มัณฑะเลย์-อินเล-พุกาม เที่ยวข้ามปี (ตอน ๑)

Trip: Myanmar NY2007 (Yangon-Bagan-Mandalay-Inle)

ตอนที่ ๑ แวะย่างกุ้ง แล้วมุ่งไปพุกาม

ผู้ร่วมอุดมการณ์ในการท่องพม่าคราวนี้มี 6 คน 3 คู่ชู้ชื่น เป็นทริปประมาณ 6 วัน ตั้งต้นที่ย่างกุ้ง แล้วไปพุกาม ต่อด้วยมัณฑะเลย์ แล้วไปดูคนเอาเท้าพายเรือที่อินเล วนกลับมาที่ย่างกุ้ง เราติดต่อ Private group Tour ไว้ คือเที่ยวตามแผนที่เราวาง รวมค่าเดินทางทั้งหมด รถ เครื่องบิน เรือ รวมค่าที่พัก ที่เที่ยว รวมหมดเลย ยกเว้นอาหารและตั๋วไป-กลับ กรุงเทพฯ-ย่างกุ้ง ถามว่าหาบริษัทจากที่ไหน ตอบเลยว่าสุ่มๆเอา มีโฆษณาในอินเตอร์เน็ทก็ลองเขียน email ไปคุยดู คุยกันเป็นภาษาอังกฤษ รู้เรื่อง ชัดเจนดี ตอนจ่ายมัดจำมีคนจากบริษัทตัวแทนในไทยมารับเงินถึงที่ทำงาน เราบอกให้มาเอง ขอเห็นหน้าเห็นตาว่ามีตัวตนจริง จากนั้นก็ภาวนาว่าบินไปถึงแล้วจะมีคนมารับที่สนามบิน ฮา….

ย่างกุ้ง | Yangon | ရန်ကုန်

เลือกใช้สายการบินราคาประหยัดที่มีเที่ยวบินตรงกรุงเทพฯ-ย่างกุ้ง เที่ยวเช้าตรู่ 07:15 – 08:00 (ใช้เวลาบิน 1:30 ชม. แต่เวลาที่พม่าช้ากว่าไทย 1:30 ชม.) พวกเราทำวีซ่ากันมาก่อนให้เรียบร้อย (ต้องไปยื่นเรื่องที่สถานทูต ตรงถนนสาทร ต่อคิวกันแต่เช้า มีบริษัทรับจ้างทำเยอะแยะแต่เราชอบทำเอง เสียเวลาไปครึ่งวัน) รับกระเป๋าออกมา วัดดวงว่าจะโดนโกงมั๊ย พอเห็นป้ายชื่อเราตัวโตก็โล่งใจ ไกด์หนุ่มคนพม่าพูดไทยได้ในระดับสื่อสารรู้เรื่องกับรถมินิแวนมารอรับพวกเราตามเวลา พาออกจากสนามบินเข้าเมืองย่างกุ้ง รถติดเหมือนเดิม ก็คงเพราะเป็นเมืองหลวง รถพามาเข้าที่พักที่ Summit Park view Hotel ก่อนเลย โรงแรมหรูหราดูดี แถมด้วยห้องพักวิวเจดีย์ชเวดากอง ประทับใจมาก เก็บของกันเรียบร้อยก็ออกเดินทาง พี่ไกด์พาไปทานกลางวันก่อน เลือกร้านหรูหราต้อนรับนักท่องเที่ยวแต่อาหารไม่อร่อยเลย จืดๆมันๆ

ถึงแล้ว Yangon International Airport
วิวจากห้องพักเป็นพระมหาเจดีย์ชเวดากอง

พระนอนวัดเจ๊าทัตยี | Chauk htat gyi Buddha | ခြောက်ထပ်ကြီးဘုရားကြီ

เริ่มต้นเที่ยวย่างกุ้ง โดยมานมัสการพระนอนที่วัดเจ๊าทัตยี หรือ พระนอนตาหวาน เป็นพระนอนองค์ใหญ่ลำดับ 3 ของพม่ามีความยาว 65 ม. พระพุทธรูปพม่ามีขนตายาวงอนเช้ง ทำให้ดูตาหวาน ดวงตาที่ดูสดใสนั้นผลิตจากแก้วที่สั่งทำพิเศษจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้ดวงตามีลักษณะเหมือนกับดวงตามนุษย์จริงๆ ส่วนปลายเท้าก็วางไขว้กัน ที่ฝ่าเท้ามีลวดลายเป็นมงคล 108 ประการ ที่ฐานรอบๆองค์พระมีรูปปั้นรูปวาดเกี่ยวกับพุทธศาสนา วัดนี้เคยมานมัสการแล้วครั้งหนึ่งตอนปี 2004 ผ่านไป 3 ปี ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

สวนการะเวก | Karaweik | ကရဝိက် ဖောင်

ออกจากวัดก็พากันมาที่ Karaweik Garden หรืออีกชื่อคือ Kandawgyi Nature Park ให้มาชมทะเลสาบกันดอว์จี หรือทะเลสาบหลวง (Kandawgyi Lake | ကန်တော်ကြီ) มีทางเดินให้มาเดินเล่นริมทะเลสาบได้ อารมณ์เหมือนสวนสาธารณะ แต่พวกเรามากันเอาตอนบ่ายโมง บรรยากาศก็เลยไม่น่ารื่นรมย์เท่าไหร่ จุดเด่นในทะเลสาบที่นักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปก็คือ Karaweik Hall คือร้านอาหารชื่อ การะเวก เป็นอาคารรูปเรือลอยน้ำ ส่วนหัวเรือเป็นรูปนกการะเวก ว่ากันว่าสร้างเลียนแบบเรือพระที่นั่งของกษัตริย์พม่า เอาไว้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ตอนปีพ.ศ. 2513 แต่ปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็นร้านอาหารที่มีการแสดงศิลปวัฒนธรรมของพม่าให้ชมด้วย ถ้าจะเดินเข้าไปด้านในต้องเสียค่าเข้าด้วยนะ แต่เราว่ายืนถ่ายรูปข้างนอกก็พอ

มุมดีอีกมุมสำหรับตากล้องคือ จะมีมุมที่มองเห็นมหาเจดีย์ชเวดากองได้ มีทะเลสาบเป็นฉากหน้า ซึ่งก็น่าจะเหมาะกับการมาถ่ายรูปช่วงเช้าหรือเย็น ไม่ใช่บ่ายแดดแจ๋แบบนี้

เจดีย์ซูเหล่ | Sule Paya (Sule Pagoda) | ဆူးလေဘုရာ

ออกจากทะเลสาบกันดอว์จี ก็มาตรงวงเวียนซูเหล่ (Sule Square) บรรยากาศยังเหมือนเดิมจากครั้งก่อนที่มา ที่รถยังเยอะวิ่งวนรอบวงเวียนจอแจตลอดเวลา คนก็ยังเดินกันคึกคัก ข้ามถนนไปวัดที่อยู่ตรงวงเวียน นมัสการเจดีย์ซูเหล่ เอาฤกษ์เอาชัยกันตามธรรมเนียม

ตลาดสก็อต (ตลาดโบยกอองซาน) |
Scott market (Bogyoke Aung San Market) | ဗိုလ်ချုပ်အောင်ဆန်းဈေ

ช่วงบ่ายยังมีเวลาเหลือให้พวกเราไปเดินเล่นที่ตลาดสก็อต ตลาดขายของกินของใช้ของฝาก อาคารสไตล์โคโลเนียลสีไข่ไก่สร้างมาตั้งแต่ปี 1926 ตั้งชื่อตามชื่อ นาย เจมส์ จอร์จ สก็อต (James George Scott) ชาวอังกฤษที่มาดูแลปกครองพม่าในยุคนั้น หลังจากพม่าได้รับเอกราชก็เลยเปลี่ยนชื่อเป็น ตลาดโบยกอองซาน ในปี 1948 แต่คนก็ยังเรียกกันติดปากว่าตลาดสก็อต

ในตลาดสก็อตมีทั้งของสด ของแห้ง ของกิน ของใช้ ของที่ระลึก เดินเที่ยวเล่นเพลินๆไป ไม่ได้ซื้ออะไร เพราะของก็ราคาไม่ถูก มาจบกันที่ร้านกาแฟ นั่งพักร้อนกันก่อนจะไปเจดีย์ชเวดากอง

พระมหาเจดีย์ชเวดากอง | Shwedagon Pagoda| တိဂုံစေတီတေ

บ่ายแก่ๆก็ถึงเวลาขึ้นไปนมัสการองค์พระมหาเจดีย์ชเวดากอง ใช้การขึ้นลิฟต์เหมือนเดิม ยังคงเสียเงินค่ากล้องถ่ายภาพและขาตั้งกล้องเหมือนเดิม และยังคงตรวจสัมภาระมีการสแกนกระเป๋าอย่างละเอียดเหมือนเดิมด้วย

เดินเข้าด้านใน ก็รู้สึกตื่นเต้นเหมือนเคย องค์พระมหาธาตุสีทองสุกใส ยังคงสวยงามจริงๆ ผู้ศรัทธามากมายยังคงเดินกันเต็มลาน พวกเราแยกย้ายกันไปตามต้องการ การมาเที่ยวกันเองมีข้อดีตรงนี้ ไม่ต้องกำหนดเวลา

นั่งซึมซับบรรยากาศยามเย็นจนถึงตอนฟ้ามืด แสงไฟส่องไปที่องค์พระมหาธาตุยิ่งขับให้สีทองเปล่งประกายสวยงามจับใจ

กลับมาถึงห้องพักเปิดม่านมองเห็นเจดีย์ชเวดากองสว่างไสว เหมือนที่ชาวพม่าพูดกันว่า ชเวดากองสว่างไสวตลอดเวลา

****

พุกาม | Bagan | ပုဂံ

วันนี้ต้องนั่งเครื่องไปเมืองพุกาม นั่ง Air Bagan เที่ยวเช้ามืด 06:30 ต้องไปถึงสนามบินตั้งแต่ก่อนตี 5 นับว่าทรมานไม่น้อย อาศัยไปหลับเอาบนเครื่อง ใช้เวลาบินชั่วโมงกว่าก็ถึงสนามบินยองอู (Nyaung U Airport) มีรถอีกคันมารับ จากสนามบินเข้าไปที่เมืองพุกามระยะทาง 12 กม. แต่ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมง เพราะถนนแคบและถนนไม่ดีนัก ก็เลยขับได้ช้า

สนามบินยองอู (Nyaung U Airport)

มหาเจดีย์ชเวสิกอง | Shwezigon pagoda | ရွှေစည်းခုံ စေတီတေ

พุกามเป็นเมืองแห่งเจดีย์ องค์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในพุกามคือ มหาเจดีย์ชเวสิกอง สร้างขึ้นโดยพระเจ้าอโนรธา ผู้รวบรวมชนชาติพม่าให้เป็นปึกแผ่นได้เป็นครั้งแรก และเป็นกษัตริย์องค์แรกของราชวงศ์พุกาม แต่พระองค์สร้างไม่แล้วเสร็จ สร้างได้แค่ส่วนฐาน มาสร้างเสร็จในสมัยพระเจ้าจันสิทธา ตัวองค์เจดีย์นั้นเป็นทรงระฆังคว่ำสีทองเหลืองอร่ามแบบพม่าแท้ในศิลปะพุกาม ถือเป็นต้นฉบับของเจดีย์แบบพม่าเลยทีเดียว มีความสูงประมาณ 160 เมตร

ด้านในเจดีย์บรรจุพระทันตธาตุและพระบรมสารีริกธาตุ ที่อัญเชิญมาจากลังกา แล้วนำมาทำการเสี่ยงทายบนหลังช้างเผือก โดยพระเจ้าอโนรธาได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า ช้างหยุดเดินลงที่ใดจะสร้างเจดีย์ไว้ที่นั่น จึงได้สร้างพระเจดีย์ไว้ที่นี่ริมฝั่งแม่น้ำอิระวดี

วัดชเวซิกองถือเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองพุกามก็ว่าได้ มีคนพม่าเข้ามาทำบุญก็เยอะ มาเที่ยววัดก็แยะ แถมด้วยคนขายของก็มี ชาวพุกามนี้น่ารักทั้งสาวทั้งแก่ทั้งเด็ก สาวๆทาแป้งทานาข่าหน้าผ่องกันทุกคน

บริเวณลานหน้าบันได ทางขึ้นสู่เจดีย์ทิศตะวันออก มีหลุมขนาดเล็ก เรียกว่า “หลุมสมดุลเจดีย์” ใส่น้ำไว้สำหรับนั่งคุกเข่ามองเงายอดเจดีย์ที่สะท้อนลงผิวน้ำ ชาวพม่าเล่าขานว่าหลุมนี้มีมาตั้งแต่สมัยพุกามแล้ว โดยช่างสมัยโบราณใช้ดูสมดุลไม่ให้เจดีย์เอียงขณะก่อสร้าง และบ้างก็ว่าเพราะเจดีย์มีความสูงมาก จึงต้องทำหลุมไว้ให้พระมหากษัตริย์เสด็จฯมาบำเพ็ญพระราชกุศล ได้ทอดพระเนตรยอดเจดีย์ได้ชัดเจน อีกทั้งอาการที่ต้องคุกเข่าดู ก็เป็นการแสดงความคารวะพระเจดีย์ศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย
ที่มา : https://www.myanmardd.com/articles/216

วัดถ้ำจันสิทธา | Kyan Sit Thar Umin | ကျန်စစ်သား ဥမင်

สร้างโดยพระเจ้าคันชิต หรือพระเจ้าจันสิทธา มีถ้ำหรืออุโมงค์ที่มีภาพเขียนสีโบราณตามผนังถ้ำ อายุมากกว่า 700 ปี อ่านจากหนังสือ วาดไว้ในเมียนมาร์ ของ อจ. พิษณุ เล่าว่า ภาพเขียนโบราณขนาดนี้ในบ้านเราไม่เหลือให้เห็นแล้ว ที่ยังหลงเหลือให้เห็นในพม่าอาจเป็นเพราะที่พม่าอากาศแล้ง ไม่มีฝนตก ทำให้ภาพเขียนแห้ง ความชื้นน้อยกว่า ภาพเขียนจึงไม่แตกร่อนลงมา แถมอจ.ยังชื่นชมอัจฉริยะของช่างพุกามที่ออกแบบให้อุณหภูมิภายในเย็นสบายในหน้าร้อน และอุ่นสบายในหน้าหนาว

เที่ยวได้ 2 จุด ก็เที่ยงพอดี แวะทานอาหาร ร้านที่อยู่แถวๆนั้น อาหารพื้นบ้านดี ชอบๆ พม่าจะมีพริกผัดตักมาคลุกข้าวกินกับผักอร่อยดี น่าจะเหมือนน้ำพริกบ้านเรา

วัดกุพยางกี | Gubyaukgyi (Myinkaba) | ဂူပြောက်ကြီး (မြင်းကပါ)

กุพยางจีเป็นวัดถ้ำอีกแห่งของพุกาม คำว่า กุพ ในภาษาพม่าแปลว่า ถ้ำ วัดถ้ำนี้สร้างโดยพระโอรสของพระเจ้าจันสิทธะ เด่นดังที่ภาพฝาผนังเก่าแก่สวยงามและสมบูรณ์ เป็นภาพเกี่ยวกับพุทธชาดก 550 เรื่อง ไม่อนุญาตให้เอากล้องเข้าไป คือไม่ให้ถ่ายรูปนั่นเอง เพราะกลัวแสงจากแฟลชจะทำลายภาพให้เสียหาย ได้แต่เดินดูวนไป

วัดติโลมินโล | Htilominlo Guphaya-gyi | ထီးလိုမင်းလိုဘုရာ

วัดติโลมินโล อยู่ก่อนถึงทางเข้าเมืองเก่าพุกาม ทางเดินเข้าวัดมีซุ้มประตูทางเข้าใหญ่โต ลวดลายสวยงาม ข้างในมีร้านขายของเยอะมากตลอดทางเดินไปวิหารติโลมินโล องค์วิหารมีฐานสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ 43 เมตร องค์เจดีย์สูง 4 เมตร มีลวดลายปูนปั้นสวยๆและยังสมบูรณ์ ด้านในของวิหารมี 2 ชั้น มีพระพุทธรูปประดิษฐานทั้ง 4 ทิศอยู่ทั้ง 2 ชั้น และยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเหลือให้ชมด้วย

บางคนเรียกวัดติโลมินโลว่า วัดฉัตรตั้ง เพราะมีเรื่องเล่าถึงสาเหตุการสร้างวัดว่า พระเจ้านรปติสี่ตู่ รัชกาลที่ 6 แห่งราชวงศ์พุกาม จะต้องตัดสินใจแต่งตั้งรัชทายาท แต่มีราชบุตรหลายพระองค์จากหลายมเหสี จะตั้งใครก็กลัวโดนเคือง ก็เลยใช้วิธี “ฉัตรเสี่ยงทาย” คือตั้งฉัตรไว้ตรงกลาง หากฉัตรล้มลงแล้วปลายฉัตรชี้ไปที่ราชบุตรองค์ใด ก็จะทรงแต่งตั้งเป็นกษัตริย์ต่อจากพระองค์ ปรากฏว่าปลายฉัตรชี้ไปที่เจ้าชายชัยสิงห์ เมื่อทรงขึ้นครองราชย์มีพระนามว่า พระเจ้าติโลมินโล ก็เลยสร้างเจดีย์ขึ้นเป็นอนุสรณ์ ตรงที่พระราชบิดาทำพิธีฉัตรเสี่ยงทาย ชาวพม่า บางคนก็เรียกพระเจ้าติโลมินโลว่า “กษัตริย์ฉัตรตั้ง” ชื่อฟังดูเสียวๆไปหน่อยนะ

ด้วยความใหญ่ของวิหาร ต้องเดินห่างออกมาไกลๆเพื่อจะได้ถ่ายภาพได้เต็ม

วัดอนันดา | Ananda Pagoda | အာနန္ဒာဘုရာ

อนันทเจดีย์มีลักษณะเป็นฐานซ้อนกันจนถึงส่วนกลางที่องค์เจดีย์เป็นรูปทรงพระปรางค์ มีแผนผังทางเดินแบบจตุรมุข มองลงมาเป็นกากบาท พื้นที่ภายในบริเวณวัดกว้างขวางร่มรื่นดี แม้แดดจะแรงจนแสบหน้ากันเลยช่วงบ่ายๆแบบนี้

มีเรื่องเล่าว่าการสร้างวัดและเจดีย์แห่งนี้เป็นการสร้างเลียนแบบวิหารที่เขานันทมูลในป่าหิมวันต์ แถบเทือกเขาหิมาลัย จากคำบอกเล่าของพระอรหันต์ 5 รูปที่ธุงดงค์มาจากอินเดีย

เมื่อก่อนยอดเจดีย์ยังเป็นสีขาวเหมือนกับเจดีย์องค์อื่น ๆของพุกาม แต่รัฐบาลพม่าได้มาทาสีทองทับเมื่อปี พ.ศ. 2533 (คศ.1990) เพื่อสมโภชการสร้างวัดอนันดาครบรอบ 900 ปี

ด้านในวิหารมีพระพุทธรูปยืนแกะสลักด้วยไม้สักปิดทอง ประดิษฐานอยู่ทั้งสี่ทิศ ปางไม่ซ้ำกัน การออกแบบของช่างพม่านี่เก่งจริงจัง แม้พระพุทธรูปจะอยู่เข้าไปด้านในจนสุดช่องทางเดิน แต่ได้ออกแบบเจาะช่องแสงให้มีแสงส่องไปที่องค์พระประธานได้จนหมดแสงของวันกันเลยทีเดียว

ไกด์บอกว่าพระพุทธรูปด้านทิศใต้มีลักษณะพิเศษ ถ้ามองไกลๆจะเห็นเหมือนพระพักต์ยิ้ม แต่ถ้าเข้ามาใกล้จะดูพระพักต์บึ้ง ก็เลยวิ่งเข้าวิ่งออก ทดสอบกันหลายรอบ ก็ว่าน่าจะเป็นที่มุมมองของแต่ละคนซะมากกว่า

นั่งรถต่อมา ผ่านประตูตาระบะ (Tharabat gate) เข้าเขตเมืองเก่า (ไอ้ที่ผ่านมาก็ว่าเก่าแล้วนะ) ประตูเมืองกว้างประมาณ 5 เมตร ว่ากันว่าเดิมเคยมีซุ้มประตูแต่ตอนนี้พังไปหมด เหลือแต่ช่องทางผ่าน

วัดสัญพัญญู | Thatbyinnyu Temple | သဗ္ဗညုဘုရာ

ไม่ไกลจากวัดอนันดา ผ่านประตูตาระบะเข้ามา จะเห็นมหาวิหารสูงเด่นเป็นสง่าของวัดสัญพัญญู หรือออกเสียงตามพม่าว่าวัดถัดบินยู เป็นวัดที่มีวิหารสูงที่สุดในพุกาม มีความสูงถึง 60 เมตร ด้านในวิหารมี 5 ชั้น สองชั้นแรกเคยเป็นที่พำนักของพระภิกษุ  ชั้นสามเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ชั้นสี่ทำเป็นหอพระไตรปิฎก ยอดสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ

หันทางไหนก็มีเจดีย์ รู้ชื่อบ้างไม่รู้ชื่อบ้าง

วัดชเวกูจี | Shwegugyi temple | ရွှေဂူကြီးဘုရာ

ออกมาจากวัดสัญพัญญูก็จะเห็นเจดีย์ใหญ่โตสวยงามอีกอัน คือวัดชเวกูจี หรือวัดถ้ำทอง เพราะชเวกูจี แปลว่า ถ้ำทอง (Great Golden Cave) บางคนก็เรียกว่า วัดหน้าวัง (นันดออูพยา) เพราะตั้งอยู่ด้านหน้าพระราชวังหลวงของพุกาม สร้างเมื่อปี 1131 โดยพระเจ้าอลองสิทธู ตำนานเล่าอีกด้วยว่า สร้างเสร็จในเวลา 7 เดือนกับอีก 7 วัน วัดยิ่งใหญ่สวยงามด้วยสถาปัตยกรรมที่อยู่ในช่วงต่อของศิลปะพุกามยุคแรกและยุคหลัง

เจดีย์บูพญา | Bupaya Pagoda |ဗူးဘုရာ

เป็นเจดีย์รูปทรงแปลกๆ อยู่ริมฝั่งแม่น้ำอิรวดี บางคนว่ารูปทรงคล้ายน้ำเต้า จึงได้ฉายาว่า เจดีย์น้ำเต้า ไม่ได้ระบุแน่ชัดว่าสร้างมาแต่สมัยไหน แต่เจดีย์ที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบันเป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นใหม่ในปี พ.ศ. 2518 เพราะองค์เก่าพังลงมาเนื่องจากแผ่นดินไหว

บริเวณเจดีย์มีลานริมน้ำกว้างขวาง เพราะอยู่ทางทิศตะวันตก ก็เลยเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกได้ มีนักท่องเที่ยวมารอชมกันเยอะพอสมควร ก็น่าจะได้บรรยากาศแสงสวยๆอยู่ แต่พวกเราแค่แวะมาชมเจดีย์แล้วจะไปชมพระอาทิตย์ตกในมุมสูงกัน

จากลานริมน้ำของเจดีย์บูพญามองเห็นหาดทรายและสายน้ำอิระวดีได้กว้างไกลสุดสายตา

วัดมนูหะ | Manuha Phaya | မနူဟာဘုရာ

พระเจ้ามนูหะเป็นกษัตริย์มอญที่ถูกพระเจ้าอโนรธาจับตัวมาเป็นเชลยศึก แต่พระเจ้ามนูหะไม่ได้สร้างวัดนี้ ผู้สร้างวัดนี้ขึ้นคือพระราชนัดดาของพระเจ้ามนูหะสร้างขึ้นตรงที่พระเจ้ามนูหะกับพระมเหสีเคยประทับอยู่ตอนที่มาเป็นเชลย การออกแบบเป็นโถงคล้ายถ้ำ ประดิษฐานพระพุทธรูป 4 องค์ มีทั้งปางสมาธิ และปางไสยาสน์ ซึ่งพระพุทธรูปมีขนาดใหญ่พอดิบพอดีกับโถง ผู้คนก็เลยเรียกกันว่า พระอึดอัด ก็แปลกดี

ระหว่างนั่งรถผ่าทุ่งทะเลเจดีย์ ฝุ่นจะตลบพอสมควร แต่ได้บรรยากาศดิบๆดี ชอบตรงไหนก็จอดลงถ่ายรูปกัน บ่ายแก่ๆแล้วมีบอลลูนเริ่มขึ้นชมวิวมุมสูงกัน ราคาเท่าไหร่ไม่รู้เหมือนกัน

เจดีย์ชเวซานดอว์ | Shwesandaw Pagoda | ရွှေဆံတော်ဘုရာ

ได้เวลาบ่ายแก่ พวกเราก็รีบมาที่ เจดีย์ชเวซานดอว์ เพื่อรีบปีนขึ้นด้านบนจับจองที่รอแสงสวยๆของพระอาทิตย์ตกดินในทุ่งทะเลเจดีย์ ใครมาเที่ยวพุกามต้องห้ามพลาด ด้านบนเป็นจุดชมวิวมุมกว้างมองเห็นได้รอบทิศ มี 2-3 ระดับชั้นให้เลือก แต่ใครๆก็เลือกชั้นบนสุดทั้งนั้น

ประวัติของเจดีย์บอกไว้ว่าพระเจ้าอนิรุธเป็นผู้สร้างวัดและเจดีย์นี้เพื่อประดิษฐานพระเกศาธาตุ สร้างขึ้นในสมัยเดียวกับเจดีย์ชเวซิกอง องค์เจดีย์เป็นรูประฆังคว่ำ ตั้งอยู่บนฐานซ้อนกัน 5 ชั้น

มาถึงแล้วต้องไต่บันไดทางขึ้นสูงชันชนิดคอตั้งบ่าเลย ขาขึ้นยังไม่เท่าไหร่ ขาลงตอนเริ่มโพล้เพล้ก็ทุลักทุเลกันไม่น้อย ขึ้นมาข้างบนแล้วเหมือนประชุมสหประชาชาติ นักท่องเที่ยวต่างชาติ 80% คงมาอยู่บนนี้ ที่เหลือก็อยู่เจดีย์อื่นอีกไม่กี่แห่งที่เปิดให้ขึ้นได้ แต่ส่วนมากมาที่เจดีย์ชเวซานดอว์เพราะสูงกว่าที่อื่น แล้วอีกส่วนที่ไม่ชอบความสูงก็ไปชมพระอาทิตย์ตกริมแม่น้ำอิระวดีที่เจดีย์บูพญา

วิหารขนาดเล็ก ข้างในประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ “ชินปินตาเลียว” ความยาว 18 เมตร ซึ่งองค์พระยาวเต็มความยาวของอาคาร แนวเดียวกับพระอึดอัดในวัดมนูหะเลย

ด้านบนสามารถเดินได้รอบ มองเห็นทะเลเจดีย์ได้ 360° บางอันก็จำได้ว่าเราไปแวะมาแล้ว บางอันก็จำไม่ได้ เพราะเจดีย์หน้าตาเหมือนๆกันไปหมด แต่อันใหญ่ๆดังๆก็เห็นชัดเจน อย่างเช่น เจดีย์วิหารธรรมยางจี (Dhammayangyi) หรือ ธรรมะยาสิกาเจดีย์ (Dhammayazika pagoda)

มองเห็นเจดีย์วิหารธรรมยางจีองค์ใหญ่ชัดเจน
เห็น ธรรมะยาสิกาเจดีย์ สีทองอยู่ไกลๆในทะเลเจดีย์

“มิงกาลาเจดีย์” (Mingalazedi Pagoda | မင်္ဂလာစေတီ) สร้างโดยพระเจ้านรสีหปติ กษัตริย์ในลำดับที่ 12 แห่งราชวงศ์พุกาม และเป็นองค์สุดท้ายก่อนที่จะอาณาจักรพุกามล่มสลายจากการรุกรานของมองโกล พระองค์ไม่ศรัทธาในพุทธศาสนา แต่ให้สร้างเจดีย์ขึ้นเพื่อเป็นการเสริมบารมีพระองค์เอง โดยเลียนแบบเจดีย์ชเวสิกอง

เดินวนจนพอใจก็ต้องรีบไปจับจองมุมดีๆสำหรับรับแสงสุดท้ายของวัน พร้อมๆกับนักท่องเที่ยวทุกชาติทุกภาษา แม้อากาศจะดูมัวๆทั้งจากท้องฟ้าเอง และฝุ่นคลุ้งจากพาหนะหลากหลายที่ห้อตะบึงบนพื้นดินทั่วทะเลเจดีย์ แต่พอได้เวลา พระอาทิตย์ก็ตอกบัตรกลับบ้านตรงเวลา เรียกเสียงฮือฮาได้จากทุกคน

กลับกันเถอะ มืดแล้ว

วันนี้เที่ยวยาวนานมาก ตั้งแต่เช้ามืดที่บินออกจากย่างกุ้ง ลงมาถึงพุกามก็ตระเวนเที่ยวมาจนถึงพระอาทิตย์ตก แวะวัดชมเจดีย์ไป 10 ที่!!! ก็สมควรจะหมดแรง ตอนนี้ต้องการอาหารเพิ่มพลัง บอกพี่ไกด์ว่าขออาหารอร่อยแล้วมีการแสดงหุ่นกระบอกด้วยได้มั๊ย พี่ไกด์อึ้งไปพัก คงนึกด่าในใจว่าทำไมไม่บอกก่อน เพราะร้านลักษณะนี้ต้องจองทั้งนั้น แต่พี่แกก็พาพวกเราไปจนได้ แต่ได้นั่งด้านนอก อยากดูการแสดงก็ต้องเดินเข้าไปด้านใน พวกเราก็ว่าไม่เป็นไร ก็เดินไปดูบ้าง มานั่งกินบ้างคนไม่สนใจดูก็นั่งกินกันไปยาวๆ ถือว่าเที่ยวครบจบกระบวนความ

พอได้อาหารลงท้องเริ่มมีพลัง ก็คุยกันถึงว่า ทะเลเจดีย์ยามเย็นยังสวยขนาดนี้ ถ้าทะเลเจดีย์ยามเช้าจะสวยขนาดไหน ก็เลยมีแผนจะไปชมแสงแรกบนเจดีย์กันอีกรอบ เดือดร้อนพี่ไกด์อีกล่ะ สรุปได้ว่า พรุ่งนี้เช้าพี่ไกด์จะเรียกรถม้าพาพวกเราไป รถบัสจะได้ไม่ต้องมาแต่เช้ามืด ดีใจเป็นที่สุดได้นั่งรถม้าแล้ว

วันเดียวเที่ยวไป 10 เจดีย์

พุกามยามเช้า

หลังจากตะลุยทะเลเจดีย์พุกามไป 10 เจดีย์เมื่อวาน จนเอาไปหลับฝัน เช้านี้พวกเราจะกลับไปปีนเจดีย์ชเวซานดอว์ เพื่อรอชมแสงแรกในทุ่งทะเลเจดีย์กันอีกรอบ ได้เวลานัดก็จัดขบวนรถม้ากันออกไป เรียกขบวนก็จะดูยิ่งใหญ่ไปหน่อยเพราะมีกันแค่ 3 คู่นั่งรถม้า 3 คัน เสียงม้าวิ่งกุบกับๆ ไปตามทาง แต่รอบด้านยังมืดมิด ไม่เห็นอะไรนัก ยิ่งเข้าใกล้ย่านเมืองเก่า ก็มีเพื่อนม้าวิ่งกันพรึ่บพรับ ห้อกันฝุ่นตลบ น่าจะมุ่งหน้าไปที่เดียวกัน

นักท่องเที่ยวขยันมาแต่เช้า พ่อค้าแม่ค้าชาวพม่าก็ขยันไม่แพ้กัน รอบๆเจดีย์จึงจอแจกันแต่เช้ามืด พวกเราเมินเฉยสาวๆที่พยายามขายของไปก่อน รีบไต่บันไดขึ้นไปจองทำเล มีเพื่อนฝรั่งขึ้นมารอก่อนหน้าเราเยอะแล้ว อากาศยามเช้ากลางทุ่งเจดีย์ในวันใกล้สิ้นปีหนาวจับใจ อย่าลืมแต่งตัวให้อบอุ่นกันด้วย

แสงสีส้มๆเริ่มออกมาเรื่อๆ ทำให้เห็นบรรยากาศโดยรอบ มันดูขมุกขมัวพิกล ไม่แน่ใจว่าเป็นหมอกหรือเป็นฝุ่น แต่ดูๆไปก็เป็นเสน่ห์พอตัว ยิ่งตอนมีแสงออกมาอุ่นๆ แล้วมีนักท่องเที่ยวตื่นสาย นั่งรถม้าห้อตะบึงมาเห็นฝุ่นฟุ้งมาเป็นทาง ช่วยให้ภาพดูดีมีมิติแฮะ

นั่งรับแสงแรกจนกลายเป็นแสงแรงก็ไต่บันไดกันลงมา คราวนี้เลี่ยงเสวนากับสาวๆนักขายตรงได้ยากมาก ล้อมหน้าล้อมหลัง ก็คุยๆกันไปด้วยภาษาอังกฤษ สาวๆก็พูดได้ เด็กๆก็ยังพอพูดได้นิดหน่อย ช่วยซื้อสร้อยซื้อของที่ระลึกเล็กๆน้อยๆมาบ้าง ก็ขอควบรถม้ากลับ ขากลับให้รถม้าพาไปแวะตลาดเช้า ลงเดินเล่นตลาดยองอูยามเช้า เดินชมตลาด อะไรที่พอคิดว่ากินได้ก็ลองซื้อกินกัน

ได้เวลาก็กลับโรงแรม อาบน้ำแต่งตัว ร่ำลาพุกาม เพื่อนั่งเครื่องบินต่อไปมัณฑะเลย์

จะไปมัณฑะเลย์ก็เลยใช้บริการ Air Mandalay ไปเช็คอินก่อนเวลาเครื่องออกตอน 12:50 ราวๆ 2 ชม. ตามมาตรฐาน แต่นั่งรอนานแสนนาน เครื่องก็ยังไม่มารับ เป็นเหตุการณ์ที่เจอได้บ่อยๆเวลาท่องเที่ยว ต้องทำใจและหาทางแก้ไขสถานการณ์ไปเป็นกรณีๆไปนะ สรุปว่าเที่ยวบินล่าช้าไป 1 ชม.

ไปเที่ยวมัณฑะเลย์กันต่อ > มัณฑะเลย์-อินเล-พุกาม เที่ยวข้ามปี (ตอน ๒) <

ข้อมูลอ้างอิง
วาดไว้ในเมียนมาร์ : พิษณุ ศุภ


2 thoughts on “มัณฑะเลย์-อินเล-พุกาม เที่ยวข้ามปี (ตอน ๑)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s