ใบไม้เปลี่ยนสีที่เกาหลีกันอีกครั้ง

เดือนพฤศจิกายน 2562 บินไปเกาหลีใต้กับเพื่อนพ้องน้องพี่กันอีกครั้ง ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีแล้ว แต่ยังไม่ใช่ช่วงที่สวยที่สุด หรือที่เรียกกันว่า ช่วงพีค (Peak Time) ถามว่าช่วงไหนจะสวยที่สุดในแต่ละปี? ก็ตอบไม่ได้ชัดเจน ส่วนมากก็ช่วงปลายเดือนตุลาคมไปจนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน ขึ้นกับสภาวะอากาศโลกด้วย บางปีก็หนาวเร็ว บางปีก็หนาวช้า

ย่านชองดัม ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีสวยงาม
มหาวิทยาลัยหญิงอิวา (Ewha University) เป็นอีกที่ๆมีใบไม่เปลี่ยนสีสวยๆ ตัวอาคารก็สวยงาม สวนก็สวย ทางเดินจากสถานีรถไฟ (Ewha Uni. Station) ก็มีใบไม้เปลี่ยนสีสวยงาม นักท่องเที่ยวมาเดินเล่นถ่ายรูปกันเยอะ

📌 ศาลเจ้าจองเมียว 종묘 (Jongmyo Shrine) ศาลเจ้าเก่าแก่กว่าห้าร้อยปี สร้างมาตั้งแต่สมัยก่อตั้งราชวงศ์โชซอน จุดประสงค์เพื่อใช้ในการทำพิธีกรรมต่างๆ จุดเด่นของอาคาร คือฝีมือช่างที่สร้างด้วยโครงไม้ทั้งหลัง ตอนนี้ก็ยังใช้เป็นสถานที่จัดพิธีบวงสรวงดวงวิญญานบรรพกษัตริย์อยู่ทุกๆปี ยูเนสโกขึ้นทะเบียนศาลเจ้าจองเมียวเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมเมื่อปี 1996

✴️  ค่าเข้าชม 1,000 วอน ให้เข้าเป็นรอบ มีไกด์อธิบาย มีทั้งเกาหลีและอังกฤษ

✳️ การเดินทาง : รถไฟสาย 1 หรือ 3 หรือ 5 ลงสถานี Jongno 3-ga ออก exit 11 เดินไป 200 ม.

แนะนำให้ไปช่วงเย็นๆหลังบ่าย 3 อากาศดี เดินเที่ยวชมด้านในประมาณ 1 ชม. ออกมาแล้ว ข้ามถนนไปที่ตึก Maker city Sewoon ขึ้นลิฟต์ไปชั้น 9 เป็นจุดชมวิวรอบทิศ ฝั่งหน้าตึกมองไปทางศาลเจ้า ต้นไม้ร่มครึ้มสวยงาม อีกด้านเป็นวิวเขานัมซาน เห็นนัมซานทาวเวอร์สัญญลักษ์กรุงโซล บรรยากาศตอนเย็นดีมาก บอกเลย

ตึก Maker city Sewoon เข้าไปได้เลย มีร้านขายพวกอุปกรณ์ไฟฟ้า 2-3 ร้าน
ใต้ตึกมีพื้นกระจกมองเห็นซากกำแพงเมืองเก่าด้วย
ขั้นชั้นดาดฟ้าชมวิว ด้านหน้าคือศาลเจ้าจองเมียวที่เราเพิ่งไปเดินเที่ยวมา
อีกฝั่งมองเห็น Seoul Tower ได้

ข้ามมาเดือนธันวาคม กลับมาเกาหลีอีกครั้ง ใบไม้เปลี่ยนสีมากขึ้นแต่อากาศขมุกขมัวพอสมควร เพราะหิมะใกล้จะมา อากาศแปรปรวน บางวันแดดดี บางวันฝนตก ก่อนออกจากที่พัก อย่าลืมดูพยากรณ์อากาศในมือถือ จะได้แต่งตัวได้เหมาะสม และอบอุ่นเพียงพอ

📌 วัดพงอึนซา 봉은사 (ฺBongeunsa Temple) วัดใหญ่ใจกลางเมือง ที่คนเกาหลีนับถือมากราบไหว้ทำบุญกันมากมาย เคยมาเมื่อหลายปีที่แล้ว คราวนี้พอมีเวลาเลยนึกอยากกราบไหว้ขอพรสักหน่อย แต่มาวันนี้ดวงไม่ดี ฝนตก เพื่อที่หิมะจะตามมา(ในอีกวันที่เรากลับเมืองไทยแล้ว เสียใจ) เพราะฝนตกวันนี้ในวัดจึงเงียบเหงาหน่อย แต่ก็มีพอมีนักท่องเที่ยวเข้ามาประปราย คนเกาหลีก็พอมีบ้าง

วัดพงอึนซาเป็นวัดพุทธนิกายมหายาน สร้างมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชิลลา นับเวลาถึงปัจจุบันก็มีอายุกว่า 1,200 ปี ภายในหอไตรได้มีการเก็บคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาไว้ด้วย

เข้ามาด้านในวัดแล้วสามารถมาซื้อข้าวสาร ซื้อเทียน เอาไปไหว้ขอพร ธูปมีวางไว้ให้ฟรี ซื้อโดนการหยิบของเอาตามต้องการ หยอดเงินลงในกล่องเอง เอามาเขียนชื่อ เขียนคำอธิษฐาน แล้วเดินไปจุดธูปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขออะไรก็ขอ

เอาของบูชามาจุดธูปเทียนกราบไหว้ขอพรด้านหน้าพระอุโบสถหลัก (วันนี้ฝนตกเลยกางเต๊นท์ให้)

หันหน้าเข้าหาอุโบสถเลี้ยวไปทางด้านซ้าย จะมีพระพุทธรูปหินอ่อนแกะสลักที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลี มีความสูง 23 เมตร เป็นสถานทีที่คนเกาหลีนิยมเดินทางมาไหว้ขอพรในวันสำคัญต่างๆ

ข้างพระพุทธรูปหินอ่อนมีบ่อน้ำมนต์

✴️  ไม่เสียค่าเข้า เวลาเปิด-ปิด: 3:00 – 22:00

✳️ การเดินทาง : ขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินสาย 9 ลงที่สถานี Bongeunsa Temple ทางออก 1 แล้วเดินอีกประมาณ 150 เมตร หรือสาย 2 สีเขียว ลงสถานี Samseong ทางออก 6 เดินทะลุ Coex Mall ไป

วัดพงอึนซาอยู่ตรงข้ามกับห้างดัง Coex Mall ไหว้พระเสร็จก็เดินข้ามถนนมาเดินห้างต่อได้เลย

ฝนตกอากาศก็หนาว ข้ามมา Coex Mall นั่งจิบชาอุ่นๆแก้หนาวก่อนกลับค่ะ

2016 Cherry Blossom in Seoul

เดือนเมษายนของทุกปี เป็นเทศกาลซากุระบูชา ที่ชาวไทยทั้งหลายจะไปรวมตัวกันตามแหล่งที่ดอกซากุระบานโดยมิได้นัดหมาย ปีนี้ก็เช่นกันเห็นเพื่อนใน Timeline ทั้ง FB ทั้ง Twitter ทั้ง Line โพสต์รูปท่ามกลางดอกซากุระกันเต็มไปหมด ส่วนมากจะเป็นที่ญี่ปุ่น แต่บังเอิญเราได้ไปเกาหลีช่วงต้นเดือนเมษา ซึ่งบังเอิญอีกล่ะที่เป็นช่วงที่ซากุระกำลังบานแน่น สวยงามในโซล

Continue reading “2016 Cherry Blossom in Seoul”

Korea Chic & Chill

 

TRIP NOV.2012 : SEOUL, KOREA

ไปเกาหลีตามสัญญาที่ให้ไว้กับน้องๆ LYH เมื่อ 3 ปีก่อนว่าจะรวมตัวกันไปเกาหลีอีกรอบ ผลัดมาเรื่อยๆจนปีนี้ลงตัวแต่ก็รวมกันได้ไม่ถึงครึ่งทีมของปี 09 T__T เสียดายแต่ไม่เสียใจ แค่ 4 คน ยังไงก็ไปรำลึกความหลังกัน แถมเพิ่มน้องใหม่ที่ไม่เคยไปเกาหลีไปอีกคนรวมเป็น 5 คนก็กำลังเหมาะ

ปีนี้ไปเดือนพฤศจิกายน ก็หนาวอยู่ แต่ใบไม้เปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองสวยงามไปหลายถนน บางวันก็หนาวกำลังดี แต่บางวันฝนตกแฮะ!! จริงๆไม่ใช่ฝนนะมันเป็นน้ำแข็งแบบลูกเห็บเลยเหอะ แต่ส่วนมากแค่หนาวลมแรงๆ คราวนี้พัก hongdae guesthouse สุดแสนสบายอยู่ติดสถานี Hongik เลย ชนิดว่าโผล่ขึ้นจาก Exit 1 ก็ถึงเลย ห้องใหญ่โตพักได้เป็นสิบเถอะ แต่เค้าให้พักมากสุด 6 คน พร้อมครัวเล็กๆในห้องด้วย

ถนนที่แนะนำให้ไปเดินดูใบไม่เปลี่ยนสีตามสไตล์ชิคแอนด์ชิลมีหลายเส้น เช่น คาโรซุกิล เดินไปเรื่อยๆ โผล่ไปย่านอัพกูจองได้เลย มีของให้เดินช็อปได้เยอะแยะน่ารักทั้งนั้น

725be-web-kor_7404
คาโรซุกิล (Garosu-gil)

แถบคังนัมก็สวยใช่เล่น ถนนกว้างๆคนเดินกันขวักไขว่ ดูแล้วคึกคักดี ใบไม้สีเหลืองตลอดถนนรวมกับตึกสวยๆ เป็นวิวถ่ายรูปได้ดีเลย ไปเดินเต้นกังนัมสไตล์สักหน่อยก็น่าจะดี

แถบอัพกูจองก็สวยดี ถนนกว้าง ตึกสูงๆ ย่านไฮโซมีแต่ร้านแบรนด์ดัง แต่เราไปเดินเล่นเอาบรรยากาศได้ เราไปเดินเล่นวันไปร้านกาแฟแจจุง เดินชิคแอนด์ชิลไปเรื่อยๆ ถ่ายรูปกับใบไม้เปลี่ยนสีตามรายทาง

อีกที่ที่เราไปคือสถานีวิทยุโทรทัศน์ KBS เพราะน้องเจนอยากไปเยี่ยมร้านกาแฟ Handel and Gretel ของเยซอง ซูปเปอร์จูเนียร์ ที่อยู่ถนนด้านหน้าของตึก ปรากฏว่าพอนั่งรถไฟไปลงสถานี National Assembly เดินออกทางออก 4 โผล่ขึ้นไปบนถนน โอ้ว….ถนนนี้มันสวยมากเลยนะ

5c8ec-web-kor_7549
KBS radio and television network

เราไป Seoul Tower กันคืนหนึ่ง เพราะน้องเกตุเป็นสมาชิกที่ไม่เคยไปเกาหลี เราต้องพาไปสักหน่อย เคยแต่มีรถพาไปคราวนี้ไปกันเอง หลงทางเล็กน้อยเพราะสถานีรถไฟมันซ่อมแซมด้วย ทางออกตามโพยปิด ต้องออกทางอื่นขึ้นมาเลยงง สรุปว่าถามทางเขาไปเรื่อยๆทำให้…….เดินขึ้นเขาลิ้นห้อย กว่าจะถึงสถานีเคเบิ้ล ฮ่าๆๆๆ แต่ขึ้นไปถึงก็หายเหนื่อยนะ เพราะอากาศดีแบบหนาวๆ และมองดูทางขึ้น (ทางรถ) น่าจะสวยเพราะใบไม้เปลี่ยนสีแต่เรามามืดแล้วเลยไม่ได้ถ่ายรูป รั้วแขวนกุญแจปรับปรุงเปลี่ยนแปลงใหม่ เลยดูแปลกตา แถมด้วยจุดน่ารักๆให้เป็นพร็อบถ่ายรูปเยอะขึ้น ปล.จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้เข้า teddy bear museum อีกเช่นเคย ฮ่าๆๆๆ

fddcd-web-kor_7495
รั้วกุญแจบนโซลทาวเวอร์

ได้ไป Star avenue และ Lotte world ด้วยวันหนึ่ง นั่งรถไฟไปไกลมว๊ากกกก แต่ไปแล้วก็สามารถเที่ยวได้ครึ่งค่อนวัน ถ้าช็อปปิ้งด้วยก็อยู่ได้เต็มวันกันเลยนะ Lotte world เป็นสวนสนุกในร่ม แม้จะใหญ่สู้ Everland ไม่ได้ แต่หน้าหนาวอย่างนี้เล่นสวนสนุกในร่มก็ดีเหมือนกันนะ

แล้วก็วนเวียนเดินเที่ยวแถวฮงอิกอีกเหมือนเดิม ยังคงมีร้านขายของให้ได้ช็อปเยอะแยะ ทั้งเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เคสมือถือ เครื่องสำอาง หาได้หมดในย่านนี้ แม้ไม่มากเท่าแถบเมียงดงแต่ก็เยอะอยู่ และร้านอาหารร้านหมูย่างอร่อยๆก็มีเยอะแยะด้วย ยิ่งกลางคืนแล้วจะมีผับบาร์ เต้นตึงๆๆ เยอะแยะไปหมด ให้เดินเลยมหาวิทยาลัยไปด้านขวา ดึกๆนี่วัยรุ่นวัยเธคเพียบ! น้องเกตุรีเควสเดินเล่นบ่ายวันเสาร์เพื่อไปเดินดูตลาดนัด free market เพื่อส่องหนุ่มนักศึกษา เอ๊ยยย…ส่องผลงานนักศึกษา ตลาดนี้จะมีช่วงบ่ายวันเสาร์ ไปเดินดูอะไรกิ๊บเก๋กันได้จนบ่ายแก่ๆ ถนนแถบนี้ใบไม้เปลี่ยนสีสวยงามเช่นกัน

bf46c-web-kor_7811
ถนนเข้าไปมหาวิทยาลัยฮงอิก

สรุปแล้วทริปนี้หนักไปทางกินหมูย่าง ช็อปปิ้ง แวะดื่มกาแฟตามร้านดังๆทั่วไป สมกับชื่อทริป Korea Chic & Chill

สรุปร้านกาแฟดังที่ไปมาเป็นลายแทงสำหรับท่านที่อยากมีชื่อว่าไปเหยียบมาแล้วกะเค้าเหมือนกัน

Handel and Gretel’ ร้านกาแฟเล็กๆน่ารักของเยซอง SJ อยู่แถบยออิโด (Yeouido) ไปรถไฟฟ้าใต้ดินสาย 9 ลงที่สถานี National Assembly Station(국회의사당역) ออกประตูที่ 4 ขึ้นมาด้านบน เดินตรงไปไม่ไกลก็เลี้ยวขวา มองตามป้ายทางไปสถานี KBS แหละ ร้านตั้งอยู่ใกล้ๆ สถานี KBS เลย มานั่งกินอาหารว่างคอยส่องดารานักร้องก้ได้นะ 9fed6-web-untitled-2

‘Coffee Cojjee’ ร้านกาแฟชื่อดังสุดในยุคนี้ เพราะเป็นร้านของแจจุง JYJ ร้านหายากเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นแฟน SM ก็ไม่ยากเพราะมันอยู่ฝั่งตรงข้ามตึก SM เลย นั่งรถไฟสาย7 ลงสถานีอัพกูจองโรดีโอ Apgujeong Rodeo(압구정로데오) ออกทางออก 3 เดินตรงไปเรื่อยๆเจอ DKNY ก็เลี้ยวเข้าซอยขวามือ เดินขึ้นเนินไปเรื่อยผ่าน 2 แยกเลี้ยวซ้าย เดินไปอีกหน่อยตึกอยู่ขวามือ ร้านดูหรูหรามากมาย อยู่ชั้นล่างของอาคารเล็กๆที่ชั้นบนเป็นร้านทำผมชื่อดังที่เซเลปเกาจะแวะเวียนมาทำกัน ดังนั้นการมานั่งชิลๆที่นี่อาจเจอดาราได้ไม่รู้ตัว 85c12-web-untitled-1

Mouse Rabbit’ ร้านกาแฟร้านใหม่ของเยซอง ที่ดันมาเปิดเอาวันที่เราจะกลับพอดี น้องเจนน้องเกตุุที่เป็นเอลฟ์ตัวเอ้จึงอยากไป (ELF เป็นชื่อแฟนคลับ SJ หรอกนะ ไม่ได้เป็นเอลฟ์เพราะขนาดตัว กร๊ากกก) พ’วกเราอดได้ชิมร้านนี้ เพราะเป็นวันเปิดร้าน คนจึงมารอต่อแถวยาวเหยียดแต่เช้า (นอนรอแต่คืนก่อนเถอะ) เพราะทุกคนก็คาดว่าเยซองคงจะมา พวกเราไปส่องดูร้านแล้วต้องถอยออกมาเพราะฝนดันตกแบบไม่ลืมหูลืมตา การไปก็ไม่ยาก ไปรถไฟสาย 2 หรือ 7 ลงสถานี Konkuk Uni. ออกทางออกที่ 2 ขึ้นมาแล้วจะเห็นร้านกาแฟ Angel in us อยู่หัวมุมตึกซ้ายมือ ก็เดินตามถนนนั้นไปเรื่อยๆ ซอยที่ 3 ซ้ายมือมีร้านซัมซุงอยู่ปากซอย (ณ ปัจจุบันนี้นะ) เลี้ยวเข้าซอยไปไม่กี่เมตร เห็นร้านเลย ซอยโคตรจะแคบ รถเข้าไม่น่าจะได้ ไม่ดังจริงไปเปิดในหลืบนั้นคงเจ๊ง

 cb7c8-web-untitled-3

‘Mango Six’ ก็ไม่เชิงเป็นร้านกาแฟ เพราะมีเครื่องดื่มและไอศครีมที่ทำจากมะม่วงเป็นตัวเด่นของร้าน ก็ชื่อร้านแมงโก้อ่ะนะ แรกเริ่มเปิดร้านเมื่อสัก 2 ปีก่อนมีลุงยู (Gongyoo) พระเอกคอฟฟี่ปริ๊นซ์เป็นพรีเซนเตอร์ พวกเราก็เลยไปช่วยสนับสนุนกัน แต่ตอนนี้ถอดลุงไปแล้ว พวกเราก็ยังไปกันอยู่ มันมีหลายสาขา แต่ที่ชอบไปตอนนี้คือสาขาที่คุโรซึกิล เพราะร้านนั่งสบาย ชั้น 2 ออกไปนั่งตรงระเบียงมองวิวถนนด้านล่างได้สบายตาดี ขนมก็อร่อยใช้ได้ เบเกิ้ลนุ่มหอมดี กาแฟก็โอเค เดือนที่ไป Mango six magazine ที่แจกฟรีเป็นหน้าปก CNBLUE ด้วย (ไม่รู้ร้านกาแฟจะมีแมกกาซีนไปทำไม อ่านไม่ออก)

 3d5e2-web-untitled-4

‘Hello Kitty Cafe’ เป็นร้านกาแฟดังอีกร้านที่ไม่ได้มีดารานักร้องมาโปรโมทหรือเป็นเจ้าของ แต่เพราะมันเป็นคิตตี้ตามชื่อร้าน อะไรๆในร้านเป็นคิตตี้หมด สาวๆจึงชอบกันมาก เค้าว่ากันว่าไปซื้อลิขสิทธิ์แสนแพงมาจากญี่ปุ่น มาทำร้าน ขายภาพลักษณ์ล้วนๆ ลองชิมแล้วมันไม่ปลื้มเลย ไม่สมราคา แต่ร้านน่ารักน่ะโอเคจ้ะ คนชอบคิตตี้คงจะปลื้ม ร้านอยู่ในย่านช็อปปิ้งแถบฮงอิก อธิบายยากนัก เอาเป็นว่านั่งรถไฟลงสถานี Hongik Uni. ออกทางออก 9 เดินตรงไปไม่ไกลจะเจอสี่แยกใหญ่มองป้ายมันจะบอกว่าเลี้ยวซ้ายเพื่อไปมหาวิทยาลัยฮงอิก ก็เลี้ยวเดินไปตามถนน จนเจอสตาร์บัคซ้ายมือให้ข้ามถนนมาฝั่งตรงข้าม ข้ามมาแล้วก็หันซ้ายหันขวามองหาซอยที่รถเข้าได้และปกติจะมีรถจอดช่องกลางของซอย มีร้านขายของอยู่รายทาง 2 ด้าน ก็เดินเข้าไปตามซอยนั้นเรื่อยๆ บอกไม่ถูก มองด้านซ้ายไว้ ร้านคิตตี้จะอยู่ด้านซ้ายเป็นตรอกเข้าไปแต่มองเห็นได้เลย d7ed2-web-untitled-6

แถบฮงอิกมันมีร้านกาแฟ Chalie Brown ด้วยนะน้องเจนบอก มันเหมือนร้านที่ฮ่องกงที่ทั้งร้านเป็นธีมสนู๊ปปี้และชาลี แต่คราวนี้ไปเดินหาไม่เจอ เหมือนว่ามันจะปิดไปแล้ว อ่านตามรีวิวแนะนำก็บอกว่าอยู่ใกล้ๆร้านไก่ Kyochon เราเจอร้านไก่แต่ไม่เจอร้านกาแฟ น้องเจนเคยมาแล้วก็พาเดินวน 2 รอบไม่เจอเลยเลิกหา แต่สุดท้ายมาเจอมันที่สนามบินอินชอน มันมาเปิดเป็นร้านเล็กๆไม่มีที่นั่ง ที่สนามบินด้านในทางเดินไปเกท 20 กว่าๆประมาณนั้น

แล้วยังมีคิตตี้คาเฟ่ตามมาเปิดตรงข้ามกับร้านกาแฟชาลีด้วย แต่กำลังทำร้านอยู่ตอนพย.ยังไม่เสร็จนะ ป่านนี้คงเสร็จแล้ว มาเปิดอยู่ตรงข้ามกันเลย ดักกันก่อนขึ้นเครื่องเลยทีเดียว

ร้านกาแฟอื่นๆก็เชิญชิมได้ตามสะดวก ร้านกาแฟเยอะมากเหมือนร้านกาแฟสดในเมืองไทยเลย เดินไม่ถึงร้อยเมตรเจออีกร้านแล้วนั่น

ร้านอาหารก็กินทั่วไปแล้วแต่อยู่แถบไหน ร้านหมูย่างจะไปกินแถบฮงอิก เพราะมีให้เลือกหลายร้าน แถมบางร้านยังเปิด 24 ชม.ต่างหาก งงมาก ตี 2 ตี 3 คนเลิกจากร้านเหล้าก็มากินหมูย่างกัน โว๊ะ…

ย่านที่คนนิยมไปเดินมีอีกหลายที่เช่น เมียงดง ทงแดมุน นัมแดมุน และคลองชองเกชอน คราวนี้เราไม่ได้ไป แต่น้องๆไปเมียงดงกับเดินคลองกันวันหนึ่ง คลองหน้านี้หนาวจับใจเพราะตามคลองเป็นช่องลมอย่างดี ตอนช่วงที่ไปมีงานโคมไฟนานาชาติด้วย เห็นรูปแล้วสวยดีมากๆ แต่น้องๆบอกว่าคนมหาศาลล้านแปด เราไม่ได้ไปเพราะไปทำภาระกิจอื่น ครึๆ อีกย่านที่น่าจะไปเดินมากๆคือ อินซาดง คาดว่าฤดูนี้ก็น่าจะสวยเช่นกันเพราะมีต้นแปะก๊วยตลอดทาง น่าจะเปลี่ยนสีเหมือนย่านอื่นๆด้วย ปกติจะไปเดินทุกครั้งที่ไปเกาหลี เพราะเป็นถนนที่มีร้านรวงน่ารักตลอดทาง ของที่ขายก็เป็นของกิ๊บเก๋ของประดิษฐ์ ราคาก็จะสูงหน่อย แค่เดินดูก็สนุกแล้วไม่ต้องซื้อก็ได้ คราวนี้เวลาไม่พอจริงๆอดไปเดิน ที่เที่ยวอื่นๆในโซลและนอกโซลหาอ่านได้ในโพสต์เก่าๆ มีเยอะแยะที่ สวยงามแตกต่างกันตามฤดู…..

Korea in Autumn Photo Gallery <

ตะลุยไร่ชาพร้อมพาไปชินชอน

TRIP: MAY 2012 – KOREA

Korea 2012 Photo gallery at pbase.com > http://www.pbase.com/ton_manuswee/korea_2012

ไปเกาหลีมาเดือนก่อน… เริ่มร้อนแล้วแต่ยังไม่มากก็กำลังดี กลางวันแดดแจ๋แต่ลมเย็น

ตกเย็นหนาวหน่อยๆ เดินเล่นสบายดี ไม่ร้อนมากไม่หนาวมาก
ไปคราวนี้ ได้เที่ยวที่แปลกๆบ้าง นั่งรถไฟ นั่งรถบัส นั่งแท็กซี่มึนตรึ๊บ
ขอบอกว่ารถไฟ รถบัส ของเค้าตรงเวลามาก อย่าได้โอ้เอ้ ตกกันเห็นๆได้เลย

2-3 วันแรกอยู่ในโซล เย็นวันนึงไปดูแสงสีเสียงที่สะพานบันโพกัน ต้องนั่งรถไฟใต้ดินไปลง Dongjak station จากนั้นเดิน ไกลอยู่ มองหาป้ายเดินไปเรื่อยๆ

เวลาจะไปชมก็ตามนี้โดยประมาณ
Operating Hours
April-October (Operating hours may vary by month)
※ April-June (2012)
* Weekdays: 12:00, 20:00, 21:00 (15min)
* Weekends: 12:00, 17:00, 20:00, 20:30, 21:00, 21:30 (15min)

หรือไปดูที่ > http://www.visitkorea.or.kr/enu/SI/SI_EN_3_1_1_1.jsp?cid=1011983 นอกจากแสงสีเสียงที่สะพานแล้ว ก็มีอิตึกลอยน่ำนี่อีก ประดับไฟสีสวยดี คนไปเดินเล่นถ่ายรูปกันเยอะ ไม่รู้พวกทัวร์จะพามามั๊ย ถ้าว่างๆก็มาเดินเล่นได้  อิตึกลอยน้ำอยู่ด้านซ้ายของสะพาน ดูแสงสีต้องมาดูด้านขวา หาขนมหาน้ำมานั่งดูไปฟังเพลงไป ชิลๆ ค่ะ ไม่มีไรมาก ถ้ามีคู่เอาคู่ไปด้วย เพราะคนอื่นมันมาเป็นคู่ๆเต็มเลยยยยยย

ออกนอกเมืองกัน จองตั๋ว KTX เราเอาแบบ 3 วัน นั่งไปไหนมาไหนก็ได้ใน 3 วัน ต้องทำการลงทะเบียนซื้อก่อนในเวป แล้วค่อยปริ๊นต์ใบออกมา ไปที่สถานีรถไฟเพื่อทำการจองที่นั่งพร้อมระบุต้นทางปลายทาง มันจะเริ่มนับวันจากการเดินทางเที่ยวแรก ควรไปจองที่ล่วงหน้า เพราะบางวันบางเที่ยวมันก็เต็มนะ จองแล้วไปเที่ยวที่หนึ่งสักวัน แล้วจองเที่ยวต่อไปก็เดินไปจองที่ ประมาณนี้ ถ้าตารางแน่นอนก็จองหมดเลยได้ ให้เค้าออกตั๋วมาเลย แต่อย่างที่บอกดูเวลาดีๆ มันตรงเวลามากกกก ไปถึงต้องมองหาชานชาลาอีกนะ ซ้ายขวาดูดีๆ

ที่แรกที่จะไปคือไร่ชา (ทัวร์คนแก่มากๆ 555) การเดินทาง (ซึ่งน้องเค้าจัดการให้ทริปนี้ไม่ได้ทำอะไรเลย 555) ก็นั่ง KTX จาก Seoul ไปลงที่สถานี Gwanju ก่อน แล้วต่ออีกสายไปลง Boseong

(รู้สึกว่ามันจะเป็นเพราะว่า ตารางเวลาทำให้ต้องนั่ง 2 ต่อ ประมาณนั้น ลองไปศึกษาตารางเวลารถไฟดูเอง) ถึงโบซองแล้ว จริงๆมันมีรถบัสที่วิ่งออกนอกเมืองซื้อตั๋วแล้วนั่งไปลงหน้าทางเข้าไร่ชาได้เลย ก็ไปดูรอบรถเอา แต่พวกเรามา 4 คน และอยากไปเร็วกลับเร็ว เพราะคืนนี้จะไม่นอนที่นี่จะไปนอนอีกเมือง ต้องกลับมาขึ้นรถไฟขบวนต่อไปที่จองไว้แล้ว ตกลงใจเหมาแท็กซี่ไป ไร่ชามันเป็นที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่ออยู่แล้ว ถึงคุยกันไม่รู้เรื่องชี้รูปให้ดูลุงก็พอไปถูก นั่งออกนอกเมืองมาไม่นานเท่าไหร่ แป๊บเดียวก็ถึง

มาถึงแล้วเดินตามทาง (ตามๆเค้าไป) เดินไปไม่ไกลจะเจอที่เก็บเงิน จ่ายค่าเข้า แล้วก็เตรียมเข้าไปเดินชมไร่ชา (มีทัวร์ตายายเข้ามาหลายกรุ๊ปอยู่ 555) ป้าคนตรวจตั๋วบุ้ยใบ้ให้เอาเป๋าไปเก็บในตู้เถอะ คือให้วางไว้ด้านใน ไม่มีรับฝากนะ พวกเราเลยว่าเออดี เอาเป้วางไว้ เอาไปแต่ของมีค่า นับว่าป้าใจดีจริงๆ เพราะเดินเข้าด้านในมันก็มีเนินบ้างนะ แถมจะไปจุดชมวิวก็ต้องขึ้นเขาอยู่บ้าง ขืนแบกเป้เข้ามาคงลมจับ

ไร่ชาที่นี่เป็นชาเขียวนะคะ อาจไม่ยิ่งไหญ่อลังการเหมือนไร่ชาเนินเขาบ้านเรา แต่ก็วิววงามดีใช้ได้ แถมชาอร่อยมากค่ะ ชิมทั้งน้ำชาทั้งไอติม และซื้อช็อคโกแลตชาเขียวมาด้วย มากินที่บ้านโห…อร่อย น่าจะซื้อมาเยอะๆ ข้างนอกเป็นช็อคโกแล็ตข้างในไส้ชาเขียวอ่ะ อร่อยดี

ข้อมูล >> ไร่ชาเขียวโบซอง เครดิต เวป http://tourtooktee.com

เดินเข้าไปตามทาง แล้วมีเนินให้ขึ้นไปชมวิวจากด้านบนค่ะ เดินขึ้นไปได้เยอะเลย แต่พวกเราขึ้นไปเนินเดียวก็พอแล้วนะ เอาแค่พอได้บรรยากาศก็พอ ไม่ยักมีชาวเขามาเดินเก็บยอดใบชาให้ถ่ายรูปแฮะ (ได้ข่าวว่ามาถึงเอาบ่ายแล้ว) มีแต่ลุงเกาหลีแก่ๆทำสวนอยู่ 2-3 คนไม่ชวนถ่ายภาพเท่าไหร่

ขากลับไม่ได้บอกแท็กซี่ไว้เพราะกะนั่งรถเมล์ปรากฏว่ารอนานแล้วรถไม่มา เกรงว่าจะตกรถไฟนะ เลยเดินไปบู๊ทช่วยเหลือ น่าจะเป็นที่แนะนำท่องเที่ยวแหละ พูดปะกิดได้นิดหน่อย ให้เค้าช่วยเรียกรถแท็กซี่มารับหน่อย เลยไปสถานีทันแบบเฉียดฉิวเลยอ่ะ
จากสถานีโบซองไปรถไฟมันดูเก่าแบบโบราณหน่อย แต่ก็นั่งสบายสะอาดนะ จริงๆก็นั่งไปอีกไม่นาน เราจะไปนอนที่ ซุนชอน (suncheon) อิเมืองนี้มันต้องออกเสียงดีๆค่ะ เห็นเค้าว่าออกเสียงสั้นๆ ถ้าออกเสียงยาวมันเป็นเมืองทางเหนือ อ้อ…ลืมบอกคือเราเที่ยวแบบล่องใต้กัน คือจะเที่ยวลงไปถึงปูซานเลย แต่เค้ากลับก่อน ไปแค่ซุนชอนนี่แหละ
ระหว่างนั่งรถไฟเจอคนไทย ทักทายกัน พี่แกมาคนเดียวเที่ยวเป็น 10 วัน ผู้ชายนะสบายมาก พี่แกเลยแนะนำได้เยอะ แกก็นอนที่ชุนชอน แล้วนั่งรถไฟไปเที่ยวโน่นนี่แล้วกลับมานอน ก็บอกสายรถเมล์ให้นั่งไปเที่ยว เพราะเย็นนี้เราจะไปชมพระอาทิตย์ตกที่ ซุนชอนเบย์ (Suncheon Bay) กัน มันเป็นไฮไลต์ของเมืองเลย ต้องไปๆ
ไปถึงซุนชอนตอนเย็นๆค่ะ สถานีมันอยู่กลางเมืองเลย เดินออกมาก็หาที่พักด้านหน้าสถานีนั่นแหละ เป็นวงเวียนเดินหา Motel ไปเรื่อยๆ ถามราคาดูสภาพก่อน จนได้ที่พัก ก็เดินออกมาขึ้นรถเมล์ (จำเบอร์ไม่ได้เสียแล้วฉัน) นั่งรถเมล์ออกไปนอกเมือง นั่งประมาณ 15-20 นาทีก็ถึงค่ะ บอกคนขับไว้ก็ได้ว่าลงซุนชอนเบย์เผื่อหลับ 555 มองดูแล้วพระอาทิตย์ท่าทางจะไม่ร่วมมือนะแต่ยังไงก็จะไปดู นั่งรถเมล์มาจนถึงป้ายนี้นะคะแล้วก็ลง จากนี้เดินเข้าไปค่ะ คนเค้าเดินกลับกันแล้ว อิ 4 คนนี้เดินเข้าอย่างขมักเขม้น ที่เก็บเงินก็ไม่เก็บแล้ว ดูโพยแล้ว
มันต้องเดิน 2 กม.นะ เพื่อไปถึงจุดชมวิว! โฮ่… สู้ๆ
เดินเข้าไปตามป้ายบอกทาง จนถึงทุ่งหญ้า ซึ่งมันคือบึง คงเป็นการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ เหมือนเดินชมป่าชายเลนบ้านเรานะ เค้าทำสะพานทางเดินสวยงามดี ถ้ามาเร็วกว่านี้ และพระอาทิตย์ทำงานก็คงสวยดี นี่มันเริ่มจะโพล้เพล้แล้ว แต่ก็มีคนเดินนะ ก็เดินกัน ถ่ายรูปกุ้งหอยปูปลาในบึงไปบ้าง ถ่ายวิวไปบ้าง สักพักก็สุดสะพานไม้ เพราะมันถึงเขาแล้ว! จากนี้เดินขึ้นเขา ดังนั้นควรพกน้ำพกขนมมาบ้างนะคะ ก่อนขึ้นเขานี่มีห้องน้ำให้เข้าด้วย แจ่มมาก
เดินขึ้นเขามันก็ไม่ชันเท่าไหร่หรอกนะ แต่มันก็เขาน่ะ แถมต้องทำเวลา ดูจากรูปจะเห็นน้องเป้เหลืองนั่น เราเดินตามน้องไปเรื่อยๆ น้องก็จ้ำเอาจ้ำเอา เดินไปจนถึงโดมๆนั่นนึกว่าถึงจุดชมวิวแล้ว ไปชะโงกดู วิวไม่แจ่ม มียอดไม้บังด้วย คงไม่ใช่ล่ะ แถมตาเป้เหลืองยังเดินขึ้นต่อไปอีก เราก็เลยจ้ำตาม ตอนนี้ 4 คนแตกแถวกันหมด เดินกันตามสภาพ เค้าจ้ำคนแรกเพราะบ้าวิว ยังไงต้องไปให้เห็น (ปล.ไม่ได้เอากล้องใหญ่ไปนะนั่น รูปที่แปะๆนี่ เป็นรูปจาก Iphone4 และ compact panasonic lumix กิ๊กก๊อก ล้วนๆ 555)
เดินไปจนสุดทาง วิวมันก็สวยตามนี้แหละ แต่พระอาทิตย์ไม่ร่วมมือ มันเลยมืดไปหน่อย โพล้เพล้แล้ว นั่งลงจิบน้ำ งัดถั่วงัดหอยลายมากิน ในที่สุดก็มาครบ 4 คน นั่งเล่นกันจนมืด ตาเป้เหลืองมาถ่ายรูป 4 แช๊ะก็ไปแล้ว ไม่ได้เป็นห่วงสาวๆ บอบบาง 4 คนที่ต้องเดินลงมืดๆเล๊ยยยย ชิส์ พวกเราก็เลยไม่สน รอจนมืดสมใจ (จริงๆพักเหนื่อย) ถึงได้เดินลง มีไฟฉายปากกา 1 อัน ที่เหลือก็มือถือนำทาง มือถือสมัยนี้มันสว่างจริงๆ ใช้แทนไฟฉายได้เลยจริงๆนะ การเตรียมการของพวกเราไม่ได้เรื่องว่ะ ฮ่าๆๆๆ แต่มันก็ไม่ได้มืดตึดตื๋อนะ แถมเพิ่งผ่านวัน Super moon มา มันเลยยังสว่างอยู่ แต่ลงมาแล้วหิวมากเถอะ มานั่งรอรถเมล์จนแทบถอดใจ แต่ในที่สุดก็มา นั่งรถเมล์ กลับไปกินข้าวแถวที่พัก นอนสลบ พรุ่งนี้เช้าเรากลับโซลกับน้องอีกคน อีก 2 คนเที่ยวต่ออีก 3 วัน ไปเคียงจู ไปปูซาน เราต้องกลับล่ะติดภาระกิจจริงๆ

พาโนรามาโดย ไอโฟนแอพ ก็เป็นตามนี้แหละ

รายละเอียด >> suncheon bay ecological park

อาหารที่กินไปตอนอยู่เกาหลีน่ะอร่อยมาก ชวนอ้วนทุกมื้อเลยขอบอก

 

 

 

ที่พักตอนอยู่ในโซลคราวนี้พักที่ Seoulwise guesthouse เจ้าของพูดภาษาอังกฤษได้ ช่วยเหลือดี แต่ฮีจะกวงติงนิดหน่อย แต่ที่พักสะอาดราคาถูก อยู่กลางเมือง นับว่าใช้ได้

 

ไปเกาหลี…..

Trip Sep. 2011 : Korea

อื้อ….ใช่ ไปเกาหลี แบบปุบปับ…ไม่ได้ทำอะไรนอกจากดูคอนฯ เดินเล่น กินข้าว กินกาแฟ…..

กำลังเปลี่ยนจากร้อนเป็นหนาวพอดิบพอดี
วันแรกแบกเสื้อหนาวไป ร้อนเหงื่อย้อย
วันที่ 2 ใส่แขนสั้นไม่เอาเสื้อหนาวไป ตกเย็นลมหนาวโชย
วันที่ 3 เอาเสื้อหนาวไปแจ่ไม่เอาร่มไป ฝนดันโปรย
วันที่ 4 อากาศเข้าที่ล่ะ ลมเย็นๆสบายๆ เสื้อ 2 ตัวกำลังดี
กลับพอดี – -“

Continue reading “ไปเกาหลี…..”

ทุบกระปุกบุกโคเรีย ภาคจบ

Trip Dec. 2009 : Korea

ทุบกระปุกบุกโคเรียภาคจบ ข้ามไปเกาะนามิ กลับมาตะลุยโซล แถมนั่งรถไฟไปซูวอนอีกวัน ช็อปปิ้งจนหมดตัว 555

Click for Korea in Winter 2009 Photo Gallery at pbase.com

*** นามิซอม เกาะแห่งรัก *** 

 

วันนี้กลับเข้าสู่โปรแกรมท่องเที่ยวของพวกเรา วันนี้ไปเกาะนามิ เกาะนี้ดังเมื่อหลายปีมาแล้ว เพราะเป็นสถานที่ถ่ายทำละครดัง winter love song ไม่รู้ว่าดังขนาดไหน เพราะเราไม่ได้ดู ไม่ชอบหนังรักโรแมนติกขนาดนั้น แต่ก็คงดังมากเพราะทำเป็นจุดขายของเกาะได้เลย ทัวร์ส่วนมากก็แวะมาเที่ยวกัน เกาะอยู่ห่างจากโซลไม่มากนั่งรถแค่ 1 งีบก็ถึงแล้ว แล้วต้องนั่งเรือข้ามไปเกาะอีกแป๊ปนึง ไปถึงเจอนักท่องเที่ยวเยอะมาก ทั้งไทยทั้งจีน จริงๆแล้วควรมาเที่ยวช่วงฤดูใบไม้ร่วง มันคงจะสวยเห็นในรูปที่แกลเลอรี่บนเกาะ ไม่อย่างนั้นก็มาฤดูหนาวแบบหิมะคลุมเต็มไปเลย แต่ที่เรามาหิมะมันเพิ่งลงไม่มาก ก็เลยไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ แต่ก็ดีที่คนไม่เยอะมากเท่าช่วงไฮซีซั่น บนเกาะสามารถเดินเที่ยวเล่นถ่ายภาพได้รอบเกาะเลย แต่จุดไฮไลต์ก็มีไม่กี่จุดหรอก เช่น แนวต้นสน มีหลายแนวเหมือนกัน รูปปั้นหรือพวกฉากจากหนัง มีบ้านโบราณ มีสวน มีสระน้ำ ถ้ามาช่วงอากาศดีๆมีเวลาเยอะ บางคนเช่าจักรยานปั่นรอบเกาะก็น่าสนุกดี

พวกเราก็เดินตามแนวต้นสนไปเรื่อยๆ ธรรมชาติสวยดีเหมือนกัน มีกระรอกวิ่งขึ้นวิ่งลงตามต้นสน มีนกกระจอกเทศที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้เดินไปเดินมา เดินไปจนสุดเกาะด้านหนึ่ง ถ่ายรูปกันไปเรื่อยเปื่อยก็เดินกลับ ช่วงนี้ค่อนข้างหนาว มีหิมะตามพื้นแต่ไม่หนามาก ได้อารมณ์เย็นยะเยือกดีทีเดียว

กลับออกมาก็ใกล้เที่ยง พี่ติ๊นาพาไปแวะทาน ทัคคัลบี้ ไก่ผัดซ๊อส เราว่าอร่อยดี ไก่หมักนำมาผัดกับซ็อสเค็มๆหวานๆ ใส่ผักเยอะๆ เกาหลีนี่นิยมให้คนกินมี Activity เลยให้มาผัดกันเองที่โต๊ะมีกระทะร้อนใหญ่ๆแบบทอดหอยทอดผัดกันไปควันขโมง อร่อยดีกินไก่ไปสักครึ่งกะทะเขาก็จะเอาข้าวลงมาผัดคลุกกับไก่ไปด้วย เอาไว้กินแกล้มไก่ อร่อยมากๆ ข้าวคำ ซุปคำ กิมจิคำ แซ่บสุดๆ

อิ่มแล้วก็นั่งรถกลับโซลกัน แผนวันนี้จะกลับไปแวะพระราชวังเคียงบ๊อก (Gyeongbokgung) แต่พวกเราไปถึงมันเป็นเวลาประมาณสี่โมงครึ่งเย็น เขาไม่ให้เข้าแล้ว พี่ติ๊นาแกยอมรับว่าแกลืม เพราะถ้าหน้าร้อนเขาเปิดให้เข้าได้ถึงห้าโมง ตอนนี้มันเข้าหน้าหนาวแล้ว ลืมไป…โฮ่

เลยเปลี่ยนแผนไป โซลทาวเวอร์กันแทน โซลทาวเวอร์ อยู่ที่เขานัมซาน กลางกรุงโซลเลย เหมือนประมาณเขารังกลางภูเก็ต ต้องจอดรถไว้แล้วเดินขึ้นเนินไปนิดหน่อย มีผู้คนเดินเล่นกันเยอะมาก ทั้งนักท่องเที่ยวและชาวเกาหลี อากาศดีพอควรแต่ฟ้าไม่ค่อยเปิด พวกเราเดินมาจนถึงล็อบบี้ของโซลทาวเวอร์ พี่ติ๊นาไปซื้อตั๋วขึ้นลิฟต์ไปยอดทาวเวอร์ (ข้อเสียของการมากับทัวร์คือไม่รู้ข้อมูลไรเลย ไม่รู้ตั๋วราคาเท่าไหร่) ลิฟต์เร็วมากจากชั้นล่างสุดขึ้นไปชั้นบนสุด (สูง 240 ม.) ใช้เวลาแป๊ปเดียว ด้านบนเหมือนหอคอยชมเมืองทั่วไปคือเป็นกระจกรอบด้าน 360 องศา มองเห็นโซลได้รอบด้าน ขึ้นมาช่วงเย็นๆอย่างนี้ก็ได้บรรยากาศดี คือเห็นตั้งแต่สว่างจนค่อยๆมืด ก็จะเห็นแสงไฟในเมืองสว่างไสวเต็มไปหมด

เดินลงมาอีกชั้นออกไปด้านนอกอาคารตรงบริเวณระเบียง จะเจอรั้วกุญแจ เราเรียกอย่างนั้นเพราะรั้วเหล็กบริเวณด้านนอกเต็มไปด้วยกุญแจคล้องติดไว้ ไปหยิบดูจะมีเขียนชื่อคู่รัก คำอธิษฐาน คำสาบานรัก อะไรต่างๆ คือกลายเป็นที่นิยมของหนุ่มสาวเกาหลีไปแล้วว่าพาคู่รักขึ้นมาแล้วล็อคกุญแจด้วยกันเพื่อเป็นคำสัญญาว่าจะอยู่ด้วยกันตลอดไป พี่ติ๊นาบอกว่าใครอยากล็อคกุญแจไม่มีมา เดี๋ยวนี้หาซื้อได้ในร้านข้างใน บางคนก็เลยเดินไปซื้อมาล็อคบ้างไม่รู้เขียนชื่อตัวเองกับใคร แต่เราซิ…ล้วงกุญแจออกมาจากกระเป๋า เตรียมมาจากบ้าน ฮ่าๆๆ แต่ไม่บอกหรอกว่าเขียนชื่อใครลงไป

ยิ่งมืดก็ยิ่งหนาว ลมก็ยิ่งแรง ลงลิฟต์กลับมาด้านล่าง แวะเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์ Teddy bear นิดหน่อย จริงๆน่าจะเรียกว่าร้านขาย Teddy bear มากกว่ามันไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ซะหน่อย ถ้าพิพิธภัณฑ์จริงๆมันอยู่ที่เกาะเชจูโน่น ขาเดินลงมามองกลับไปที่หอคอย ตอนนี้เปิดไฟแสงสีสวยงามสลับสีไปมา ต้องแวะถ่ายรูปอยู่หลายนาทีเลย สวยดี

อาหารเย็นวันนี้เราไปแถบอิแทวอน (Itaewon) กิน ชาบู ชาบู บวกด้วยข้าวยำเกาหลี บิบิมบับ หมูในชาบูเติมได้ไม่อั้น กินกันจนจุก ร้านแน่นมากเต็มไปด้วยทัวร์ไทย เสียงอื้ออึงคุ้นเคยมาก ออกมาหน้าร้านเจอแผงขายของที่ระลึกพวกตะเกียบ ช้อน ชาม พัด ปากกา พวกของเบ็ดเตล็ดต่างๆขายยกแผง พี่ติ๊นาบอกว่าแถบนี้ถูกและต่อราคาได้เยอะ เลยซื้อของฝากยกแผงมาบ้าง ตอนหลังพบว่าแถวนั้นมันถูกจริงๆที่อื่นแพงกว่าหมด

จากอิแทวอน พี่ติ๊นาพาไปเดินช็อปเสื้อผ้าที่ทงแดมุน (Dongdaemun) เดินที่นี่เหมือนเดินใบหยกหรือแพลตตินั่ม แต่มี 3 ตึกติดๆกัน ขายเฉพาะเสื้อผ้าอุปกรณ์แต่งตัว แต่ละตึกก็เป็นแนวต่างๆกัน ตึกแรก Doota จะเป็นแบรนด์ของเกาหลีเอง ก็ออกแบบสวยๆเยอะ ตึก 2 Miliore ตึก 3 APM จะเป็นเสื้อผ้าวัยรุ่นทั่วไป แบบขายเหมือนๆกัน ด้านนอกตึกตามริมถนนหรือในซอยระหว่างตึกก็มีขายของ เหมือนกัน ปล่อยให้เลือกเดินซื้อกันตามสะดวก ราคาก็ไม่แพง อยากซื้อบู๊ทหรือพวกเสื้อโค๊ตมาก สวยๆทั้งนั้นแต่ไม่มีปัญญาแบกกลับกระเป๋าเต็ม ครั้งหน้ามาจะเอาของมาน้อยๆมาซื้อที่นี่กลับ เครื่องกันหนาวเขาดีราคาถูก ของที่เอามาจากไทยกันหนาวขนาดบ้านเค้าไม่ได้เลย เดินกันจนดึกก็ไม่ไหวแล้ว แต่มันก็ยังไม่ปิดนะ ปิดโน่นแน่tหลังเที่ยงคืนไปอีก คนเดินกันเยอะแยะขวักไขว่ แต่พวกเราหมดแรงขอกลับไปพักซะที

*** ตะลุยโซล *** 

วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายของสาวๆ 5 คน เดี๋ยวเราส่ง 5 สาวกลับ เราจะอยู่ต่ออีก 2 วัน เช้านี้เราไปเริ่มกันที่ ชองวาแด (Cheong Wa Dae) หรือที่เรียกกันง่ายๆว่า บลูเฮาส์ ที่เรียกบลูเฮาส์เพราะหลังคามองแล้วเป็นสีฟ้า ที่นี่เป็นที่พักของประธานธิบดีของเกาหลี ว่ากันว่าเป็นตำแหน่งที่มีฮวงจุ้ยดีที่สุดในเกาหลี มีภูเขาด้านหลังมองเผินๆรูปร่างเหมือนมักร (เขาว่างั้น) พวกเราลงไปเดินถ่ายรูปบริเวณลานอนุสาวรีย์นกฟีนิกส์ โดยมี บลูเฮาส์เป็นฉากหลัง บริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เพราะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งในโซลเลย จึงมีนักท่องเที่ยวมาแวะไม่ขาดสาย จนท.จึงต้องเยอะไปด้วย

ถ่ายรูปกันพักนึงก็ขึ้นรถไปต่อ วันนี้มีโปรแกรมที่พลาดจากเมื่อวานคือ พระราชวังเคียงบ๊อก คราวนี้ไปกันแต่เช้าเลย เสียดายจริง วันนี้อากาศไม่ดีเอาเสียเลย ฟ้าปิดและมีฝนโปรยมาบ้าง จุดแรกที่เราไปตั้งต้นคือส่วนพิพิธภัณฑ์คติชนแห่งชาติเกาหลี ซึ่งอยู่ติดกับพระราชวัง เข้าไปชมด้านในเขาจัดได้ดีจริงๆ ส่วนที่เป็นชุดฮันบก มีชุดสวยๆเต็มไปหมด ไม่เหมือนชุดที่เราใส่ถ่ายรูปฟรีหรอก ที่นี่สวยมากๆลายงามๆทั้งนั้น แล้วก็มีประวัติชนชาติเกาหลี มีของโบราณของสำคัญๆโชว์ไว้เยอะแยะ

เดินไปจนทะลุทางออก แล้วเลี้ยวเข้าไปต่อในพระราชวัง ผู้คนเยอะแยะ ทั้งนักท่องเที่ยว ทั้งนักเรียนมาทัศนศึกษา พระราชวังเคียงบ๊อกนี่สร้างขึ้นในราชวงศ์โชซอน เป็นหนึ่งในห้าของพระราชวังในสมัยโชซอน ซึ่งเคียงบ๊อกกุงนี่เป็นพระราชวังหลวงและพระราชวังหลักของกษัตริย์ราชวงศ์โชซอนเลย ภายหลังราชวงศ์โชซอนล่มสลายเพราะโดนญี่ปุ่นรุกราน พระราชวังเดิมโดนญี่ปุ่นเข้ามาเผาทำลายไปเยอะ อันที่เห็นนี่คืือบูรณะใหม่สร้างใหม่แทบทั้งสิ้น เพิ่งมาได้ฟื้นฟูกันหลังเป็นอิสระภาพแต่รัฐบาลเกาหลีก็ยังไม่ได้รับรองสถาบันกษัตริย์กลับมาอย่างทางการ พวกเชื้อสายกษัตริย์ก็ยังคงมีอยู่ในพวกตระกูลลี หากใครเคยดูละครเกาหลีเรื่อง กุง (Goong) หรือเจ้าหญิงวุ่นวายกับเจ้าชายเย็นชา ก็จะเห็นว่าเกาหลีหยิบเกร็ดนี้มาแต่งเป็นละครจินตนาการว่าหากปัจจุบันยังมีระบอบกษัตริย์อยู่ก็คงเป็นตามละครนั้น องค์ชายลีชินกับองค์หญิงแชยอง ดังระเบิดเถิดเทิงทีเดียว (จูจีฮุนและยุนอึนเฮเล่น)

แต่เราเดินดูไปแล้วก็ไม่เห็นประทับใจในตัวพระราชวังเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะอากาศไม่ดีฟ้าก็ปิดฝนก็ตก แถมหลายพื้นที่ก็ปิดซ่อม เดินไปเดินมาหลงกับพรรคพวก เดินออกผิดด้านเลยโชคดีได้เห็นแถวทหารเปลี่ยนเวรยามพอดีในช่วงใกล้เที่ยง พอน้องเจนมาตะโกนเรียกว่าพี่ออกผิดประตู จะขอกลับเข้าไปเจ้าหน้าที่หญิงไม่ให้เข้า บอกไปเอาตั๋วมาดูก่อน บ๊ะ…ไม่มีน่ะอยู่กับไกด์ ก็เห็นๆว่าเพิ่งเดินออกมา ยังไงก็ไม่ยอม พอเจ้าหน้าที่ชายมาถามเราอธิบายปุ๊ป ฮีก็โบกมือให้เข้าไปเลย จนท.หญิงหน้าง้ำเป็นนกแก้ว บอกแล้วไม่ถูกฉโลกกับผู้หญิงเกาหลี คราวตม.ก็ครั้งหนึ่งแล้วนะ…

จากพระราชวัง เรามีสถานที่ๆพวกเราอยากเห็น แม้จะอ่านข้อมูลล่าสุดว่า อย่าไปเห็นให้ช้ำใจเลย เพราะมันโทรมสุดขีด แต่เราก็ยังอยากไปเห็นอยู่ดี “Coffee Prince café’” ร้านกาแฟที่เป็นฉากในละครสุดฮิต Coffee prince หรือชื่อไทยเชยๆคือ รักวุ่นวายของเจ้าชายกาแฟ ที่พระเอกคือกงยูขวัญใจพวกเราและนางเอกยุนอึนเฮขวัญใจหลายๆคน พี่ติ๊นาก็พยายามจะพาไปนะแต่พี่แกก็ไม่เคยไป รถไปส่งตรงตำแหน่งที่คิดว่าใช่ แล้วพวกเราต้องเดินต่อไปนิดหนึ่ง แต่กลายเป็นว่าเดินกันทั้งถนน เพราะหาไม่เจอ แล้วบ้านเมืองในเกาหลีนี่มันเป็นเขานะ เป็นเนินขึ้นๆลงๆ แถมฝนดันลงปรอยๆอีก ไอ้เราก็นึกว่าลงแล้วถึงเลย เลยถอดเสื้อโค๊ตไว้บนรถ อยากถ่ายรูปเห็นเสื้อสวยๆบ้าง เลยเดินไปหนาวไป (ที่ว่าหนาวนี่ใส่ไว้ 3 ชั้นแล้วนะ)

วกวนเข้าซอยโน้นออกซอยนี้ จนในที่สุดมีคนตะโกนว่าเจอแล้ว!!! หลังจากพลพรรคทั้งหมดเดินเลยถนนแยกนั้นไปเกือบหมด เราเองยังหันกล้องไปถ่ายเนินถนนนั้นแล้วด้วยซ้ำแต่ไม่เห็น ถ้าคุณโช ไม่สังเกตเห็นคงเดินผ่านไปเลย ไปเห็นแล้วก็เป็นตามข้อมูลคือมันโทรมจนใจหาย เจ้าของที่เข้ามาบริหารไม่ทำอะไรเลย และเดี๋ยวนี้ไม่ให้เข้าไปถ่ายรุปแล้ว ต้องเข้าไปสั่งอาหารเครื่องดื่มเท่านั้น อันนี้เราเข้าใจนะ แต่เขาบอกกันว่าราคาแพงมาก และไม่อร่อย!! พวกเราจึงได้แต่ยืนถ่ายภาพด้านนอกกัน โทรมมากมาย ต้นไม้รกร้าง เศร้าใจจริงๆ เหนื่อยกับการตามล่าหาร้านกันจนหิวหน้ามืด เลยเข้ากินอาหารกลางวันกันที่ร้านอาหารเกาหลีบริเวณนั้น เป็นร้านเหมือนแฟรนไชน์ แต่อาหารหลากหลาย นักศึกษาเยอะ ดูเมนูจิ้มๆกันไป อร่อยดี พวกข้าวหน้าต่างๆ ได้เยอะด้วย กิมจิอีกเพียบ

บ่ายสุดท้ายนี้ต้องพาสาวๆไปตระเวณเก็บของฝากอีกหน่อย คือพวกเครื่องสำอาง พี่ติ๊นาพาไปศูนย์โสมของรัฐบาลเกาหลีด้วย เหมือนว่าจะโดนบังคับต้องไปแบบเมืองจีน แต่พวกเราไม่ได้ซื้ออะไร แล้วก็ไปซื้อเครื่องสำอางที่ร้านรวมเครื่องสำอาง Meedam เก็บตกของฝากกันอีกรอบ ที่นี่เราได้รับแจกโปสเตอร์น้องจุง (KimHyunJoong) กันเพียบ หลังจากพยายามขอที่ร้านแถบเมียงดงแล้วไม่ได้เลย งกจริงๆ แลัวก็พาคุณเจลไปช็อปกระเป๋าหลุยส์ที่ Duty free shop ซึ่งเจลลี่บอกว่า หลุยส์ที่ duty free เกาหลีถูกที่สุด ถูกกว่าที่ฮ่องกงอีก อันนี้ต้องเชื่อเธอ เพราะเราไม่ได้มีความรู้เรื่องหลุยส์อะไรเลย ที่สุดท้ายที่ไปเป็นทางผ่านไปสนามบินเป็นคล้ายซุปเปอร์มาเก็ต แต่คงเปิดไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ มีของที่นักท่องเที่ยวต้องการครบครันพร้อมบริการแพ็คคลงกล่องกระดาษเรียบร้อย ของที่มีก็เช่นพวก สาหร่าย บะหมี่สำเร็จรูปรสต่างๆ กูลิโกะ กิมจิ เป็นต้น ว่าไปมันอร่อยจริงๆซะด้วย กูลิโกะซองเขียวอร่อยมากถูกด้วย แต่พวก souvenirs มันแพงกว่าที่เราซื้อมาแล้ว เลยซื้อกันแต่ของกิน

ตามไปส่ง 5 สาวที่สนามบินอินชอน ลุ้นกับน้ำหนักกระเป๋าว่าจะเกินมั๊ย พี่ติ๊นาไปช่วยคุยให้ น้ำหนักที่เกินเลยได้อนุโลมไป โบกมือร่ำลากอดกันเหมือนจะจากกันแรมปีเสร็จ พวกเราที่เหลือ 3 สาวกับพี่ติ๊นาก็ไปซื้อตั๋ว Airport bus กลับเข้าเมือง ในราคาคนละ 1,4000 วอน ระบบขนส่งที่นี่เขาดีจริง Airport bus ก็มีหลายสาย คุณไปเลือกซื้อได้เลย เราเลือกสายที่ไปห้างล็อตเต้ เพราะมันอยู่ติดโรงแรมที่เราพัก นั่งไปสบายมากๆ รถติดนิดหน่อย ประมาณ 1 ชั่วโมงก็กลับมาถึงกลางเมือง ลงไปหาข้าวเย็นกินที่ Lotte foodcourt เหมือนเดิม วันนี้เหงาชมัดเหลือกัน 3 คน

*** เดินทางไกลไปซูวอน *** 

วันนี้ 3 สาว จะไปเมืองซูวอนกัน เราบอกไว้เลยว่าวันอยู่ต่อฉันจะไปซูวอน!! ถ้าไม่อยากไปเราไปคนเดียวได้เพราะเตรียมข้อมูลมาเยอะมาก แต่ 2 สาวบอกว่าไปด้วยไปไหนไปกัน พวกเราเลยเดินทางไกลไปซูวอนกัน การเดินทางแสนจะง่ายแต่มันไกลจัง นั่งรถไฟใต้ดิน (ซึ่งมันใต้บ้างบนบ้าง) ของเกาหลีจากสถานี City hall แถวโรงแรมเราไปถึงสถานี Suwon เป็นจำนวน 24 สถานี นั่งหลับไปชั่วโมงกว่าๆก็มาถึง เดินออกไปเจรจากับ Tourist center ให้แน่ใจอีกครั้ง หยิบแผนที่แล้วก็ออกไปขึ้นรถเมล์

นั่งไปไม่กี่ป้ายก็ถึงแล้วจุดเริ่มท่องเที่ยว จะเห็นประตูเมืองใหญ่โตอยู่กลางวงเวียน เรียกว่าประตูพัลแดมุน (Paldamun) จากตรงนั้นก็ว่าจะเดินไปเที่ยว (พระราชวัง) ฮวาซองแฮกุง (HwaSeong Haeng Goong) กันก่อน ซึ่งหากว่าเดินไปตามข้อมูลที่หาเตรียมมาแต่แรกคงถึงไปนานแล้ว แต่ดันไม่มั่นใจ เลยถามคนนั้นที คนนี้ที ต่างคนต่างชี้ไปโน่นนี่ สรุปว่าเดินวนรอบวงเวียนไป 1 รอบ เฮ้อ…สรุปว่ามาตั้งต้นที่ป้ายรถเมล์เดิมแล้วเดินตามแผนผังตัวเอง ไปไม่่ไกลก็ถึงแล้ว จัดแจงซื้อตั๋วราคาแค่ 1000 วอน เข้าไปชมด้านใน เงียบสงบดีแท้ ไม่มีคนเลย ฝนดันลงปรอยๆอีกแล้ว ก็เดินเล่นชมวัง ที่วังนี้เป็นสถานที่ถ่ายทำละครแดจังกึมด้วย เลยต้องถ่ายรูปคู่กับป้ายแดจังกึมเป็นที่ระลึกซะหน่อย

ออกจากวังมาถามเจ้าหน้าที่ถึงรถหัวมังกร ซึ่งเป็นรถลากพานักท่องเที่ยวชมรอบป้อมฮวาซอง เจ้าหน้าที่บอกว่าเพราะฝนตกรถเลยไม่วิ่ง จริงๆก็ถามที่ Tourist center มา 2 ที่แล้วเขาก็บอกเหมือนกันแต่ไม่เชื่อ เลยมาถามที่นี่อีก ยังสงสัยว่าฝนตกทำไมรถไม่วิ่ง รถไม่มีหลังคาหรือไง งงจริงๆ การจะขึ้นไปชมป้อมฮวาซอง (Hwaseong Fortress) ต้องไต่บันไดขึ้นไปตามแนวกำแพงวัง   ซึ่งเจลลี่เคยมาแล้วเลยขอตัวไม่ไป คุณเอแกเจ็บเท้าเลยไม่ไปเหมือนกัน ไอ้เราอยากไปดูมากเพราะป้อมนี่ได้เป็นมรดกโลกด้วย เลยขอตัวไปแป๊ป เดี๋ยวลงมาเจอกัน

รีบตะเกียกตะกายขึ้นไป ช่วงแรกมันก็ไม่เท่าไหร่ พอพ้นแนวรั้ววัง ก็เป็นถนนสายเล็กๆตัดผ่านหน้า งงมาก เห็นตู้ขายตั๋วรถหัวมังกรเลยไปถามอีก ฮ่าๆๆ ชีก็บอกเหมือนเดิมว่าเพราะฝนตกรถไม่วิ่ง เออ…แฮะ แต่ฝนหยุดแล้วนะตอนนี้ ไม่วิ่งก็ไม่วิ่ง เราเลยเดินข้ามถนนไปปีนเขาต่อเพื่อไปแนวป้อมด้านบน คราวนี้หอบเลยอ่ะ ต้องถอดโค๊ทกันเชียว แต่วิวด้านบนก็สวยดี มองเห็นเมืองซูวอนได้กว้างเลย แต่อากาศขมุกขมัวไปหน่อย ขึ้นไปถึงด้านบน เห็นแนวป้อมแล้วดีใจจริง เดินชมแนวป้อมไปซ้ายทีขวาที ไม่กล้าไปไกลเท่าไหร่เพราะคนข้างล่างรอ ถ้ามาคนเดียวคงเดินรอบป้อม เพราะมันเดินสบายและไม่ยาวมากเหมือนกำแพงเมืองจีนที่เราเคยเดินไปวันนึง ป้อมฮวาซองนี่บูรณะซะสวยงามทีเดียว แถมยังมีทางเดินเลาะกับแนวป้อมไปตลอด มีคนมาวิ่งออกกำลังกายด้วย ต้นไม้ร่มรื่นดีจริงๆ

เดินเล่นสักพักก็ไต่กลับลงมา เจอรถหัวมังกรจอดอยู่ แวะถามเจ้าหน้าที่อีกรอบ ชีบอกรถวิ่งแล้ว จะออกใน 5 นาที โอ้ว…คิดไตร่ตรองดูแล้วหากไต่ลงไปตาม 2 สาวลากขึ้นบันไดมา คงไม่มีทางทันใน 5 นาที สันดานเพื่อนที่ดีเลยซื้อบัตรคนเดียวนั่งรถหัวมังกรเล่นสักรอบวะ…ฮา…. ถามคนขายตั๋วว่ามันกลับมาที่เดิมนี่ใช่มั๊ย ชีพยักหน้าหงึกหงักๆ รถออกวิ่งพ่วงไป 3 ตอน แต่มีคนนั่งอยู่ไม่ถึง 10 คน รถก็มีหลังคาปกตินี่นา สงสัยกลัวว่าถนนลื่นตอนฝนตกเลยไม่วิ่ง รถพาวิ่งเลาะรอบแนวป้อมให้ชมจนรอบ เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่อยากเห็นบรรยากาศทั่วๆ จากนั้นรถยังผ่านลงไปด้านล่าง วิ่งเลียบตึกรามบ้านช่องไปลอดประตูพัลแดมุนด้วยซ้ำ อยากกระโดดลงจริงๆ แต่เขาล็อคประตูไว้ และสุดท้ายรถมาจอดที่ลานยิงธนูตรง Tourisr center ใหญ่กลางเมือง รถมันไม่กลับไปที่เดิม…อ้าว…

งงงวยอยู่พักนึง เลยเดินไปเรียกแท็กซี่ให้ไปส่งหน้าพระราชวัง โฮ่…ไกลกันพอดู เจลลี่กับเอ คงรอนานมาก สงสารจริงๆ ข้าวก็ไม่ได้กิน แถวนั้นไม่มีไรเลย ขอโทษกันแล้วก็เดินกลับไปที่ป้ายรถเมล์ตรงพัลแดมุน นั่งรถเมล์กลับไปสถานีรถไฟ เย็นนี้เรานัดจะไปบ้านคุณตุ่น มิตรรักข้ามประเทศที่รู้จักกันผ่านเน็ต เธอเป็นสาวไทยที่ตกหลุมรักหนุ่มเกาหลีและแต่งงานมาเป็นสะใภ้เกาหลี มาถึงเกาหลีทั้งทีเราขอไปพบ นำของฝากจากเพื่อนๆหลายคนไปให้เพราะคุณตุ่นช่วยแปลภาษาเกาหลี และเขียนภาษาเกาหลีให้กับพวกเราหลายครั้ง เป็นมิตรภาพแบบไม่มีใครหวังผลตอบแทนที่น่าชื่นใจ

พอดีว่าโทรศัพท์คุณเจลดันมาแบตหมดเลยติดต่อคุณตุ่นไม่ได้อีก การเดินทางไปบ้านคุณตุ่นที่อยู่สถานี Nokyang ดูจากแผนผังรถไฟแล้วเหมือนนั่งรถจากสุไหงโกลกไปเชียงใหม่เลย คือมันอยู่คนละซีกโลก แถมต้องย้ายสายรถไฟด้วย ตอนย้ายนี่ซิมันต้องรู้ว่าจะรอขึ้นฝั่งไหน ต้องใช้ภาษามือภาษาใจกันวุ่นวาย และแล้วก็ถึงจนได้ สรุปว่าจากสถานี Suwon ไปสถานี Nokyang ใช้เวลาเดินทาง 2.5 ชั่วโมง ผ่าน 44 สถานี!!! มาทราบตอนหลังว่าคุณตุ่นเป็นห่วงพวกเรามากเพราะมาช้ากว่าเวลานัดเยอะ สามีคุณตุ่นหัวเราะเมื่อรู้ว่าพวกเราอยู่ที่ซูวอน ฮีบอกว่าคืนนี้จะถึงหรือเปล่าไม่รู้เพราะมันไกลมาก….

ในที่สุดก็ไปถึงในช่วงมืดก็สักหกโมงกว่า หิวกันไปเลย คุณตุ่นทำกับข้าวเกาหลีง่ายๆไว้ให้ทานกัน พวกเราซัดกันแบบน้องผู้หิวโหย อร่อยมากๆค่ะ สามีและลูกชายคุณตุ่นก็น่ารัก คุณสามีไปเปิดโซจูมาดื่มกัน ดีใจจังในที่สุดก็ได้ซดโซจู เพียงแต่ไม่ใช่ร้านเต๊นท์ข้างถนนเหมือนในละคร ฮ่าๆๆๆ..แถมยังไปสั่งไก่ทอดมาเพิ่มเป็นกับแกล้มพร้อมเบียร์อีก 1 ขวดลิตร (เบียร์ที่นี่มีขายเหมือนโค๊กลิตรเลย แต่จืดมาก) นั่งชนแก้วกันไปจนเริ่มมึน คุยกันไม่รู้เรื่องหรอกเพราะคุณสามีได้ 2 ภาษาคือเกาหลีกับญี่ปุ่น เราก็ได้ญี่ปุ่นงูๆปลาๆนิดหน่อย เอได้ภาษาญี่ปุ่นมากหน่อย เจลลี่ได้แต่หลอกเด็กเล่นเกมส์ไป สนุกมากๆคืนนี้ กลับถึงโรงแรมสลบเหมือด

*** โซลจ๋า ลาก่อน *** 

วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้ว คงใช้เวลาอยู่ในโซลนี่แหละ เมื่อคืนก็ปวดหัวกับน้ำหนักกระเป๋ากันพอควร เช้านี้จัดเสร็จก็ลากลงไปชั่งน้ำหนักที่ business center ของโรงแรม น้ำ้หนักมันใกล้เคียงจะเกินซะจริงๆ พวกเครื่องสำอางน่ะหนักมาก แถมเอามาถือไม่ได้จะโดนภาษี ต้องโหลดไปอย่างเดียว แต่ละคนมีรายการฝากซื้อเครื่องสำอางกันเต็มพิกัดเป็นสิบๆขวด หนักมหาศาล เลยต้องงัดของอื่นๆออกมาใส่ถุงหิ้วกันเพียบ

จัดการข้าวของจนพอใจก็ออกไปชมเมืองสั่งลา เช้านี้เราเริ่มโดยการเดินไปดูคลองชองเกชอน (Cheonggyecheon) คลองนี้ว่าไปก็เหมือนคลองแสนแสบบ้านเราที่มันไหลผ่าเมือง และมันก็เคยดำเคยเหม็นเหมือนบ้านเรา แต่ตอนนี้เขาปรับปรุงแก้ไขน้ำได้ใสสะอาด และปรับปรุงทัศนียภาพตลอดเลียบลำคลองให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้เลย ช่วงกลางคืนมีแสงสีเสียงสวยงาม เสียดายไม่มีเวลามาเดินดูกลางคืน เราเริ่มเดินจากต้นทางตรงรูปปั้นหอยอันใหญ่ยักษ์ เดินเลาะลำคลองไป ยิ่งดูยิ่งเจ็บจี๊ดที่หัวใจเมื่อนึกถึงคลองแสนแสบบ้านเรา

หากจะเดินให้สุดแนวคลองที่เขาปรับปรุงคงใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆ เราจึงเดินกันแค่พอซึมซับบรรยากาศก็ไต่บันไดตัดขึ้นมาที่ถนนเดินหารถไฟ เพื่อจะไปเดินตลาดนัมแดมุน (Namdaemun) กัน เจลลี่อยากไปชมเสื้อผ้าเพิ่มเติม นั่งรถไฟไปไม่กี่ป้ายก็ถึงแล้ว ขึ้นมาเดินตลาดเสื้อผ้านัมแดมุน มันคล้ายประตูน้ำ มีเสื้อผ้าขายแบบที่เขาขนไปขายเมืองไทยกัน คนยังไม่พลุกพล่านเท่าไหร่เพราะยังเช้าอยู่ เดินๆดูไปพักหนึ่ง

เราไม่สนใจซื้อของ เลยตัดสินใจขอแยกตัว ตั้้งใจไป ชางด็อกกุง (Changdeokgung) พระราชวังอีกแห่งที่น่าสนใจ มองดูอากาศวันนี้สดใสดีด้วย ฟ้าใส แดดแจ๋

ออกจากนัมแดมุนนั่งรถไฟไปลงสถานีอังกุก (Anguk) ก็ไม่กี่สถานี เดินตามแผนที่ไม่ไกลก็เจอแล้ว วังนี้เขาให้เข้าเป็นรอบๆ ต้องมีไกด์นำเดิน โชคดีที่ไปถึงพอดีมีกลุ่มกำลังจะเข้าไปเป็นไกด์ภาษาอังกฤษเลยไม่ต้องรอ พระราชวังชางด็อกกุงได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกด้วย เราว่ามีรายละเอียดสวยงามกว่าเคียงบ็อกกุงนะ เดินกับกลุ่มไปเรื่อยๆ เดินนำบ้างตามบ้าง ถ่ายรูปไปเยอะเลย เพราะวันนี้แดดดี วังก็สวย เดินไปจนถึงไฮไลต์ของวังคือ Secret garden อยู่ด้านท้ายวัง สวนลับที่ว่ามีบ่อน้ำกว้างๆและมีตำหนักขนาดย่อมอยู่ข้างๆ สมัยก่อนคงลับน่าดูคนได้เห็นคงถูกตัดคอ ตอนนี้นักท่องเที่ยวเดินถ่ายรูปกันรอบตำหนักเลย

ออกจากพระราชวัง เดินลัดเลาะไปตามถนนอีกไม่ไกล เพื่อไปย่านอินซาดง (Insadong) ย่านศิลปะแห่งโซล แถบนี้จะมีของสวยแบบแฮนด์เมดมาขายเพียบ ร้านรวงแถบนั้นขายของศิลปะกันเยอะแยะ คนเดินก็เป็นพวกนักศึกษา นักท่องเที่ยว ของจะราคาสูงขึ้นมานิด แต่แบบจะเก๋ไก๋ พวกตุ้มหู.แหวน.นาฬิกาน่ารักทั้งนั้นเลย เราได้แต่เดินผ่านไป เพราะเวลาใกล้หมดแล้ว เดินจนทะลุไปอีกด้านก็มองหาสถานีรถไฟเพื่อนั่งรถกลับไปโรงแรม

ไปถึงโรงแรมเจลลี่กับเอนั่งรออยู่แล้วบอกว่า รถของโรงแรมที่ไปสนามบินเต็ม เราไม่ได้จองไว้ เลยต้องลากกระเป๋าออกไป รร.ล็อตเต้ข้างๆ เพราะหน้าโรงแรมเป็นจุดจอดรถ Airport bus ของ Korean air เลยต้องเสียเงินค่ารถไปอีกคนละ 14,000 วอน แต่ก็สะดวกสบายดี รถบัสไปวนรับตามจุดจอดรับอีก 3-4 จุดก็ตรงไปสนามบิน

ไปถึงก็ต้องไปคืนโทรศัพท์เช่าก่อน แล้วก็ไปเช็คอินซึ่งแถวยาวมาก กว่าจะถึงคิวนานเลย แถมโดนปรับค่าน้ำหนักเกินไปอีก เพราะมันเกินเยอะ ต่อรองกับเคาร์เตอร์สุดหล่อของโคเรียนแอร์จนฮีใจอ่อนลดให้ตั้งเยอะจากเป็นแสนวอนเหลือแค่ไม่กีหมื่นวอน สรุปว่ามารยาหญิงไทยร้อยเล่มเกวียนยังใช้ได้

เข้าไปด้านใน Duty free ที่นี่ก็มีของให้เดินดูเยอะพอควร เราได้แต่กวาดเงินที่เหลือไปซื้อ Photo book Seoul กับ Photo book Korea มาอย่างละเล่ม เพราะไม่ได้เจอสมุดภาพอย่างนี้ในเมืองเลย เข้าร้านหนังสือก็ดันลืมดู มัวแต่ไปเลือกซื้อ CD, DVD เกาหลีซะหมด เครื่องโคเรียนแอร์ เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวไทย เสียงคุยกันเซ็งแซ่ จนขึ้นเครื่อง เรา 3 คนได้นั่งด้วยกันหน้าประตูฉุกเฉินเลยยืดขาได้ เลยหลับสบายจนถึงกรุงเทพฯ เย…..

ทริปนี้สนุกดี มีหลายรดชาติ และได้ทำอะไรหลายๆอย่างที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ทำ และที่สุดยอดคือ เพื่อนๆที่ไปด้วยเจ๋งทุกคน!!!

สนุกสุดๆ ^^

 

.

.

.

หาข้อมูลเพิ่มเติม

ที่พัก

อัตราแลกเปลี่ยน (ธันวาคม 2552)
100 won : 2.93 บาท
1 $ : 34 บาท

อุณหภูมิช่วงที่ไป 5 – 12 ธันวาคม 2009
Seoul
5 dec 6,-4 mean 1 >>>> Busan 12,2 mean 8 >>> Sokcho 6,-3 mean 2
6 dec 0,-7C mean -4 >> Sokcho 2,-4 mean -1
7 dec 3,-7 mean -2
8 dec 4,-4 mean 0
9 dec 7,-2 mean 2
10 dec 8, 3 mean 6
11 dec 9,5 mean 7
12 dec 8,0 mean 4

ทุบกระปุกบุกโคเรีย ภาคแรก

Trip Dec. 2009 : Korea

ครั้งนี้ขอเรียกว่าเป็นบันทึกท่องเที่ยวแล้วกัน เพราะอาจไม่มีข้อมูลให้ไปใช้ท่องเที่ยวตามเท่าไหร่ เพราะคราวนี้ให้เอเยนต์ท่องเที่ยวจัดให้ เราแค่จดรายการสถานที่ที่อยากไปให้เขา เขาก็จัดมาให้เลย เลยขาดข้อมูลการติดต่อและราคาไปเยอะ จึงกลายเป็นบันทึกท่องเที่ยวเกาหลี “ทุบกระปุกบุกโคเรียกับสาวๆ LYH”

Continue reading “ทุบกระปุกบุกโคเรีย ภาคแรก”

Website Built with WordPress.com.

Up ↑

%d bloggers like this: