดียวกันกับที่เราเห็นตามจุดชมวิวนั่นแหละ

Mt. Batur & Lake Batur

อิ่มแล้วไปต่อที่ วัดเบซากีห์ (Pura Besakih) เป็นวัดสำคัญที่สุดของบาหลี มีขนาดใหญ่มากๆ ประกอบด้วยวัดเล็กวัดน้อย 22 วัด แต่โชคไม่ดีที่ฝนดันตกซะงั้น ตามจริงแล้ววัดนี้อยู่ในทำเลที่สวยมาก มีฉากหลังเป็นภูเขาไฟที่สูงที่สุดในบาหลีคือ ภูเขากูนุงอาุง (Gunung Agung) ที่เคยประทุครั้งใหญ่มาแล้วเมื่อปี 1963 และก็ยังเป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ วันนี้ฝนถล่มซะจนมองไม่เห็นฉากหลังใดๆทั้งสิ้น แต่มาแล้วก็ต้องลุย กางร่มกันเดินเข้าไปพร้อมชาวบาหลีที่ยังคงเข้าไปทำบุญกัน จนสุดท้ายฝนซาแต่ฟ้าไม่เปิด โชคยังพอมีบ้างที่วันนี้ในวัดมีพิธีอะไรสักอย่าง ถึงมีผู้คนเข้าวัดกันแม้ฝนจะตก มีพิธีแห่ใหญ่โต คนมาร่วมพิธีก็เลยแน่นไปหมด แต่ถือว่าโชคดี ได้ใกล้ชิดกับพิธีจริงๆ ได้เห็นการแห่ การสวด ได้ยืนดูข้างๆชาวบาหลีแท้ๆ

Penataran Agung เป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดใน Pura Besakih

ออกจาก Pura Besakih ขากลับไปอูบุด พี่ไกด์พาไปแวะ Pura Goa Lawah หรือวัดค้างคาว ได้ชื่อนี้ก็แน่นอนว่าเพราะมีค้างคาวเยอะ แต่ไม่ได้บินว่อนทั่วไปนะ ต้องเดินเข้าไปในพื้นที่วัด เข้าไปได้ถึงตรงบริเวณปากถ้ำที่มีแท่นบูชา จะเห็นค้างคาวห้อยหัวกันอยู่เหนือเพดานถ้ำแน่นไปหมด นักท่องเที่ยวยืนดูได้แค่ปากถ้านี้ ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าด้านใน วัดนี้เป็นวัดสำคัญในการทำพิธีศพของชาวบาหลี

ก่อนกลับอูบุดแวะเที่ยว เมืองกลุงกุง (Klungkung) เมืองหลวงในอดีตที่มีพระราชวัง (Puri Agung Klungkung : The Klungkung Palace) อยู่ที่นี่ สร้างในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 แต่โดนทำลายไปในช่วงสงครามกับดัชต์ ที่พอเหลือคือ Kertha Gosa Pavilion ศาลากลางน้ำที่สมัยโบราณใช้เป็นสถานที่ชำระคดีความ และใช้ประกอบพิธีกรรมของกษัตริย์เม็งวีในอดีต

Taman Kertha Gosa
ภาพเขียนฝาผนังใน Taman Kertha Gosa

เช้านี้ตื่นแต่เช้าหน่อย เลยได้ไปเดินเล่นในอูบุด (Ubud) เข้าไปในตลาด มีของสดพวกผักผลไม้เป็นส่วนมาก เนื้อสัตว์มีน้อยมาก ที่มีมากอีกอย่างคือร้านขายดอกไม้ ที่ทำเป็นกระทง วางดอกไม้และเครื่องบูชาสำหรับไปวางบูชาศาล

วัดแรกที่ไปวันนี้คือ Pura Taman Ayun เป็นวัดของกษัตริย์ Mengwi วัดนี้สวยเด่นที่มีเจดีย์ทรงสูงมีหลังคาเป็นชั้นลดหลั่นกันขึ้นไป ตั้งเรียงแถวกันนับสิบองค์ มีบ่อน้ำล้อมรอบด้านนอก แล้วยังมีซุ้มประตูแบบบาหลีสวยมากๆ แต่ไม่อนุญาตให้เข้าด้านใน เดินชมรอบๆได้ มีแค่รั้วเตี้ยๆกั้น มองเห็นได้สะดวก ไม่ต้องเข้าด้านในก็ได้

วันนี้ฟ้าเปิดสดใส ถ่ายรูปสวย ไปถึง ทะเลสาป Danau Beratan กรี๊ดมาก เพราะแสงดี มีเงาสะท้อนของวัด Pura Ulun Danu Beratan ทีอยู่ริมทะเลสาป Beratan ทางเดินเข้าวัดผ่านสวนสวย ที่ต้นไม้ดอกไม้จัดไว้สวยงาม มีคนมาเดินเล่นถ่ายรูปพอสมควร

จากนั้นพี่ไกด์พาไปดูน้ำตก ไม่มีในโปรแกรมแต่แกพาไป Git Git Waterfall ชื่อประหลาดแท้ ต้องเดินลงบันไดผ่านดงขายของที่ระลึกนานาชนิดเหมือนทางไปน้ำตกบ้านเรา ตัวน้ำตกไม่ใหญ่โต แต่พอมีน้ำตกมาเป็นสาย ถ่ายรูปกันนิดหน่อยก็กลับ

นั่งรถไปต่อสักพัก พี่ไกด์ก็พาเข้าไปวัดพุทธ Brahmavihara – Arama เป็นวัดพุทธวัดเดียวที่เจอในทริปนี้ ด้านในก็จะงงๆหน่อย เพราะมีทั้งโบสถ์ทั้งศาลา แถมด้วยรูปปั้นสไตล์บาหลีประดับ ด้านหลังมีบูโรพุทโธจำลองอีกต่างหาก

คืนนี้ไปนอนเมือง Lovina ที่มีหาดทรายสีดำ ตามโปรแกรมบอกว่า ให้เล่นน้ำ พักผ่อน หลังผ่านการเที่ยวมาหลายวัน แต่ตามจริงกว่าจะไปถึงก็มืดพอดี ได้แค่พักเหนื่อยนั่งดูแสงสวยๆริมหาดเท่านั้น กินข้าวแล้วก็นอนกันหมด มีแค่บางคนที่ลงไปว่ายน้ำเล่นในสระ เห็นแล้วก็เสียดาย ถ้ามาถึงเร็วก็อยากไปว่ายน้ำเหมือนกัน ที่พักสไตล์รีสอร์ทสวยดี

ตัดสินใจนอนเร็วเพราะเช้านี้ต้องตื่นเช้าอีก วันนี้มีรายการไปนั่งเรือดูโลมา เดินไปขึ้นเรือที่หน้าหาดที่พักนี่แหละ เรือที่พาพวกเราไปคือเรือโบราณจังโกลาน (Janggolan Boat) นั่ง 4 คน มีเอกลักษณ์ที่มีโครงเหล็กยื่นออกไปเหมือนขา 2 ข้าง เรามองว่าเหมือนจิงโจ้น้ำ นั่งออกทะเลไปก็จะเสียวๆหน่อย เพราะอารมณ์ว่าตูดเรี่ยๆทะเลเลย

ออกเรือแต่ฟ้าเริ่มมีแสง จะได้ไม่ร้อนมาก
นั่งออกไปจนพระอาทิตย์เริ่มโผล่พ้นขอบฟ้า

เรืออกไปไม่ไกลเท่าไหร่ก็ได้เห็นน้องโลมาแล้ว โลมาที่นี่เป็น โลมาปากขวด น้องมากระโดดไปมาใกล้ๆเลย ถ่ายรูปได้บ้างไม่ได้บ้าง มัวแต่ตื่นเต้น เรือบางลำก็ไปไล่ตามน้อง จริงๆแล้วก็รณรงค์กันอยู่ว่าไม่ต้องไปไล่ ลอยลำไปเฉยๆน้องก็มาเอง

สายๆก็กลับมาทานข้าวเช้า วันนี้ต้องเอารถขึ้นเฟอร์รี่ข้ามช่องแคบ ไปฝั่งเกาะชวาแล้วนั่งรถต่อไปอีกเกือบ 6 ชม. แล้วต้องไปต่อรถจี๊บขึ้นเขาอีก ไปพักกันที่หมู่บ้าน probolinggo กว่าจะถึงที่พักก็มืดอีกวัน แถมอากาศก็หนาวด้วยนะบนนี้ ที่พักโลโซสุดๆในทริป แต่อย่าคิดมากเพราะนอนแป๊บเดียว ต้องตื่นแต่เช้ามืดเพื่อไปรอขึ้นภูเขาไฟโบรโมกัน

ขึ้นฝั่งเกาะชวาแล้วนั่งรถต่อมาอีกจนถึงทางขึ้น Probolinggo Village แล้วต้องเปลี่ยนรถเพื่อขึ้นที่พัก
ขึ้นมาถึงที่พักก็มืดพอดี มีวิวภูเขาไฟอยู่หน้าที่พักเลย เก็บภาพก่อนเลย

หลับยังไม่เต็มตื่นก็ต้องตื่นมาแต่มืด มืดนี้คือตี 4 อากาศหนาวมาก เพราะอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 2000 ม. ใครจะขึ้นมาเที่ยวที่นี่ต้องเตรียมเสื้อหนาวมาด้วย ทั้งๆที่ตลอดทริปอากาศค่อนข้างร้อน แถมมีฝนตกด้วยต่างหาก การจัดชุดก็เลยต้องมีชุดครบทุกฤดู

ตื่นมาตี 4 เจอแบบนี้ พระจันทร์สว่างมาก ทั้งง่วงทั้งหนาว

ออกมาขึ้นรถจี๊บแบบสลึมสลือ นั่งรถห้อตะบึงทางราบไปพักใหญ่ก็ตัดขึ้นทางเขา เลี้ยวไปเลี้ยวมาพอมึนก็ถึง ต้องลงรถแล้วเดินต่อไปอีก ไม่ไกลมาก นักท่องเที่ยวแน่นไปหมด จับจองทำเลกันตามสะดวก พอแสงที่ค่อยๆเหลืองทองออกมาฉาบลงทะเลหมอก ต่างคนต่างก็ถ่ายรูปกันไม่ยั้ง จุดชมวิวมาตรฐานจะเห็นยอด gunung bromo ,Batok,และ gunung semeru

ภาพเหมือนฝันจริงๆ รูปที่ได้ไม่สวยเท่าตาเห็น ยอดภูเขาไฟที่ยังมีควันลอยบางๆ พร้อมทะเลหมอกรอบๆมันชวนฝันมากๆ

ถ่ายภาพกันจนพอใจพี่ไกด์ก็เรียกกลับ เดินออกมาสักพักระหว่างทาง มีร้านกาแฟให้แวะจิบอะไรอุ่นๆพร้อมผิงไฟแก้หนาวกันก่อน เพราะอากาศบนเขาตอนเช้าหนาวใช้ได้เลย ได้จิบชา กาแฟ ร้อนๆช่วยได้เยอะ แถมด้วยจุดชมวิวอีกมุม

จากนั้นนั่งจิ๊บกลับลงมา เพราะสว่างแล้วเลยได้เห็นว่าเรานั่งรถขึ้นเขามา ทางแคบและเสียวพอสมควร พอลงมาถึงด้านล่าง รถจิ๊บวิ่งห้อตะบึงผ่านกลางทุ่งราบเป็นแถวสวยดีเหมือนในหนังสารคดี รถวิ่งมาจอดให้ตรงบริเวณวัด Pura Agung จากตรงนี้ เลือกเดินหรือขี่ม้าไปที่ภูเขาไฟก็ได้ ซึ่งเราเลือกม้าแน่นอน ขี้เกียจเดิน นั่งม้าไปไม่ไกลก็ลงและต้องเดินขึ้นบันไดไปปากปล่อง จากตรงนี้จะมีกลิ่นกำมะถันฉุนและแสบจมูกมาก ทางที่ดีควรเตรียมผ้าปิดจมูกไปด้วย

Pura Agung

ไปถึงปากปล่องสามารถไปยืนเพ่งลงไปมองดูลาวาอยู่เพราะภูเขาไฟลูกนี้ยังไม่ดับ เป็นประสบการณ์เร้าใจเล็กๆสำหรับคนที่ไม่เคยเจอภูเขาไฟที่ยังไม่ตาย ยืนมองปากปล่องลงไปพยายามมองหาลาวา แต่ก็ไม่ค่อยเห็น เพราะควันขาวกลบปากปล่องตลอด มีช่วงลมพัดออกให้พอมองเห็นแว๊บๆ ยืนอยู่นานจนแสบตาแสบจมูก ไม่ไหวกลับดีกว่า

นั่งรถกลับที่พัก อยากสลบอีกสักหน่อยแต่ไม่มีเวลา ต้องอาบน้ำไปกินข้าว แล้วนั่งรถลงเขาเลย เพราะบ่ายนี้จะต้องนั่งรถยาวไป ยอกยากาตาร์ (Yogyakatar) ทางเกาะชวาตอนกลาง เป็นเมืองศูนย์กลางของวัฒนธรรมชวาโบราณ

วันนี้จะไป Highlight ของชวาคือ Borobudur มีแผนให้เลือก สำหรับคนที่ยังมีแรงจะตื่นแต่เช้ามืดไปรอแสงเช้าที่บูโรพุทธโธ หรือคนที่ไม่ไหวแล้วจะตื่นปกติไปบูโรพุทโธตอนเช้าปกติก็ได้ ซึ่งเราบอกเลยว่าเดี้ยง เลยไม่ไปกรุ๊ปเช้ามืด เพราะไปแล้วก็ต้องรออยู่เลย จนกลุ่มเวลาปกติไปถึงก็น่าจะเป็น 8-9 โมงเช้า จากที่พักในยอกยากาตาร์ก็ต้องนั่งรถไปร่วมชั่วโมง ไปถึงตอนสายแล้วก็สวยอยู่ดี (ปลอบใจตัวเอง)

Borobudur เป็นสถาปัตยกรรมที่สำคัญของศาสนาพุทธลัทธิมหายาน สร้างจากหินภูเขาไฟ สร้างเป็นรูปทรงคล้ายปิรามิดที่มีฐานสีเหลี่ยมจัตุรัสด้านละ 118 ม. เป็นชั้นลดหลั่นกันขึ้นไป 6 ชั้น อีก 4 ชั้นเป็นฐานวงกลมขึ้นไปมีเจดีย์ทรงระฆังคว่ำที่ยอดบนสุด ผนังระเบียงแต่ละชั้นมีภาพสลักสวยงาม

ชั้นบน 3 ชั้นก่อนถึงองค์เจดีย์ มีพระพุทธรูป 72 องค์บรรจุอยู่ในเจดีย์ทรงระฆังคว่ำที่สร้างเป็นช่องเหมือนโครงตาข่าย มองเข้าไปเห็นองค์พระพุทธรูปได้ สวยงามมหัศจรรย์มาก ทึ่งในความสามารถของช่างในยุคนั้นจริงๆ เพราะบูโรพุทโธนี่ว่ากันว่าสร้างมาแล้ว 1000 กว่าปี ก่อนนครวัดเสียอีก ได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก เมื่อปี ค.ศ.1991

เดินวนซ้ายวนขวาถ่ายรูปเพลินมาก นึกเสียดายที่แรงไม่มี ไม่ได้มาเก็บภาพแสงเช้า แค่ตอนสายแสงแรงขนาดนี้ก็สวยมาก ถ้าได้แสงเช้าสีทองจะสวยขนาดไหน

ออกจาก Borobudur ก็กลับเข้าในเมือง ไปต่อที่ Kraton Ngayogyakarta หรือ Yogyakatar Sultan Palace สร้างขึ้นปี ค.ศ.1756-1790 โดยสุลต่านฮาเมงกูบูโวโน ที่ 1 ตามคติแบบฮินดู ซึ่งสมมติว่าพระราชวังเป็นศูนย์กลางของโลกและจักรวาล พระราชวังเป็นสถาปัตยกรรมแบบชวาผสมกับดัชต์ ใช้เป็นสถานที่ประทับของสุลต่านยอกยาการ์ตาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีบางส่วนที่จัดห้องแสดงเรื่องราวประวัติความเป็นมาของผู้ปกครองเมืองยอกยาการ์ตา และมีสิ่งของเครื่องใช้ส่วนพระองค์ต่างๆ รวมถึงของมีค่าให้ได้เดินดูกัน

วันนี้ได้กินข้าวในวัง แต่ไม่ได้หรูหราแบบปราสาทยุโรปหรอกนะ เป็นอาหารบุฟเฟต์ที่ทัวร์มาลงกันนั่นแหละ มีดนตรีขับกล่อมด้วย

ยอกยากาตาร์ (Yogyakatar)

ช่วงบ่ายไปเที่ยวมรดกโลกอีกแห่ง แต่เป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดูบ้าง ออกจากเมืองไป ½ ชม.ก็ถึง แต่ฝนตกอีกล่ะ ต้องรอสักพักให้ฝนซา ถึงลงเดินกันเข้าไป Prambanan วัดในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย คนอินโดนีเซียเรียก Prambanan ว่า Loro Jongrang Temple มีความยิ่งใหญ่ด้วยพระปรางค์หลัก 3 องค์ สร้างเพื่อบูชา พระศิวะ (Shiva Temple), พระวิษณุ หรือ พระนารายณ์ (Visnu Temple) และ พระพรหม (Brahma Temple) แล้วก็ปรางค์ประกอบอีกรอบๆ ปรางค์แต่ละองค์เป็นทรงกลีบมะเฟืองสร้างด้วยหิน มีลวดลายแกะสลักสวยๆ สันนิษฐานว่าสร้างมาแล้วพันกว่าปีเหมือนกัน ดูแล้วมันน่าทึ่งเหมือนตอนเห็นนครวัดนครธมว่าคนสมัยนั้น สามารถแกะสลักหินแต่ละก้อนแล้วยกขึ้นประกอบได้อย่างสมดุลย์ และแข็งแรงมาจนถึงปัจจุบันได้อย่างไี

เย็นนี้พวกเราบินกลับไปบาหลี เพื่อจะบินกลับเมืองไทยพรุ่งนี้

เช้าสุดท้ายในบาหลี ตื่นมากินอาหารเช้าแล้วเดินออกไปเที่ยวได้เลย เพราะที่พักอยู่ใกล้กับ Tanahlot ที่เป็นที่ตั้งของวัดดังอีกแห่งของบาหลี Pura Tanahlot

วัดทานาล็อต (Pura Tanahlot) สร้างเพื่ออุทิศแด่เทพเจ้าและปีศาจแห่งท้องทะเล ตัววัดตั้งอยู่บนผาหินที่อยู่ห่างจากแผ่นดินออกไปในทะเล คำว่า Tahnalot เป็นภาษาอินโดนีเซียแปลว่า Land in the Sea แปลตรงตัวว่าแผ่นดินที่อยู่ในทะเล คลื่นลมแถวนี้แรงมากๆจนกัดเซาะผาหินคอดกิ่วไปเหมือนเป็นเกาะ ช่วงน้ำขึ้นวัดจะถูกโอบล้อมไปด้วยน้ำเหมือนเกาะลอย พอน้ำลดเดินไปยังวัดได้อย่างสบายๆ จริงๆแล้วตรงนี้เป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ตก แต่พวกเรามาถึงก็มืดแล้ว ได้เดินมาเที่ยวชมตอนเช้าแทน

เดินเลาะริมผาไปไม่ไกลจะมีพื้นที่เรียกว่า Enjung Galuh Area เป็นสวนที่เดินไปตรงนี้แล้วถ่ายรูปไปที่ Pura Tanahlot ได้มุมสวย หันไปอีกทางจะเห็นแนวหินยื่นไปในทะเล แต่มีรูลอดไปเหมือนเป็นสะพานหิน จะมีวัดอีกวัดอยู่ตรงนั้น Pura Batu Bolong สวยงามเป็นจุดถ่ายรูปอีกจุดได้

ถ้ามีเวลาเยอะ บริเวณ Tanahlot Area นี้มีวัดเยอะมาก วัดเล็กวัดน้อย อยู่ริมทะเลบ้าง อยู่ในฝั่งบ้าง ลองดูรายละเอียดในนี้ http://www.tanahlot.id/index.php/temples ถ้ามีเวลาก็เก็บให้หมดเลย

เดินเล่นถ่ายรูปจนพอใจเดินกลับมาช็อปปิ้งนิดหน่อย ร้านค้าเริ่มเปิดกันแล้ว สายๆก็ต้องออกเดินทางไปสนามบินชื่อเรียกยาก Ngurah Rai International Airport (DPS) ที่เมือง Denpasar เพื่อขึ้นเครื่องกลับเมืองไทยล่ะ

Patung Satria Gatotkaca Monument ใกล้ๆถึง Ngurah Rai International Airport ในเมือง Denpasar

8 วันในบาหลีและชวา เที่ยวไปเยอะแยะมาก ได้เที่ยวมรดกโลก 2 ที่ในเกาะชวา แถมด้วยขึ้นปากปล่องภูเขาไฟ เก็บวัดเด่นๆในบาหลีไปเกือบหมด คุ้มมาก แต่ก็เหนื่อยมาก ถ้าเลือกได้ไม่ไปแบบนี้อีกแล้ว 5555

Website Built with WordPress.com.

Up ↑

%d bloggers like this: