Explore Egypt In 7 Days (II)

Trip : Egypt | Dec 2007

ทริปเที่ยวอิยิปต์ 7 วัน ตอนแรก เริ่มต้นที่อิยิปต์ตอนล่างที่ ไคโร (Cairo) เมืองหลวงของประเทศอิยิปต์ เที่ยวเมมฟิส (Memphis) ซัคคาร่า (Saqqara) ดาห์ชู (Dahshur) 1 วัน และอเล็กซานเดรีย (Alexandria) เมืองริมทะเลเมอร์ดิเตอเรเนี่ยนอีก 1 วัน แล้วนั่งรถไฟนอนยาวไปอิยิปต์ตอนบนที่เมืองอัสวาน (Aswan) นั่งรถต่อไป มหาวิหารอาบูซิมเบล (Abu Simbel) แล้วกลับมาเที่ยวอัสวาน

มาเล่าต่อตอนสอง จากอัสวานนั่งรถเลาะแม่น้ำไนล์ ไปคอมออมโบ (Kom Ombo) เอดฟู (Edfu) และลักซอร์ (Luxor) แล้วนั่งรถไฟจากลักซอร์กลับไปไคโร 

ASWAN to LUXOR

คอมออมโบ | Kom Ombo | كوم أمبو‎, 

วันนี้เก็บของลาเมืองอัสวาน เดินทางต่อลงไปทางใต้ เลาะตามแม่น้ำไนล์ไป 50 กม. ที่เมือง คอมออมโบ (Kom Ombo) เป็นเมืองเกษตรริมฝั่งแม่น้ำไนล์ที่เก่าแก่มากๆ จุดที่คนมาแวะเที่ยวคือ วิหารคอมออมโบ (Kom ombo Temple) เป็นวิหารแฝด เพราะสร้างเพื่อบูชาเทพฮอรัส (Horus) กับเทพโซเบก (Sobek)

วิหารแฝดสร้างแบบสมมาตรกัน ซ้ายบูชาเทพฮอรัส (Horus) ขาบูชาเทพโซเบก (Sobek)

เทพฮอรัสคือเทพที่มีหัวเป็นเหยี่ยว เป็นเทพแห่งสงคราม ส่วนเทพโซเบกคือเทพที่มีหัวเป็นจระเข้ เป็นเทพผู้สร้างโลก เทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ คือผู้อยู่ในแหล่งน้ำ

ชาวนูเบียนนับถือจระเข้ว่าเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ มีการทำมัมมี่จระเข้เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อเทพผู้คุ้มครองแม่น้ำไนล์ ด้านในวิหารมีมัมมี่จระเข้อยู่ในตู้ให้ดู

จุดน่าสนใจอีกจุดคือภาพแกะสลักที่ว่ากันว่าเป็นปฏิทินอิยิปต์โบราณ และภาพแกะสลักรูปเหมือนอุปกรณ์ผ่าตัดทางการแพทย์อย่าง มีด กรรไกร คีม วางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ แสดงให้เห็นถึงความรู้ทางด้านการแพทย์ของชาวอิยิปต์โบราณ

ภาพสลักรูปปฏิทินอิยิปต์โบราณ

ออกมาด้านนอกวิหารมี ไนโลมิเตอร์ (Nilometer) เป็นเครื่องวัดระดับน้ำ เป็นบ่อน้ำที่เชื่อมถึงแม่น้ำไนล์ มีระดับให้ดูระดับน้ำของแม่น้ำไนล์ได้ เพื่อช่วยคำนวณเรื่องน้ำท่วม

เอ็ดฟู | Edfu | إدفو‎

ออกจากวิหารคอมออมโบ นั่งรถลงใต้ไปอีก 65 กม. ไปที่เมือง เอ็ดฟู (Edfu) เข้าไปดู วิหารเอ็ดฟู (Edfu Temple) ที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพฮอรัส เทพที่มีหัวเป็นเหยี่ยว มีรูปสลักเหยี่ยวขนาดใหญ่หน้าทางเข้าวิหารด้านใน ซุ้มประตูและเสาขนาดใหญ่ สวยงาม ลวดลายชัดเจนมาก

ลักซอร์ | Luxor | الأقصر‎

เที่ยว 2 วิหารขนาดย่อมๆไป 2 วิหารแล้ว ตอนบ่ายก็เข้า เมืองลักซอร์ (Luxor) หรือ นครธีปต์ (Thebes) อดีตเมืองหลวงเก่าแก่ของอาณาจักรอิยิปต์โบราณราชวงศ์ที่12 เข้าที่พักเก็บของล้างหน้าให้สดชื่นแล้วออกมาเที่ยววิหารขนาดยักษ์ วิหารลักซอร์ ที่ได้เดินเที่ยวตลอดบ่ายจนเย็นย่ำ มีแสงไฟสาดส่องสวยงาม ประทับใจสุดๆ

วิหารลักซอร์ (Luxor Temple) สร้างถวายแก่เทพอามุน-รา (Amun-Ra) และเทพีมัต (Mut) มีพื้นที่กว้างใหญ่มาก ทางเข้าวิหารมีรูปสลักหินฟาโรห์นั่งบนบัลลังก์ 2 รูป และควรจะขนาบข้างด้วยเสาโอเบลิสก์ 2 เสาเหมือนกัน แต่เหลือเสาเดียว เพราะอีกเสาไปตั้งอยู่ที่ปลาซ เดอ ลา คองคอร์ด หรือจตุรัสคองคอร์ด กรุงปารีสซะ เสาโอบิลิสก์ถูกส่งไปตั้งแต่ยุคนโปเลียน โบนาปาร์ด และยังตั้งตะหง่านอยู่ที่ปารีสจนถึงวันนี้

ก่อนเข้าด้านใน ไปเดินดูด้านนอกก่อน เพราะเคยมีสวน มีรูปสลักหินตกแต่ง สวยงามแบบอุทยานหลวง ตอนนี้ก็มีแต่ต้นปาล์มให้ดู แล้วก็มีสฟิงซ์ที่ตัวเป็นสิงห์หัวเป็นคน หมอบเป็นแถวเป็นแนว เรียงรายขนาบ 2 ข้างถนน ซึ่งในอดีตเป็นถนนยาวร่วม 3 กม. เชื่อมไปถึง วิหารคานัค (จะไปเที่ยวพรุ่งนี้)

จากนั้นก็เดินเข้าด้านในของวิหาร สวยงามด้วยความยิ่งใหญ่ เสาหินต้นใหญ่ยักษ์หลายร้อยต้นเรียงเป็นแถว ไม่เหลือส่วนหลังคาแล้ว ที่หลงเหลือมีแค่คานหินขนาดใหญ่พาดหัวเสา น่าสงสัยว่ายุคโบราณยกแท่งหินขนาดหลายตันขึ้นไปวางได้ยังไงกัน เดินเล่นถ่ายรูปเพลินมาก เดินไปมาจนแสงเริ่มหมด เริ่มมีไฟเปิดส่องไปตามจุดต่างๆ ก็ย้อนออกมาด้านหน้าวิหาร ถ่ายรูปวิหารยามค่ำก็สวยอีกอารมณ์

หลังข้าวเย็นก็เดินเล่นตลาดเมืองลักซอร์สักหน่อย ตลาดแต่ละเมืองก็ดูคล้ายๆกัน ขายของก็เหมือนๆกัน

TRAVEL LIST Day-5

  • Kom Ombo : วิหารคอมออมโบ (Kom Ombo Temple)
  • Edfu : วืหารเอ็ดฟู (Edfu Temple)
  • Luxor : วิหารลักซอร์ (Luxor Temple) / Night market

City of Life and Death

เมืองลักซอร์แบ่งเป็น 2 ฝั่งด้วยแม่น้ำไนล์ ลักซอร์ฝั่งตะวันออก (East bank) กับฝั่งตะวันตก (West bank) ในยุคอิยิปต์โบราณถือว่า East bank คือ Life ส่วน West Bank คือ Death คือฝั่งคนเป็นกับฝั่งคนตาย

ยามเช้าบนฝั่งตะวันออกคือฝั่งคนเป็น ปัจจุบันเป็นตัวเมืองลักซอร์ ที่มีโรงแรม ร้านอาหาร ที่เที่ยวหลักของฝั่งนี้คือ วิหารลักซอร์ที่พวกเราไปดูมาแล้วเมื่อวาน และวิหารคาร์นัค ที่จะไปเย็นนี้ ช่วงเช้านี้จะข้ามแม่น้ำไปฝั่งคนตาย คือฝั่งตะวันตก (West side)

ลักซอร์ฝั่งตะวันตกเป็นฝั่งคนตาย จึงเป็นที่ตั้งของสุสาน อย่างเช่น หุบผากษัตริย์ (valley of the King), หุบผาราชินี (Valley of the Queen) หรือ Deir el-bahari สุสานของฟาโรห์หญิงฮัตเชปซุต (Hatshepsut)

ลักซอร์ฝั่งคนตายมีชื่อเสียงโด่งดังจากการขุดค้นพบสุสานฟาโรห์หนุ่มน้อยตุตันคามุน ที่ยังเจอโลงศพและสมบัติมากมาย (หลุมศพส่วนมากโดนขุดค้นโดยโจรขนสมบัติและโลงศพทองคำไปจนหมด) ลักษณะพื้นที่เป็นหุบเขาในทะเลทราย มีการขุดอุโมงค์เข้าไปเป็นทางยาวลึกจนถึงห้องเก็บพระศพ มีทางแยกเป็นห้องเล็กๆเก็บทรัพย์สมบัติสำหรับชาติภพหน้า ทั้งผนังและเพดานแกะสลักลวดลายละเอียดพร้อมวาดภาพลงสีสดใส เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเทพเจ้าและชีวิตหลังความตาย

กิจกรรมน่าทำของที่นี่คือขึ้นบอลลูนยามพระอาทิตย์ขึ้นหรือพระอาทิตย์ตกดินดูหุบเขากษัตริย์มุมกว้าง แต่เราไม่ได้ขึ้น พวกเราเลือกเข้าไปเดินเที่ยวอย่างเดียว การเข้าไปเที่ยวใน หุบผากษัตริย์ (valley of the King) ต้องไปซื้อบัตรเข้าชมใน Visitor center ก่อน แล้วเดินดูส่วนจัดแสดงด้านในนิดหน่อย มีผังจำลองของหุบผากษัตริย์ให้ทำความเข้าใจเบื้องต้น จากนั้นก็ออกไปนั่งรถพาเข้าไปในบริเวณขุดค้น

รถพาไปจอดที่จุดเดียวกันหมด มองไปรอบๆจะมีป้ายบอกชื่อหลุมกับรายละเอียดว่าหลุมนี้เป็นสุสานของฟาโรห์องค์ไหน สนใจหลุมไหนก็เดินเข้าไปดูได้ มีหลุมขุดค้นที่เปิดให้เข้าดูได้ประมาณ 10 หลุม (จาก 60 กว่าหลุมที่ทำการขุดค้นอยู่) ค่าเข้าที่จ่ายไปสามารถให้เราเลือกเข้าได้ 3 หลุม ยกเว้น 3 หลุมขุดค้นที่ต้องจ่ายเงินเพิ่มเพื่อเข้าดู (KV9 – Ramesses V & VI / KV17 – Seti I / KV62 – Tutankhamun) ก็เป็น 3 หลุมที่ว่ากันว่าด้านในสวยสุดนั่นเอง หลุม KV62 ของฟาโรห์ตุตันคามุนอันโด่งดังที่ต้องจ่ายเงินเพิ่มมีคิวยาวเฟื้อย เราเลยไปดูสุสานทั่วไปแทน

เดินเข้าไปด้านในของสุสานลึกไปได้จนถึงห้องเก็บโลงพระศพ แต่ไม่มีโลงและไม่มีข้าวของสมบัติอะไรเพราะส่วนมากโดนปล้นไปหมดแล้ว ส่วนที่เหลือก็ย้ายไปเก็บในพิพิธภัณฑ์ แต่ที่ได้เห็นคือภาพฝาผนังตลอดทางเดิน และตามห้องต่างๆ บางส่วนก็ยังมีสี บางส่วนก็ซีดจาง ตอนที่เราไปปี 2007 ด้านในห้ามถ่ายรูปเด็ดขาดเลยไม่มีรูปออกมาให้ดู ต่อมา ปี 2018 สามารถจ่ายเงินเพิ่มเพื่อให้ถ่ายรูปภายในสุสานได้โดยห้ามใช้แฟลช พอปี 2019 สามารถถ่ายรูปด้วยกล้องมือถือโดยไม่ใช้แฟลชได้โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม ตอนนี้ก็เลยมีรูปออกมาให้ได้เห็นกันเยอะแยะ (ลองเข้าไปดูเวปนี้ได้ รูปสวยใช้ได้ มีทุกสุสานเด็ดๆเลย >รูปด้านในหลุมขุดค้นหุบผากษัตริย์<)

หุบผากษัตริย์ (valley of the King)

จากหุบผากษัตริย์ไปไม่ไกลเป็น หุบผาราชินี (Valley of the Queen) สุสานที่น่าสนใจที่สุดคือ สุสานราชินีเนเฟอร์ตารี (The Tomb of Queen Nefertari) แต่เราไม่ได้เข้าไปดูด้านในของสุสาน น่าเสียดาย

ที่เราไปอีกจุดคือ Deir el-bahari สุสานของฟาโรห์หญิงฮัตเชปซุต (Hatshepsut) ที่นี่ผิดกับหุบผากษัตริย์ที่เหนือหลุมศพไม่มีสัญญลักษณ์ใดๆให้รู้ว่ามีสุสาน ก็เพื่อความปลอดภัยของสุสานนั่นแหละ แต่สุสานฟาโรห์หญิง มีการก่อสร้างโถงทางเข้าสุสาน และมีรูปสลักหินขนาดใหญ่อยู่หน้าเชิงเขาที่เจาะเข้าไปทำเป็นสุสาน ออกแบบและก่อสร้างโดยสถาปนิกคู่ใจ ที่ซุบซิบกันว่าคือชู้รักของพระนาง แต่ถึงจะมีสุสานใหญ่โตกลับไม่เคยมีใครพบพระศพของพระนาง แถมรูปสลักต่างๆก็โดนทำลายเพื่อลบตัวตนพระนางจากประวัติศาสตร์ ด้วยเหตุผลเรื่องการแย่งชิงบัลลังก์ เพราะพระนางได้ยึดอำนาจจากการเป็นผู้สำเร็จราชการแทนฟาโรต์ธุตโมสที่สามที่ยังเป็นเด็กแล้วแต่งตั้งตัวเป็นฟาโรห์ ฟาโรห์ธุตโมสที่สามก็เลยไม่ค่อยจะพอใจ พอโตขึ้นก็กลับมายึดอำนาจและทำลายล้างพระนาง

รูปสลักหินฟาโรห์มีเครา เป็นตัวแทนของฟาโรห์หญิง เพราะเวลาออกบริหารบ้านเมืองจะใส่เคราปลอมออกมาเสมอ

จุดที่ 3 ที่แวะคือ วิหารฮาบู (Habu Temple) เป็นวิหารขนาดใหญ่ สร้างโดยฟาโรห์รามเสสที่ 3 นักท่องเที่ยวไม่ค่อยเยอะ แต่เจอเด็กนักเรียนเยอะมาก มีภาพแกะสลักตามผนังที่ยังสมบูรณ์เยอะมาก ลวดลายชัดเจน บางผนังยังมีสีอยู่ด้วย

วิหารฮาบู (Habu Temple)

เที่ยวไป 3 จุดกว่าจะได้กินข้าวเที่ยงก็บ่ายแล้ว ขับรถเลือกหาร้านข้าว เลยได้ชมเมืองคนตาย บ้านเรือนและร้านค้าสีสรรลวดลายน่ารักไม่เข้ากับชื่อเรียกเลย

ก่อนจากฝั่งคนตายข้ามกลับไปฝั่งคนเป็น แวะดูรูปสลักหินคู่ขนาดใหญ่ยักษ์ในท่านั่ง เรียกกันว่า รูปสลักแห่งเมมนอน (Colossi of Memnon) รูปสลักหินคู่หันหน้าไปแม่น้ำไนล์ทางทิศตะวันออก แต่เดิมเป็นรูปสลักคู่อยู่หน้าวิหารของฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 3 ตัววิหารพังราบไปจนหมดจากแผ่นดินไหว เหลือแค่รูปสลักหินคู่อยู่กลางลาน

The Colossi of Memnon

ช่วงบ่ายแก่ๆกลับเข้าฝั่งคนเป็น ลักซอร์ฝั่งตะวันออก ไปที่ วิหารคานัค (Kanak Temple) สร้างถวายแก่เทพอามุน-รา (Amun-Ra) เหมือนวิหารลักซอร์ ด้านหน้าวิหารมีรูปสลักหินสฟิงค์หัวแกะเขาโง้งเรียงรายตามถนนที่เคยยาวเชื่อมต่อไปถึงวิหารลักซอร์นั่นไง

วิหารคานัคกว้างใหญ่มาก เพราะมีการสร้างเสริมเติมต่อเรื่อยมากว่า 2000 ปี ผ่านยุคสมัยของฟาโรห์กว่า 30 พระองค์ วิหารแต่ละยุคสมัยถูกรื้อถอนสร้างทับ หรือขยายออก จนทับซ้อนกันไปหมด

เข้าไปในวิหารเดินผ่าน Great Hypostyle Hall ดงเสาหินขนาดใหญ่ยักษ์ มีลวดลายสลักลึกและชัด ตั้งแต่โคนเสาไปถึงยอดเสาที่สูงเป็นสิบเมตร ด้านในมีแบ่งห้องหลายห้อง เป็นห้องบูชาองค์เทพต่างๆ เดินทะลุไปด้านหลังมี วิหารฮาธอร์ ที่ย้ายหนีน้ำท่วมจากการสร้างเขื่อนมาสร้างใหม่ตรงนี้อยู่ด้วย

ลานกว้างด้านหลังมีแท่นหินที่มีรูปสลักหินด้วงสการับ ภาษาอิยิปต์โบราณเรียกว่า Khepri (Statue of Khepri)  มีโซ่ล้อมไว้ จะเห็นคนมาเดินวนรอบประหนึ่งเดินเวียนเทียน เพราะมีความเชื่อว่าใครอยากมีลูกให้มาอธิษฐานแล้วเดินวนรอบรูปสลักนี้

Statue of Khepri

ได้เดินเที่ยวในวิหารคานัคจนเย็นย่ำอีกวัน แต่วันนี้ไม่ได้กลับไปนอนโรงแรม แต่จะกลับไคโรเลย ก็ไปนอนบนรถไฟเหมือนขามา

TRAVEL LIST Day-6

  • Luxor (West) : หุบผากษัตริย์ (valley of the King) / หุบผาราชินี (Valley of the Queen) / Deir el-bahari สุสานของฟาโรห์หญิงฮัตเชปซุต (Hatshepsut) / วิหารฮาบู (Habu Temple) / รูปสลักแห่งเมมนอน (Colossi of Memnon)
  • Luxor (East) : วิหารคานัค (Kanak Temple)

The Grand Pyramid

สวัสดีไคโรแต่ไก่โห่ เพราะรถไฟขากลับออกเร็วเลยมาถึงแต่เช้า ดีที่มีจองโรงแรมไว้ให้ไปอาบน้ำแปรงฟันแต่งตัวหน่อย เพราะวันนี้เที่ยวไคโรทั้งวันแล้วบินกลับเมืองไทยเลย เที่ยวบินตอนดึก ถ้าไม่ได้อาบน้ำหน่อย คงทรมาน

กีซ่า | Giza | الجيزة

มีเวลาในไคโรวันเดียว ต้องเริ่มเที่ยวเร็วๆ ที่แรกที่ต้องไม่พลาดเลยคือ เมืองกิซ่า (Giza) ไปดูปิรามิดที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดคือ มหาปิรามิดแห่งเมืองกิซา (The Grand Pyramid of Giza) หรือ ปิรามิดของฟาโรห์คูฟู (Khufu) เป็นปิรามิดที่สร้างได้ลักษณะสมมาตรทำมุม 50º กับพื้นดินในทุกด้าน ใช้หินทรายตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมหนักประมาณก้อนละ 2 ตันครึ่ง บางก้อนหนักถึง 16 ตัน นำเอามาซ้อนกันขึ้นไป ซึ่งต้องใช้หินไม่น้อยกว่า 2,500,000 ก้อน รวมน้ำหนักกว่า 6,000,000 ตัน แล้วจึงฉาบผิวเรียบ ตอนนี้หลุดร่อนไปเกือบหมดแล้ว มองไกลๆก็นึกว่าเรียบ แต่พอเข้าไปใกล้จะเห็นก้อนหินที่เรียงซ้อนกันขึ้นไป ปีนป่ายได้อยู่เขาไม่ห้าม

ปิรามิดของฟาโรห์คูฟู (Pyramid of Khufu)

ในบริเวณใกล้ๆกันยังมีปิรามิดอื่นๆด้วยคือ ปิรามิดของฟาโรห์คาฟเร (Khafre) โอรสของฟาโรห์คูฟู มีขนาดเล็กกว่า แต่จะมองเห็นสูงใหญ่กว่ามันคือภาพลวงตา เพราะสร้างอยู่บนเนินเขาที่มีระดับสูงกว่าประมาณ 30 ฟุต ปิรามิดอันเล็กลงมาอีกคือ ปิรามิดของฟาโรห์เมนคูเร (Menkaure) ซึ่งเป็นพระโอรสของฟาโรห์คาฟเร ที่ว่าเล็กๆก็ยังสูงร่วม 60 ม. และยังมีปิรามิดราชินีเล็กๆอีก 3 หลังอยู่ข้างๆ

นอกจากปิรามิดแล้ว ยังมีรูปสลักหินขนาดใหญ่สูงกว่า 65 ฟุต มีตัวเป็นสิงโตหัวเป็นคนนอนหมอบเฝ้าหน้าปิรามิดคาฟเร รู้จักกันไปทั่วโลกว่า สฟิงซ์ (Sphinx) เชื่อกันว่ารูปหน้าของสฟิงซ์คือพระพักต์ของกษัตริย์คาฟเรเอง แต่ก็ไม่ทราบว่าพระองค์จะหล่อเหลาขนาดไหน เพราะใบหน้าของสฟิงซ์ได้หักพังไปตามกาลเวลาเช่นกัน ทั้งจากลมฝนแห่งทะเลทรายและเคยเป็นเป้าซ้อมยิงของทหารอังกฤษซะอีก

สฟิงซ์เฝ้าหน้าปิรามิดคาฟเร

ใครอยากขี่อูฐถ่ายรูปกับปิรามิด ที่นี่จะมีคนมาเสนออูฐให้ขี่เยอะแยะ เราให้คุณพี่ไกด์จ้างให้เลยไม่มีปัญหา แต่ถ้าใครติดต่อเอง ตกลงราคากันให้ดี มีคนขี่ไปแล้วบอกว่าราคาไม่รวมขากลับก็มีมาแล้วนะ คนอิยิปต์โกงๆก็มี คนดีๆก็เยอะ

ไคโร | Cairo |  القاهرة

กลับเข้าในเมืองไคโรไปเข้า พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอืยิปต์ (The Egyptian Museum) ที่นี่เก็บรวบรวมโบราณวัตถุที่ขุดค้นเจอจากทั่วอิยิปต์เอาไว้ (เท่าที่เหลือรอดจากโจร) โลงพระศพของฟาโรห์ตุตันคามุน รวมทั้งสมบัติจากหลุมศพที่ลอร์ดคานาวานขุดเจอก็อยู่ที่นี่ด้วย ต้องต่อแถวกันเข้าไปดู ห้องอื่นๆก็มีสมบัติต่างๆทั้งของใหม่ของโบราณ ห้องไฮไลต์คือห้องแสดงมัมมี่ รูปสลักหินบางอันก็ยกมาวางแสดงที่นี่ แต่ห้ามถ่ายรูป อะไรก็เอาเข้าไม่ได้ด้วยซ้ำ ต้องฝากไว้ด้านนอกทั้งหมด [ตอนนี้อนุญาตให้ถ่ายรูปได้โดยซื้อบัตรถ่ายรูปราคา EGP 50]

ใครสนใจดูฟรีก็ดูจาก official web ได้เหมือนกัน | https://my.matterport.com/show/?m=85n8j312Ur4&minimap=1 Source: https://egymonuments.gov.eg/en/museums/

ห้องสมบัติตุตันคามุน

มื้อเที่ยงสุดท้ายในอิยิปต์ ไปหาอะไรอร่อยๆทานกันแถบ ตลาดข่านเอลคาลิลี (Khan El Khalili Bazaar) อิ่มกันแล้วก็แยกย้ายกันลุยตลาด คนมากมายคึกคัก เดินเข้าตรอกซอกซอยไปทั่ว สวรรค์ของนักถ่ายภาพก็ว่าได้ จะซื้อของฝากก็มีทุกอย่าง ภาพวาด ขวดน้ำหอม รูปสลักหินเล็กใหญ่ เครื่องเงิน เครื่องแก้ว ไปจนถึงเครื่องหอม เครื่องเทศ ของที่ระลึกเล็กๆน้อยๆ โปสการ์ด แม็กเน็ท ก็มีขาย ราคาบอกนักท่องเที่ยวก็จะบอกผ่านพอสมควร ต่อรองราคากันตามสะดวก

ก่อนเดินเที่ยวตลาด นั่งกินข้าวคาเฟ่หน้ามัสยิดอัลฮุสเซน

ถ้าเบื่อช้อปปิ้ง รอบๆตลาดมีมัสยิด เดินเข้าไปเยี่ยมชมได้ แต่ต้องแต่งกายสุภาพ ไม่ใส่ขาสั้น เสื้อแขนกุด และดูด้วยว่าบริเวณไหนห้ามเข้าก็อย่าเข้าไป

มัสยิดอัลฮุสเซน (Al-Hussain Mosque)

ได้เวลาก็กลับมาเจอกัน เพื่อนั่งรถไปสนามบิน วันนี้กลับเมืองไทยแล้ว ประทับใจอิยิปต์ ตื่นตาตื่นใจทุกวัน

TRAVEL LIST Day-7

  • Giza : มหาปิรามิดแห่งเมืองกิซา (The Grand Pyramid of Giza) / สฟิงซ์ (Sphinx)
  • Cairo : พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอืยิปต์ (The Egyptian Museum) / มัสยิดอัลอัสซา (Al-Azhar Mosque) / ตลาดข่านเอลคาลิลี (Khan El Khalili Bazaar)

Explore Egypt In 7 Days (I)

Trip : Egypt | Dec 2007

ใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็กๆว่าอยากไปเห็นปิรามิด อยากไปเห็นสฟิงค์ ในที่สุดความฝันก็เป็นจริง วางแผนเที่ยวตั้งแต่ส่วน Lower Egypt ไล่ไปจนถึงส่วน Upper Egypt รู้จักอิยิปต์ต้องรู้จักแม่น้ำไนล์ ที่เป็นแม่น้ำสายหลักผ่ากลางประเทศ ปลายทางไหลลงทะเลเมอร์ดิเตอเรเนี่ยน เวลาดูรูปแผนที่จะขัดความรู้สึกนิดหน่อย ว่าแม่น้ำไนล์ทำไมไหลขึ้น ความจริงมันไม่ได้ไหลขึ้น น้ำไหลจากที่สูงลงที่ต่ำนั่นแหละ ไหลลงทะเล ส่วนบนของแผนที่จึงเป็น อิยิปต์ตอนล่าง และด้านล่างของแผนที่คือ อิยิปต์ตอนบน

บางคนเลือกใช้วิธีเที่ยวด้วยการล่องเรือตามแม่น้ำไนล์ นอนบนเรือแล้วลงเที่ยวตามรายทาง เพราะเมืองท่องเที่ยวหลักๆของอิยิปต์ตั้งอยู่ริมแม่น้ำไนล์ ห่างจากแม่น้ำออกไปก็เป็นทะเลทราย พวกเราเลือกการเดินทางด้วยรถไฟกับรถยนต์ เริ่มต้นที่อิยิปต์ตอนล่างที่ ไคโร (Cairo) เมืองหลวงของประเทศอิยิปต์ เที่ยวเมมฟิส (Memphis) – ซัคคาร่า (Saqqara) – แดชชู (Dahshur) 1 วัน และอเล็กซานเดรีย (Alexandria) เมืองริมทะเลเมอร์ดิเตอเรเนี่ยนอีก 1 วัน แล้วนั่งรถไฟข้ามคืน ยาวไปอิยิปต์ตอนบนที่เมืองอัสวาน (Aswan) นั่งรถต่อไปเที่ยว อาบูซิมเบล (Abusimbel) แล้วกลับมาตั้งต้นที่อัสวาน นั่งรถเที่ยวจากอัสวาน ไปคอมออมโบ (Kom Ombo) เอดฟู (Edfu) และลักซอร์ (Luxor) แล้วนั่งรถไฟกลับไปไคโร 

HELLO CAIRO, OH! PYRAMID

เลือกบินกับอิยิปต์แอร์ (Egypt air) บินตรงกรุงเทพ – ไคโร ออกจากต้นทางเกือบๆตีหนึ่ง นอนยาวๆไป 10 ชม. ตื่นมางัวเงียที่สนามบิน ตอนเกือบๆหกโมงเช้า (เวลาที่อิยิปต์ช้ากว่าไทย 5 ชม.)  

โรงแรมที่จองไว้ เป็นโรงแรม 2-3 ดาวไม่มีรถมารับ พวกเราเรียกแท็กซี่ไปจากสนามบิน แบบเสี่ยงดวง หวังว่าจะไม่โดนปล้น เป็นความรู้สึกเวลาไปเที่ยวประเทศแถบแขกๆ อาจเพราะผู้คนดูหน้าตุ มีหนวดเครา ผิวค่อนข้างคล้ำ (แต่จริงๆแล้วมักพบว่าคนหน้าตาดุๆดำๆก็ใจดีไม่ต่างจากคนหน้าขาวๆ) สรุปแล้วก็ถึงโรงแรมได้อย่างสวัสดิภาพ ยังเข้าห้องไม่ได้ ได้แต่ฝากกระเป๋าแล้วออกไปเดินหาอะไรกินรองท้องยามเช้า

สายหน่อยก็เข้าห้องพักได้ ผักผ่อนออมแรงกันเล็กน้อย รอเวลารถมารับไปเที่ยว วันนี้ซื้อ Local tour ไว้ ไปเที่ยวเมมฟิส (Memphis), ซัคคารา (Saqqara), ดาห์ชู (Dashur) กับซิตาเดล (Citadel)ในไคโร เราจองแบบ private car ไปเลยเพราะถ่ายรูปเยอะไม่อยากไปกลุ่มใหญ่ รถเก๋งกลางเก่ากลางใหม่พร้อมไกด์สาวมารับ พร้อมออกเดินทาง

ไคโร | Cairo | القاهرة

ไกด์สาวพาไปที่ ป้อมปราการของซาลาดิน (The Citadel of Cairo or Citadel of Saladin) ก่อนเป็นที่แรก ข้อดีของการมาทัวร์คือรถวนมาส่งใกล้สุด เดินขึ้นเนินไปไม่ไกลมากเข้าไปในป้อมปราการ คนสร้างป้อมปราการนี้คือ ซาลาดิน ผู้นำมุสลิมที่นำทัพสู่สงครามครูเสด

ป้อมปราการของซาลาดิน (The Citadel of Cairo or Citadel of Saladin)

เข้าไปด้านในจะเจอ สุเหร่ามูฮัมหมัดอาลี (Mohammad Ali Mosque) สร้างโดย มูฮัมหมัด อาลี ปาชา ผู่ปกครองอิยิปต์กว่าครึ่งศตวรรษ เป็นผู้วางรากฐานอิยิปต์ยุคใหม่

สุเหร่ามูฮัมหมัดอาลี (Mohammad Ali Mosque)

จุดที่ใครๆก็ต้องไปดูอีกจุดคือ นาฬิกาของหลุยส์ฟิลิปแห่งฝรั่งเศสที่ให้เป็นของขวัญแลกเปลี่ยนกับเสาโอบิลิสก์ของราเมเซสที่สองจากวิหารลักซอร์ ซึ่งฝรั่งเศสได้ขนไปเมื่อหลายปีก่อนหน้าแล้ว (ใครไปปารีสก็ไปดูเสาโอบิลิสก์นี้ได้ที่ปลาซ เดอ ลา คองคอร์ด)

นาฬิกาของหลุยส์ฟิลิปแห่งฝรั่งเศส

ถ้าอยากรู้ว่า ซาลาดิน คือใคร เก่งกล้าอย่างไร ควรไปหาดูได้ในภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ “Kingdom of Heaven”

ซัคคารา | Saqqara | سقارة

นั่งรถออกจากไคโรไปราว 15 ไมล์ ไปที่ ซัคคารา (Sakkara) เมืองเก่าแก่โบราณ ปัจจุบันเป็นหมู่บ้านหนึ่งในเขตเมืองกีซ่า (Giza) ไปเพื่อไปดูปิรามิดยุคเริ่มแรก ต้องเล่าก่อนว่าปิรามิดนั้นสร้างมาเพื่อใช้เป็นที่ฝังศพหรือพระศพอยู่ด้านในหรือใต้ดิน แต่ก่อนจะมาเป็นปิรามิดนั้น ที่ฝังศพในยุคแรกๆของกษัตริย์และราชวงศ์รวมถึงขุนนางชั้นสูง นิยมใช้หินก่อเป็นห้องลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้าหลังคาแบนราบทับอยู่บนที่ฝังศพ เรียกกันว่า มาสตาบา (Mastaba) มีช่องทางลงไปยังที่เก็บศพหรือหลุมศพจากด้านหลังคา

มาสตาบา (Mastaba)

จากนั้นจึงมีความคิดสร้างให้ยิ่งใหญ่ขึ้น สูงขึ้น ปิรามิดยุคเริ่มแรก จึงยังไม่ได้รูปทรงสวยงามแต่เป็นลักษณะลดหลั่นขึ้นไปเหมือนขั้นบันได (Step Pyramid) หรือปิรามิดขั้นบันไดแห่งเมืองซัคคารา เป็นที่ฝังพระศพของฟาโรห์โซเซอร์

ปิรามิดขั้นบันไดแห่งเมืองซัคคารา (Step Pyramid of Saqqara)

เมมฟิส | Memphis | مَنْف

จากปิรามิดขั้นบันได นั่งรถเข้าไปในเมืองเมมฟิส เมืองหลวงของฟาโรต์ในยุคแรกๆ เข้าไปเที่ยว พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งเมืองเมมฟิส (The Open Air Museum at Memphis) มีรูปแกะสลักขนาดยักษ์ของฟาโรห์รามเสสที่ 2 และรูปสลักหินขนาดใหญ่อีกหลายรูปจัดแสดงทั้งนอกและในอาคาร

รามเสสที่ 2

แวะทานอาหารกลางวันที่ไม่รวมในราคา พยายามบอกว่าอยากกินอาหารง่ายๆ แต่สุดท้ายรถก็พามาร้านทัวร์บุฟเฟต์ ก็เลยกินๆไป อาหารไม่อร่อยที่สุดในทริปนี้ แถมแพงด้วย

ดาห์ชู | Dahshur | دهشور

ห่างออกไปอีก 20 ไมล์ เป็นสถานที่สร้างปิรามิของฟาโรห์สเนฟรู (Snefru) ปิรามิดอันที่น่าสนใจคือ ปิรามิดโค้ง หรือ Bent pyramid  เป็นปิรามิดที่มีองศาในการสร้างที่ค่อนข้างแปลก คือในส่วนล่างทำมุม 52º กับพื้นดิน แต่ได้เปลี่ยนองศาการก่อสร้างในช่วงกลางของปิรามิดเป็น 43.2º ไปจนถึงยอดปิรามิด ทำให้ปิรามิดมีลักษณะโค้ง

ปิรามิดโค้ง (Bent pyramid)

ปิรามิดอีกอัน เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดของปิรามิดโค้ง โดยมีการสร้างปิรามิดทำมุม 43º ตลอดจนถึงยอด ถูกขนานนามว่า ปิรามิดสีแดง (Red pyramid) เพราะสร้างมาจากหิน reddish sandstone จะมองเห็นเป็นสีส้มอมชมพูเมื่อสะท้อนแสงอาทิตย์ ถือว่าเป็นปิรามิดทรงสมจริงแห่งแรกของโลกก็ว่าได้

ปิรามิดสีแดง (Red pyramid)

เที่ยวไป 1 วัน เจอปิรามิดไปหลายอันแต่ยังไม่ได้ไปถึงปิรามิดอันโด่งดังคือ ปิรามิดแห่งกิซ่า (Pyramid of Giza) ซึ่งเราจะไปในวันท้ายๆเป็นการปิดทริป แต่วันนี้ถือว่าได้มาทำความรู้จักกับปิรามิดตั้งแต่ยุคเริ่มแรก ชนิดเข้าใจกันให้ถ่องแท้ไปเลย

ค่ำคืนในไคโร

TRAVEL LIST Day-1

  • Cairo : ป้อมปราการของซาลาดิน (The Citadel of Cairo or Citadel of Saladin) / สุเหร่ามูฮัมหมัดอาลี (Mohammad Ali Mosque)
  • Saqqara : ปิรามิดขั้นบันได (Step Pyramid)
  • Memphis : พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งเมืองเมมฟิส (The Open Air Museum at Memphis)
  • Dahshur : ปิรามิดโค้ง (Bent pyramid) / ปิรามิดสีแดง (Red pyramid)

ALEXANDER with ALEXANDRIA

เช้านี้ต้องตื่นแต่เช้ามืด ให้โรงแรมเรียกแท็กซี่พาไปส่งสนามบินเพื่อไปรวมกลุ่มกับสมาชิกที่เดินทางมาจากเมืองไทยอีก 2 คน เพราะรถที่จะพานำเที่ยวต่อจากนี้ไม่ยอมเข้าเมืองไปรับเราที่โรงแรม บอกว่าไม่ใช่ทางผ่าน ฮือ…. ออกมามืดๆก็กลัวเหมือนกัน แต่ก็ไม่มีอะไร ไปถึงสนามบินได้โดยสวัสดิภาพ วันนี้ เราได้ร่วมกลุ่มกับพี่อีก 2 คน ที่บินมาจากไทย จากวันนี้กรุ๊ปเราจะมี 4 คน และมีไกด์พาเดินทางท่องเที่ยว 1 คน เป็นการซื้อ Package tour มาจากบริษัทที่เมืองไทย นับว่าโชคดีมาก ที่ไกด์เป็นนักเรียนไทยที่มาเรียนและทำงานที่อิยิปต์ชื่อคุณนาน ทำให้พวกเราเที่ยวกันได้สนุกมากๆ แถมอาหารการกินก็อร่อยเพราะคุณนานรู้ว่าคนไทยชอบกินอะไร ก็จะพาไปกิน ร้านธรรมดาไม่ใช่ร้านทัวร์ ก็จะราคาไม่แพง แถมอร่อยถูกปากแทบทุกมื้อ (อาหารไม่รวมในราคาทัวร์) จากนี้ไปเราจะเที่ยวกันยาวๆ

อเล็กซานเดรีย | Alexandria | الإسكندرية‎

รวมกลุ่มกันครบแล้ว นั่งรถตู้คันเล็กไปเมืองอเล็กซานเดรีย (Alexandria) เมืองท่าริมทะเลเมอร์ดิเตอร์เรเนี่ยน เก่าแก่มากกว่า 300 ปีก่อนคริสตกาล ว่ากันว่าชื่อเมืองอเล็กซานเดรียก็ตั้งตามชื่อพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ผู้พบเมืองชาวประมงเล็กๆนี้และสร้างเมืองให้ใหญ่ขึ้น

แวะซื้อส้มระหว่างทาง

ผ่านมาอีกเป็นร้อยปีช่วง 40 ปีก่อนคริสตกาล เป็นยุคโรมันเรืองอำนาจ เข้ามามีอิทธิพลเหนือแผ่นดินอิยิปต์ เหมือนเป็นเมืองขึ้นนั่นแหละ จุดแรกที่แวะคือ เสาปอมปีย์ (Pompey’s Pillar) เป็นเสาแกรนิตสูง 27 เมตร สร้างเพื่อเป็นเกียรติแด่จักรพรรดิไดโอคลีเชียน แต่ที่เรียกกันว่าเสาปอมปีย์เพราะ เชื่อกันว่าบริเวณนี้มีกระดูกของปอมปีย์ นักรบผู้ยิ่งใหญ่ของโรมันเก็บไว้บนยอดเสา หรือบางคนก็บอกว่านายพลปอมปีย์โดนฆ่าตายที่ตรงนี้ (ปอมปีย์คือหนึ่งใน 3 จอมทัพของจักรวรรดิ์โรมัน ยุคเดียวกับนายพลคราสซุส และ นายพลจูเลียส ซีซ่าร์ที่กลายมาเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่แห่งโรมัน ตอนหลังนายพลปอมปีย์กลายเป็นศัตรูกับนายพลซีซาร์ ปอมปีย์ได้หนีมาที่เมืองอเล็กซานเดรีย แต่ถูกฟาโรห์อิยิปต์ตอนนั้นฆ่าตายเพื่อหวังเอาใจซีซาร์)

เสาปอมปีย์ (Pompey’s Pillar)

ต่อมาจูเลียสซีซาร์ ได้มาตกหลุมรักกับคลีโอพัตรา ก็มาใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองอเล็กซานเดรียเป็นเวลานาน จนมีลูกด้วยกัน อเล็กซานเดรียมีการสร้างสิ่งก่อสร้างแบบกรีกและโรมันมากมาย บริเวณนี้เคยมีอาคาร มีห้องสมุด มีโบสถ์ แต่ตอนนี้เหลือแค่เสาโบราณแบบกรีกต้นเดียว ตั้งโดดเด่นอยู่กลางลาน มีสฟิงซ์สองตัวขนาบซ้ายขวา ความพิเศษคือ เป็นเสาโรมันเสาเดียวในโลกที่สร้างอยู่นอกกรุงโรม (Rome) และกรุงคอนสแตนติโนเปิล (Constantinople)

ใกล้ๆกันคือ หลุมฝังศพใต้ดินแห่งอเล็กซานเดรีย (Catacombs) เป็นสุสานของชาวโรมันในอดีต เพราะช่วงที่ซีซาร์มาอยู่ที่เมืองนี้ ไพร่พลชาวโรมันที่มากับกองทัพก็มาตัั้งรกรากกันอยู่ไม่น้อย ส่วนที่ยังหลงเหลือมาถึงปัจจุบันในสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์ ได้รับการบันทึกให้เป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง มีทางเดินลงบันไดไปใต้ดิน ว่ากันว่ามีศพฝังอยู่มากกว่า 50,000 ศพ สุสานมีสามชั้น ลึกถึง 35 ม. มีแบ่งพื้นที่ใช้งาน เช่นบริเวณที่ทำพิธี บริเวณที่ฝังศพ หรือที่รวมญาติเพื่อระลึกถึงผู้ตาย (เหมือนวัดเลยนะ มีศาลาให้ทำบุญเลี้ยงพระ) บริเวณที่ฝังศพคนฐานะดีก็จะกว้างขวางสวยงาม ส่วนคนยากจนก็จะฝังรวมๆกันไป เดินลงไปดูได้เฉพาะส่วนที่เปิดให้เข้า

หลุมฝังศพใต้ดินแห่งอเล็กซานเดรีย (Catacombs)

จุดเที่ยวสำคัญชนิดพลาดไม่ได้ของเมืองอเล็กซานเดรียคือ ป้อมปราการเกตย์เบย์ (Qaitbay Citadel) เป็นป้อมปราการริมทะเลเมอร์ดิเตอร์เรเนี่ยน ในอดีตเป็นที่ตั้งของ ประภาคารฟาโรส ที่ได้รับการบันทึกว่าเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ แต่พังทลายลงไปจนปัจจุบันเหลือเพียงส่วนที่เป็นฐาน ต่อมาได้มีรับการบูรณะต่อเติมและสร้างป้อมปราการทับลงไปที่เดิมโดยสุลต่านเกตย์เบย์ ก็เลยเรียกชื่อตามผู้สร้างคนล่าสุดไป

ป้อมปราการเกตย์เบย์ (Qaitbay Citadel)

ตรงป้อมอเล็กซานเดรียและพื้นที่รอบๆ เป็นเหมือนศูนย์รวมชาวเมืองและนักท่องเที่ยว ยิ่งช่วงบ่ายแก่ไปถึงเย็นคนยิ่งเยอะ ชาวเมืองก็มาใช้เป็นสถานที่พักผ่อน นักท่องเที่ยวก็มาชมวิวทะเลเมอร์ดิเตอร์เรเนี่ยน ลมทะเลแรงจนหนาว

วันนี้เที่ยวอเล็กซานเดรียเมืองเดียวพอแล้ว นั่งรถกลับไปไคโร แต่ไม่พักโรงแรม คืนนี้จะนอนบนรถไฟ จากกรุงไคโรที่อยู่อิยิปต์ตอนใต้ ขึ้นไปทางเหนือ นอนยาวๆข้ามคืนไปตื่นที่อัสวาน

สถานีรถไฟไคโร

TRAVEL LIST Day-2

  • Alexandria : เสาปอมปีย์ (Pompey’s Pillar) / หลุมฝังศพใต้ดินแห่งอเล็กซานเดรีย (Catacombs) / ป้อมปราการเกตย์เบย์ (Qaitbay Citdel)

AWAKE at ASWAN

ตื่นเช้ามารับอรุณบนรถไฟสายอัสวาน ฟ้าสว่างแล้วยังต้องนั่งต่อไปอีก นั่งมองสองข้างทางก็ไม่ได้ดูแห้งแล้งเวิ้งว้างอย่างที่คิดเท่าไหร่ มีตึกรามบ้านช่องตามริมทางรถไฟบ้าง ได้เรื่องที่จะรู้ไปทำไมมาว่า ที่เห็นตึกเหมือนสร้างไม่เสร็จคือมีเสาโผล่ๆอยู่เหมือนยังไม่จบชั้นดาดฟ้านั่นเขาตั้งใจ เพราะถ้าสร้างเสร็จจะโดนภาษีเยอะ เออ…แบบนี้ก็ได้เหรอ

อัสวาน | Aswan | أسوان

นั่งไปอีกนานจนแดดจ้าเพิ่งผ่านสถานีลักซอร์ (Luxor) ผ่านไปอีกชั่วโมงกว่าๆก็มาถึงสถานีอัสวาน (Aswan) เอาเที่ยงพอดี สรุปรวมใช้เวลาอยู่บนรถไฟ 14 ชม.!! (ช้ากว่าตารางจริงประมาณชม.กว่าๆ)

วันนี้เหลือเวลาเที่ยวอัสวาน ½ วัน แต่ก็ต้องเริ่มด้วยการกินข้าวเที่ยงก่อน เพราะหิวไส้จะขาด มื้อนี้ก็ง่ายๆ ข้าว ปลาทอด ไก่ทอด นกพิราบย่างกรอบ (อร่อยมาก) มีสตูว์ ซุปถั่ว อิ่มสบายแล้วก็ไปลงเรือกัน ที่เที่ยววันนี้คือ วิหารฟิเล (Philae Temple) ที่ตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆไม่ห่างจากตัวเมืองอัสวาน นั่งเรือข้ามไปแค่ 10 นาที วิหารนี้สร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพไอซิส ก็เลยมีอีกชื่อว่า Temple of Isis บริเวณวิหารในตอนนี้ไม่ใช่พื้นที่เดิมของวิหาร แต่ถูกแยกชิ้นส่วนมาประกอบใหม่ที่บริเวณเหนือจากที่เดิมมา 500 ม. เพราะตำแหน่งเดิมมีน้ำท่วมวิหาร หลังจากมีการสร้างเขื่อนอัสวาน

เขื่อนอัสวาน ทำให้เกิดทะเลสาบนัสเซอร์

การย้ายวิหารฟิเลใช้เวลา 8 ปี ในการแยกชิ้นส่วนก้อนหิน 45,000 ก้อน กับเสา 100 ต้น นำไปประกอบใหม่ กระบวนการรื้อวิหารน่าสนใจจริงๆ มีการสร้างเขื่อนชั่วคราวล้อมรอบวิหาร แล้วสูบน้ำออก เพื่อทำการแยกชิ้นส่วนวิหาร ดำเนินการโดยรัฐบาลอิยิปต์และยูเนสโก้

วิหารฟิเลย์ย้ายมาประกอบใหม่บนเกาะอากิลิก้า

วิหารประกอบใหม่วางเรียงสวยงามมาก มีแนวเสาสูงเรียงยาวไปถึงตัววิหาร ลวดลายสลักชัดเจน สวยงาม บรรยากาศช่วงเย็นก็ดี แต่นักท่องเที่ยวเยอะ

เดินเล่นกันเพลินจนเย็นก็นั่งเรือกลับไปโรงแรม ก่อนออกไปหาข้าวเย็นกิน ได้เดินเล่นตลาดอัสวานนิดหน่อย แล้วรีบกลับไปนอน เพราะพรุ่งนี้ต้องออกจากที่พักแต่เช้ามืด มืดมากๆ พรุ่งนี้จะไปหนึ่งในไฮไลต์ของทริป

เดินเที่ยวตลาดกลางคืนเมืองอัสวาน

TRAVEL LIST Day-3

  • Aswan : วิหารฟิเล (Philae Temple) / Night market

WONDERFUL ABU SIMBEL

วันที่ 4 ของทริปที่ต้องตื่นเช้ามากถึงมากที่สุด คือตื่นตี 3 ออกเดินทางตี 4 วันนี้จะเดินทางไกลเกือบ 300 กม. ไป มหาวิหารอาบูซิมเบล (Abu Simbel) ซึ่งต้องไปตั้งขบวนรวมกับกรุ๊ปทัวร์ทั้งหมดในอัสวาน จะรถส่วนตัว รถตู้ รถบัส ก็ต้องไปลงทะเบียนเพื่อเดินทางและออกเดินทางพร้อมกันเป็นขบวน โดยมีทหารนำขบวน และคุ้มครองขบวนในการเดินทาง (ไม่อยากนั่งรถ ก็มีเครื่องบินไปลงสนามบินใกล้ๆแล้วต่อรถไปอีกนิดหน่อยก็ได้เหมือนกัน แต่แพงกว่าแล้วก็ต้องตื่นเช้าเหมือนกันแหละ)

ขบวนรถนักท่องเที่ยวไปอาบูซิมเบล

ชมพระอาทิตย์ขึ้นระหว่างเดินทางกันเลย เพราะนั่งรถราวๆ 3 ชม.กว่าจะถึงทางเข้ามหาวิหาร ติดต่อซื้อบัตรแล้วก็ค่อยๆเดินตามๆกันไป พ้นเนินขนาดย่อมๆมองเห็นทะเลสาบนัซเซอร์ ลงเนินเขาไปก็ตกตะลึงกับรูปหินสลักของฟาโรห์ราเสส ที่ 2 ขนาดใหญ่ยักษ์ สูง 20 ม.อยู่บนเชิงผาของเขาลูกย่อมๆ ไม่ใช่แค่รูปสลักเดียว แต่มี 4 รูปเลย เห็นแต่ตามรูปมาเนิ่นนาน ได้มาเห็นของจริงสักที

พ้นเนินเขานี้ไปก็จะได้เจอกับมหาวิหาร

ตกตะลึงในความยิ่งใหญ่สวยงามแล้ว ถ้านึกถึงความจริงที่ว่า วิหารอาบูซิมเบลที่เห็นนี้ ได้ถูกรื้อจากสถานที่เดิมมาประกอบใหม่ตรงนี้!! ยิ่งตกตะลึงกว่า เหตุผลเดียวกับวิหารฟิเลที่ไปเมื่อวาน คือ เมื่อสร้างเขื่อนอัสวานแล้วน้ำจะท่วมมหาวิหาร เขื่อนก็อยากสร้างแต่วิหารก็ไม่อยากให้จมน้ำ อิยิปต์ก็เลยร้องขอความช่วยเหลือ ยูเนสโกและทีมงานนักโบราณคดีจากประเทศต่างๆก็เลยเข้ามาร่วมด้วยช่วยกัน ตัดวิหารออกเป็น 1,050 ส่วน แต่ละส่วนหนักเป็นสิบตัน ย้ายไปประกอบใหม่ สูงจากระดับเดิม 65 ม. โดยสร้างภูเขาเทียมขึ้นมา แล้วเจาะโพรงข้างในให้เหมือนวิหารเดิม ทุกอย่างทั้งด้านนอกด้านในเอามาประกอบให้เหมือนเดิม ใช้เวลาไป 4 ปี รวมเวลาศึกษารายละเอียดต่างๆก่อนหน้านั้น 4 ปี รวมทั้งหมดก็ 8 ปี

วิหารใหญ่ – วิหารเล็ก ของมหาวิหารอาบูซิมเบล

มหาวิหารอาบูซิมเบลมี 2 วิหาร วิหารใหญ่มีรูปสลักฟาโรห์ราเสส ที่ 2 นั่งบนบัลลังก์ 4 องค์ วิหารเล็กมีรูปสลักฟาโรห์ราเสส ที่ 2 ยืนสลับกับรูปสลักพระนางเนเฟอร์ตารีราชินีอันเป็นที่รัก ทั้ง 2 วิหารมีประตูเข้าด้านใน ซึ่งห้ามถ่ายรูป ใช้จำเอา หรือซื้อสมุดภาพมาดู จำได้ว่าด้านในก็มีรูปสลักหินขนาดยักษ์วางเรียงราย และผนังก็เป็นผนังหินที่มีลวดลายแกะสลักตลอดทั้ง 2 ฝั่ง

วิหารใหญ่ | อาบูซิมเบล
รูปสลักฟาโรห์ราเสส ที่ 2 นั่งบนบัลลังก์
วิหารเล็ก | อาบูซิมเบล
รูปสลักฟาโรห์ราเสส ที่ 2 ยืนสลับกับรูปสลักพระนางเนเฟอร์ตารีราชินีอันเป็นที่รัก

ความละเอียดในการขนย้ายมหาวิหาร นอกจากต้องนำมาประกอบใหม่ให้เหมือนเดิมเป๊ะแล้ว ตำแหน่งการก่อสร้างยังต้องอ้างอิงพิกัดเดิม ที่มีการคำนวนตำแหน่งไว้อย่างแม่นยำให้มีวัน 2 วันในแต่ละปี คือ 22 กพ. (วันขึ้นครองราชย์) และ 22 ตค. (วันประสูติ) ที่แสงอาทิตย์จะส่องผ่านช่องประตูเข้าไป ตั้งแต่ประตูแรกสุด เข้าไปจนผ่านประตูสุดท้ายที่ลึกสุด ส่องไปที่รูปสลักขององค์ฟาโรห์รามเซสที่ 2 สุดยอดแห่งความรู้ของชาวอิยิปต์โบราณ เก่งทั้ง ดาราศาตร์ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ สถาปัตยกรรมและวิศวกรรมด้วย

ผู้ดูแลหน้าตาขึงขังคอยตรวจตราทั้งด้านนอกและด้านในของวิหาร
ถ้าไม่นั่งรถมาแต่เช้ามืดก็เลือกนั่งเครื่องบินมาได้ แต่จะมาถึงสายกว่า

มหาวิหารอาบูซิมเบล หันหน้าออกไปที่ ทะเลสาบนัสเซอร์ อันเกิดจากการสร้างเขื่อนอัสวานนั่นเอง ฝั่งตรงข้ามทะเลสาบคือประเทศซูดาน

ทุกกลุ่มที่มาจะต้องรู้กำหนดการว่าต้องกลับออกมากี่โมง เพราะขากลับก็ต้องกลับเป็นขบวนเหมือนเดิม ตอนกลับไม่หลับแล้ว เลยได้เห็นบรรยากาศข้างทาง เป็นทะเลทรายสุดลูกหูลูกตา มีบางช่วงมองเห็นเหมือนโรงเรือนอยู่ไกลๆ พี่ไกด์เล่าว่าเป็นโครงการปลูกพืชในทะเลทราย โดยการนำน้ำจากทะเลสาบขึ้นมาใช้ สมเด็จพระเทพฯเคยเสด็จมาเยี่ยมชมโครงการด้วย

ระบบชลประทานของอิยิปต์ ทำคลองส่งน้ำตัดผ่านทะเลทราย
กลับเข้าอัสวาน

บ่ายนี้มีแวะเที่ยว 2 ที่ ที่แรกที่ต้องไปคือตัวการณ์ที่ทำให้ต้องเกิดโครงการย้ายวิหารโบราณในแถบนี้ถึง 14 แห่ง คือ เขื่อนอัสวาน (Aswan High Dam) เป็นเขื่อนหินขนาดใหญ่สร้างกั้นลำน้ำไนล์ ทำให้เกิดอ่างเก็บน้ำที่เรียกว่า ทะเลสาบนัสเซอร์ ที่เราไปล่องเรือเมื่อวาน จุดประสงค์ของเขื่อนอัสวานเพื่อช่วยควบคุมน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก และกักเก็บน้ำไว้ใช้เพาะปลูกในช่วงฤดูแล้ง ต่อมามีการพัฒนาให้สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึงหมื่นล้านกิโลวัตต์ต่อปี นำมาใช้ทั้งประเทศอิยิปต์ แต่ถ้าสร้างแล้วจะทำให้สิ่งก่อสร้างโบราณจมน้ำไปมากมายหลายที่ ทำให้เกิดโครงการอนุรักษ์โบราณสถานในหุบเขานูเบีย (Nubia-International Campaign to Save the Monuments of Nubia) ทำการย้ายวิหารอาบูซิมเบล วิหารฟิเล และโบราณสถานอื่นๆอีกมากกว่า 20 แห่ง

เขื่อนอัสวาน (Aswan High Dam)

จุดต่อไปที่แวะดูคือ จุดที่สกัดหินทำเสาหินโอเบลิสก์ เพราะบริเวณนี้มีหินดี หินที่ใช้ก่อสร้างวิหารทั่วอิยิปต์ ต้องสกัดมาจากเหมืองหิน เช่นที่อัสวาน สกัดหินออกจากหน้าผา ตัดแต่งให้ได้ขนาดถ้าเอาไปก่อสร้างก็สกัดเป็นก้อนเหลี่ยมหรือกลมตามต้องการเพื่อเอาไปก่อเป็นวิหาร มีการขนย้ายไปตามจุดสร้างวิหารทั่วอาณาจักรอิยิปต์ มีหลักฐานการขนย้ายทั้งทางบกและทางน้ำ ที่เรามาดูคือที่สกัดหินเป็นเสาโอเบลิสก์ แล้วมาสลักลวดลาย เสร็จเรียบร้อย ก็จะทำการลากจูงแล้วล่องตามแม่น้ำไนล์ไปตามจุดต่างๆที่ต้องการ อันที่เด่นดังกลับเป็น เสาหินโอเบลิสก์ที่สร้างไม่เสร็จ (Unfinished Obelisk) คือเสาหินที่แกะสลักจากหน้าผายังไม่เสร็จดี แต่มีรอยราวขึ้น ก็เลยทิ้งค้างไว้อย่างนั้น นักโบราณคดีบอกว่าเสานี้เป็นของพระนางฮัทเชปซุท ถ้าไม่เกิดร้าวไปก่อนจะเป็นเสาโอเบลิสก์ที่สูง 41 เมตร หนัก 1,200 ตัน

รายการสุดท้ายของวันอันยาวนาน ไปจบที่การ ล่องเรือเฟลุกกะ (Felucca boat Sailing) เรือท้องถิ่นของอัสวาน หน้าตาคล้ายๆเรือใบ ไม่มีเครื่องยนตร์ แล่นด้วยแรงลม นั่งชมวิวเพลินๆไป ผ่านสวนพฤกษชาติอัสวาน (Botanical garden) ผ่านสุสานอาข่าน (Agha Khan Mausoleum) ลมเย็นๆกับแสงอาทิตย์ที่อ่อนลงเรื่อย ประกอบกับหน้าตาพวกเราคงคล้ายจะหลับ คนเรือเลยหยิบกลองมาตีไปร้องเพลงไปให้พวกเราคึกคักกันหน่อย

เมืองอัสวาน

TRAVEL LIST Day-4

  • Abu Simbel : มหาวิหารอาบูซิมเบล (Abu Simbel)
  • Aswan : เขื่อนอัสวาน (Aswan High Dam) / เสาหินโอเบลิสก์ที่สร้างไม่เสร็จ(Unfinished Obelisk) / ล่องเรือเฟลุกกะ (Felucca boat Sailing)

ต่อภาค 2 อีกครึ่งทริป > Explore Egypt In 7 Days (II) <

สิ่งมหัศจรรย์แห่งอียิปต์

Trip Dec.2007 : Egypt

เดินทางท่องเที่ยวอิยิปต์จากเหนือลงใต้ ไปแทบทุกที่ๆเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ไม่มีใครจัดอันดับให้ น่าแปลกใจจริงๆว่าทำไม มันน่าอัศจรรย์ใจทุกๆที่ๆได้ไปเห็น ทั้งสวยงามทั้งมหัศจรรย์ เรียกว่ากลับมานี่หลงใหลคลั่งไคล้เรื่องราวลึกลับซับซ้อนของฟาโรห์ทุกพระองค์กันเลยทีเดียว

Continue reading “สิ่งมหัศจรรย์แห่งอียิปต์”

Website Built with WordPress.com.

Up ↑

%d bloggers like this: