คืนข้ามปีที่จอร์แดน

TRIP NEW YEAR 2012 : JORDAN  

ผ่านเดือนมหาวิปโยคมาได้ ต้องมาขัดล้างบ้านอยู่ 3 อาทิตย์ โคตรเบื่อ เลยชวนกันไปเที่ยวไหนไกลๆดีกว่า
เหนื่อยที่จะคิดจะทำโน่นนี่เองก็พึ่งทัวร์ละกัน กดไปดูเวปบ.ทัวร์เก่าที่เคยใช้บริการ เห็นมีโปรแกรมจอร์แดน 2 ที่สุดท้าย จริงเปล่าไม่รู้ เอาๆๆไปอันนี้ล่ะ
ไอ้ที่ห่วงคือวีซ่า ดีว่าจอร์แดนเป็น Visa on arrival นะ เพราะคิดจะไปตอนวันที่ 24 แล้วบิน 29 เลย ฮ่าๆๆๆ ทัวร์ทำได้
เช็คอุณหภูมิดูก็หนาวนะ ต่ำกว่า 15 ทุกวัน เออเว๊ย….ดีเหมือนกัน กรุงเทพฯมันร้อนแล้ว ไปหาหนาวแก้เซ็งดีกว่า
 

Jordan photo gallery @pbase >>http://www.pbase.com/ton_manuswee/jordan

WJORDAN
 

 29 ธันวาคม 2554 วันพฤหัสเช้ามืดก็ถึงสนามบิน ไม่ต้องทำอะไรเลยสบายจัง รับตั๋วแล้วไปเจอกันที่ gate เลยตอน 7.30 วันนี้บิน QATA เจ้าเดิม บ.นี้ชอบใช้การ์ตาจัง แต่ตามโปรแกรมที่อ่านตอนแรกเป็น Atihad นะ เค้าว่าดีเสียดายไม่ได้ลองสักที

 
     QR613 ไม่ดีเลย์ ออกจากกรุงเทพฯเวลา 08.30น. นั่งสัปหงกไปสัก 7 ชม. ก็ถึงโดฮา ลงไปเดินเปลี่ยนเครื่องแก้เมื่อยนั่งอีก 3 ชม. ก็ถึง Queen Alia International Airport, Amman  ก็นานเหมือนกันนะเนี่ยเดินทาง 10 ชม. อากาศที่อัมมานไม่หนาวจัดแต่ต้องใส่เสื้อหนาวค่ะ คาดว่าประมาณ 10 ต้นๆ วีซ่าทำง่ายมากคือไม่ต้องทำอะไรมีไกด์แลนด์มารับพาสปอร์ตไปทำให้หมด สบายจริง เลยเดินไปแลกเงินซะหน่อย วันนั้นได้เรท 100$ : 70JD แถมโดนหักค่ะธรรมเนียมไป 2JD แน่ะ ยังไม่รู้ราคาค่าครองชีพเลยแลกไปร้อยเดียวก่อน รับกระเป๋าเสร็จออกกันมาขึ้นบัสมุ่งหน้าไป Dead Sea วันนี้จะนอน Dead Sea Spa ตั้งความหวังไว้อย่างหรูว่าไปถึงบ่ายแก่ ลงไปลอยทะเลเล่น ค่อยอาบน้ำ (ในโปรแกรมก็เขียนอย่างนี้แหละ) ที่ไหนได้กว่ารถจะไปถึงที่พัก พระอาทิตย์ก็ลาโรงพอดี ทั้งๆที่เดดซีอยู่ห่างจากอัมมานไม่เท่าไหร่ นั่งรถไปชม.กว่าๆเอง แต่หน้าหนาวอย่างนี้ ห้าโมงเย็นก็มืดแล้ว ยิ่งมืดก็ยิ่งเย็นซิ กว่าจะได้กุญแจห้องมองไม่เห็นทะเลซะแล้ว เลยขึ้นห้องพักผ่อนแล้วลงมาซัดบุฟเฟต์ อาหารใช้ได้นะ มีแกะแทบทุกมื้อโชคดีว่ากินได้เลยไม่มีปัญหา เสร็จอาหารเย็นตั้งแต่หัวค่ำ ไม่รู้จะทำอะไร เลยออกไปนั่งรับลมหนาวพร้อมจิบเบียร์ Amstel จืดๆขวดละ 5 JD (ประมาณ 200 บาทแน่ะ ขวดเล็กด้วย) พร้อมฟังเพลงบรรเลงย้อนยุค 70 กันแก้เหงา สุดท้ายก็เบื่อ นอนดีกว่า พรุ่งนี้ออกสายด้วย ออก 10 โมง นอนกันให้พอ!
 
==========
 
WW-1
     30 ธันวาคม 2554 เช้าตื่นมาเล็งบรรยากาศริมทะเล ฟ้าไม่เปิดแฮะ เมฆเยอะ อากาศหนาวทีเดียวเชียว ลงไป Breakfast ก่อนค่อยว่ากันอีกที กินไปคุยกันไปสรุปว่ามาแล้วยังไงก็ต้องลง เมื่อวานกลุ่มคุณณุลงไปแล้วมืดก็ลง เพราะไม่รู้ว่าเช้านี้จะมีเวลา เอาว่ะ เช้านี้ลงก็ลง ยังไงคำแนะนำก็ให้ลงแค่ไม่เกิน 15-20 นาทีอยู่แล้ว เพราะมันเค็มมากความเข้มข้นสูงเดี๋ยวหมดแรง และระวังน้ำเข้าตาถ้าโดนให้รีบไปล้าง เข้าใจอยู่มันคงเหมือนโดนน้ำเกลืออ่ะนะคงแสบพิลึก อยากพอกโคลนก็ได้ มีบ่อโคลนฟรีอยู่แล้ว แต่เราลืม เลยลงไปแช่เรียบร้อย มันลอยได้จริงๆว๊อย! ชัยวัฒน์ตัวยักษ์ๆยังลอยเลย โอ้ว…มหัศจรรย์พันลึกจริงๆ Dead sea มันเป็นทะเลปิด เรียกง่ายๆว่าทะเลสาปแต่มันเค็มเพราะมันเคยเป็นทะเลเปิดมาก่อน พอแผ่นดินเคลื่อนแล้วกลายเป็นทะเลปิดมันเลยไม่มีการถ่ายเทเลยสะสมความเค็มไว้เต็มพิกัด เดดซีมีความเค็มถึง 30% ในขณะที่ทะเลทั่วไปมีแค่ 3% เลยทำให้ลอยได้เท้งเต้ง เราผลัดกันลงน้ำเพราะจะได้ถ่ายรูปได้ ฮ่าๆๆๆ ลงไปแค่คนละไม่ถึง 10 นาทีก็ขึ้นแล้ว ตอนขึ้นมามันหนาวเยือกเลยนะ ห่อผ้าแล้วรีบขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัว… บรื๊อ….
 
     สายๆออกเดินทางไป Mt.Nebo มันมีอะไรล่ะที่เนี่ย เปิดโพยดู มันมีไม้เท้า! ไม้เท้าโมเสส ไม่ใช่ของจริงหรอกนะ สร้างเป็นอนุสรณ์ไว้ เพราะเชื่อกันว่าโมเสสพาชาวยิวแหวกทะเลแดงข้ามมาทางนี้ แล้วมาวนเวียนจนตายที่เขานี้ มันเลยกลายเป็นที่ท่องเที่ยว นั่งรถจากเดดซีไปไม่ไกลเลย แต่ขึ้นเขาหลายโค้งอยู่ วนไปวนมาถึงด้านบนแล้วหนาวสุดๆเหอะ จากตอนเช้าที่ Dead Sea อากาศดีมาก Jacket บางๆใส่สบายเลย มาบนนี้หนาวมากลมแรงด้วย จะไม่หนาวได้ไง เพราะ Dead Sea อยู่ที่ระดับต่ำกว่าระดับน้ำทะเลถึง 400 กว่าเมตร แต่ยอดเขานี่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 700 กว่าเมตร! โอ้ว ขับขึ้นมาสูงขนาดนี้เลยเหรอ นอกจากไม้เท้าประดิษฐ์ที่ตอนนี้อยู่ในรั้วก่อสร้างแล้ว ก็มีจุดชมวิวที่ป้ายบอกแผนที่ว่าทิศทางไหนคือเยรูซาเลมไปไกลแค่ไหน ทิศไหน ไปยืนแล้วก็มโนกันไปถึงเรื่องราวการระเหเร่ร่อนของชาวยิวในอดีตกาล

 

     ทนหนาวกันสักพักก็ลงกันมา ไปต่อกันที่ Madaba เมืองแห่งโมเสค ระหว่างทางแวะร้านขายของ ให้เข้าไปชมการทำโมเสค มันก็เป็นงานละเอียดจริงๆนะ หินที่เอามาตัดเป็นชิ้นๆทำโมเสคคือหินสีธรรมชาติ ต้องเอามาคัดๆสีเพื่อใช้ตกแต่งให้เป็นภาพ โมเสคมีตั้งแต่หลักร้อยไปจนหลักหลายๆหมื่น ได้แต่เดินดูไม่ได้ซื้อ ขี้เกียจแบก วันนี้เป็นวันศุกร์สุเหร่าตรงข้ามร้านขายของคึกคักมาก เพราะคนพากันเดินไปเข้าโบส์กันเป็นแถว เลยไปนั่งริมถนนส่องเทเลถ่ายรูปเล่นสนุกกว่า อาหารกลางวันวันนี้เป็นอาหารพื้นเมืองมีแป้งทำร้อนๆมาให้ทานกับเครื่องเคียงต่างๆเยอะแยะ เหมือนที่อิยิปต์เลย แล้วค่อยมีอาหารหลักตามมา เป็นแกะย่าง ไก่ย่าง ประมาณนั้น เราทานได้ก็อิ่มไป คุณอาคุณน้าบางคนไม่ปลื้มก็ลำบากหน่อย 
 
     อิ่มหนำแล้วก็ไปเข้าเมือง Madaba กัน ไปดูโบสถ์ St. George เมืองนี้ดูเล็กๆถนนแคบๆ รถบัสต้องวนเข้าซ้ายเข้าขวาไป ดีที่ได้ส่องชีวิตผู้คนตามรายทางได้ ลงเดินต่ออีกหน่อยผ่านย่านช็อปปิ้งที่แสนเงียบ ชัยวัฒน์เลยสอยผ้าโพกหัวสีแดง Jordanian style มา 1 ผืน ในราคา 5JD คนขายบริการช่วยโพกอย่างดี เดินผ้าโพกปลิวลัดเลาะซอยไปถึงโบสถ์ เป็นโบสถ์เล็กๆ ด้านนอกไม่มีจุดเด่นอะไร เข้าไปดูด้านใน จะมี Mosaic Map ที่เป็นสัญญลักษณ์ของเมืองนี้ เป็นแผนที่เยรูซาเล็มอันศักดิ์สิทธิ์ แต่ได้เสียหายไปเยอะอยู่ ถ่ายภาพกันเล็กน้อย เดินไม่กี่ก้าวก็ทั่วโบสถ์แล้ว ก็เลยกลับกัน จะตีรถกลับเข้าอัมมาน เพื่อแวะชมเมืองอีกเล็กน้อย
 
     กว่าจะถึงอัมมานก็….ไม่นานหรอก ใกล้นิดเดียว แต่อากาศมันอึมครึมฟ้าปิดอย่างที่ว่า สี่โมงเย็นเลยดูคล้ายสักหกโมง เราขึ้นเขาไปที่ Amman Citadel ก่อนเลย จากบนนี้สามารถมองเห็นตัวเมืองได้รอบ ถ้าอากาศดีน่าจะวิวงาม นอกจากนั้นบนนี้คือบริเวณที่เคยเป็นป้อมปราการมาก่อน ยังมีซากแนวกำแพงให้เห็น มีเสาโรมันโด่เด่อยู่เป็นสัญญลักษณ์ของที่นี่ เบอร์เดิ้นกวาดต้อนพวกเราเข้าไปดูพิพิธภัณฑ์ด้านในก่อนมันจะปิด ด้านในมีข้าวของโบราณที่ขุดได้เอามาจัดแสดง ไม่มีอะไรที่โดดเด่นน่าฮือฮา ส่วนมากเป็นตะเกียงน้ำมัน เหรียญโบราณ เครื่องประดับ แต่มีโลงศพรูปร่างแปลกหน่อยไม่เคยเห็น เดินวนกัน 1 รอบก็รีบออกมาถ่ายภาพด้านนอก แม่เจ้า….ฝนตก! ถึงจะตกปรอยๆก็เหอะ ไหนใครว่าจอร์แดนแล้งมากกกก ฝนตกปีนึงไม่กี่วันไง ทำไมต้องตกวันนี้ล่ะ ยิ่งฝนลงก็ยิ่งหนาวซิ แต่ก็ยังเป็นนักท่องเที่ยวใจสู้ เดินถ่ายรูปไปเรื่อยๆจนถึงทางออก ยังเห็นนักท่องเที่ยวทยอยขึ้นมากันเรื่อยๆ แต่มันปิดแล้วนะ เลยได้แต่ยืนกันด้านหน้า พอมีจุดชมวิวได้เหมือนกัน ลงมาแล้วยังพอมีเวลาเบอร์เดิ้นเลยพาลงเดินย่านตลาด พอได้อารมณ์ คนก็คึกคักพอควรแม้จะเป็นวันศุกร์จบโปรแกรมด้วยอาหารจีนร้าน เซี่ยงไฮ้ รดชาดพอใช้ได้

==========
 
WW-2
 
     31 ธันวาคม 2554 เช้านี้ที่เมืองหลวงอัมมาน ฟ้าเรืองรองใช้ได้เลย ลงมาจัดการอาหารเช้าแล้วเตรียมตัวออกเดินทางขึ้นเหนือไป Jerash เมืองโบราณที่ยังคงมีอะไรหลงเหลือให้ดู (อะไรหนอ…) นั่งรถออกจากอัมมานมาไม่นานหรอก อย่างที่บอกว่าแต่ละเมืองมันไม่ไกลกัน เจราชอยู่ห่างจากอัมมานแค่ไม่ถึง 50 กม.เอง เลยนั่งได้สบายๆ ไปถึง Jerash ฟ้าสลดลงนิดหน่อยแต่ยังพอโอเค เมืองโบราณที่นี่กว้างมากเหอะ ควรมีเวลาสักครึ่งวันเต็มๆ จะได้เดินสบายๆ เข้าได้ทุกซอกทุกมุม แต่พวกเราอยู่กันประมาณแค่ 2 ชม.กว่าๆ ก็ได้เท่าที่ได้นะ ยิ่งเราถ่ายรูปก็ใช้เวลามากกว่าเดินเที่ยวเฉยๆด้วย เลยได้ไม่หมด อากาศไม่ถึงกับหนาวมาก แต่ก็ไม่ร้อนเพราะแดดหุบ เมฆเยอะ เราเข้าเดินเที่ยวส่วนเมืองเก่าซึ่งมีกำแพงล้อมรอบยาวสัก 7-8 กม.ได้ เดินเข้าไปเรื่อยๆ เป็นซากปรักหักพังซะ 60-70% ยังบูรณะขึ้นมาได้น้อย เดินขึ้นเนินไป The theaters มองจากด้านบนลงมาจะเห็นเขตเมืองเก่าได้ทั่ว กรุณาจินตนาการกันเอาเอง เพราะมันเหลือแต่ซาก เข้าใจคำว่า “ราบเป็นหน้ากลอง” ชัดเจนก็คราวนี้ ลองจินตนาการดูว่าถ้าบูรณะได้เยอะๆคงสู้กับกรีซหรืออินเดียได้เลยนะ 

     หลังจากเข้า theaters แล้วปีนขึ้นยอดอัฒจรรย์ชมวิวแล้ว พวกเราต่างแยกย้ายกันเดิน เข้าไปลึกสุดเท่าที่เวลามี เป็นช่วงเวลาสบายๆถ่ายรูปได้เรื่อย แหม…เวลาน้อยไปหน่อยเสียดาย กลับออกมาแวะไปรษณีย์มันอยู่ตรงทางเข้าเลยนะคะ ใครจะส่งจม.หรือโปสการ์ดแล้วหาไม่เจอมาส่งตรงนี้ได้เลยค่ะ สบายมาก ส่งโปสการ์ดไปเมืองไทยประมาณ 0.8JD กลับออกมาก็เริ่มหมดแรงเหมือนกันนะ หิวแล้วไปกินอาหารกลางวันเป็นอาหารพื้นเมืองคล้ายเมื่อวาน แต่เมื่อวานอร่อยกว่า ตอนบ่ายขึ้นเหนือไปอีกหน่อยไปที่ Ajlun ไปดูป้อมปราการอีกล่ะ Ajlun castle นี่อยู่บนยอดเขา ซึ่งพอเราไปถึงอากาศมันช่างวิปริตสิ้นดี หมกลงจนมองไม่เห็นทางเอาเลย ต้องลงรถบัสไปต่อรถหกล้อเพื่อขึ้นปราสาทอีกช่วงหนึ่ง พอลงจากรถบัสแล้วสั่นกันทีเดียว โอ๊ย…อากาศเปลี่ยนแปลงจริงจัง ขึ้นไปถึงตัวป้อมด้านบนแทบมองอะไรไม่เห็น มีแต่หมอกขาวโพลนรอบด้าน รีบเข้าด้านในดีกว่าจะได้อุ่นๆ ด้านในโล้นเลี่ยนเตียนโล่งค่ะ นอกจากห้องที่จัดวางของให้ชมแบบพิพิธภัณฑ์แล้ว ก็ไม่มีอะไรอีกเป็นห้องโล่งๆ โล่งจริงๆจินตนาการอะไรไม่ออกเลยอ่ะ เดินลัดเลาะตามห้องต่างๆไปจนถึงชั้นดาดฟ้า (จริงๆไม่ได้เยอะอะไร เดี๋ยวจะนึกว่าปราสาทใหญ่โต) ขึ้นไปด้านบนแต่มองอะไรไม่เห็นเพราะหมอกลง ยืนไปก็หนาวฟรีลงดีกว่า ไปด้านหน้าปราสาทมีคนมาขายกาแฟสด ชาสด ฮ่าๆๆๆ ไปซื้อจิบอุ่นๆ แก้วละ 1JD แน่ะ 40 บาท! สั่งชาเพราะเคยจิบกาแฟของจอร์แดนแล้วมันเข้มขมมาก คนขายถามว่าอะไรนะ ได้ยินแว่วๆว่า with milk? เลยว่า โอเช รับมาเอ๊ะ! ทำไมไม่ใส่นม งงๆ แต่ก็รับมา ก๊ากกกก มันถาม with mint? ตะหาก คนที่นี่เค้ากิน Mint tea กันค่ะ ก็แค่เด็ดใบสะระแหน่หย่อนลงไปแล้วเทชาร้อนๆลงไปใส่น้ำตาลนิดหน่อย จริงๆก็อร่อยหอมดีค่ะ

 
     กลับเข้าอัมมาน วันนี้ฉลองวันสุดท้ายของปีเก่าที่ร้านอาหารจีน อร่อยพอใช้ได้ คงเพราะหิว อิ่มแล้วกลับโรงแรมตั้งแต่ยังไม่สามทุ่ม แล้วแต่ใครอยากไปลั๊ลลาที่ไหนก็ต้องถามพี่ไกด์ถามเบอร์เดิ้นเอา แต่เรา 2 คนออกแนวขี้เกียจ เลยขึ้นห้องไปซัดเป๊ปซี่แกล้มถั่วดูหนังแขก แล้วหลับไปตั้งแต่ยังไม่เที่ยงคืน ฮ่าๆๆๆ ตกใจตื่นมาอีกที ได้ยินเสียงเพลงตึงๆๆๆ เออ…แฮะ ที่ไหนมีปาร์ตี้เนี่ย เสียงใกล้มากน่าจะแถวๆนี้ ตื่นมาอีกทีดูนาฬิกาแล้วเกือบตี 2 มันยังดังอยู่เลยแฮะ ฉลองกันยันเช้าแน่เลย 

==========
 
WW-3
 

 

      

1 มกราคม 2555 สวัสดีปีใหม่! เริ่มต้นปีใหม่ด้วยการต้มมาม่าใส่ไข่ใส่แฮม ที่ชัยวัฒน์ลงไปกวาดมาจากข้างล่าง ห้องเรามีครัวเล็กๆ เลยต้มกินกันมันส์ไป เอามานั่งกินชมวิวยามเช้าของอัมมัน วันนี้แดดดีฟ้าใส เหมือนจะบอกว่า ความมืดมัวในปีก่อนผ่านไปแล้วนะ มันผ่านไปแล้วปีนี้ต้องสดใส โฮ่! ปรัชญามั๊ย

 
     วันนี้เราจะย้ายไปนอนที่ Aqaba เมืองชายทะเลแห่งเดียวของจอร์แดน อ่อ…ไม่นับ Dead sea นะ อันนี้เป็นเมืองชายทะเลติด Red sea หรือทะเลแดง แต่ตอนเช้าเราจะไปเที่ยวที่ Kerak ก่อนไปดูป้อม(อีกแล้ว) เที่ยวจอร์แดนนี่ป้อมล้วนๆเหอะ เพียงแต่ป้อมมันไม่สวย มันพัง ไม่อลังการเหมือนป้อมปราการแถบอินเดีย (แถมเมืองโบราณกรีกโรมันก็ดันพังราบ ไม่อลังเหมือนแถวกรีซอีก) นั่งรถลงใต้ไปตามถนน Highway ใหม่ ไม่ได้ใช้ Kings Highway ที่เค้าว่ามันสวยแต่มันแคบคดเคี้ยวขึ้นเขาเพราะเสียเวลา ไปถึง Kerak ตอนสายๆ วันนี้แดดดีฟ้าแจ่มถ่ายภาพได้มันส์มาก ป้อมที่ Kerak มันเล็กมาก หรือมันเปิดให้ชมแค่นิดเดียวก็ไม่รู้ วันนี้ลมแรงมาก หมวกหลุดต้องใส่แบบไหมพรมกันเลย เดินขึ้นด้านบนวันนี้ได้ชมวิวรอบด้านเพราะฟ้าเปิด ปราสาท Kerak นี่เป็นป้อมป้องกันศัตรูในสมัยสงครามครูเสด มีชัยภูมิที่เหมาะดี มองไปไกลๆเห็น Dead sea ได้เลย ใครข้ามมาจากฝั่งนั้นก็เห็นได้ทันที การเที่ยว Kerak castle คงเป็นการขึ้นไปยืนบนป้อมฟังประวัติแล้วจินตนาการเอา เพราะตัวป้อมเองไม่มีอะไรน่าสนใจ พวกเราชมวิวกันจนพอใจก็กลับมาที่ลานจอดรถเตรียมเดินทางต่อ แต่เบอร์เดิ้นกวาดต้อนพวกเราเข้าในภัตตาคาร แล้วบอกว่า Lunch! เง้ย….สิบเอ็ดโมงเองนะ แต่ตามโปรแกรมมันให้กินที่นี่เลย เอาวะกินก็กิน เร็วไปหน่อยแต่อาหารอร่อยเลยซัดซะ 2 จาน เป็นบุฟเฟต์มีหลายอย่างด้วย 
 

 

     จากนี้ต้องนั่งรถไกลหน่อย ไกลที่สุดสำหรับทริปนี้แล้ว นั่งรถจาก Kerak ลงไปที่ Wadirum เกือบปลายสุดของประเทศเลย เราจะไปชมทะเลทรายกัน นั่งหลับไปเป็นชั่วโมงๆแวะพักรถเข้าห้องน้ำ 1 ครั้ง ไปถึงวาดิรัมเอาบ่ายแก่ทีเดียว ระหว่างทางช่วงใกล้จะถึง จะมองเห็นชาวเบดูอินตั้งแคมป์อยู่เป็นหย่อมๆ เริ่มเห็นอูฐเดินข้างทางเหมือนหมาข้างถนน ถึงแล้วแน่นอน Wadirum นี่เป็น 1 ใน World Heritage ด้วยนะ มันต้องสวยงามแน่ๆ แต่เราจะได้เห็นไอ้ที่สวยๆมั๊ย ยังสงสัย ก่อนมาก็หาข้อมูลวาดิรัมมาบ้าง เป็นท้องทะเลทรายที่สวยงามมาก โดยเฉพาะยามเช้าและยามเย็น มีภูเขาสีสันสวยงาม ลวดลายมหัศจรรย์เต็มไปหมด แต่พวกเราไปถึงก็บ่ายแก่แล้ว และเป็นเหมือนทุกวันคือพระอาทิตย์ลาโรงเร็วเหลือเกินเถอะ 
 

     พวกเราไปถึงจุดบริการนักท่องเที่ยวก็บ่ายแก่แล้ว รีบเปลี่ยนไปขึ้นรถจี๊บเพื่อตะลุยทะเลทรายกันต่อ รถที่ได้ก็จี๊บแบบ Suzuki vitara แหละ แต่ไม่เป็นแคปเป็นแค่หลังคา ตอนนั่งตะลุยทะเลทรายเลยหนาวเยือกดีแท้ ต้องควักถุงมือมาใส่เลยแหละ แดดเริ่มราแสงลง ส่องภูเขาสีชมพูสวยมากๆ แต่ได้แต่นั่งดูในรถ ถ่ายรูปไม่ค่อยได้เพราะสะเทือนสิ้นดี จุดแรกที่รถพาตะลุยทะเลทรายไปคือ ภาพเขียนก่อนประวัติศาสตร์ที่ผนังหุบเขา ประมาณผาแต้มบ้านเรา มีทั้งรูปมือ รูปแกะ รูปคนแต่มันก็ไม่น่าตื่นใจอะไร ภาพที่ผาแต้มงามกว่า จุดต่อไปเป็นจุดที่มีบ่อน้ำ แสดงให้เห็นว่ามีต้นกำเนิดน้ำจากบนภูเขาแล้วไหลงมารวมไว้ที่บ่อน้ำ ในอดีตจะมีคาราวานผ่านมาแถวนี้ก็จะแวะพักที่นี่ เพราะมีน้ำ พวกเราโอ้เอ้อยู่กันจนพระอาทิตย์ใกล้ลับเขา ก็ตะลุยกลับไปที่ศูนย์บริการ นั่งรถบัสไปที่กระโจมเพื่อทานอาหารเย็น วันนี้เป็นอาหารแบบชาวเบดูอิน ดูแล้วคงเป็นศูนย์จัดตั้งที่ทัวร์จะมาลง วันนี้ไม่ได้นั่งรอบกองไฟหรอกเพราะมันหนาวนะ แต่นั่งในเต๊นท์ มีทัวร์อยู่ 2-3 กรุ๊ป ฝรั่งทั้งนั้น 

อาหารเบดูอินไม่ต่างจากอาหารจอร์แดนที่กินทุกวันหรอก มันก็แกะย่างไก่ย่างนั่นแหละเพียงแต่มันเอาหมกทราย อารมณ์ระมาณไก่อบฟางบ้านเรา นี่หมกทรายแล้วก็ไปขุดขึ้นมาให้กิน รอบๆเต๊นท์อาหารมีห้องพักรายเรียง ลองเข้าไปชม มันทำซะสวยเลย เหมือนฮาเร็มในหนัง เค้าว่า Lawrence of Arabia มาถ่ายที่วาดิรัมนี่ทำให้ดังไปทั่วโลก แต่เราไม่เคยดู – -‘ ต้องไปหาดูซะหน่อยล่ะ….
 
     จบรายการอาหาร ก็มีการแสดงเล็กๆน้อยๆของชาวเบดูอิน คือการเต้นเพลงพื้นเมือง คนเต้นมันก็เพิ่งไปหามแกะหมกทรายมาแล่แจกมะกี้แหละ มีชุดเดียว 555 เสิร์ฟเสร็จก็มาเต้น โดยชวนนักท่องเที่ยวเต้นด้วยกัน กลุ่มเราก็โดนลากไป 2-3 คน เต้นไปเป็น 10 นาที ใช้แรงงานลูกค้าเยอะจริง 555 จากนี้ต้องนั่งรถอีกเป็นชั่วโมง ไปเข้าโรงแรมที่ Aqaba แต่ก็ไปถึงไม่ดึกเท่าที่คิดแค่สามทุ่มกว่าเอง เลยออกไปเดินเล่น ยังมีร้านขายของที่ระลึกเปิดอยู่บ้างเลยกวาดมาเพียบ เพราะตั้งแต่มายังไม่มีเวลาได้เดินสบายๆ ช็อปโน่นนี่เลย

==========
 
WW-4
 
     2 มกราคม 2555 ตื่นมาพร้อมไปล่องทะเลแดงกันล่ะวันนี้ ตามโปรแกรมเขียนว่าไปนั่งเรือท้องกระจกดูปะการังทะเลแดง เอาว่ะ ไม่ดำน้ำเพราะกลัว แต่เค้าว่าทะเลแดงนี่สวรรค์นักดำน้ำ ถึงแค่เรือท้องกระจกก็ยังดีวะขอเห็นหน่อยเหอะ ท่าเรือที่จะไปห่างจากโรงแรมนิดเดียววนรถไป 2-3 เลี้ยวก็ถึงแล้ว พอลงเรือไปทุกคนลงมานั่งล้อมกลางเรือจับจองที่เพื่อดูปะการัง แต่….แม่เจ้า สุดท้ายมันไม่มี! งงมาก ไกด์เองก็ไม่บอกเลย เดาว่าไกด์เองก็ไม่รู้ อันนี้ค่อนข้างเคือง! โปรแกรมนั่งเรือ 2 ชม.ได้ ช่วง ½ ชม.แรกก็ดูตื่นเต้นกันดีอยู่ เดินถ่ายรูปกันไป มีฉากหลังเป็นเมือง พอผ่านครึ่งชม.ไปแล้วมันไม่มีอะไรเลย ไม่มีจุดพิเศษอะไร มีภูเขา 2 ด้าน ฝั่งนึงเป็นอิยิปต์อีกฝั่งน่าจะเป็นซาอุฯ Aqaba เป็นเหมือนอ่าวเล็กๆ แล่นเรือออกไปไม่นานก็ไม่เห็น Aqaba แล้ว อีกชั่วโมงกว่าไม่รู้จะทำอะไร นั่งข้างล่างก็หนาว หนาวมากๆลมแรง เลยขึ้นไปนั่งดาดฟ้ารับแดดอุ่นๆ นั่งชมวิวพยายามกินบรรยากาศแล้ว ก็กินจนอิ่มภายในเวลา 1 ชั่วโมง อีกชั่วโมงหลังเลยนอนมันบนดาดฟ้านี่แหละ พยายามปิดทุกอย่างแล้วหน้าแขนคอ แต่ไม่สามารถป้องกันยูวีได้ เลยได้ความดำกลับมาเต็มๆ
 
     
     กลับมาถึงท่าเรือแบบเคืองๆ ขึ้นรถเข้าไปในเมืองเบอร์เดิ้นพาไปแวะช็อปิ้งในเวลา ½ ชม.! ฮาไปเหอะ จริงๆถ้ามีเวลาแค่นี้ไม่ต้องแวะเหอะ เพราะจริงๆแล้วก็คุมไม่ได้ ไหนจะซื้อของไหนจะต่อของไหนจะไปห้องน้ำ สรุปแล้วอยู่ไปร่วมชั่วโมง ที่อยากรีบกันเพราะโปรแกรมต่อไปคือไฮไลต์ของทริปนี้ “เพตรา” ซึ่งต้องนั่งรถไปอีกชั่วโมงกว่า ต้องแวะกินข้าวอีก เกรงว่าจะเหลือเวลาเที่ยวเพตราน้อย จริงๆแล้วมันควรเป็นโปรแกรมเช้า ไม่เข้าใจทำไมทำโปรแกรมบ่ายในหน้าหนาวทั้งๆที่รู้ว่ามันมืดเร็วมาก
 
     นั่งรถไปด้วยใจจดจ่อ กึ่งหลับกึ่งตื่น ช่วงแรกแดดยังส่องจนกลัวหน้าดำ ยิ่งขึ้นไปเพตราเรื่อยๆทำไมมันมืดลงๆๆ ช่วงที่รถข้ามเขาสูง มองไม่เห็นอะไรเลย หมอกขาวรอบด้าน เห็นแล้วก็ปลงตก ได้แต่หวังว่ามันแค่ทางผ่าน แต่พอลงเขาไปเข้าเขตเมืองเพตรา มันก็ยังขมุกขมัวอยู่ ตอนนี้ถึงเวลาทำใจ! แวะร้านอาหารจีนเพื่อเพิ่มพลัง มื้อนี้ทุกคนพร้อมใจกันสุดยอด ซัดโต๊ะจีนมื้อนี้ด้วยความรวดเร็ว เร็วจริงๆ ฟ้าเริ่มเปิดมีแดดส่องลงมาบ้างให้มีกำลังใจ รีบอิ่มเพื่อไปตั้งต้นหน้าทางเข้าเพตรา ซึ่งพอไปถึงแล้ว ฟ้าก็ไม่มีแสงอาทิตย์อุ่นๆลงมาสักกะนิด
     วันนี้พี่ไกด์บอกเรามาไม่รู้กี่ครั้งว่าจะให้เดินจนมืด หกโมงเย็นไปเจอกันที่รถ แต่ช่วงแรกให้เดินไปด้วยกันก่อนจะได้ฟังอะไรบ้าง พอไปถึง ไฮไลต์ของเพตราคือหน้าทางเข้าที่ มิสเตอร์โจนส์ขี่ม้าเข้าไปเห็นนั่น แล้วจะปล่อยอิสระ เพตรานี่มี่ 3-4 ช่วง ช่วงแรกคือตั้งแต่ที่ขายตั๋วเดินไปไม่ไกลถึงจุดขึ้นม้า ซึ่งค่านั่งม้านี่จะรวมในค่าตั๋วแล้ว (เค้าว่างั้น) แต่พอนั่งไปแล้วตอนลงต้องให้ทิปคนจูงม้าประมาณ 5$ โอ้วแม่เจ้า ถ้าไม่นั่งก็เดินไป ช่วงนี้ยังทำเป็นลักษณะถนน เดินผ่านภูเขาหินเตี้ยๆ ที่มีเจาะช่องไว้มันคือสุสานแต่เป็นของคนธรรมดา แค่เจาะช่องเอาศพใส่เฉยๆไม่มีสลักเสลาหน้าฮวงซุ้ย เค้ามีทำเลนแยกต่างหากด้านซ้ายมือ สำหรับคนนั่งม้า ลา หรือรถม้า ทำดีมาก คนเดินจะได้เดินได้สบายๆคนละเลนกัน
 
     เดินช่วง 2 นี้ไกลหน่อยสัก 500-600 เมตร ก็จะไปถึง ‘Siq’ มันคือช่องทางเดินในหุบเขา ถ้าเคยเห็นภาพจากสื่อต่างๆหรือหนังอินเดียนน่าโจนส์ จะจำได้ว่ามิสเตอร์โจนส์จะขี่ม้าตามโตรกผาสูงๆนั่นเข้าไป ม้าที่นั่งฟรีจะปล่อยนักท่องเที่ยวลงตรงนี้ โคตรไม่คุ้มเหอะค่าทิปโคตรแพง ก็เหมืนไม่ได้ฟรี พวกเราจึงไม่มีใครนั่ง แต่เดินชมวิวกันไปฟังเบอร์เดิ้นโม้ไป จาก Siq ถ้าใครจะนั่งม้าลาหรือรถม้าก็มีบริการอีก ต้องติดต่อเช่าไป ซึ่งเราไม่ชอบเอาเลย เพราะใน Siq มันก็คดเคี้ยวเป็นโตรกผา คนก็เดินไปมา ชมวิว ถ่ายรูป กลับต้องคอยหลบม้ากับรถม้า เพราะวิ่งห้อกันน่าดู ไม่ดีเลย บางช่วงแคบๆต้องยืนตัวลีบติดผนังเสียวมาก 

 

     วันนี้ไม่มีแดดเลย เสียดายจัง เลยไม่ได้รูปแบบแสงเงาสวยๆใน Siq เลย อยากร้องไห้ เดินไปหลบรถม้าไปเรื่อยๆถ่ายภาพไม่ได้มาก ในที่สุดก็โผล่ช่องโตรกสุดท้ายมองเห็น The Treasury หรือท้องพระคลัง Signature scene ของที่นี่ ชักภาพได้ 2 ภาพ ฝนลงซะงั้น! ไหนว่าจอร์แดนแล้ง ฝนตกน้อยมากนี่เรามาไม่ถึงอาทิตย์เจอฝนตก 2 วัน! แถมมาตกวันที่เรามาเพตรา! แม่เจ้าทำบาปกรรมใดมาหนอ! พอฝนลงเลยแตกกระเจิงกัน ณ จุดนั้นทำให้เกิดโศกนาตกรรมขึ้น (เดี๋ยวอ่านจบก็รู้) ฝนลงหนาเม็ดขึ้น แต่ทำไงได้ ไม่ได้มาได้บ่อยๆเหมือนปราสาทเมืองสิงห์ เลยต้องเดินตากฝนกันดูต่อไป ดีที่เราใส่แจ็คเก็ตแบบมีฮู๊ดกันฝนกันมาพอดี เลยค่อยยังชั่วเดินได้ แต่ถ่ายรูปยากเลนส์เปียก เดินถัดจากประตูท้องพระคลังนั่นเข้าไปด้านใน โอ้ว….แม่เจ้าหุบผามรณะชัดๆ เหมือน Valley of dead ที่อิยิปต์เลย กว้างสุดลูกหูลูกตา เสียดายฟ้าปิด
 

 

     หุบผานี้ทั้งซ้ายทั้งขวา มีแกะสลักทางเข้าสุสานเยอะแยะไปหมด ดูเหมือนซุ้มประตู ด้านซ้ายมี Theater ด้วย เลือกเดินไม่ถูกกลัวไม่ทันเวลา เลยเลือกเดินทางเดินข้างล่างไปจนสุดช่วงแรก เห็นมีไม้กั้น แต่มองไปด้านในยังไปได้อีกไกล ควรมาตั้งแต่เช้าเที่ยวมันทั้งวัน จากนั้นจึงปีนขึ้นผาด้านขวา เลาะหน้าผากลับ จะได้ชมประตูสุสานได้ใกล้ๆ แต่ละอันมันใหญ่โตมโหฬารทั้งนั้น แต่มันตื้นๆหมด เพราะด้านในเป็นหลุมศพ ไม่รู้โดนขุดสมบัติไปหมดหรือยัง จากบนเนิน เห็นแก๊งค์คุณณุเดินกลับกันยังโบกมือเรียกแต่คงไม่เห็น เพราะอยู่สูงกว่าเยอะ ดูนาฬิกามันเพิ่ง 4 โมงเองนะ เลยปล่อยเลยตามเลย เราก็เดินของเราไปเรื่อยๆ ไต่ผาไปเรื่อยๆ จนมันเริ่มจะมืดนะ กลับกันเถอะ เดินกลับมาถึง The treasury ได้ถ่ายรูปอีกครั้งคราวนี้คนว่างถ่ายสบาย อูฐนอนเรียง 3 ตัวให้ถ่ายตามสบาย คนที่นี่ไม่ดุแฮะ แต่ถ้าจะเข้าไปแอ๊คท่าถ่ายก็จ่ายเงินหน่อย แต่ถ่ายเฉยๆไม่เป็นไร อย่างนี้ที่อิยิปต์ไม่ได้เลย ยกกล้องปุ๊บแบมือปั๊บ

ชักภาพเป็นการอำลา 3-4 ภาพ (มืดแล้วนะต้องใช้ขาตั้งกล้องนะ) ก็เดินกลับออกมา ขากลับรู้สึกมันไกลจัง เดินไม่ถึงสักที รถม้าก็ตามเรียกเป็นระยะๆ แต่ไม่สนอ่ะ เดินไปๆ เสื้อหนาวเริ่มเป็นภาระจะใส่ก็ร้อนจะถอดก็หนาว เหงื่อเริ่มโชก 555 ในที่สุดก็ออกมาถึงด้านหน้า งงมาก ตลอดทางไม่เจอพวกเราเลย อิตาไกด์ก็ไม่เจอ ตกลงไปรอกันที่รถจริงๆเหรอ เดินไปเกือบถึงลานจอดรถ มองเห็นรถบัสรำไรๆไม่แน่ใจของเราหรือเปล่ากำลังเคลื่อนรถพอดี อ้อ…ใช่ตาไกด์กระโดดเหยงๆชี้ไม้ชี้มือ ไอ้เรานึกว่าเพราะเห็นเราเลยจะวนรถมารับไม่ต้องเดินขึ้นเนินไป ที่ไหนได้พอเจอกันดันมาดุเราแน่ะ! เฮ้ย…บอกว่า ”เนี่ยรถกำลังจะออกแล้ว รอกันกว่าชั่วโมง จะให้รถกลับโรงแรมก่อนแล้วรอเอาพี่นั่งแท็กซี่ไปกัน” ยกนาฬิกาดู ห้าโมงกว่ายังไม่ครึ่งด้วยซ้ำ กูมาก่อนเวลาครึ่งชั่วโมงนะ อะไรกัน ขึ้นมาบนรถป้าๆอาๆน้าๆทำหน้าเหมือนถ้าด่าได้คงด่า ไอ้เราก็งง กูผิดไรวะ บางคนถามว่าหลงทางเหรอ (คาดว่าพูดประชดนะ) เลยบอกไปว่า “ไม่หลงไม่งงแต่นัดหกโมงเย็นที่รถ นี่มาก่อนเวลานะ” เลยมีคนบอกว่า “อ๋อ…เข้าใจว่าเค้านัดหกโมงเหรอ” ต้องบอกว่า “ไม่ใช่เข้าใจว่า ไกด์นัดเราหกโมง นัดคนอื่นกี่โมงล่ะ” โอ๊ย…เบื่อจะแก้ตัว จนมาทราบทีหลังว่า ตอนมาถึง The treasury เค้านัดเวลากันใหม่บอกว่า สี่โมงครึ่งเจอกันที่รถ เห็นว่าฝนตกคงไม่ต้องเดินนาน แต่เราไม่ทราบเพราะต่างคนต่างถ่ายรูปกัน อ้าว…ป๊าดดดด งั้นใครจะไปรู้ล่ะ แต่คิดแล้วถ้าตามเวลานัดนั้นจริง ไม่ต้องได้ดูแมวอะไรหรอก ถ่ายรูปแค่หน้า The treasury แล้วก็เดินกลับเถอะ เซ็ง! นี่คือเหตุผลที่ไม่ชอบไปเที่ยวทัวร์! 

 
     เข้าที่พักซึ่งไม่ใช่ที่ให้ชื่อโรงแรมไว้ แต่อยู่ในละแวกเดียวกัน วิวน่าจะสวยพอกันแต่มาถึงมันมืดแล้ว รีบอาบน้ำแต่งตัวเพราะเปียกมาพอควรเกรงจะเปื่อยซะก่อน ลงมารับอาหารเย็นพร้อมโดนชักชวนให้ไปชม “Petra by night” ก็คุยกันมาแต่เช้าแล้ว ตอนเช้าเห็นว่าสนใจจะไปกันหลายคนอยู่ พอบ่ายได้เดินกันเข้าไปแล้วหลายคนเลยถอนตัวเพราะมันก็เดินไกลอยู่นะ ไอ้เราก็ไม่ได้ประทับใจถึงขนาดจะไปดูอีกรอบ เพราะเท่าที่ทราบก็แค่เอาตะเกียงมาจุดที่หน้า Treasury แล้วมีการแสดง ไม่เอาอ่ะขี้เกียจเดิน โดนหว่านล้อมตลอดมื้ออาหารแต่ไม่สำเร็จ 555 สุดท้ายมีไปกันอยู่ 5-6 คน ให้ขาตั้งพี่ไกด์ยืมไป แต่ยังไม่ได้เห็นรูป กลับมาเห็นว่าสวยกันพอควร แต่ไม่มีอะไรมากจริงๆมีเพลงบรรเลงอยู่แป๊บนึง มีชาให้ดื่ม แล้วจบแบบไม่รู้ตัว สั้นมาก เรานั่งเล่น wifi ที่ล็อบบี้โรงแรมเพราะไม่มีให้เล่นเลยตลอด 4-5 วันนี้ เช็คข่าวคราวบ้างเผื่อจะเปลี่ยนนายกฯไปแล้ว (ผิดหวัง กลับมามันยังอยู่อีก ด้านจริงๆ)

==========
 
WW-5
 
     3 มกราคม 2555 เช้าสุดท้ายในจอร์แดนแล้ว ตื่นมาฟ้าใสซะงั้น 555 จำได้ว่าเมื่อวานตอนเช้าอยู่ทะเลแดงก็แดดแรงฟ้าใสเชียว พอบ่ายมาเพตราเหมือนอยู่เมืองในหมอก เช้านี้มาใสปิ๊งเชียวฟ้า เค้าถึงว่ากันว่าให้มาเที่ยวตอนเช้า! วิวจากห้องโรงแรมสวยใช้ได้ตามคาด แต่ลงไปเดินที่ลานสระว่ายน้ำด้านล่างจะแจ่มกว่า หลายคนก็ลงไปถ่ายรูปกัน แต่มันหนาวได้ใจจริงเถอะ ทิวเขาใหญ่ตลอดแนวข้างหน้า ค่อยๆได้รับแสงเช้าสาดลงมาๆๆ จนกว่าเราจะออกจากโรงแรมก็ฉาบแสงทั่วทั้งหุบเขาพอดี อยากนั่งซึมซับบรรยากาศนั้นไปนานๆแต่มันหนาว ไม่ไหวจริงๆ จะใส่หลายชิ้นมากก็ไม่ไหวเดี๋ยวขึ้นเครื่องกลับแล้ว ถึงกรุงเทพฯจะปลดไม่ทัน 555
 
     ออกจากโรงแรม รถไปจอดที่จุดชมวิวให้ถ่ายภาพทิวเขาที่มองลงไปเป็นหุบผาที่เราเดินกันเมื่อวาน มองเห็นนักท่องเที่ยวเริ่มออกเดินกันแล้ว ตัวเล็กๆยิบๆยังกะมด พวกเค้าคงได้ภาพสวยๆกันนะเพราะวันนี้ฟ้าแจ่มมากมาย ชักภาพสุดท้ายกับฟ้าสีสดๆส่งท้ายกันแล้วก็นั่งรถเพื่อกลับเข้าอัมมาน วันนี้แวะกินข้าวเที่ยงเร็วอีกแล้วเถอะ กินแต่สิบเอ็ดโมง ก่อนเข้าอัมมานเบอร์เดิ้นเลยให้รถแวะจอดที่ caravan serrei ให้พวกเราเข้าไปชม จริงๆขาไปได้ผ่านแล้วชี้ให้ดูให้ถ่ายรูปกนแล้ว แต่ตอนนี้เวลาเหลือเลยแวะให้ จริงๆเกิดมาเพิ่งเคยได้ยินเนี่ยแหละ มันเป็นที่พักสำหรับพวกคาราวานสมัยก่อน การเดินทางผ่านทะเลทรายก็ต้องมีจุดแวะพักบ้าง ก็จะมีการสร้างไว้ตามรายทาง คาราวานอูฐหรือม้าก็จะมาจอดพักกัน มีการทำบ่อน้ำใหญ่ไว้เหมือนลักษณะบารายในเขมร ด้านในโล่งๆว่างๆ คงต้องก่อไฟผิงกัน เพราะกลางวันยังหนาวขนาดนี้ กลางคืนไม่ต้องจินตนาการ
 
     ไปถึงสนามบินตามกำหนดการที่วางไว้ check in เข้าไปรอกลับบ้าน ต่างคนต่างเดินช็อปปิ้งมีร้านรวงให้เดินดูอยูพอสมควร หากได้มีโอกาสกลับมาอีกทีก็คงไม่ใช่ terminal นี้แล้ว เพราะเห็นกำลังก่อสร้าง terminal ใหม่ใหญ่โตมา ใกล้จะเสร็จแล้วล่ะ ทริปจอร์แดนครั้งนี้มาแบบฉุกละหุกพอควร แถมจังหวะและดวงไม่ค่อยอำนวย อากาศขมุกขมัว มันก็ช่วยไม่ได้หรือจะต้องมาล้างตา ไม่น่า!! ไม่เอาน่า!!
 

ข้อมูลท่องเที่ยว

1$ : 32.86฿
1$ : 70 JD
 
map (1)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s