เลห์-ลาดัคห์…ยากนักที่จะลืม (ตอนจบ)

Trip June 2010 : Leh, Ladakh – India

3. ไต่ฟ้าคว้าหิมะที่แปงกองเลค

วันนี้เดินทางไกล ข้ามเขาหลายลูกเพื่อไปชม ทะเลสาบแปงกอง (Pangong Lake) รายการวันนี้มีเรื่องพิเศษนิดหน่อยที่ควรเล่าให้เป็นกรณีตัวอย่าง คือ คนที่ถือพาสปอร์ตข้าราชการสามารถเข้าอินเดียโดยไม่ต้องขอวีซ่าได้ แต่การเดินทางไปที่บริเวณทะเลสาปแปงกองนี้ ต้องทำเรื่องขอนุญาตทางการเพิ่มต่างหาก โดยเขาจะตรวจดู tourist visa ถ้าไม่มีไม่สามารถเข้าพื้นที่นั้นได้ สอบถามได้ความว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคง เพราะบริเวณนั้นใกล้ชายแดนปากีสถาน – จีน – และเนปาล การตรวจตราเข้มงวดมาก นักท่องเที่ยวซึ่งมี tourist visa เท่านั้นที่ผ่านเข้าได้ ถ้าข้าราชการที่ไม่มีวีซ่าต้องทำเรื่องขออนุญาตเข้าพท.เป็นการล่วงหน้า ซึ่งใช้เวลานาน ขอวีซ่าท่องเที่ยวมาง่ายกว่า เหตุการณ์นี้มาเกิดกับพี่ผู้หญิงคนหนึ่งในกรุ๊ป พยายามต่อรองกับทางการอินเดียกันจนหมดปัญญา คุณหนึ่งจึงแก้ไขโดยการจัดรถแยก 1 คันพร้อมไกด์ให้พี่เขาไปทะเลสาปอื่นที่คล้ายคลึงกัน สรุปว่าให้พี่เขาไปทะเลสาปชื่อ Tsokar ต้องนั่งรถข้ามเขาผ่านจุดสูงๆคล้ายกับเส้นทางที่เราจะไปทะเลสาปแปงกองแหละ เพราะทางที่เราจะไปวันนี้จะผ่านจุดที่สูงเป็นอันดับ 3 ของโลกเลยด้วยคือ Changla pass ซึ่งสูง 5,360 ม.จากระดับน้ำทะเล

เริ่มออกเดินทางกันเช้าหน่อยวันนี้ ขบวนของเราใช้ทางเส้นเดิมกับเมื่อวาน วิ่งไปจนถึงทางแยกเมืองคารู แต่คราวนี้เราแยกออกไปถนนเส้นซ้ายมือแทน จากจุดนี้ไปจะมีด่านเป็นระยะๆ ต้องเอาพาสปอร์ตไปให้จนท.ตรวจ จากแยกเมืองคารูไปเป็นเขตพท.ทหารซะเป็นส่วนใหญ่ มีรถทหารวิ่งเข้าวิ่งออกเป็นระยะ ให้บรรยากาศตื่นเต้นสลับตื่นตา (กับทิวทัศน์) ภูมิประเทศมีหลายรูปแบบเหลือเกิน จากถนนแคบๆวิ่งผ่ากลางพื้นที่ราบแห้งแล้งไประยะหนึ่ง ก็ผ่านมาเจอหุบเขา จากนี้เราจะต้องไต่เขากันแล้ว ถนนเลนครึ่งชวนเสียวเวลามีรถสวน มองด้านซ้ายมือจะเป็นหุบเขาตัดลงไป มองเห็นนาขั้นบันไดเขียวๆสวยดี ไต่ความสูงไปเรื่อยๆ โค้งซ้ายโค้งขวา พี่คนขับก็ใช้วิธีการขับแบบลาดัคห์แท้คือบีบแตรและไม่ต้องเบรค แม้จะเจอรถใหญ่สวนลงมาพี่แกก็หลบชิดลงข้างทางไปเลยไม่มีแตะเบรคให้ความเร็วลด ซึ่งข้างทางก็ไม่มีรั้วกั้นอะไรเลยมองเห็นหุบเหวได้ชัดเจน ใครหลับลงได้ก็ใจแข็งเกิน

จุดจอดแรกที่ให้แวะลงไปเก็บดอกไม้+ยิงกระต่ายกันก็หนาวได้ใจ แม้จะยังไม่ถึงจุดสูงที่สุดของถนนเส้นนี้แต่ก็หนาวจนต้องคว้าเสื้อกันหนาวมาใส่เพิ่ม แดดจ้าฟ้าใส ลำธารในหุบด้านล่างยังมองเห็นเป็นธารน้ำแข็งอยากเดินลงไปถ่ายรูปใกล้ๆแต่พิจารณาถึงตอนปีนขึ้นแล้ว นั่งชื่นชมเอาข้างบนนี้จะดีกว่า ให้สาวๆไปต่อคิวเข้าห้องน้ำกันพักหนึ่งก็ออกรถไต่ฟ้ากันต่อไป จากที่เห็นยอดเขาหิมะอยู่สูงๆ สักพักหนึ่งเราก็นั่งรถฝ่าหิมะกันเลย ถนนเส้นเล็กๆเลาะไล่ระดับขึ้นไปผ่านหิมะที่กำลังเริ่มละลายทำให้ถนนเฉอะแฉะไปตลอดทาง นี่เราไต่กันมาสูงขนาดไหนแล้วนี่…

นั่งรถฝ่าหิมะกันไปอีกพักใหญ่ก็มาถึง Changla pass จุดสูงสุดของถนนเส้นนี้ รอบด้านมีแต่หิมะขาวๆท่าทางจะหนาวน่าดู เห็นมีรถจอดถ่ายรูป, เล่นหิมะกันอยู่หลายคัน ขบวนของเราเลยผ่านไปก่อน ยังคงขับผ่านยอดเขาหิมะไปเรื่อยๆ แต่ลดระดับลงบ้าง จนหิมะเริ่มหายไปเหลือเขาโล้นๆ แต่แม่น้ำลำธารยังเป็นน้ำแข็งอยู่เลย มีแวะตรวจพาสปอร์ตอีกครั้งลงไปเดินเล่น อืม…มันก็ยังหนาวจริงๆ ใกล้เที่ยงแล้ว ภูมิประเทศเริ่มเปลี่ยนเป็นเหมือนทะเลทราย ถนนตัดผ่านกลางทางราบมองเห็นแต่ทรายขาวๆทั้งสองด้าน ท้องเริ่มร้องแล้ว อยู่ดีๆรถคันหน้าก็จอดพรืดที่ไหล่ทาง คันอื่นๆรีบจอดตาม จุดนี้มีป้ายปูนเขียนว่า “First view of world famous Pangong lake” มองออกไปไกลๆก็มองเห็นทะเลสาปสีฟ้าอยู่ระหว่างหุบเขาข้างหน้า พวกเราเกือบจะถึงกันแล้วซินะ

จากจุดนั้นไปอีกไม่นานพวกเราก็มาถึงทะเลสาปในเวลาเที่ยงตรง เวิ้งน้ำสีเทอควอยซ์สะท้อนภาพภูเขาหิมะอยู่ข้างหน้าพวกเราแล้ว แต่ก่อนอื่นคงต้องเติมอาหารกันก่อน พวกเรายึดทำเลที่เต๊นท์หลังใหญ่หลังหนึ่ง มีเก้าอี้นั่งหันหน้าออกไปทางทะเลสาปทุกตัว ต่างจับจองเก้าอี้เปิดอาหารกล่อง แม้ไก่จะเย็นข้าวจะแข็ง แต่วิวข้างหน้าก็ทำให้ทุกคนกินกันได้แบบไม่รู้สึกตัว (อาจเพราะหิวละมั๊ง) กินข้าวกันเสร็จก็แยกย้ายกันไปเดินกินลมชมวิวกันต่อ เราเองไปยึดริมทะเลสาปนั่งปักหลักยิงนกนางนวล ไม่ได้เดินมากมาย เอากล้องหันไปส่องซ้ายส่องขวาส่องนกส่องเป็ดอะไรไปเรื่อยเปื่อย มีนักท่องเที่ยวอินเดียประปรายตามริมหาด มุมแหลมด้านขวามีแก็งค์มอเตอร์ไซค์แก็งค์ใหญ่มาจอด คิดถึงทางที่เราผ่านมาแล้วนับถือจริงๆ ก่อนกลับ รถขับพาเข้าไปดูทะเลสาปด้านในอีกจุดหนึ่ง จริงๆแล้วไปได้อีกยาวเพราะทะเลสาปยาวหลายกิโล เราไปแค่เปลี่ยนมุมมองถ่ายรูปนิดหน่อยก็ต้องกลับแล้วไม่งั้นอาจมืดกลางทาง นึกถึงทางแล้วเลยยอมกลับกันแต่โดยดี

ขากลับทำไมรู้สึกมึนงง ปวดหัวตุบๆก็ไม่รู้ โอย….ไอ้ที่คิดจะนั่งซึมซับวิวขากลับอีกรอบจึงต้องล้มเลิกไม่กล้าลืมตากลัวจะอ้วกออกมา จำต้องหลับตาพยายามหลับ แต่ทางก็กระเด้งกระดอนทำให้หัวโขกกระจกตลอดเวลา ทรมานสิ้นดี ปวดหัวเหมือนสมองจะแตก คิดไปคิดมาสงสัยว่าเพราะที่จุดสุดท้ายดันคึกไปถ่ายรูปกระโดดกัน 3-4 รูป ลืมตัวไปจริงๆ เห็นว่าสบายดีตลอดทางที่มา ไม่น่าเลย….โอย…. ไอ้เราแค่ปวดหัว แต่หมอเอ๋ที่นั่งรถคันเดียวกันแพ้ภัยตัวเองคว้าถุงโอ้กอ้ากไปซะแล้ว….รถมาจอดที่ Changla pass จุดสูงสุด ถึงใจจะอยากลงไปถ่ายรูปขนาดไหนแต่ร่างกายมันไม่ร่วมมือ ขอนั่งสูดออกซิเจนบนรถดีกว่า ทำได้แค่เปิดกระจกหันกล้องไปถ่ายรูปหลักปูนที่เขียนชื่อและความสูง ทั้งคันรถส่งตัวแทนคือคุณแฟนของเราลงไปเดินถ่ายภาพ เห็นคันอื่นก็ลงกันมาเดินถ่ายรูปประปราย ขอยอมแพ้วันนี้ เพราะไม่เจียมสังขารทีเดียว…

ออกรถต่อ พี่คนขับเหยียบไม่ยั้ง หมอก็อ้วกไปเรื่อย คันข้างหน้ามีจอดข้างทางกันเป็นระยะ แสดงว่าแต่ละคันอาการสูสีกัน เมื่อลงมาถึงด่านตรวจสุดท้ายอาการปวดหัวก็หายไป ค่อยยังชั่วหน่อย วันนี้กลับไปถึงที่พักหัววันหน่อยแต่ก็หกโมงกว่า ต่างคนต่างตะเกียกตะกายขึ้นห้องหมดเรี่ยวหมดแรง……..

4. เสียวเยี่ยวราดพลาดไม่ได้ “ลามายูรู”

 

เช้าวันนี้เราได้ออกกันสายที่สุดคือ 9 โมงเช้า ด้วยว่าเมื่อวานสบักสบอมกันมาก ลงมากินข้าวต้มเพิ่มพลัง แล้วก็รีบออกไปดูไปรษณีย์ แต่ไปจอดร้านเน็ตเสียก่อน เพิ่งมีเวลาเช็คข่าวเช็คเมลล์ โทรศัพท์มือถือที่นี่ roaming ไม่ได้เลย ขาดการติดต่อกับโลกภายนอกมากๆ เลยต้องเข้ามาเช็คข่าวคราวสักหน่อย เน็ตคิดราคาประมาณนาทีละ 1 รูปี ก็ไม่ถึงบาท เน็ตเร็วใช้ได้แต่หน้าเวปแฮงค์ๆพิกล ระหว่างนั้นถามเจ้าของว่าไปรษณีย์เปิดกี่โมงเขาบอกว่าสิบโมง โอ้ว….หาซื้อสแตมป์ที่ไหนดี เลยกลับไปฝากเคาเตอร์โรงแรมส่งฝากเงินไว้บอกว่ากลางวันให้เด็กเดินไปส่งให้หน่อยนะ ผจก.บอกโอเคๆเลยวางใจ

รวมพลครบพร้อมเดินทาง วันนี้เราจะออกจากเมืองเลห์ไปทางทิศตะวันตก เพื่อไป บาสโคพาเลซ (Basco Palace) ต่อด้วยวัดอัลชิ (Alchi Monastery) และไปจบที่ ลามายูรู (Lamayuru) หนึ่งในสถานที่ๆหลายคนบอกว่าเป็นเมืองลับแล โดยที่มีรถคันหนึ่งจะไม่กลับเลห์กับเรา เพราะพี่ๆ 4 คนกรุ๊ปนั้นจะไปเที่ยวต่อที่ ซันสการ์ (Zanskar)ไปจนถึงศรีนาคาร์ (Srinagar) แต่กรุ๊ปพวกเรา จะกลับเดลลีพรุ่งนี้เพื่อกลับกรุงเทพฯ จึงต้องกลับมานอนที่เลห์ (น่าเสียดายถ้ามีเวลา น่าไปนอนที่ลามายูรูสักคืน เปลี่ยนบรรยากาศบ้าง)

วันนี้ไปทางที่ไม่เคยไปภูมิทัศน์เปลี่ยนไปเล็กน้อย วิวภูเขาหิมะกลายเป็นภูเขาหินแดง มีผาหินลวดลายแปลกตาเหมือนแพะเมืองผีเป็นระยะๆ ข้างทางยังคงเป็นเหมือนค่ายทหารไปตลอดทาง จากถนนทางราบก็เป็นทางเขาอีกเหมือนเดิม แต่ไม่คดเคี้ยวไม่สูงชันมาก นั่งกันไปได้สบายๆ ประมาณ 1 ชั่วโมงก็มาถึงจุดที่มองลงไปเห็นแม่น้ำสองสี คือแม่น้ำซันสการ์มารวมกับแม่น้ำสินธุ แบ่งเป็น 2 สี เขียวกับโคลนชัดเจนมาก แล้วก็รวมกันไปเป็นแม่น้ำสินธุเส้นใหญ่ไหลเชี่ยวสีโคลนขุ่น ซึ่งพวกเราก็นั่งรถเลาะเรียบริมแม่น้ำไปเรื่อยๆ ระยะทางไปเมืองบาสโคไม่กี่สิบกิโลแต่ติดซ่อมทางเป็นระยะๆ ไปถึงที่วังก็สายโด่เด่ แต่วังนี้อยู่ในจุดที่สวยมาก มองดูเหมือนปราสาทหรือป้อมปราการบนเชิงเขา ชอบมากๆเลย บรรยากาศโดยรอบก็สวยงาม ที่นี่ได้รับการขึ้นทะเบียนโดย Unesco ด้วย ด้านในก็มีวัดให้ไหว้พระกันอีก มีห้องเก็บพระไตรปิฎกโบราณด้วย แต่ส่วนมากพวกเราปีนป่ายตามชั้นต่างๆเพื่อถ่ายรูปกันมากกว่า

ออกจากบาสโคพาเลซก็จะเที่ยงแล้วแต่เราต้องไปแวะที่วัดอัลชิกันก่อนเพราะเป็นทางผ่าน วัดอัลชิเป็นกลุ่มวัดที่สร้างขึ้นโดยลามะผู้หนึ่ง เดิมไม่มีพระหรือลามะอยู่เป็นเพียงศาสนสถาน แต่ตอนนี้มีพระมาจำวัดอยู่ด้วย วัดอัลชิเป็นวัดที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่โตอะไร แต่ภายในมีรูปปั้นพระอวโลกิเตศวรย์องค์ยักษ์พร้อมภาพฝาผนัง ศิลปะแบบธิเบต พวกเราเดินเข้าไปดูจำนวน 3 วัด ภายในห้ามถ่ายภาพเด็ดขาด ข้างในแต่ละห้องแคบและมืดมากๆ ถึงเอากล้องเข้าได้ก็ถ่ายยาก

ไหว้พระกันจนอิ่มบุญแต่มันไม่อิ่มท้อง จึงรีบบึ่งไปร้านอาหาร วันนี้ไม่ต้องกินข้าวกล่องดีใจมาก ร้านอาหารที่ไปกินเป็นร้านในรีสอร์ทเป็นบุฟเฟ่ต์อาหารมังสวิรัติ เห็นหลายคนพกมาม่ามากินกันด้วย คงเริ่มเบื่ออาหารแขกกันแล้ว แต่วันนี้ดาลกับโรตีอร่อยใช้ได้เลย ละแวกนี้เป็นไร่แอปริคอท ผลไม้ท้องถิ่นของลาดัคห์ ไปลองเด็ดลูกเขียวมากินเล่นกันก็อร่อยดีฝาดๆหน่อยคล้ายๆพุทราแต่อมเปรี้ยว เอาไว้แวะซื้อแอปริคอดตากแห้งตามข้างทางลองชิมดีกว่า

ออกจากร้านคราวนี้นั่งยาวหน่อยบึ่งไปลามายูรูกันเลย ทางเป็นทางเขาอีกเช่นเคยเหมือนทางเหนือบ้านเราแต่ถนนแคบกว่า วิ่งเลียบแม่น้ำไปเรื่อยหลับๆตื่นๆจนมาถึงจุดหักข้อศอกจุดแรก ก็ไม่รู้ว่าตรงไหน รู้แต่เลี้ยวขวาหักศอกขึ้นเขา จากนั้น….พระเจ้าช่วยกล้วยทอด ถนนแคบๆไต่ความสูงโดยการเลาะริมผาไปเรื่อยๆ ทั้งสูงทั้งชันทั้งแคบและหักศอกตลอดเวลา นึกสภาพตัวเอสต่อกันสัก 20 ครั้งซิ โฮ่….ยิ่งมีรถสวนลงมาแต่ละที อย่างที่บอกพี่คนขับแกไม่แตะเบรคหรอก ใช้หักพวงมาลัยเลี่ยงหลบไปข้างทาง คนนั่งริมกระจกได้เปรียบมากได้เสียวกว่าคนอื่น เพราะมันไม่มีรั้วใดๆทั้งสิ้น ซ้ายเขาขวาเหว แล้วมันก็สูงขึ้นๆเห็นถนนพับผ้าด้านล่างขดไปขดมาเหมือนงู จากช่วงแรกส่งเสียงด้วยความตื่นเต้น อู้ว อ้า โอย….หลังๆไปเงียบกันกริบ ในที่สุด…รถก็หยุดลงที่ริมผาจุดหนึ่ง เฮ้อ……

สมาชิกแต่ละคันลงมายืนหน้าซีดๆกันที่ริมผา หน้าตายังไม่คลายความช็อค พี่บางคนบอกว่านั่งสวดมนตร์ไปด้วย บางคนท่อง “โอมมณีปัทเมหุม” เพื่อให้เข้าบรรยากาศ ท่องนะโมเทพแถวนี้อาจไม่คุ้มครองเพราะฟังไม่รู้เรื่อง ฮ่าๆๆๆ…จุดที่จอดรถเป็นจุดที่มองไปเห็น “ลามายูรู” เมืองลับแลในหุบเขา มีแสงยามบ่ายแก่ส่องลงมางามมากๆ คลายความตื่นเต้นแล้วก็เลยคว้ากล้องมาถ่ายภาพกันใหญ่ ลืมเสียวไปชั่วขณะ…คุณหนึ่งต้องกวาดต้อนแกมบังคับให้ขึ้นรถไปต่อเพราะบ่ายแก่แล้ว พวกเราไม่อยากขึ้นกลัวเสียวอีก ฮ่าๆๆ แต่จากจุดนั้นไปอีกไม่ไกลแล้ว แถมไม่เสียวเท่าที่ผ่านมา ยิ่งเข้าใกล้เมือง ยิ่งเห็นภาพเมืองในหุบเขาโผล่ขึ้นมาน่าประทับใจมากๆ มองเห็นวัดลามายูรูอยู่ที่ยอดเขา มีบ้านที่สร้างตามเชิงเขาลดหลั่นกันลงมา นึกอยากอยู่ค้างกับพี่ 4 คนคันโน้นซะแล้ว

ในที่สุดก็มาถึง Lamayuru monastery วัดลามายูรูแห่งเมืองลับแลแสงยามบ่ายแก่สาดเข้าวัดพอดี รร.ที่พวกพี่เขาจะพักก็อยู่ใกล้วัดนั่นแหละ หันหน้าออกจากโรงแรมก็เป็นหุบเขามองเห็นเมืองตามเชิงเขาไล่ลงไปในหุบ หากรอจนพระอาทิตย์ตกคงสวยมากๆ คุณหนึ่งรีบพาเข้าไปในวัดกันก่อน ด้านในก็เหมือนวัดอื่นๆที่ผ่านมา เริ่มจำรายละเอียดไม่ได้แล้ว สนใจแต่จะเดินออกมาเก็บภาพด้านนอก รีบเดินไปตามมุมต่างๆเท่าที่เวลาจะมี ขึ้นไประเบียงชั้นบนมองลงมาเห็นลานวัดด้านในมีพระเด็กๆหรือเณรก็ไม่รู้อยู่เยอะเหมือนกัน เลยนึกได้ว่าเตรียมขนม+ลูกอมมาแจกเด็กเยอะแยะกลับไม่เจอเด็กเลยสักวัน ไม่รู้ไปอยู่ไหนกันหมด ผิดกับหลายๆประเทศที่ไปจะมีเด็กๆอยู่ตามสถานที่ท่องเที่ยวเยอะมาก บางพวกก็มาขอโน่นขอนี่ บางพวกก็เป็นลูกหลานแม่ค้าพ่อค้า แต่ที่นี่ดีนะไม่เจอเลย ขนมเลยเหลือบาน นึกได้รีบวิ่งลงไปเอาถุงขนมในรถเดินกลับมาแถววัดเจอพระรูปหนึ่งถามว่าจะไปไหนพอบอกว่าเอาขนมมาให้แกก็พาเข้าไปในวัด พร้อมถามว่ามีปากกามั๊ย เออ…ได้เจอคนขอปากกาจนได้ แม่เคยเล่าว่ามาแถบแคชเมียร์เจอคนขอปากกาเยอะมากให้เอามาแจกด้วยก็ลืมไป บอกท่านไปว่าไม่มี เอาขนมไปแจกเณรน้อย วิ่งมารับขนมกันใหญ่พอบอกว่าขอถ่ายรูปเลยยินดีรวมกลุ่มกันยิ้มเผล่…..

ออกมารวมกลุ่มถ่ายภาพหมู่โดยมีวิวหุบเขาเป็นฉากหลังงามจนไม่อยากกลับ (จริงๆไม่อยากเสียวรอบสอง ฮ่าๆๆ) หลวงพี่เดินออกมาพอดี เลยเอาปากกาที่ gotogether แจกไปให้ท่าน ท่านยิ้มแล้วขอบคุณใหญ่เลย ถึงเวลากลับแล้ว ร่ำลากับพี่ๆทั้ง 4 แบบปนอิจฉา จากนี้คาราวานของเราก็เหลือแค่ 3 คัน ขากลับผิดคาด ไม่กลับทางเดิม กลับขับตัดลงไปทางหุบเขาด้านหน้านี้เลย ตัดลงมาแป๊ปเดียวก็ถึงถนนเลียบแม่น้ำแล้วทางไม่เสียวด้วย อุบ๊ะ…แล้วขาขึ้นพาไปทางเสียวขนาดนั้นทำไม อาจเป็นเพราะทางนี้ยังไม่เสร็จก็ได้ ฝุ่นยังคลุ้งเลย แถมมีกองหินวางข้างทางเป็นระยะ มีคนงานทำทางอยู่เป็นระยะ จริงๆทางขาขึ้นก็มีการซ่อมทางตลอดแหละ ต้องหลบรถสวนแล้วยังต้องหลบคนงานด้วยคิดดู หากทางเส้นนี้เสร็จอีกหน่อยคนมาลามายูรูก็คงอดเสียวแบบพวกเราแล้ว น่าเสียดายแทน (เหรอ??)

ขากลับเร็วจัง ออกจากลามายูรูก็เย็นแล้วแต่มาถึงรร.ที่เลห์แค่สองทุ่มเอง มาถึงก็เกือบมืดพอดี วันนี้ไม่เหนื่อยเท่าไหร่แค่เสียวมากกว่าวันอื่น เลยนั่งดูบอลโลกที่โถงด้านล่างเพราะในห้องดูไม่ได้ช่องนี้มันล็อค เชียร์สเปนไป 1 คู่ อ้อ…โปสการ์ดที่ฝากเคาเตอร์ส่งมันไม่สำเร็จ งงมากพี่แกบอกว่าจนท.ปณ.ถามโน่นถามนี่พี่ต้องไปส่งเอง อ้าว…ทำไมฟะ เจ้าเด็กคนเอาไปเอามาคืนพร้อมขอโทษซะยกใหญ่ ต้องบอกว่าไม่เป็นไรๆ เลยหอบเอาไปส่งที่สนามบินในเดลลีก็ได้วะ…

5. ลาเลห์ ลาดัคห์…..

 

08.00 น. เหินฟ้าสู่เมืองเดลี โดยสายการบินคิงฟิชเชอร์ เที่ยวบิน IT3342 << อันนี้ลอกมาจากตารางทัวร์เลยนะเนี่ย แต่เอาเข้าจริงๆกว่าจะได้เหินฟ้าก็ปาไปสิบโมง นั่งนอนเกลือกกลิ้งอยู่ที่สนามบินไปเป็นชั่วโมงๆ อุตส่าห์รีบไปเช็คอินก่อนเวลาเกือบ 3 ชั่วโมงเครื่องกลับดีเลย์ซะได้ หิวจนต้องไปซื้อมาม่าอินเดียมาชิม เผ็ดร้อนใช้ได้เลย Kingfisher เห็นท่าไม่ดีเลยนำอาหารกล่องมาแจกตอนสายๆก่อนผู้โดยสารจะหิวจนวีนแตก กัดขนมปังได้แค่ 3 คำ เรียกเข้าพอดี ไปต่อแถวเข้าด้านใน แถวชายตรวจเร็วมาก แถวหญิงช้าเหมือนปกติ พาเข้าม่านรูดตรวจแล้วตรวจอีก อ้อ…ที่สนามบินนี้มีพี่ๆ 3 คนโดนดีจนได้ คือพี่ๆเขาลากกระเป๋า carry on ใบเล็กๆแต่มีล้อจะเอาขึ้นเครื่อง ก็ลากขึ้นมาตั้งแต่ขามาไม่มีปัญหา คราวขากลับนี่ดันโดนจนท.ผู้หญิงหน้า gate ไม่ให้เข้า ไล่ให้ไปโหลดขึ้นเครื่องซะงั้น เถียงกันอยู่นานเจ๊แกก็ไม่ยอม เราเห็นป้ายหน้า gate เขียนอยู่เหมือนกันว่า ด้วยเหตุผลด้าน security เลยไม่ให้ผู้หญิงเอากระเป๋าถือขึ้นเครื่อง ยกเว้น small purse บลาๆๆๆ แต่ป้ายมันรางๆ แล้วก็เห็นฝรั่งแบกเป้ใบเบ้อเร่อก็เข้าได้ เป้กล้องเราใหญ่กว่ากระเป๋าลากของพวกพี่เขาอีกก็เข้าได้ เอากับเขาซิอินเดีย…ต้องไปโหลดกระเป๋าเพิ่มกันค่ะ พอดี gate กับ counter เช็คอินอยู่ห่างกัน 5 ก้าวเดิน จริงๆค่ะ เลยไม่ยากอะไร พอโหลดแล้วที่นี่มีทริคอีกนิดหน่อย คือพอเข้า gate ไปรอในห้องข้างในแล้ว อย่าไปนั่งเฉยรอเรียกขึ้นเครื่อง คุณต้องเอาใบ tag กระเป๋าที่คุณโหลด เดินไปที่ประตูก่อนเพื่อออกไปด้านนอกชี้กระเป๋าว่าอันนี้ของเรา ไม่งั้นจนท.เขาไม่ยกไปโหลดขึ้นเครื่องให้ค่ะ คือกระเป๋าทุกใบต้องมีเจ้าของมาชี้เป้ากันจะๆถึงยกขึ้นให้ ขืนคุณไม่ไปชี้นะ บินไปลงปลายทางก็ไม่เหลืออะไรอ่ะค่ะ

ไปถึงเดลลีตอนใกล้เที่ยง จากแผนเดิมที่จะพาไปวัดก่อนก็เลยเปลี่ยนต้องไปทานอาหารเที่ยงก่อน วันนี้เป็นอาหารจีน ก็ตามฟอร์มว่ามันเยอะมากมายมหาศาล รดชาดธรรมดา แต่ร้านมีแอร์ดีใจมาก เพราะอากาศตอนเที่ยงที่เดลลี่ไม่อยากนึกถึงเลย แดดแจ๋ๆด้วยแสบตัวไปหมด อาศัยนั่งกินโอ้เอ้พักร้อนไปตั้งนานก็ออกไปนั่งรถเพื่อไปวัด Akshadham ไม่รู้จะเรียกว่าวัดดีมั๊ย จริงๆมันเป็นศาสนสถานอย่างหนึ่งที่ไม่มีพระสงฆ์องค์เจ้าใดๆอยู่ แต่สร้างได้ยิ่งใหญ่อลังการมาก ใหญ่เว่อๆเลย ถ้าจะให้เทียบก็คงเป็นแบบธรรมกาย คือสร้างใหญ่ๆให้โลกระบือ จริงๆก็คืออาคารของลัทธิหนึ่งนั่นเอง ที่นี่ห้ามถ่ายรูปเด็ดขาด โดยมีการตรวจเข้มตรงทางเข้า ที่ว่าเข้มคือเข้มมากๆเข้มกว่าสนามบิน ดีที่สุดคือเอาพาสปอร์ตกับกระเป๋าเงินเข้าก็พอ กระเป๋าเป้อะไรก็เข้าไม่ได้ โทรศัพท์มือถือก็ไม่ได้ ร่มไม่ได้ ผู้หญิงหิ้วกระเป๋าใบเล็กๆพอเข้าได้ แต่ตรวจทุกชิ้นอุปกรณ์แต่งหน้าห้าม ยาดมยาลมยาหม่องห้าม ตรวจแล้วตรวจอีก งงมากๆจะอะไรนักหนา เข้าไปด้านใหญ่ใหญ่โตกว้างขวางยังกะสวนสยาม แต่อาคารแต่ละหลังก็สลักเสลางามงดแหละ เป็นรูปสลักแบบสามมิติหมด แต่มันเป็นสลักด้วยเครื่องจักรเหลี่ยมคมชัดเชี๊ยะหมดความขลังไปเลย แต่ใหญ่จริงๆ

จากร้านอาหารกว่าจะมาถึงก็ร่วมชั่วโมงมาถึงแดดหุบ ฟ้าขมุกขมัวมาเลยกลัวฝนจะตกเสียมากกว่า แต่ทำให้เดินสบายไม่งั้นร้อนหัวแดง เดินวนดู 1 รอบ แบบไม่ละเอียดทุกห้องหรอก เพราะมีเวลาแค่ 1 ชั่วโมง หลายคนอยากไปช็อปปิ้งแล้ว จึงต้องรีบวนออก เดินออกมาลานจอดรถก็ได้รดชาดใหม่เจอพายุทรายหมุนติ้วๆฝุ่นทรายคลุ้งไปหมด ส่าหรีได้เปรียบก็ตอนนี้เอาผ้าคล้องคอมาบังฝุ่นได้

ไปแวะช็อปปิ้งที่ Dilli Hatt เหมือนบาร์ซาขายของฝาก ต้องจ่ายบัตรเข้าไปคนละไม่กี่รูปีหรอก แต่ก็กันขอทานได้ เข้าไปเหมือนสวนลุมไนต์แต่เล็กกว่าเยอะ มีร้านผ้า ร้านขายของฝากทั่วไป ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปเดิน เราขอนั่งไม่รู้จะซื้ออะไร….กินอาหารเย็นที่ร้านเดิมที่เคยมาอินเดียครั้งก่อน ร้านอาหารจีนที่ห้องน้ำสกปรกมากจำได้เลย มาคราวนี้ปรับปรุงใหม่สะอาดเอี่ยมค่อยยังชั่ว ขอทานแม่ลูกชุดเดิมยังนอนขอทานอยู่หน้าร้าน…เฮ้อ…..อิ่ิมแล้วมีเวลาเหลือรถเลยพาไปวนดูอินเดียนเกท (Indian gate) รถยังติดเหมือนเดิม คนยังเยอะเหมือนเดิม อินเดียไม่มีอะไรเปลี่ยนเท่าไหร่เพียงแต่รวมๆแล้วสะอาดขึ้นนิดหน่อย เพราะพยายามปรับปรุงเพื่ื่อต้อนรับ Commonwealth game เดือนตุลาคมปีนี้

ไปถึงสนามบินก่อนเวลา 3 ชั่วโมงตามข้อกำหนด แต่ไปพบกับวิกฤตการณ์นรกแตก ระบบออนไลน์สนามบินเสีย ต้องทำ manual check in หมดเลย ผู้โดยสารเลยค้างเติ่งมากมาย เช็คกว่าจะเสร็จแต่ละคน โชคดีว่า flight เราไม่ดีเลย์ แต่กว่าจะได้เช็คเดินเข้า security check ก็เรียกขึ้นเครื่องพอดี แถมก่อนจะได้เช็คเกิดสงครามย่อมๆทั้งกับคนอินเดียเองที่พยายามแซงคิว นี่ถึงกับด่ากันเบาะๆเลย ไม่ยอมหรอกนิสัยเสีย แล้วยังไปเปิดสงครามกับ จนท.Kingfisher อีก ขี้เกียจร่ายยาวเอาเป็นว่าเราถึงกับบอกว่า Stop!!! Just check in, I’ll not use your airline anymore!! พอกันที Kingfisher………

ข้อควรรู้

# ถ่านไฟฉายไม่อนุญาตให้นำขึ้นเครื่องหากเดินทางในอินเดีย หรือตอนบินออกจากอินเดีย ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กจนถึง AAA อย่าลืมถอดออกจากล้องถ่ายรูปด้วย เขาดูรูปร่างเป็นแบบถ่านไฟฉายเท่านั้น พวกถ่านกล้องแบบเหลี่ยมๆไม่ว่าอะไร

# กระเป๋าถือ หรือ carry bag ทั้งหมดแม้แต่ถุงต้องมี tag กระเป๋า ขอได้ที่ counter check in เอามามัดกับกระเป๋าถือหรือเป้หรือถุง เพื่อที่เวลาผ่าน security scanner แล้ว เขาจะประทับตราให้ ถ้าไปถึง gate แล้วไม่พบป้ายนี้ต้องออกไปตรวจด้านนอกใหม่ เสียเวลาอาจตกเครื่องได้

# อย่าลืมออกไปชี้เป้าคือชี้กระเป๋าของตัวเองที่สนามบินเมืองเลห์ก่อนขึ้นเครื่อง ไม่งั้นกระเป๋าจะไม่ขึ้นเครื่องไปจุดหมายปลายทางกับคุณ แม้จะเช็คอินแล้วและมี tag แล้วก็ตาม

# อาจมีการเปิดปิดไฟเป็นบางช่วง ส่วนมากที่พักจะปั่นไฟให้ใช้ บางทีดับช่วงกลางดึก ถ้าจะชาร์ตแบตต่างๆควรรีบชาร์ตแต่หัวค่ำ หรือสอบถามที่เคาเตอร์ถึงเวลาดับไฟ

# โรคจากการป่วยในที่สูง (high-altitude sickness) อ่านได้จากเรื่อง เดินย่องๆท่องธิเบตกับต้น-วัฒน์

# การเดินทางท่องเที่ยวในแคว้นจัมปู-แคชเมียร์ส่วนมากนิยมใช้รถ 4W เพราะสมบุกสมบันไต่เขาได้ดีและถนนค่อนข้างแคบ สามารถติดต่อเช่ารถพร้อมคนขับได้ตามเอเย่นทั่วไปในเมือง เหมาเป็นวันหรือเหมาเป็นทริปก็ได้ ถามราคาดูตกวันละประมาณ 2-3 พันรูปีต่อวันแล้วแต่ว่าจะไปไหนใกล้ไกล ไม่แนะนำให้ขับเองเพราะถนนแคบมากๆและวินัยการขับของคนท้องถิ่นที่เราไม่คุ้นเคย

# หากอยากเที่ยวแบบ backpacker กันสุดโต่ง สามารถเดินทางโดยรถประจำทางได้ ตรวจสอบตารางเดินรถได้ที่ท่ารถกลางเมืองเลห์ มีหลากหลายเส้นทาง แต่อาจเข้าไม่ถึงสถานที่ท่องเที่ยวต้องลงรถและเดินต่อเอา

# คนใช้พาสปอร์ตข้าราชการไม่ต้องขอวีซ่าเข้าอินเดีย แต่ไปทะเลสาปแปงกองต้องมี tourist visa เท่านั้น (หรือทำเรื่องขออนุญาตแต่ยุ่งยากและใช้เวลานานมาก ให้ขอวีซ่าท่องเที่ยวไปจะง่ายกว่า)

# น้ำมะม่วงกล่องอร่อยมาก / หาซื้อเบียร์ตามร้านของชำทั่วไปไม่ได้เลย มีขายที่โรงแรมแต่แพง อย่าไปกินมันเลย

# สนามบินที่เดลลีมี Internet Wifi ให้ใช้ฟรี ถามรายละเอียดการเชื่อมต่อใช้งานได้ที่ประชาสัมพันธ์ (ที่มักทำหน้าตาเบื่อรำคาญตลอดเวลา)

# สนามบินเดลีมี post office ให้ส่งจม.ได้ แต่ต้องเดินหาสักหน่อย / ปณ.ที่เลห์เปิดสิบโมงเช้า


One thought on “เลห์-ลาดัคห์…ยากนักที่จะลืม (ตอนจบ)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s