Shangri-La is in my dream (3)

Trip : China – Yunnan (October 2004)

Shangri-la trip เริ่มต้นที่คุนหมิง ต่อเครื่องไปลี่เจียง แล้วนั่งรถยาวๆไปเซี่ยงเฉิง ข้ามยูนนานไปเสฉวน ผ่านเมืองเต้าเฉิง ไปค้นหา Shangri-la ดินแดนสุดขอบฟ้า ที่ย่าติง แล้ววนกลับทางเดิมมาที่จงเตี้ยน แล้วนั่งเครื่องกลับคุนหมิง จบทริปแชงกรีล่าตามโปรแกรม แต่พวกเราจะเที่ยวต่อที่ต้าหลี่ กับคุนหมิงอีก

วันที่ 9 : จงเตี้ยน > คุนหมิง > ต้าหลี่

ตื่นแต่เช้าซ้ำอีกวัน ไปสนามบินเดิม คราวนี้ได้บินไปคุนหมิงไม่มีพลาด ลงเครื่องแล้วสมชายโทรศัพท์โวยวายเสียงดังมากเพราะไม่เจอไกด์ที่นัดไว้ (พอมาถึงถิ่นเสียงดังมากเลย 555) สุดท้ายไกด์จีนหนุ่มหล่อก็โผล่มา โดนดุด้วยภาษาจีนชุดใหญ่ หน้าจ๋อยไปเลย สมชายแนะนำไกด์ให้เราว่าจากนี้เขาจะเป็นคนพาพวกเราเที่ยวตลอดรายการตามที่พวกเราทำรายการมาให้

ร่ำลาสมชายแล้ว ไกด์สุดหล่อยังกะเท่ห์ อุเทน พรหมมิน พูดไทยได้ชัดมาก คุยกันได้สะดวก พาพวกเราขึ้นรถไปที่โรงแรมเพื่อล้างหน้าแปรงฟันก้นหน่อย วันนี้จะเที่ยวคุนหมิงกัน

เริ่มต้นยามสายด้วยการไปเดินชมเมือง ตั้งต้นที่ถนนหนานผิง (Nanping Street) น้องเท่ห์พาเราเดินเล่นเข้าไปในถนนคนเดิน  การมีไกด์แบบนี้ดีมากเลย เพราะได้เดินเที่ยวและกินของเหมือนคนท้องถิ่น ลองกินไปเรื่อยๆ สนุกสุดๆ ยิ่งสายคนยิ่งเยอะ อารมณ์เหมือนเดินซอยละลายทรัพย์ ช็อปไป กินไป ตามรายทาง

บ่ายๆก็ออกนอกเมืองไปเที่ยวกันที่เขาซีซาน (Xishan Mountain) นั่งรถไปลงที่จุดขึ้นกระเช้าตรงทะเลสาบเตียนฉือ Dianchi Lake Ropeway นั่งกระเช้าข้ามไปที่เขา จากนั้นก็เดินขึ้นเขาไปตามบันได มีป้ายบอกจุดท่องเที่ยวเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาตามป้าย ซึ่งป้ายมีภาษาไทยด้วยนะ คงเพราะคนไทยมาเที่ยวคุนหมิงเยอะมาก

จุดที่ทุกคนต้องไปคือประตูมังกร (Dragon gate) เชื่อกันว่า ถ้าได้ลอดประตูมังกรแล้วจะเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง จะประสบความสำเร็จ มีโชคมีลาภ ทางเดินเดินเลียบผาวนๆขึ้นเขาไปคล้ายๆเดินภูทอกบ้านเรา แต่ไม่เสียวเท่า บางช่วงก็เจาะให้เดินถอดเป็นถ้ำ ทางเดินไม่ได้ชันมาก ไม่ได้ไกลมาก เดินได้เรื่อยๆ เดินถึงประตูมังกร ต้องต่อคิวเพราะทุกคนอยากค่อยๆเดินลอดพร้อมตั้งจิตอธิษฐาน และเอื้อมมือแตะขอบบน พึมพัมๆขอพรกันไป

จากนั้นก็เดินลง ระหว่างทางก็มีวัด มีศาลเจ้า ให้เข้าไปไหว้ขอพรกันตามรายทาง ลงมาถึงจุดต่อรถกลับไปด้านล่าง เป็น Shuttle bus นั่งฟรี

กลับเข้าตัวเมืองก็เย็นพอดี มื้อเย็นได้กินก๋วยเตี๋ยวร้านดัง คนรอคิวเยอะแยะ พวกเราไปรอก็ไม่นานมากได้โต๊ะแล้วไกด์ไปสั่งให้ เราจะใส่อะไรบ้างก็สั่งมาเป็นจานๆ สั่งชุดใหญ่กันเลย เอามากินกันอย่างอิ่มหนำสำราญ

ได้เวลาไปขึ้นรถไฟ คืนนี้นอนบนรถไป ไปต้าหลี่ (Dali) เป็นตู้นอนชั้น 1 นัดแนะไกด์อย่างดีว่าอีก 2 คืนจะกลับมา จะมารอรับตรงไหนยังไง เพราะสถานีรถไฟดูงุนงงคนเยอะมาก ทางเข้าออกก็มีหลายทาง แล้วก็โบกมือร่ำลากัน ขึ้นรถไฟ ซึ่งมันก็ได้มาตรฐาน ไม่ได้หรูหราอะไร แต่ก็ไม่สกปรก นอนได้หลับแบบสลบ เพราะเมื่อเช้าตื่นเช้ามาก

วันที่ 10 : ต้าหลี่

ตื่นเช้าบนรถไฟใกล้ถึงเมืองต้าหลี่ นอนชมวิวไปสักพักก็ถึง สถานีรถไฟจะอยู่ฝั่งเมืองใหม่คือฝั่งเซี่ยนกวน Dali New City (下关, Xianguan) วันนี้ได้ไกด์ใหม่อีกคน แต่คนนี้พูดไทยไม่ได้สื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษแบบพื้นฐาน เริ่มต้นไปเช็คอินโรงแรมก่อน แล้วออกเที่ยวเลย ที่เที่ยวแรกสุดคือ Dali Old Town เพราะอยู่ใกล้ๆที่พัก เดินหาอาหารเช้ากินกันหน่อย ร้านรวงยังเปิดไม่เยอะเท่าไหร่

ต้าหลี่ เคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรน่านเจ้า ชนพื้นเมืองชนชาวไป๋ (Bai) ปัจจุบันเป็นเขตปกครองตนเองชนชาติไป๋ (Dali Bai Autonomous Prefecture) มีภาษาเป็นของตัวเองคือภาษาไป๋ เป็นภาษาในตระกูลเดียวกับภาษาจีน การแต่งกายของชาวไป๋คล้ายชาวเขา มีสีสรรค์สวยงามมาก สวยกว่าชุดนักซีของลี่เจียง

อิ่มแล้วก็ไปต่อ ที่เที่ยวท็อปฮิตในเมืองต้าหลี่คือ Tianlongbabu Film Studio เทียนหลงป้าปู้เป็นโรงถ่ายภาพยนตร์เรื่อง 8 เทพอสูรมังกรฟ้า (ชื่อหนังคือเทียนหลงป้าปู้นั่นแหละ เริ่มต้นสร้างเป็นโรงถ่ายเรื่องนี้ แต่ต่อมาก็ใช้ถ่ายทำเรื่องอื่นๆอีกหลายเรื่อง) ถ้าใครเคยดูนะ มันดังมากในยุคหนังจีน/ละครจีนเฟื่องฟู การมาเที่ยวโรงถ่ายหนังในเมืองจีน คือการเดินชมฉากในการถ่ายทำ มีร้านอาหาร ร้านขายของ ห้องจำลองฉากต่างๆในการถ่ายทำ ไม่มีเครื่องเล่นใหญ่โตแบบ Universal Studio นะ มีแต่พวกยิงธนู  ต่อสู้ แบบหนังจีนย้อนยุค ใส่ชุดถ่ายรูปอะไรพวกนั้น แต่เดินเที่ยวเล่นได้เพลินๆ โดยเฉพาะบันไดทางขึ้นพระราชวังอันใหญ่โต ที่เห็นในหนังจีนมันสร้างจำลองได้อลังการมาก และกำแพงเมืองก็เดินขึ้นไปได้ มีวัด มีวัง จำลองเยอะเยอะ บางที่ก็ปิดถ่ายทำกันอยู่จริงๆ พื้นที่กว้างใหญ่มาก ใครเป็นแฟนหนังจีนย้อนยุคอาจจำหลายๆฉากได้ แต่พวกเราไม่รู้จักเลยได้แต่เดินดูไปเรื่อยๆ

ได้เวลาจะมีการแสดงที่ลานใหญ่หน้าบันไดขึ้นท้องพระโรง นักท่องเที่ยวจะมารวมตัวกันรอบๆ และยืนตามรายทางที่เจ้าหน้าที่จะมากั้นเชือก ขบวนจะเริ่มต้นจากการแสดงต่างๆ เช่นการต่อสู้ตามแบบการถ่ายทำภาพยนตร์ จากนั้นมีขบวนเดินแถวกันมา มีขบวนเหล่าจอมยุทธต่างๆ มีแห่เกี้ยวงานแต่ง มีร้อง มีรำ ดิสนีย์แลนด์มีขบวนตัวละครอย่างไร เทียนหลงป้าปู้ก็มีแบบนั้นแหละ ขบวนเดินตามทางเดินเส้นกลางมาจนถึงประตูทางเข้าออก เป็นอันจบการแสดง

ก่อนกลับต้องขึ้นกำแพงเมืองไปชมวิวกันหน่อย มองเห็นทะเลสาบเอ๋อไห่ได้ชัดเจน ที่เที่ยวของต้าหลี่อยู่ในระยะใกล้ๆกันหมด

ที่ต่อไปอยู่ใกล้ๆโรงถ่ายหนังนั่นเอง คือ เขาชางซาน (Cangshan Mt.) ยอดเขาสูงที่เป็นต้นน้ำของทะเลสาบในเมืองต้าหลี่ ต้องนั่งกระเช้าขึ้นเขา ชมวิวทะเลสาบด้านล่างกับป่าเขียวๆสักพักก็ขึ้นมาถึงด้านบนซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับเดินชมธรรมชาติ มีเส้นทางเดินทำไว้อย่างดี ก็เดินเล่นสูดอากาศดีๆ ชมวิวทิวทัศน์งามๆของทะเลสาบด้านล่าง หรือเดินไปเที่ยวที่น้ำตก (Qingbi Spring) ก็ดี

มืดๆกลับมาเดินเมืองโบราณตาหลี่อีกรอบ คราวนี้คนเยอะคึกคัก ร้านเปิดหมดทุกร้าน ช็อปปิ้งงานไม้แกะสลักภาษาจีนโบราณ ของชาวต้าหลี่มาเยอะมาก แบกกันจนน้ำหนักเกิน

แผ่นไม้สลักภาษาจีนโบราณ แบกกลับบ้านกันกระเป๋าเต็มเลย

วันที่ 11 : ต้าหลี่

หากพูดถึงต้าหลี่ หลายๆคนคงนึกเห็นภาพ เจดีย์ 3 องค์ หน้าตาคล้ายยาหอมตราห้าเจดีย์ แต่ที่ต้าหลี่มีแค่ 3 องค์ ตั้งโดดเด่นมีฉากหลังเป็นเขาชางซาน ที่พวกเราขึ้นไปเที่ยวกันมาเมื่อวาน

เจดีย์ 3 องค์นี้อยู่ที่วัดฉงเซิ่ง (Chongsheng Temple) วัดเก่าแก่สร้างมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง ทำเลที่สร้างเป็นไปตามหลักฮวงจุ้ย ด้านหลังเป็นเขาชางซาน และด้านหน้าเป็นทะเลสาบเอ๋อไห่ บริเวณวัดจัดสวนไว้สวยงาม พื้นที่กว้างใหญ่มาก ควรมาแต่เช้าๆอากาศดีๆ แสงสวยส่องไปที่เจดีย์

ออกจากวัด ก็มาลงเรือเพื่อล่องทะเลสาบเอ๋อไห่ เป็นกิจกรรมยอดนิยมอีกอย่างของการเที่ยวต้าหลี่ นักท่องเที่ยวเต็มลำเรือ ทั้งไทยจีนฝรั่ง นั่งชมทิวทัศน์ก็ได้ เบื่อแล้วก็เข้าไปนั่งดูการแสดงด้านในก็ได้ มีชากาแฟบริการ แต่ต้องถามก่อนอันไหนแจกอันไหนซื้อ  

เรือแวะจอดที่เกาะ หนานเจาเฟิงฉิง ให้ขึ้นไปเดินเล่นสักพัก ด้านบนมีวัดให้เข้าไปไหว้ขอพร มีรูปปั้นพระโพธิสัตว์กวนอิม รูปปั้นซาอีหมู่ หรือพระแม่ซาอี (Mother Shayi)

นั่งเรือต่อไปอีกเริ่มเบื่อ มันนานมาก หนาวมากด้วย ลมแรงและเย็นจนหนาว ต้องไปนั่งตากแดดบนดาดฟ้า ซึ่งนำมาแห่งการผิวไหม้เมื่อจบทริป

จบวันด้วยมื้อเย็นสุดท้ายในเมืองต้าหลี่ ก่อนน้องไกด์จะพาพวกเราไปส่งที่สถานีรถไฟ นอนบนรถไฟกลับไปคุนหมิง ได้ตู้นอนชั้น 1 เหมือนขามา

ต้าหลี่ฝั่งเมืองใหม่ยามค่ำคืน หน้าสถานีรถไฟสว่างไสวสวยงาม

วันที่ 12 : คุนหมิง

มาถึงคุนหมิงแต่เช้ามืด ลากกระเป๋าลงมาที่สถานี ชะเง้อมองหาน้องไกด์เท่ห์ อุเทน ไม่เห็นแม้แต่เงา นั่งรอด้วยใจตุ้มๆต่อมๆว่าฮีจะลืม หรือทิ้งเราแล้วมั๊ยวะ เงินค่าทัวร์ก็จ่ายหมดแล้วด้วย สุดท้ายน้องก็ยิ้มเผล่มา พร้อมคำขอโทษที่มาช้า แต่เราต้องให้อภัยด้วยเหตุผลที่ว่า ผมเห็นพวกพี่บอกว่าอยากกินเสี่ยวหลงเปา ผมเลยไปต่อคิวเจ้าอร่อยแต่เช้ามืด เพิ่งจะได้ครับ โอ้ว…… มันอร่อยจริง กินหมดไม่ได้ถ่ายรูป

ไปอาบน้ำแต่งตัวเพิ่มความสดชื่นกันที่โรงแรม แล้วออกเที่ยวต่อ วันนี้ออกเที่ยวนอกเมืองคุนหมิง

นั่งรถออกนอกเมืองมาสักพัก รถพาแวะเข้าไปดู Spring City เพราะเราขอแวะดูหน่อย บรรยากาศดูดีน่าจัดทริปมาออกรอบจริงๆ

สายๆก็มาถึงทางเข้า ถ้ำจิ่วเซียง (Jiu Xiang Cave) ก่อนจะลงไปเที่ยวถ้ำ พวกเราเริ่มต้นด้วยการล่องเรือไปตามโตรกผา Yincui Gorge ก่อน เป็นเรือพายนั่งได้ประมาณ 10 คน ล่องไปตามโตรกผาสูงชัน วันนี้อากาศไม่ค่อยดีแสงไม่มีก็เลยไม่สวยเท่าไหร่ แต่ก็เพลินๆดีเหมือนกัน

ขึ้นจากเรือก็ลงไปเที่ยวถ้ำกัน มีลิฟต์ให้นั่งลงไปด้านล่าง แล้วตั้งต้นเดินตามทางที่จัดทำไว้ดีพอสมควร ถ้ำจิ่วเซียงเป็นถ้ำหินงอกหินย้อยที่มีขนาดใหญ่มากแห่งหนึ่งของจีน ถามว่าสวยงามขนาดไหนก็ต้องตอบว่าสวยงามประมาณหนึ่ง ไม่ชอบใจแค่ตรงที่มีการติดไฟสี เขียวเหลืองแดง ไปทั้งถ้ำ อาจถูกใจสไตล์จีน แต่เราชอบแสงสีธรรมดามากกว่า

แสงสีขนาดนี้ ดูไม่เป็นธรรมชาติซะเลย (มีคำเตือนภาษาไทยด้วยนะ)

ทางเดินเลาะวนไปมา ยาวร่วม 3-4 กม. จุดเด่นๆคือ หุบเขากรีน แชดี้ (Green Shady Valley), ถ้ำค้างคาว (Bat Cave), ถ้ำไลอิ้ง ดราก้อน เคฟ (Lying Dragon Cave). เมล ไลอ้อน ฮอลล์ (Male Lion Hall), เทอริฟายอิ้ง จอร์จ (Terrifying Gorge), น้ำตกคู่รัก

เมล ไลอ้อน ฮอลล์ (Male Lion Hall) เป็นโถงกว้าง มีร้านขายของ มีจัดวางซากฟอซซิลต่างๆให้ชมกัน

ยิ่งเดินยิ่งร้อนอบอ้าว หายใจไม่ค่อยออก อึดอัดมาก แต่ไม่นานก็ทะลุมาทางออก จากนี้ต้องนั่งกระเช้ากลับไปที่จุดจอดรถ เป็นกระเช้าห้อยขา ที่นั่งแบบเปิดไม่เป็นตู้ปิด นั่งรับลมชมวิวพอเสียวๆก็กลับขึ้นมาถึงด้านบน

ช่วงบ่ายไปเที่ยว อุทยานป่าหิน (Stone Forest, Shilin) จุดท่องเที่ยวยอดนิยมอีกแห่งสำหรับคนมาเที่ยวคุนหมิง นักท่องเที่ยวจึงเนืองแน่นมากๆ แต่ด้วยความที่พื้นที่มันกว้างใหญ่พอสมควร คนจึงกระจัดกระจายไปตามซอกหลืบต่างๆ

ป่าหินนี้มีอายุมาเกือบ 300 ล้านปีทีเดียว หินรูปทรงแปลกตาพวกนี้เป็นหินปูนที่เดิมอยู่ใต้น้ำ เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของผิวโลกหินเหล่านี้จึงถูกดันให้โผล่ขึ้นมา กระจัดกระจายเต็มไปทั้งพื้นที่ มีส่วนป่าใหญ่และป่าเล็ก ถ้ามีแรงมีเวลาก็เดินไปให้ทั่ว

“บนดินชมป่าหินงาม ใต้ดินชมจิ่วเซียง”

วันนี้เที่ยวครบตามคำขวัญเมืองคุนหมิง ทั้งป่าหินทั้งถ้ำ จบวันด้วยมื้อเย็นอร่อยเด็ด “หม้อไฟเห็ด” ที่อร่อยมากๆ น้ำซุปไก่หอมอร่อย ใส่เห็ดหลากชนิด มีน้ำจิ้มเผ็ดๆเค็มๆ เข้ากันดี

วันที่ 13 : คุนหมิง

วันสุดท้ายท้ายสุดของทริป ขอไปวัดเสริมมงคลก่อนกลับบ้าน พวกเราไปวัดหยวนถง (Yuantong Temple) วัดเก่าแก่กว่า 1200 ปี สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง เป็นวัดพุทธ 3 นิกาย (มหายาน-หินยาน-ลามะ) ได้ชื่อว่าเป็นวัดที่เก่าที่สุดและใหญ่ที่สุดของมณฑลยูนนาน บริเวณวัดมีบ่อน้ำ สะท้อนภาพตัวอาราม สวยงามพอสมควร

จบทริปได้อย่างตามต้องการ ขึ้นเครื่องกลับบ้านได้ มาเที่ยวยาวนาน 13 วัน

ทริปเดินทางดูย้อนไปมานิดหน่อยเพราะช่วงแรกเดินทางกับกรุ๊ป เป็น Shangri-la Trip เน้นขึ้นไปขี่ม้าชมใบไม้เปลี่ยนสีกับภูเขาหิมะที่เขตอนุรักษ์ย่าติง แล้ววนกลับมาที่คุนหมิง พวกเราอยู่เที่ยวต่อจากคุนหมิงไปต้าหลี่ ถ้าวางแผนเป็นทริปปกติ เที่ยวเป็นวงรอบได้ รถไฟความเร็วสูงมีวิ่งถึงลี่เจียงแล้ว แต่ต่อไปจงเตี้ยน(แชงกรีล่า)ยังต้องนั่งรถ

คุนหมิง > ต้าหลี่ > ลี่เจียง > จงเตี้ยน > คุนหมิง
แค่นี้ก็จะเป็นแผนเที่ยวยูนนาน ใช้เวลา 5-7 วันกำลังดี หรือเที่ยวน้อยหน่อย 4-5 วันก็พอไหว

ถ้าอยากไปย่าติงด้วยต้องเพิ่มไปอีก 4-5 วัน ทริปยาวๆสัก 10-12 วัน
คุนหมิง > ต้าหลี่ > ลี่เจียง > จงเตี้ยน > เต้าเฉิง > ย่าติง
แล้วกลับมาจงเตี้ยนบินกลับคุนหมิงก็ได้


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s