Wedding trip in Finland

A Wedding Trip in Finland | Aug. 2003

ลูกพี่ลูกน้องของเราได้ทุนไปฝึกงานที่ประเทศฟินแลนด์ จนวันหนึ่งเธอบอกมาว่า เธอจะไม่กลับมาทำงานเมืองไทยแล้ว เพราะเธอพบคนที่ใช่ เธอจะแต่งงานและใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น ญาติพี่น้องก็จะอึ้งกันไปสักพัก ญาติผู้ใหญ่ก็จะมีแววตาแสดงความกังวล ส่วนเราไม่ได้กังวล แต่งงและสงสัยว่า ฟินแลนด์นี่อยู่ตรงไหนของโลกวะ

เปิดดูแผนที่แล้วก็ได้แต่ร้องอู้วววว ฟินแลนด์นี่มันอยู่ไปทางยุโรปตอนเหนือติดรัสเซียโน่น แถมมีชื่อเสียงในเรื่องความหนาวเย็น หิมะคลุมตลอด มีช่วงแดดแรงแสงอบอุ่นแค่ปีละไม่กี่วัน กรี๊ดดดดด น้องฉันจะไปอยู่ได้เหรอวะ

ความรักชนะทุกอย่าง 💘

หนุ่มฟินน์บินมาสู่ขอและสวมแหวนหมั้นแบบไทยๆกับญาติผู้ใหญ่ แล้วคบหาดูใจกันต่อไปอีกจนพ่อแม่สบายใจก็ไฟเขียวให้แต่งงานได้

ในที่สุดก็กำหนดวันจัดงานกันได้ในช่วงเดือนสิงหาคม ปี 2003 เพราะเป็นช่วงฤดูร้อนของฟินแลนด์ จัดงานได้สะดวกสบายและอากาศน่าจะเป็นมิตรกับแขกเหรื่อชาวเมืองร้อนอยู่บ้าง ที่ว่าร้อนนั่นอุณหภูมิก็จะอยู่เรี่ยๆ 20°C

การขอวีซ่าในกรณีนี้พวกเราขอวีซ่าแบบมี invitation letter โดยฝ่ายเจ้าบ่าวออกจม.รับรองว่าเชิญพวกเราไปร่วมงานแต่งงาน มีชื่อ ที่อยู่ รับรองพวกเรา เอกสารเยอะแต่ได้วีซ่าแน่นอน

น้องสาวเลือกเที่ยวบินให้ โดยใช้สายการบิน Finnair ที่บินตรง Bangkok – Helsinki นั่งกันเมื่อยตูดพอสมควรสิบกว่าชั่วโมง ก็ถึงสนามบิน Helsinki Vantaa Airport กว่าจะผ่านตม.ออกมาได้ก็ทุลักทุเลพอสมควร เพราะพวกเราทำเรื่องขอนำเข้ากล้วยไม้เอามาจัดงานไว้ด้วย จนท.ต้องเช็คเอกสารกันวุ่นวาย ขอแกะกล่องเปิดตรวจสอบอีก แต่ก็ผ่านออกมาจนได้

Helsinki

พวกเราพักกันที่โรงแรมในตัวเมืองเฮลซิงกิ เพราะพวกเรามากัน 6 คน และคู่บ่าวสาวยังพักอยู่ในห้องอพาตเมนต์ 1 ห้องนอน ก็สะดวกดีใช้เวลาทำความรู้จักกับเฮลซิงกิ (Helsinki) เมืองหลวงของประเทศฟินแลนด์กันสัก 1-2 วัน โดยมีน้องสาวที่กำลังจะเป็นเจ้าสาวเป็นไกด์นำเที่ยว

ช่วงซัมเมอร์ของยุโรปเป็นช่วงที่มีค่ามากๆ ทุกคนจะออกมาทำกิจกรรมกันข้างนอก ย่านกลางเมืองจะคราคร่ำไปด้วยชาวเมืองและนักท่องเที่ยว ในขณะที่คนยุโรปใส่เสื้อกล้ามแขนสั้น คนเมืองร้อนอย่างพวกเราต้องใส่แจ๊คเก็ตนะ เพราะถือว่าหนาว แถมแม่ๆยังต้องพันผ้าพันคอด้วยซ้ำ

มาถึงเฮลซิงกิ ที่แรกที่ต้องไปเดินเที่ยวคือ Esplanadi boulevard เป็นย่านกลางเมืองที่คึกคักมาก มีสวนสาธารณะอยู่เกาะกลางถนน ยาวไปตามถนน Esplandi

เดินต่อมาเรื่อยๆจนถึง Senate Square ต้องเรียกว่าลานคนเมือง เพราะเป็นลานกว้าง ล้อมรอบด้วย Helsinki Cathedral อาคารรัฐสภา และอาคารเก่าสถาปัตยกรรมยุคนีโอคลาสสิคโดยรอบ มีอนุสาวรีย์ พระเจ้าอเล็กซ์ซานเดอร์ ที่ 2 อยู่ตรงกลางลาน

Helsinki Cathedral
Senate Square

ถ้าอยากเข้าห้างก็ต้องไปที่ ห้างสต็อคแมนน์ (Stockmann) ห้างใหญ่ของเฮลซิงกิเหมือนคนกรุงเทพเที่ยว พารากอน หรือ เซนทรัล รอบห้างก็มีร้านแบรนด์เนมต่างๆให้เข้าไปซื้อของได้ แต่บอกเลยว่าราคาแพงมาก เพราะภาษีค่อนข้างสูง

จาก Senate Square เดินทะลุออกมาริมทะเล จะเจอ Market Square (Kauppatori) เป็นเหมือนตลาดนัดริมน้ำ ที่มีร้านขายของ ร้านอาหารมาเปิดขาย ซึ่งจะเปิดเฉพาะช่วงฤดูร้านเท่านั้น เจอคนไทยเยอะหน่อยที่นี่ เพราะมาเปิดร้านขายอาหารกัน

Temppeliaukio Church (Rock church)

วันต่อมา เริ่มออกเที่ยวอีก น้องพานั่งรถเมล์ไปเที่ยว สะดวกสบายมาก ซื้อ Helsinki Card 24€ แพงเหมือนกันนะ แต่ก็สะดวกสบายดี ขึ้นลงตามสะดวก ที่แรกที่ไปน้องบอกว่าจะพาไปโบสถ์ ลงรถเมล์แล้วเดินไปยังมองไม่เห็นยอดแหลมใดๆ จนน้องบอกว่าถึงแล้ว ห้ะ!! ไหนโบสถ์เห็นแต่เนินเขา

โบสถ์แปลกๆนี่เจาะภูเขาหินแกรนิตใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางเมืองเข้าไป ออกแบบโดย Timo และ Tuomo Suomalainen เป็นสถาปนิกพี่น้องชาวฟินแลนด์ มิน่าถึงได้ชื่อว่า Rock church แต่บางคนก็เรียกว่าโบสถ์ถ้ำเพราะเหมือนเข้าไปในถ้ำ แต่ไม่มืดเพราะโถงเพดานเป็นโดมสูง เจาะช่องแสงลงมา ประดับด้วยลวดทองแดงขดทั้งเพดานโดม

แล้วกลับเข้ามาดูตึกรัฐสภา (The Parliarment House) / พิพิธภัณฑ์ (The National Museum) / Finlandia Hall เดินดูตึกสวยๆไปเรื่อยเปื่อย

Suomenlinnan Linnortus

ช่วงบ่ายน้องสาวชวนนั่งเรือข้ามไปเที่ยวเกาะกัน – Suomenlinna – เป็นเกาะใหญ่มองเห็นได้จากท่าเรือ เกาะนี้เดิมเป็นป้อมปราการของชาวสวีดิช เพราะสมัยก่อนเฮลซิงกิเป็นแค่เมืองในปกครองของสวีเดน บนเกาะมีพื้นที่กว้าง มีส่วนพิพิธภัณฑ์ มีป้อมปราการ มีปืนใหญ่ หลุมหลบภัย มีอาคารทำการโบราณ คือเดินเที่ยวชมได้ทั่วๆ มีสวนสาธารณะ มีบ่อน้ำ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ แต่พวกเราซื้ออาหารไปนั่งปิคนิคกัน การข้ามไปเกาะ ก็ไปที่ท่าเรือตรง Market Square ที่มีตลาดนัดนั่นแหละ เป็นเรือขนาดใหญ่เหมือนเฟอรี่เกาะสมุยเลย มีคนเอารถ เอาจักรยาน มอเตอร์ไซค์ข้ามไปด้วย

Heinola

เที่ยวกันในเฮลซิงกิพอสนุกสนาน พวกเราก็เดินทางไปบ้านเจ้าบ่าวที่เมือง Heinola ห่างจากเฮลซิงกิแค่ 1.5 ชม. เมืองเล็กๆน่ารัก สงบเงียบ แบบเงียบจริงๆ ต่างคนต่างอยู่บ้านกัน บางส่วนก็มาเดินเล่นที่สวนสาธารณะริมแม่น้ำ บางคนก็มาตกปลา ได้ปลาตัวโตๆกันเลยกับแม่น้ำกลางเมือง

The Wedding Day

เมืองเงียบๆนี้มาคึกคักขึ้นในวันแต่งงาน ตั้งแต่พิธีที่โบสถ์ แล้วไปต่อกันกับพิธีรดน้ำสังข์ สนุก เป็นอะไรที่แปลกใหม่สำหรับชาวฟินแลนด์ ก็ทำกันแบบเก้ๆกังๆหน่อย หัวเราะกันสนุกสนาน ของแจกตอนรดน้ำเป็นมาลัย ฝรั่งชอบ ก็มันสวยจริงๆ ช่วงงานเลี้ยงก็ สนุกสนาน เต้นรำกันเหมือนที่เคยเห็นในหนัง พวกเรามาจัดตกแต่งสถานที่ด้วยกล้วยไม้ที่แบกมา ฝรั่งชอบกล้วยไม้มาก จบงานดอกไม้ตามโต๊ะหายเกลี้ยงนะ ของทุกอย่างที่ลงทุนแบกมาเป็นที่ชื่นชอบมาก คุ้มค่าแบกจริงๆ

Turku

เสร็จจากงานแต่ง พักผ่อนกันต่ออีกวัน พวกเราทั้งหมดรวมเจ้าบ่าวเจ้าสาวก็ขับรถไปเที่ยวที่เมืองตุรกู เป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของฟินแลนด์

ตุรกุเป็นเมืองสำคัญในประวัติศาสตร์สมัยที่ฟินแลนด์ยังเป็นส่วนหนึ่งของสวีเดน มีแม่น้ำ Aura เป็นแกนหลักในการเที่ยว คือเดินเล่นไปได้ตามริมแม่น้ำ มีทั้งร้านขายของ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ พิพิธภัณฑ์เยอะมาก ตั้งต้นกันที่ Turku Cathedral แล้วก็เดินเลาะริมแม่น้ำไปเรื่อย แวะโน่นแวะนี่ตามใจ ก็เดินได้จนถึง Turku Castle เลย แต่มันไกลอยู่มาก ผู้สูงอายุเดินไม่ค่อยไหว เอาเท่าที่ได้

Turku Castle

นอนตูรกู 1 คืน พักผ่อนสบายๆ วันรุ่งขึ้นช่วงเช้าขับรถไป Turku Castle ป้อมปราการเก่าแก่สมัยยุคกลาง ปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์ ให้เข้าไปเดินเที่ยวเล่นด้านในได้ ใครมาเที่ยวตุรกูก็ต้องมาที่นี่ ชื่อว่า Castle แต่ที่นี่ไม่ได้เป็นแค่ปราสาทราชวัง มีการใช้ประโยชน์มาทุกรูปแบบ ทั้งปราสาท โบสถ์ โรงพยาบาล ป้อมปราการ ที่ทำการปกครอง ไปจนถึงคุก!

Naantali

ก่อนกลับเฮลซิงกิ ขับรถเลยไปแวะเที่ยวเมืองตากอากาศ “Naantali” เป็นเมืองท่องเที่ยวพักผ่อน มีท่าเรือสำหรับนักล่องเรือใช้จอด และเอาเรือออกล่องในอ่าวยามหน้าร้อน ครอบครัวนิยมมาเที่ยวสวนสนุก “Moomin World” กัน เป็นสวนสนุกที่ไม่มีเครื่องเล่น แต่เป็นเหมือนค่ายกิจกรรม แต่พวกเราไม่ได้เข้าไปเพราะค่าเข้าแรงเหลือเกินไม่คุ้มกับการเข้าไปโผล่ดู แต่บริเวณริมอ่าว บรรยากาศดี บ้านสวย อาศัยเดินเล่นกันจนเย็น แล้วไปกินข้าวร้านริมอ่าว เป็นบุฟเฟต์กินกันไม่อั้น

เวลามีไม่มาก ได้ทำความรู้จักประเทศฟินแลนด์แค่ผิวๆ กลับมาเก็บตกในเฮลซิงกิอีกวันก็ต้องกลับเมืองไทยกันแล้ว น้องสาวน้องเขยพาตระเวนเฮลซิงกิส่งท้าย สถานที่เชิดหน้าชูตาแห่งหนึ่งของเฮลซิงกิและฟินแลนด์คือ สนามกีฬาโอลิคปิค เป็นสนามกีฬาหลักของโอลิมปิกฤดูร้อนครั้งที่ 15 ที่จัดขึ้นเมื่อปี คศ.1952 โดยฟินแลนด์เป็นเจ้าภาพ ปัจจุบันก็ยังใช้งานสนามกีฬาต่างๆ มีส่วนพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับโอลิมปิค และมีหอคอยสูง 72 ม. ขึ้นไปชั้นดาดฟ้าเป็นจุดชมเมืองได้ด้วย

Helsinki Olympic Stadium

Sibelius Monument สร้างเพื่ออุทิศให้ Jean Sibelius นักประพันธ์เพลงชื่อดังของฟินแลนด์

อยู่ฟินแลนด์ครบ 1 สัปดาห์พอดิบพอดี ได้เวลากลับเมืองไทย ตั้งความหวังจะกลับไปฟินแลนด์อีกครั้งเมื่อมีโอกาส


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s