ทริปขับรถไฟฟ้าขึ้นเหนือ : ธันวาคม 2566
อุตรดิตถ์
อุตรดิตถ์ จังหวัดที่ไม่ค่อยจะอยู่ในรายการท่องเที่ยวของคนส่วนมาก จังหวัดที่เป็นแค่ทางผ่าน จังหวัดที่เป็นแค่จุดพัก หรือบางคนก็แค่ขับรถผ่านเลยไป

การท่องเที่ยว 2 ครั้งของเราในจังหวัดอุตรดิตถ์คือการเดินขึ้นไปยอดภูสอยดาว อ.น้ำปาด เมื่อ 20 กว่าปีก่อน นอกจากนั้นก็แค่ขับรถผ่าน หรือมากสุดคือนอนพัก 1 คืนเพื่อเดินทางต่อในเช้าวันรุ่งขึ้น
เหมือนคนที่พอจะคุ้นหน้าคุ้นตา แต่ไม่เคยแนะนำตัวกัน ขับรถขึ้นเหนือคราวนี้ คงได้แวะพักนอนระหว่างทางที่อุตรดิตถ์อีกครั้ง น่าจะถึงเวลาทำความรู้จัก “อุตรดิตถ์” เสียที


ระยะทางจากกรุงเทพฯมาถึงอุตรดิตถ์ 520 กม. เราขับรถมาถึงอุตรดิตถ์ในเวลาบ่ายแก่ ยังพอมีเวลาให้เลี้ยวรถไปนมัสการ พระบรมธาตุทุ่งยั้ง ที่บ้านทุ่งยั้ง เขตอำเภอลับแลก่อน

วัดพระบรมธาตุ
วัดพระบรมธาตุ หรือที่เรียกกันติดปากว่า วัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง ตามชื่อสถานที่ ห่างมาจากตัวอำเภอเมืองอุตรดิตถ์แค่ 5 กิโลเมตร เมื่อเดินลอดประตูรั้วโค้งสีขาวหม่น จะเจอกับวิหารหลวงทรงล้านนาหลังคาซ้อนสามชั้น สงบ สวยงาม ด้านในวิหารหลวงประดิษฐาน หลวงพ่อหลักเมือง ที่ชาวบ้านนิยมเรียกว่าหลวงพ่อปรานเฒ่าหรือหลวงพ่อโต เป็นที่เคารพสักการะชองชาวอุตรดิตถ์


ออกจากวิหารหลวงเดินไปด้านหลัง ไปนมัสการ องค์พระบรมธาตุทุ่งยั้ง ที่มีพระบรมสารีริกธาตุบรรจุอยู่ในโพรงถ้ำใต้องค์เจดีย์เดิม เจดีย์สีขาวทรงลังกาถูกสร้างขึ้นครอบองค์เจดีย์เดิมที่ยอดเจดีย์หักพังลงมาเมื่อคราวเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2451 ถึงจะสร้างใหม่ก็มีอายุมากกว่า 100 ปีได้แล้ว


ใกล้ๆกับพระบรมธาตุ คือ วัดพระแท่นศิลาอาสน์ วัดสำคัญเก่าแก่อีกวัดในอำเภอทุ่งยั้ง ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี เป็นที่เคารพนับถือของชาวอุตรดิตย์มาช้านาน ภายในวิหาร มีพระแท่นศิลาแลงทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ครอบด้วยมณฑป เชื่อกันว่าเป็นพระแท่นที่พระพุทธเจ้าได้ประทับนั่งบำเพ็ญพระบารมีเมื่อครั้งยังทรงเป็นพระโพธิสัตว์

วัดพระแท่นศิลาอาสน์




พระแท่นศิลาอาสน์ต้องมีความสำคัญกับเมืองอุตรดิตถ์อย่างมาก จนมีการนำภาพมณฑปพระแท่นศิลาอาสน์ไปไว้ในตราประจำจังหวัดอุตรดิตถ์ด้วย เดินออกมาด้านนอก ระหว่างวิหารหลวงกับ ศาลาพระพุทธบาทจำลอง จะมีต้นพุทราต้นหนึ่ง ที่เชื่อกันว่า เป้นต้นพุทราที่มีต้นพันธุ์เดิมมาจากครั้งที่พระพุทธเจ้าโปรดให้พระอานนท์นำบาตรของพระองค์ไปแขวน หลังจากที่พระองค์ฉันภัตตาหารบนแท่นศิลาอาสน์เสร็จแล้ว จึงเรียกกันว่า ต้นพุทราอุ้มบาท ปัจจุบันเมื่อเวลาที่ผลพุทราสุกร่วงลงมาจะมีเจ้าหน้าที่คอยเก็บไปตากแห้ง เพื่อเอาไว้ทำเป็นพุทรากวนในวันงานมนัสการพระแท่นศิลาอาสน์ประจำปีด้วย


ทั้ง 2 วัดมีพื้นที่กว้างขวาง ร่มรื่นด้วยไม้ใหญ่ มีผู้คนบางตาในเวลาบ่ายใกล้เย็นแบบนี้ นักท่องเที่ยวแบบเราแทบไม่มี
เริ่มต้นการท่องเที่ยวอุตรดิตถ์ด้วยการเข้านมัสารสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำจังหวัดเรียบร้อย ก็เข้าไปทำการเช็คอินที่พักก่อน ที่พักของพวกเราในคืนนี้ Araya Hotel ไม่ได้เลือกจากความสวยงาม บรรยากาศดี หรือ ตำแหน่งใกล้แหล่งท่องเที่ยว ใกล้ตลาด แต่เลือกที่พักที่มี EV Charging station ตามวิถีชีวิตใหม่ของโลกที่สู้กับราคาเชื้อเพลิงไม่ไหวแล้ว แต่ที่พักก็ดี สวย สงบ สะอาด ดีพร้อมสำหรับการพักผ่อน

มื้อเย็นเลือกร้าน ครัวชายน้ำ ที่อยู่ริมแม่น้ำน่าน แต่มาถึงมืดไปแล้ว ไม่ได้ซีมซาบบรรยากาศริมน้ำยามเย็น บริเวณร้านกว้างขวางโล่งโปร่งสบาย มีลานลงไปเดินเล่นริมน้ำได้ อาหารไทยรสจัดจ้านพอตัว ราคาไม่แพง น่าจะเป็นร้านยอดนิยมของจังหวัด เพราะคนเต็มทุกโต๊ะ พอสองทุ่ม ก็ตั้งป้ายว่าอาหารหมดแล้ว
ร้านอาหารครัวชายน้ำ
📍 อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์
🕗 11.00-21.00น





มื้อนี้ที่ ครัวชายน้ำ จัด กบทอดกระเทียม ปลาทับทิมทอด แกงป่า อร่อยทุกอย่าง

วันนี้เรามีแผนขับรถต่อไปให้ถึงจังหวัดน่าน แต่ก็มีเวลาเที่ยวเล่นในจังหวัดอุตรดิตถ์ได้พอสมควร มาเมืองลับแลก็ต้องไปให้ถึงอำเภอลับแล ระยะทางจากอำเภอเมืองไปอำเภอลับแลประมาณ 10 กม. ขับรถสบายๆ ถนนโล่งๆรถน้อย นอกจากไปเที่ยวเล่นในอำเภอแล้วต้องหา “ข้าวพันผัก” อาหารประจำถิ่นของเมืองลับแลกินให้ได้

ผ่านซุ้มประตูเข้าเมืองลับแล ไม่รู้จะตั้งต้นที่ไหน ให้ตรงไปที่ สามแยกตลาดลับแล หาอะไรรองท้องในตลาดกันก่อน ตลาดลับแล มีชื่อทางการว่าตลาดเทศบาลตำบลศรีพนมมาศ เป็นที่แรก ตั้งใจไปเดินเล่น หาอะไรรองท้อง แล้วถ่ายรูปกราฟฟิตี้เก๋ๆด้านหน้าตลาดและรอบๆศาลเจ้า



ศาลเจ้าปึงเถ่ากง ปึงเถ่าม่า อยู่ติดกับตลาดเลย




งานอาร์ตสวยๆบอกเล่าเรื่องราวในอดีตของเมืองลับแลรอบ ศาลเจ้าปึงเถ่ากง ปึงเถ่าม่า
ด้านหน้าตลาดจะมี อนุสาวรีย์พระศรีพนมมาศ ผู้ว่าราชการเมืองลับแลที่ได้รับแต่งตั้งจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.๕ เป็นผู้พัฒนาเมืองลับแลให้เจริญรุ่งเรือง เช่น ก่อตั้งโรงเรียนแห่งแรกของอุตรดิตถ์ สร้างเรือนแถวไม้บริเวณสามแยกตลาดลับแล แล้วชักชวนชาวจีนให้เข้ามาค้าขายทำให้สามแยกลับแลกลายเป็นย่านการค้าสำคัญ


อนุสาวรีย์พระศรีพนมมาศ



แต่ตลาดเช้าของต่างจังหวัดคือต้องเช้าจริงๆ ไม่ใช่ 9 โมงเช้าแบบคนกรุงเทพฯอย่างเรา ตอนไปถึง ก็เลยเห็นแต่ละแผงจึงเริ่มเก็บกันแล้ว แม้แต่ร้านกาแฟไข่ลวกยังดับเตาไปแล้ว ชาวบ้านร้านตลาดจึงแนะนำให้เราไปแถวถนนราษฏร์อุทิศ ที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่ร้อยเมตร มีร้านขายข้าว ขายอาหารหลายร้านน่าจะเริ่มเปิดกันแล้ว ซึ่งก็คือถนนที่เราจะไปร้าน ข้าวพันผัก อินดี้ นั่นเอง


สามแยกตลาดลับแล ยังมีเรือนแถวเก่าแก่เป็นแนวยาว

ข้าวพันผัก Indy
📍 อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์
🕗 09:30 – 17:00 (หยุดวันพุธ)



ร้านข้าวพันผักอินดี้ ชื่อร้านก็ชัดเจนว่าไม่ธรรมดา ก็จะเป็นแนวข้าวพันผักฟิวชั่น คือมีเมนูหลากหลาย ถ้าแบบเดิมๆก็จะใส่ผัก ใส่วุ้นเส้น แต่ที่นี่ก็จะมีเพิ่มหมูแดง กากหมู หมูทอด ไก่ทอด แล้วแต่จะสั่ง นอกจากข้าวพันผักก็ยังมีเมนูข้าว ก๋วยเตี๋ยวอื่นๆอีกเยอะ วันนี้เราสั่ง 3 รายการ ข้าวพักผักห่อไข่ ก๋วยเตี๋ยวแห้งหมูทอด แล้วก็เส้นคลุก ยังไม่อิ่มเอาลูกชิ้นปิ้งมาอีก 3 ไม้ ระหว่างรอก็เดินไปดูวิธีทำ ที่ตั้งเตาทำให้ดูอยู่หน้าร้านเลย วิธีทำเหมือนข้าวเกรียบปากหม้อเลยแหละ แต่ใส่ไส้หลากหลาย แล้วก็พับห่อมาเป็นสี่เหลี่ยม
ข้าวพันผัก เป็นอาหารพื้นถิ่นของชาวเมืองลับแลที่ไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย มันก็คือแผ่นแป้งที่ทำจากข้าว ใส่ผักใส่วุ้นเส้นแล้วห่อ กินกับน้ำจิ้มสูตรเปรี้ยวๆหวานๆ แผ่นแป้งที่เอามาพันผัก เรียกว่าข้าวแคบ พอเอาแผ่นข้าวแคบมาพันผัก ก็เรียกข้าวพันผัก ถ้าเอาแผ่นข้าวแคบมาใส่เส้นหมี่แล้วม้วนเป็นแท่งๆก็เรียก หมี่พัน เป็น 2 อาหารพื้นถื่นที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวเมืองลับแล ใครมาเที่ยวลับแลต้องลองแหละ


ข้าวพันผัก กับ หมี่พัน อาหารพื้นถิ่นของชาวลับแล ใช้แผ่นข้าวแคบเป็นหลัก
(หมี่พันไม่ได้สั่งเลยเอารูปจากรายการสมุทรโคจรมานะ)
อิ่มแล้วก็ย้อนกลับมาตรงซุ้มประตูเมืองลับแล สวนสาธารณะเล็กๆข้างประตูเมืองมีรูปปั้นรูปหญิงสาวยืนอุ้มเด็กน้อยกับชายหนุ่มนั่งคอตกอยู่ข้างๆ และประโยค “ขอเพียงสัจจะวาจา” เป็นรูปปั้นที่บอกเล่าตำนานพื้นเมือง เรื่องเมืองลับแลกับการห้ามพูดโกหก


ตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาว่า มีครั้งหนึ่งหนุ่มเมืองทุ่งยั้ง เดินทางหลงไปในป่าเมืองลับแล แล้วไปพบสาวงามมาแอบซ่อนของไว้ ชายหนุ่มจึงแอบขโมยของนั้นมาและใช้เล่ห์กล จนสาวหลงเชื่อพาเข้าไปอยู่กินเป็นสามีในเมืองลับแล ชายหนุ่มได้เห็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์และมีแต่สาวสวย ด้วยเหตุนี้เมืองลับแลจึงเป็นเมืองลี้ลับคนภายนอกไม่สามารถเข้าไปได้ และชาวเมืองลับแลจะยึดมั่นในศีลธรรมอันดีงาม เคร่งครัดในการปฏิบัติธรรมอยู่เสมอ ไม่มีการพูดโกหกหรือหลอกลวงกัน อยู่มาวันหนึ่งชายหนุ่มกับหญิงสาวมีลูกด้วยกัน แต่หญิงสาวออกไปทำธุระนอกบ้าน ชายผู้นี้อยู่กับลูกแต่เด็กร้องไห้ งอแงอยากหาแม่ จนชายผู้นี้พูดโกหกลูกว่า แม่มาแล้ว หวังจะให้เด็กหยุดร้องไห้ แต่ชาวบ้านได้ยินเข้าว่าหนุ่มผู้นี้พูดคำโกหก จึงขับไล่ออกจากหมู่บ้าน หญิงสาวสงสารไม่รู้จะช่วยอย่างไร ได้แต่เก็บของใส่ย่ามให้โดยบอกว่าห้ามเปิดดูก่อนถึงบ้าน ระหว่างทางชายผู้นี้ได้เปิดดูก่อนเห็นว่าเป็นขมิ้น จึงหยิบทิ้งไปตามทางเพราะหนัก แต่พอถึงบ้านเหลือขมิ้นติดย่ามอยู่นิดหน่อยพอเปิดออกดูพบว่าเป็นทองคำ หวังจะกลับไปเก็บตามทางแต่ก็ไม่พบแล้วทั้งทองคำและทางเข้าเมืองลับแล
ที่มา : https://www.museumthailand.com/th/2986/storytelling/เมืองลับแล/
ถัดจากรูปปั้นไปจะเป็นทางเดินลอดอุโมงต้นลั่นทมไปที่เรือนไม้โบราณยกพื้นสูงที่เป็น พิพิธภัณฑ์เมืองลับแล จัดแสดงภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวลับแลดั้งเดิม และบอกเล่าเรื่องราว ศิลปะ วัฒนธรรม ของชาวลับแล ที่นี่ไม่มีค่าเข้าชม






ใครอยากถ่ายรูปอุโมงค์ต้นลั่นทมแบบที่จังหวัดน่าน แล้วเบื่อคนเยอะให้มาที่เมืองลับแลได้ น่าจะสวยเหมือนกัน แต่ตอนนี้โกร๋นหมด ไม่มีทั้งดอกทั้งใบ รอมาตอนออกดอกเต็มต้นน่าจะสวยไม่น้อยหน้าที่น่าน
หมดเวลาเที่ยวเมืองลับแล ขับรถกลับเข้าอ.เมือง ก่อนจะออกจากอุตรดิตถ์ ต้องขอไปสักการะ อนุสาวรีย์พระยาพิชัยดาบหัก มาเยือนถึงบ้านเกิดของท่านแล้ว แม้จะไม่มีเวลาได้ไปที่อ.พิชัย บ้านเกิดของท่าน ก็มาแวะสักการะที่อนุสาวรีย์หน้าศาลากลางจังหวัดอุตรดิตถ์ก็ได้

เจ้าพระยาพิชัย เป็นคนอ.พิชัย ท่านเคยฝึกมวย ฝึกดาบ ฝึกต่อสู้ ฝีมือดีจนได้เป็น 1 ใน 4 ของนักรบพระเจ้าตาก สู้รบกับพม่ากอบกู้เอกราชของชาติไทยหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง เมื่อพระเจ้าตากขึ้นครองราชบ์เป็นพระเจ้ากรุงธนบุรี ได้มอบหมายให้ท่านกลับไปเป็นเจ้าครองเมืองพิชัย จึงได้ชื่อว่า พระยาพิชัย เหตุการณ์สู้รับกับพม่าที่เลื่องลือ คือสู้จนดาบหัก แต่ก็สู้จนชนะ พม่าต้องล่าถอยกลับไป จึงได้สมญานามว่า พระยาพิชัยดาบหัก



ที่อื่นมีรำแก้บน แต่ที่นี่จัดมวยแก้บน
อยู่ตรงอนุสาวรีย์เห็นป้ายชี้บอกทางไป พิพิธภัณฑ์ดาบน้ำพี้ใหญ่ที่สุดในโลก เลยต้องเดินไปดูหน่อย เป็นอาคารขนาดไม่ใหญ่มาก ด้านในมีดาบวางอยู่ตรงกลาง ก็น่าจะใหญ่ที่สุดในโลกจริง เพราะตัวดาบใหญ่และยาวเต็มอาคาร รอบๆผนังมีจัดแสดงเรื่องราวการสร้างดาบน้ำพี้เล่มใหญ่นี้ และเรื่องราวของเหล็กน้ำพี้ ที่มีลักษณะพิเศษ คือมีความแข็งแรงและความเหนียว มีแหล่งขุดอยู่ที่ บ้านน้ำพี้ ตำบลน้ำพี้ อ.ทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์ เป็นเหล็กที่ใช้ทำพระแสงของ้าวของสมเด็จพระนเรศวร ทำดาบล้างอาถรรพ์ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และเป็นหนึ่งในดาบคู่ของพระยาพิชัยดาบหัก ซึ่งดาบน้ำพี้คือดาบที่ไม่หัก




2 วัน 1 คืนที่อุตรดิตถ์ จากเมืองที่แค่ขับรถผ่าน ก็พอจะได้ทำความรู้จักกันมากขึ้น ยังมีที่เที่ยวในจังหวัดอีกหลายที่ อย่างบ่อเหล็กน้ำพี้ หรืออุทยานแห่งชาติต้นสักใหญ่ หรือเที่ยวน้ำตกอย่างน้ำตกแม่พูล ถ้ามีเวลามากกว่านี้ก็น่าจะเก็บได้หมด พวกเรามักจะแวะเข้าไปสถานีรถไฟตามจังหวัดต่างๆ จะได้เห็นวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น การขนส่ง การเดินทาง ที่หลายๆจังหวัดยังใช้รถไฟเป็นระบบขนส่งมาตั้งแต่หลายสิบปีก่อน คราวนี้เราก็มาที่สถานีรถไฟอุตรดิตถ์เป็นที่สุดท้าย ก่อนจะร่ำลา



สถานีรถไฟเป็นลักษณะเหมือนอาคารพาณิชย์ธรรมดาๆไม่มีป้ายบอกก็ไม่รู้ว่าคือสถานีรถไฟ อาจจะนึกว่าเป็นหอพักก็ได้ (เหมือนสถานีรถไฟจังหวัดยะลา) ไม่รู้ว่าสร้างแบบนี้มาแต่ต้นหรือมาสร้างใหม่ทีหลัง ความสวยงามแบบดั้งเดิมที่เราเห็น น่าจะมีแค่ Font คำว่า อุตรดิตถ์ นี่เอง

Leave a comment