Shangri-La is in my dream (1)

Trip : China – Yunnan (October 2004)

มีโอกาสได้ร่วมทริปไปกับ Nature Explorer นิตยสารท่องเที่ยวมีระดับฉบับใหญ่บนแผงหนังสือ มั่นใจว่าน่าจะได้มุมถ่ายภาพสวยๆแน่นอน เพราะเจ้าของหนังสือคือ คุณดวงดาว สุวรรณรังสี นักเดินทาง นักถ่ายภาพ นักเขียน และอีกหลายๆนัก แถมด้วยทริปนี้คุณดวงดาวส่งตากล้องมาเก็บภาพเพิ่มเติม เพื่อทำสกู๊ปด้วย

ท่องเที่ยวตามแบบเนเจอร์กึ่งทัวร์ ต้องสนุกแน่ ทริปยาว 9 วัน ชื่อทริปชัดเจนว่า Shangri-la trip ก็คือการบุกไปค้นหา Shangri-la ดินแดนสุดขอบฟ้า ที่เถียงกันมาตลอดว่ามันคือตรงไหนของโลกหนอ ที่โจเซฟ ร็อคบรรยายไว้ ที่แน่ๆมันอยู่ในแถบมณฑลยูนนานของจีน ทริปเดินทาง เริ่มต้นที่คุนหมิง ไปลี่เจียง (เพื่อพักร่างกายให้คุ้นชินกับระดับความสูงที่เพิ่มขึ้น) แล้วนั่งรถยาวๆไปเซี่ยงเฉิง – เต้าเฉิง ไปค้นหาแชงกรีล่าที่อุทยานย่าดิง แล้วกลับทางเดิมมาเที่ยวเมืองจงเตี้ยน ที่ออกมาอ้างว่าแชงกรีล่าคือความสวยงามของเมืองจงเตี้ยนแห่งนี้นั่นปหละไปต้องไปตามที่ไหนแล้วพี่น้อง แล้วก็บินกลับคุนหมิงเพื่อกลับเมืองไทย ตามนี้

ด้วยความเป็นนักเดินทางแบบเลยเถิดของพวกเรา 3 คน 9 วันไม่เพียงพอ ไหนๆไปถึงคุนหมิงแล้ว เลยขอให้ทำตั๋วต่อยาวให้เราไปอีก 5 วัน ติดต่อกับทัวร์ที่ทำให้ทริปใหญ่นั่นแหละ ช่วยต่อทริปให้เรา 3 คนไปเที่ยว ต้าลี่ และคุนหมิง กันต่อเลย ทริปนี้จึงยาวไปร่วม 2 สัปดาห์

วันเดินทาง

จัดกระเป๋าเอาคืนก่อนเดินทาง ยังไม่เสร็จยังต้องไปทำงานอีกครึ่งวัน แล้วกลับมาเก็บกระเป๋าเฮือกสุดท้ายเพื่อเดินทางไปสนามบิน ให้ทันบ่าย 3 โมง เพราะเครื่องออก 17:30 น. คราวนี้ใช้บริการ China Eastern Airline บินตรงไปลงคุนหมิง สมาชิกทัวร์ชุดใหญ่ 32 คน รวมผู้นำทริป คือคุณมนตรี และคุณน้องหญิง ก็คือทีมนักเขียนของหนังสือนั่นเอง ก็จะดูเนืองแน่นไปหน่อย มีทั้งวัยรุ่น วัยทำงาน มีทั้งผู้สูงอายุ (ซึ่งภายหลังพบว่าแข็งแรงกว่าหนุ่มๆสาวๆอีกนะ) มีทั้งนักถ่ายภาพที่มีอุปกรณ์ 3 body 4 lens มีทั้งนักถ่ายภาพด้วยกล้อง Compact ปนๆกันไป เที่ยวบินล่าช้าประมาณ 1 ชั่วโมง ในที่สุดก็เรียกขึ้นเครื่อง ด้วยความเป็นกลุ่มใหญ่ที่นั่งก็เลยกระจัดกระจายไปทั่วลำ ไม่เป็นปัญหาสำหรับเรา เพราะเหนื่อยมาก ง่วงด้วย ถึงเวลาเสิร์ฟอาหาร โอ้โห…สุดยอดคลาสสิคเลย รถเข็นอาหารเหมือนชั้นวางของเหล็กแบบมีล้อเข็น เก่าๆหน่อย อาหารเย็นชืด รดชาติ พอแหลกล่ายเท่านั้น ที่ใส่น้ำแข็งคือขวดเป๊ปซี่ตัดครึ่ง ไม่มีที่คีบ ใช้ยกเทๆเอา หกบ้างหล่นบ้าง ฮาจริงๆ

หลับๆตื่นๆไป 3 ชั่วโมงกว่าๆ มาถึงคุนหมิงสักสี่ทุ่มกว่าเวลาจีน (เวลาจีนจะเร็วกว่าไทยประมาณ 1 ชม.) ที่สนามบินคุนหมิง (Kunming Changshui International Airport) อากาศเย็นใช้ได้เลย ต้องงัดแจ็คเก็ตมาใส่ ออกกันมาอย่างง่วงๆงงๆ เจอไกด์จีนหน้าตี๋สุดๆมารับ รถเป็นบัสคันใหญ่นั่งรวมกัน 32 คน ไกด์จีนแนะนำตัวว่าชื่อเจมส์ ตี๋บอกว่าขอใช้ชื่อไทย วัฒนา แล้วกัน เลียนแบบเจมส์ วัฒนา หรือพี่ต๋อง ศิษย์ฉ่อยของเรา (หารู้ไม่ว่าต๋องมันเปลี่ยนชื่อไปแล้ว) ไกด์ตี๋พูดไทยปร๋อ ถึงจะออกสำเนียงเยาวราชไปหน่อยก็ตาม 4 ทุ่มกว่ายังอุตส่าห์พาไปกินอาหารเย็น เป็นอาหารภัตตาคาร หน้าตาไม่ค่อยน่ากินเท่าไหร่ ก็กินไปนิดหน่อย แล้วเข้าโรงแรมนอน พรุ่งนี้เช้าต้องออกแต่เช้ามืด ไปขึ้นเครื่องต่อไปอีก

วันที่ 2 : คุนหมิง – ลี่เจียง – จงเตี้ยน

ตื่นแต่เช้ามืดเลย เพราะต้องบินไปลี่เจียง (Lijiang) เสียดายห้องนอน รร.ดีๆแค่มาซุกหัวนอนไม่กี่ชั่วโมงเอง อาหารเช้าเริ่มเดินวนไม่รู้จะกินอะไรดี มีแต่ผัดผัก ข้าวต้ม ไส้กรอกหน้าตาแปลกๆ แล้วก็ขนมปังแปลกๆเหมือนกัน กาแฟแสนจืด และไม่มี coffee mate

นั่งรถไปไม่นานก็ถึงสนามบิน อยู่ใกล้ตัวเมืองมาก สนามบินขนาดไม่ใหญ่เท่าไหร่นัก ระหว่างรอ Boarding pass เลยไปเดินดูหนังสือ ซื้อรวมภาพ Yunnan Scenery View มา 1 เล่ม ค้นพบอย่างหนึ่งว่า คนจีนที่นี่ไม่พูดภาษาอังกฤษเลย ขนาดเจ้าหน้าที่สนามบินยังพูดไม่ได้เลย ให้ตายเถอะพระเจ้า

บินไม่ถึงชม.ก็ถึงแล้วลี่เจียง (Lijiang : 丽江) เมืองที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ยาวนานหลายร้อยปี เมืองที่ยูเนสโก้ได้ประกาศขึ้นทะเบียนให้เป็น มรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี 1997 เมืองที่เป็นต้นทางของทริปแชงกรีล่าอย่าแท้จริง

มาถึงลี่เจียงอากาศเริ่มเย็นลงอีก เอากระเป๋าออกจากสายพาน เคลื่อนพลขึ้นบันไดเลื่อนไปชั้นบน มีคนยืนเสียงดังโหวกเหวกอยู่ โห….เท่ห์ซะ สวมเสื้อคลุมยาวสีดำ ใส่หมวกปีก แต่หน้าดุมาก แต่งตัวประหนึ่งเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ ขึ้นมาถึง ก็ต้อนขึ้นรถ รถมี 2 คัน ใหญ่ 1 เล็ก 1 คันใหญ่ได้ประมาณ 30 กว่าที่ คันเล็กอีก 20 กว่าที่ รวมกระเป๋าด้วยก็แน่นไปหมด ตอนนี้ทุกคนรวมกันนั่งที่คันใหญ่ เอากระเป๋าไปไว้คันเล็ก

เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้แนะนำตัวว่าชื่อ สมชาย โอ้โหแฮะ…พูดไทยเก่งมาก เน้นว่ามาก ที่ว่าหน้าตาดุนั่นดุจริงแฮะ แกบอกว่ามาที่นี่ต้องเชื่อฟังแก ถ้าไม่สบายต้องบอก จะส่งกลับ แกว่าไม่ได้ขู่ต้องกลับจริงๆ เพราะยิ่งขึ้นไปที่สูงยิ่งอากาศบางและแห้ง ปอดต้องทำงานหนัก ถ้าไม่สบายแล้วจะแย่ (ตอนไปนั้น ยังไม่มีความรู้เรื่องเกี่ยวกับ Altitude Sickness เลย ก็แค่ทำตัวตามที่ไกด์บอก สุดท้ายเกิดอาการมากอยู่เหมือนกัน แต่รอดมาได้)

นั่งรถไปสักพักก็ไปแวะที่ เมืองโบราณลี่เจียง (Lijiang Old Town) หรือ เมืองเก่าต้าเหยียน (Dayan Old Town) ปล่อยให้เดินเล่นกันสัก 2 ชม. สมชายบอกให้ไปถ่ายรูปวงล้อใหญ่ๆซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ของ Old Town ก็ว่าได้ แม้จะดูเป็น Tourist point ยังไงก็ไม่รู้ แต่ก็ถ่ายมาสัก 2 – 3 รูป (กลัวสมชายขอดู) ช่วงต้นๆของเมืองโบราณดูแล้วเป็นเมืองจัดตั้งมากๆ มีแต่ร้านขายของ….ที่ไม่มีคนซื้อ มีแต่นักท่องเที่ยวเดินๆดูๆ ถ่ายรูป มีชาวบ้านแต่งชุดพื้นเมืองเดินเป็นระยะๆ เห็นเมื่อไหร่ก็วิ่งไปถ่ายรูปกันใหญ่ มองย้อนไปทางเข้าจะเห็นฉากหลังเป็นภูเขาหิมะมังกรหยก (Jade Dragon Snow Mountain) มีหิมะคลุมยอดเขา ก็สวยงามดีแท้ ฟ้างี้ใสเชียว ไม่มีเมฆสักก้อน

ชนเผ่าดั้งเดิมที่ตั้งรกรากแถบนี้มากว่าพันปีคือ ชนเผ่านาซี (Naxi) เป็นอาณาจักรยิ่งใหญ่ไม่น้อย มีความเจริญรุ่งเรือง ทั้งด้านการค้า ศิลปะ วัฒนธรรม (การออกเสียงชาวนาซี ฟังจากไกด์แล้วไม่ได้ออกเสียงแบบ นาซีเยอรมัน แต่ออกเสียงเป็น นักซี)

ยังพอมีคนสูงอายุใส่ชุดพื้นเมืองของชาวนาซีในลี่เจียง

เดินรวมกลุ่มอยู่พักเดียวทุกคนก็แตกกระจายไปคนละทาง เรา 3 คน เดินไปจนสุดทาง แล้วก็เริ่มแยกเข้าซอกเล็กๆ เออ…เข้าซอกเล็กๆแล้วดีหน่อย ดูเป็นธรรมชาติดี วิวดี ไม่เห็นนักท่องเที่ยวแน่นๆ เดินลัดเลาะเข้าไปด้านในลึกๆหน่อย ถึงจะได้สัมผัสความเป็นเมืองเก่าลี่เจียง ที่ได้รับการขนานนามว่า “เวนิสแห่งตะวันออก” เพราะมีการวางผังเมืองให้มีคูคลองอยู่ทั่วพื้นที่ โดยมีสระน้ำมังกรดำ (Black Dragon Pool) เป็นแหล่งน้ำหลักของชุมชน สร้างคลองซอยเล็กๆผ่านบ้านทุกหลัง แบ่งส่วนน้ำดีใช้ดื่มกิน ส่วนน้ำใช้ และส่วนน้ำทิ้ง ระบบทางน้ำนี้ยังใช้งานได้ดีมาถึงปัจจุบันเลยแหละ

ถึงเวลาเดินกลับมาจุดนัดพบ เจอสมชายยืนรออยู่แล้ว คนยังมาไม่ครบ เลยเดินข้ามไปดูตรงรร. Grand Lijiang สวยดี ไม่มีคนด้วย เห็นสะพาน คูน้ำ และ ภูเขาหิมะมังกรหยก ถ่ายไปหลายรูป รีบเดินกลับมา เริ่มรู้สึกเหนื่อยเร็วแล้ว ลี่เจียงนี่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 2400 กว่า (เทียบกับเมืองไทยก็ต้องถือว่าสูงกว่าในระดับที่มีผลต่อสภาพร่างกายที่ไม่คุ้นชิน)

ออกจากเมืองโบราณเริ่มมีคนถามถึงครีมบัวหิมะ ตกลงกันไปมา ส่วนรวมว่าจะแวะไปหน่อย ก็ตามส่วนรวมนะ แต่เราไม่ซื้อเลยออกมาเดินเล่นที่ถนน ถ่ายรูปภูเขาหิมะมังกรหยก (อีกแล้ว) มองผ่านถนนใหญ่ไปเห็นภูเขาข้างหลังได้อีกบรรยากาศ เดินเล่นถ่ายรูปจนหมดวิว ก็ยังไม่ออกกันมา พอออกมาก็เห็นแต่ละคนหิ้วถุงกันมา มีพี่ผู้ชายซื้อไปทั้งหมด 9 หมื่น!จ้า ที่นี่ไม่ได้ขายเฉพาะบัวหิมะ แต่มีซินแสมาจับชีพจร และวิเคราะห์ว่าควรบำรุงอะไร แล้วเขียนรายการให้ ใครสนใจก็ซื้อ พี่แกไม่รู้ไปโดนโรคอะไร เจอใบสั่งยาไปเกือบแสน ก็ได้ลดมา 10% โอ…..

กว่าจะได้ทานกลางวันก็บ่ายกว่า อิ่มแล้วออกเดินทางต่อ วันนี้เราจะนั่งรถไปจนถึงเมืองจงเตี้ยน (Zhongdian, 中甸) หรือว่าเมืองแชงกรีล่า (Shangri-la, 香格里拉市) ออกจากลี่เจียงไม่นานก็จอดให้ลงไปชักภาพริมถนนทางโค้งบนยอดเขาสูง มองเห็นภูเขาหิมะเป็นทิวแถว ไม่แน่ใจซะแล้วว่าภูเขาหิมะอะไร ถ้าจำไม่ผิดสมชายจะเรียกว่าภูเขาหิมะไม่มีชื่อ 555 จริงๆนะ ก็ลงมาถ่ายรูปริมถนนกันพอสนุกสนาน สมชายได้แต่ร้องเตือนว่าให้เดินช้าๆ ทำอะไรช้าๆ และอย่าตื่นเต้น 5555 วิวสวยงามมากแต่ก็เสียวรถเลี้ยวโค้งมาสอยซะจริงๆ

หลังจากนั้นก็นั่งหลับไปนานเลย โดนปลุกมาอีกที เข้าใจว่าเป็นจุดโค้งแรกแม่น้ำแยงซีเกียง ลงมาถ่ายรูปนิดหน่อย ไม่สวยอะไร มีเพิงขายของเหมือนจุดชมวิวแถวเชียงราย แม่ฮ่องสอน กลับขึ้นไปนั่งต่อไปอีกหน่อยก็หลับอีก ตื่นมามองเห็นลำธารริมถนนไปตลอดทาง สวยจริงๆให้ตายเถอะ เห็นแค่ลำธารก็ซี๊ดแล้ว รถจอดเพราะเจอทำทางต้องรอหลบหลีก ก็ลงมาวิ่งถ่ายรูปกันใหญ่เพราะมันสวยจริงๆ ถ้าจะเข้าห้องน้ำระหว่างทางนี้ต้องเข้าป่ากันอย่างเดียว

นั่งรถต่อไปอีกนานมาก วิ่งไปจนเริ่มเย็นย่ำก็เข้าเมืองจงเตี้ยนตอนเกือบ 6 โมงเย็น โปรแกรมเดิมที่จะไปแวะทะเลสาบนาปา (Napa hai) ก่อนก็เลยต้องยกเลิก เพราะมืดซะแล้ว สมชายให้รถเข้าไปในเมืองให้เดินดูเมืองและซื้อของ แต่ใครจะเดินไหว อากาศหนาวมากกกกก… และร้านรวงก็ปิดกันแล้ว

พวกเราไปทานอาหารเย็นกันที่ภัตตาคารในเมือง ก็ยังคงแค่พอทานได้ เดินออกมาเห็นจามรีจำลองตัวจิ๋วที่ภัตตาคารวางโชว์ไว้ ยังเข้าไปพินิจพิเคราะห์กัน คิดไว้ว่าต้องถ่ายภาพตัวจริงให้ได้ สมชายเดินมาบอกว่าคนจีนเรียกว่า เหมาหนิว เป็นสัตว์ที่อึด ทนหนาวทนหิวได้ดี หลังอาหารเย็นที่ภัตตาคารในเมือง ก็เข้าพักที่โรงแรม ซึ่งเป็น Tibetan Style ห้องพักน่ารักดี รร.อยู่ในระดับดี ดูจากว่ามีฮีทเตอร์ มีเครื่องเป่าผมในห้องน้ำด้วย (ที่พักต่อๆไปจะแย่มากกกก) นอนหลับสบายดี

วันที่ 3 : จงเตี้ยน > เซี่ยงเฉิง

ตื่นเช้าไปกินอาหารเช้าที่ห้องอาหารซึ่งอยู่อีกอาคารหนึ่ง เดินไปหนาวแทบชัก เริ่มรู้รสความหนาวแล้ว ห้องอาหารที่นี่หรูหราใหญ่โต มีภาพวาดภูเขาหิมะบนเวที อลังการมากที่นี่

ที่พัก Tibetan Style ที่เมืองจงเตี้ยน

โปรแกรมวันนี้ จะไปวัดซงจ้านหลิน (SongJanLin) ซึ่งเป็นวัดที่เป็นไฮไลท์ของเมืองจงเตี้ยนเลย รูปแบบเอามาจากพระราชวังโปตาลา ที่เมืองลาซา ธิเบต วัดอยู่ไม่ไกลนักนั่งรถไปไม่ถึง 10 นาที ระหว่างทางจะมีจุดที่มองเห็นเนินเขาที่เป็นที่ตั้งของวัดและบ้านธิเบตชัดเจน ควรค่าแก่การจอดถ่ายรูป แต่รถคันใหญ่จอดไม่ได้ เสียดายมาก เซ็งในอารมณ์ประมาณหนึ่ง รถขับผ่านไปถึงทางเข้า ธรรมดาจะให้คนลงที่ประตูทางเข้าด้านล่างนี้ แล้วเดินขึ้นบันไดไปเป็นร้อยขั้น แต่เรามากับสมชายนี่นะ ให้รถขึ้นไปส่งถึงด้านบนเลยเข้าด้านหลังวัด แล้วเดี๋ยวเดินลงเหนื่อยน้อยกว่า

วัดดูสวยงามดี แต่หาพระ (ลามะ) ไม่ค่อยเจอ ไม่รู้ไปไหนหมด สมชายพาเข้าไปดูข้างใน แต่ห้ามถ่ายภาพ มีลามะนั่งรับเงินบริจาคแล้วแจกลูกประคำด้วย การค้าสุดๆ เดินออกมาถ่ายภาพข้างนอก ต้องใช้เลนส์ไวด์เป็นส่วนใหญ่ เพราะวัดใหญ่และพื้นที่แคบ

ด้านนอกมีเด็กชายหญิงคู่หนึ่งกำลังยืนแต่งตัวอยู่แม่กำลังจัดแต่งชุดงามให้ สงสัยอยู่แล้วว่ามาแต่งตัวทำไมในวัด พอยกกล้องขึ้นส่อง เจ๊ก็ร้องโหวกเหวกโวยวาย ให้เพื่อนลองฟังได้ความว่า 2 หยวน แหม๊…..เอาลูกมาแต่งตัวหากินแต่เช้า เด็กมันท่าทางยังไม่ตื่นเลย ถือว่ากระจายรายได้ก็เลยจ่ายไป 2 หยวน ว่าแล้วพวกเราก็ตะลุมถ่ายภาพ เท่านั้นแหละ ตัวแม่โวยวายว่าอะไรไม่รู้ ตัวเด็กวิ่งมาไล่ตบเลย 555 น่าจะเป็นว่า 2 หยวนสำหรับกล้อง 1 ตัว หรือ 2 หยวนได้แค่เด็ก 1 คนอะไรประมาณนี้ แต่ก็กดกันไปได้หลายภาพแล้วเลยวิ่งหนีดีกว่า เขี้ยวจริงๆ

อยู่บนวัดมองลงมาที่ตัวเมือง พร้อมทิวเขาเป็นฉากหลัง

เดินไปถึงด้านหน้า เริ่มเจอกรุ๊ปทัวร์ ซึ่งส่วนมากเป็นทัวร์จีน เพิ่งไต่บันไดขึ้นมาถึง โชคดีที่ขึ้นมาแต่เช้าคนยัวน้อย ไม่งั้นคงถ่ายภาพลำบากแย่ คนยั้วเยี้ย

ขาออกได้มาแวะถ่ายภาพตรงจุดที่ไม่ได้ถ่ายขาขึ้น แสงส่องไปที่วัดจริงๆ แต่เป็นหมอกแดดและเป็นเงา บริเวณนั้นมีเพิงให้เช่าชุดพื้นเมืองถ่ายรูป และมีจามรีสีขาวขนยาวมาให้ถ่ายรูป เจ้าของใส่ชุดพื้นเมืองเป็นนักรบเต็มยศผมยาวหน้าตายียวนมาก ถ่ายจามรี 5 หยวน ลองถามดูว่าให้เจ้าของเข้าไปด้วยได้มั๊ย มันคิดอีก 5 หยวน รวมเป็น 10 หยวน โอ้โหแฮะ…การค้าสุดๆ จ่ายไป 10 หยวน กดไปซะ 10 รูป

ออกจากวัด ก็ไปทะเลสาบนาปา (Napa hai / Napa Lake) ที่ไม่ได้ไปเมื่อวาน ตอนนี้น้ำแห้งเห็นแต่ทุ่งหญ้าสีน้ำตาลๆเป็นส่วนใหญ่ มีน้ำนิดหน่อยพอได้สะท้อนภาพภูเขา ที่นี่อากาศดี แต่ก็เหนื่อยง่ายจริงๆ บริเวณทะเลสาบนี้ถ้ามาถูกเวลา จะมีนกกระเรียนคอดำ บินกันให้พรึ่บพรั่บ มีตากล้องจากทุกมุมโลกมาเฝ้ารอดูกันทุกๆปี ตอนนี้นกไม่มี น้ำก็ไม่มี มีแต่ลมหนาวยะเยือก

จากนั้นก็เป็นการเดินทางอันแสนหฤโหดและยาวนาน ทางเขาคดเคี้ยวและทางเริ่มเป็นลูกรัง ฝุ่นเยอะแยะไปหมด เริ่มหายใจกันไม่ค่อยสะดวก ไม่ใช่ว่าอากาศบางหรอก แต่เพราะว่าฝุ่นมันเข้ารถ เข้าอุดรูจมูกเต็มเลย ระหว่างทาง รถต้องจอดเพื่อเอาน้ำรดผ้าเบรคตลอดเวลา

นั่งไปอีกนานเท่าไหร่ไม่รู้ หลับไปอีกแล้ว จนมาจอดรถถ่ายภาพลำธารริมทางโดยมีป่าเปลี่ยนสีเป็นฉากหลังก็สวยดี หลังจากนั้นก็หลับๆตื่นๆ ไปจอดถ่ายภาพอีกทีที่ยอดเขา เห็นวิวภูเขากว้าง แต่หนาวและลมแรงมาก มีทิวแถวของบทสวดธิเบตให้เป็นพร็อพในการถ่ายภาพ อุตส่าห์ปีนขึ้นไปบนเนินเพื่อถ่ายภาพแนวของธงผ้าเขียนคัมภีร์ธิเบตพร้อมฉากหลังทิวเขาแต่ลมมันแรงมาก ธงปลิวตลอดยืนรออย่างอดทนจนมือแข็งไปหมด ต้องล้มเลิก

นั่งรถต่อไปบ่ายแก่แล้วเริ่มหิวข้าว และแล้วก็มาถึง หุบเขาแชงกรีล่า (Shangri-la george) เพื่อแวะทานอาหารกลางวัน วันนี้พิเศษมีเหมาหนิวด้วย จัดมาให้ลองชิม เหมาหนิวจะมีกลิ่นสาบนิดหน่อยขนาดทำแบบใส่เครื่องเทศมาแล้ว มีจานหนึ่งเป็นหมูสไลด์แผ่นราดด้วยน้ำยำรดชาติเหมือนลาบ วันนี้เลยรู้สึกเอร็ดอร่อยกว่ามื้ออื่นๆ แต่ต้มจืดแย่มาก ชิมแล้วเหมือนต้มผักแล้วยกมาทั้งหม้อต้ม จืดสนิท หลังจากอิ่มแล้วลองเดินเข้าไปดูในหุบเขากัน หลายคนขอไม่เข้าเพราะเห็นทางเป็นทางขึ้นเขา แต่เรายังพอฟิตอยู่เลยเข้าไปลึกหน่อย จริงๆแล้วสามารถเข้าไปได้ลึกถึง 8 กม. ถ้าเดินไม่ไหวก็จ้างม้าเข้าไปได้ แต่พวกเรามีเวลาไม่มากคงเข้าไม่ลึกนัก เดินเลาะลำธารไปเรื่อยๆ เริ่มเห็นใบไม้เปลี่ยนสีแล้ว แต่แสงไม่ค่อยดีเพราะบ่ายคล้อยขนาดนี้ขาตั้งก็ไม่ได้เอามา เลยต้องกลั้นใจถ่ายแบบเสี่ยงดวงไปไม่กี่รูป ได้เวลาแล้วสมชายเดินไปตามทุกคน เพราะบ่ายแก่แล้วยังต้องเดินทางอีกไกลโขเพื่อไปที่พักที่เมืองเซียงเฉิง

เริ่มออกเดินทางต่อเมื่อบ่ายแก่ รถวิ่งต่อไปเรื่อยๆจนมืด ทางก็เริ่มแคบ ยิ่งมืดพี่คนขับก็ยิ่งซิ่ง นั่งริมหน้าต่างเห็นริมทางเป็นหน้าผาแล้วเสียวใช้ได้เลย และแล้วเราก็ถึงเมือง เซียงเฉิง (Xiangchen, 项城市) จนได้ มาถึงก็มืดค่ำต้องเดินออกนอกรร.ไปร้านอาหาร อากาศก็หนาวสุดๆ รู้สึกเพลียและสกปรกตัวเองมาก เลยขอกลับไปห้องหามาม่ากินในห้องสบายกว่า รร.นี้ไม่มีลิฟต์ เราได้ชั้น 5 เดินขึ้นไป 2 ชั้นก็หอบแล้ว ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเหนื่อยง่ายขนาดนี้ ขึ้นชั้น 5 พักซะ 2-3 ครั้งได้ เราได้ห้องพักใหญ่โตมาก แต่ห้องน้ำดูเก่าไปหน่อย แถมไม่มีน้ำร้อนในอ่างอาบน้ำ แต่มีน้ำร้อนที่อ่างล้างหน้า มิน่า..ถึงได้มีกะละมังไว้ให้ 2 ใบ ต้องรองน้ำแล้วใช้ขันตักอาบ กินมาม่า อาบน้ำแล้วนอนสลบกันเลยวันนี้

มืดแล้วก็ยังอยู่บนเขา
มาถึงเมืองเซี่ยงเฉินก็มืดตื๋อ เงียบสงัด

นอนเมืองเซี่ยงเฉิง 1 คืน พรุ่งนี้เดินทางต่อ ใกล้แชงกรีล่าเข้าไปทุกที่ ตามต่อตอน 2 Shangri-La is in my dream (2)


One thought on “Shangri-La is in my dream (1)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s