SriLanka Part-5 [Kandy]

Train to Kandy

ศรีลังกาวันที่ ๖ นั่งรถไฟสายชาจาก Ella สู่ Kandy

ทำไมเรียก “รถไฟสายชา” น่ะเหรอ ก็เพราะทางรถไฟสายนี้วิ่งผ่านหุบเขาที่เป็นแหล่งปลูกชาชั้นยอดของศรีลังกา หรือของโลกก็ว่าได้ ทางรถไฟของศรีลังกาเริ่มต้นตั้งแต่ปี 1864 โดยรัฐบาลอังกฤษสร้างไว้เพื่อใช้ในการขนส่งเมล็ดกาแฟ จากหุบเขาตอนกลางของประเทศไปโคลอมโบ แต่ธุรกิจกาแฟตกต่ำลงจนอยู่ได้ไม่นาน จากไร่กาแฟก็เปลี่ยนเป็นไร่ชา และธุรกิจไร่ชาประสบความสำเร็จอย่างสูง จนดังไปทั่วโลก ทางรถไฟสายนี้จึงใช้ขนส่งใบชาเป็นล่ำเป็นสันมาแต่ครั้งอดีต ดังนั้นจะเรียกทางรถไฟสายชาก็คงไม่ผิด

ระหว่างทางจะผ่านไร่ชาบนเนินเขา ผ่านหมู่บ้านบนเขาสูง ไปจนถึงหุบเขาที่มีที่พักหรูหราแบบอังกฤษ บางช่วงเป็นป่าสน มีหมอกลอยอ้อยอิ่ง อากาศหนาวเย็นตลอดปี ทำให้ทางรถไฟสายนี้เป็นสายยอดนิยมของนักท่องเที่ยว

ทางรถไฟสายยอดนิยมคนก็จะแน่นเป็นปกติ

พวกเราเลือกนั่งรถไฟจาก Ella ไปเมือง Kandy ที่อยู่ทางเหนือขึ้นไปอีก ใช้เวลาในรถไฟร่วม 7 ชั่วโมง ในช่วงแรก รถไฟจะวิ่งอยู่ในหุบเขามีไร่ชาตามเชิงเขาขนาบรางรถไฟไปตลอด จากนั้นทางจะขึ้นเขาสูงขึ้นไป เริ่มมีป่าสน มีหมอกปกคลุมบางช่วง มั่นใจว่าสูงแน่นอน เพราะมีกุหลาบพันปีสีแดงสดให้เห็นตามข้างทาง

ทางรถไฟจะวิ่งเลาะเลียบไร่ชาไปตลอดทาง
เริ่มขึ้นสูงไปเรื่อยๆหมอกบางๆอากาศเย็นๆ

เราจะผ่านจุดที่สูงที่สุดของรถไฟเส้นนี้ ที่อยู่ใกล้ๆสถานี Pattipola Station ด้วย จะมีป้ายบอกว่าตรงนี้คือจุดที่สูงที่สุด 1898.1 ม. เหนือระดับน้ำทะเล (ถ้านั่งมาจาก Kandy ผ่านสถานี Pattipola ออกไปจะมีป้าย ถ้ามาจาก Ella อย่างเรา ป้ายจะอยู่ก่อนถึงสถานี Pattipola หน่อยนึง พอผ่านสถานี Ohiya แล้ว เล็งข้างทางได้เลย แต่ที่เราได้รูปมานั่นคือบังเอิญสุดๆ ไปยืนถ่ายรูปตรงประตูพอดี)

กำลังมายืนถ่ายวิวภูเขา เห็นป้ายไกลๆคิดว่าใช่แน่
จุดที่สูงที่สุดของทางรถไฟสายนี้ 1898.1 ม. เหนือระดับน้ำทะเล
Pattipola Station สถานีรถไฟที่อยู่สูงที่สุดในศรีลังกา 1891 ม.จากระดับน้ำทะเล

จากนั้นทางจะเริ่มลดระดับลง แต่จะผ่านหุบเขาที่มองไปเห็นแต่ไร่ชา สวยงามสุดๆ รถไฟจอดหลายสถานี นักท่องเที่ยวก็ลงตามสถานีต่างๆ คงแวะเที่ยวหรือพักกันตามเมืองต่างๆ สถานีที่นักท่องเที่ยวลงเยอะคือ Nano Oya เพราะสามารถต่อรถไปเมือง Nuwara Eliya เมืองดังอีกเมือง สำหรับการเที่ยวชมไร่ชา

จาก Valley of Tea ทางรถไฟก็เริ่มลดระดับลงเรื่อย เป็นการวิ่งขึ้นเหนือแต่ความสูงต่ำลง อากาศหนาวเย็นเริ่มหายไป แต่ก็ไม่ร้อนมากมาย

ข้างทางเริ่มเปลี่ยนจากไร่ชาเป็นนาข้าว เป็นสวนผัก
ถึงแล้ว Kandy

เวลา 7 ชม.จาก Ella มาถึง Kandy หมดไปกับการ ลุกๆนั่งๆ วิ่งถ่ายรูปจากหน้าต่างบ้างประตูบ้าง ข้อแนะนำคือ ควรจองตู้ชั้น 3 แต่ให้จองล่วงหน้าแบบ Reserve seat จะได้ไม่ต้องคอยวิ่งแย่งที่นั่ง แต่ถ้านั่งระยะสั้นไม่กี่ชั่วโมง จะพอใจไปซื้อตั๋วที่สถานีแบบไม่ระบุที่นั่งก็ได้ เสี่ยงดวงมีที่ว่างก็นั่ง ไม่มีก็ยืน แต่พวกเราเดินทาง 7 ชม.ขอมีที่นั่งจะดีกว่า สาเหตุที่ให้จองชั้น 3 เพราะ ประตูรถไฟจะเปิดตลอดไม่มีล็อค ก็จะไปถ่ายรูปรถไฟเวลาวิ่งโค้งอ้อมเขาได้สวยงามมาก เหมือนที่เคยเห็นๆรูปกัน แถมเราอาจจะถ่ายรูปตัวเองกับแนวโค้งได้ด้วย ส่วนตู้ชั้น 2 พนักงานจะดูแลความปลอดภัยดีเกิน คอยล็อคประตูตลอด จะถ่ายรูปขบวนรถไฟต้องยื่นกล้องออกทางหน้าต่างแทน เลยได้แต่รูปรถไฟ ไม่ได้รูปคน แต่ขอเตือนว่า การถ่ายรูปตรงประตูรถไฟก็ควรระวังความปลอดภัยด้วยนะ อย่าโลดโผนจนเกินไป

มุมยอดฮิตคือนั่ง/ยืนประตูรถไฟถ่ายไปเห็นขบวนรถไฟโค้งยาวๆ
ชั้น 3 เปิดทุกประตู โผล่กันได้ตามสะดวก
ชั้น 2 โผล่กันแต่หัวจากหน้าต่าง ประตูล็อคอยู่ตลอด เผลอเป็นล็อค เจ้าหน้าที่ดูแลดีเกิน

ประเด็นเรื่องการจองตั๋วคือ จองล่วงหน้าผ่านเวปไซต์ของเอเยนต์สำหรับ Reserved Seat ก็มีการบวกค่าธรรมเนียมเป็นเรื่องปกติ จะได้ Code เอามาออกตั๋วที่สถานี ตั๋วแบบระบุที่นั่งจะเต็มเร็วเพราะเป็นเส้นทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยว ซึ่งเราเองตัดสินใจมาร่วมทริปตอนหลัง ทำให้จองตั๋วรถไฟชั้น 2 แบบระบุที่นั่งไม่ทัน เต็มก่อน น้องนิ่มหัวหน้าทริปบอกว่าไม่เป็นปัญหา ก็จองชั้น 3 ระบุที่นั่งไปแทน คิดว่าชั้น 2 ชั้น 3 ก็คงใกล้ๆกัน เดินหากันก็ได้ แต่ความจริงคือ ขบวนรถไฟยาวมาก ชั้น 2 กับชั้น 3 ที่เรานั่งห่างกันหลายตู้มาก และประตูแบ่งแต่ละชั้น คือ ชั้น 1 / 2 / 3 จะถูกล็อคไม่ให้ผู้โดยสารมั่ว น้องนิ่มผู้เสียสละไปนั่งชั้น 3 จึงถูกตัดขาดจากกันอย่างสิ้นเชิง และน้องนิ่มมารายงานผลว่า ชั้น 3 ถ่ายรูปได้ดีงามตามที่เล่าข้างบน

จองตั๋วมาจากเวป https://www.visitsrilankatours.co.uk/train-tickets-1.html
เสียค่าธรรมเนียมไป 204 Rs. มาออกตั๋วที่สถานีแบบนี้ จองได้ทั้งชั้น 1/2/3

Kandy

ถึง Kandy Train Station ตอนบ่ายแก่ๆ ออกมาเจอตุ๊กๆเรียก (ไม่ใช่เรียกตุ๊กๆนะ 555) ลองถามราคาแล้วรู้ได้ทันทีว่าประมาณ 2-3 เท่าจากความเป็นจริง เป็นเหมือนกันทั่วโลกกับเมืองใหญ่ๆ Kandy เป็นเมืองหลวงแห่งสุดท้ายในระบอบกษัตริย์ก่อนจะโดนอังกฤษเข้ามายึดครอง Kandy เป็นเมืองใหญ่รองจาก Colombo นักท่องเที่ยวเยอะ การบวกเพิ่มจึงเกิดขึ้นเหมือนทั่วโลก พวกเราจึงเดินออกนอกสถานีไปที่ริมถนนเรียกตุ๊กๆจากตรงนั้น ได้ราคามิตรภาพ และก็เป็นตามที่คาดพี่มาเฟียตุ๊กๆเดินตามมาพูดอะไรกับคนขับก็ไม่เข้าใจ แต่พอเดาได้ว่าคงไม่พอใจที่มาดักรับลูกค้าหน้าสถานี

วันนี้พอมีเวลาที่จะไปวัดพระเขี้ยวแก้วได้ หลัง Check-in เลยจัดแจงแต่งตัวกันให้เหมาะในการไปวัด คือ ไม่ใส่ขาสั้น ไม่ใส่สายเดี่ยว แขนกุด ถ้ามีชุดสีขาวก็จะดี เพราะชาวศรีลังกานิยมใส่เสื้อผ้าสีขาวไปวัด ถ้าไม่มีสีขาวก็เป็นสีสุภาพ เดินจากที่พักผ่านย่านค้าขาย ไปจนถึงทะเลสาบกลางเมือง Kandy Lake เดินเลาะทะเลสาบไปหน่อย วัดพระเขี้ยวแก้ว (Sri Dalada Maligawa หรือThe Temple of the Sacred Tooth RelicsX) อยู่ด้านข้างทะเลสาบเลย ตัววัดเปิดให้เข้าได้ตั้งแต่เวลา 05:30 ถึง 20:00 ส่วนพิพิธภัณฑ์อื่นๆก็เปิดตั้งแต่เช้าจนถึงมืด แต่ถ้าจะเข้านมัสการพระเขี้ยวแก้ว ต้องไปตามรอบเวลา มี 3 รอบคือ 05:30-7:00 / 9:300-11:00 / 06:30-20:00 ในช่วงเวลานั้นจะพิธีการโดยพระมีการสวด มีดนตรีประโคม

เข้าในพื้นที่ของวัดส่วนแรกที่เป็นลานสนามหญ้าและรูปปั้นนั่นเข้าได้เลยไม่เสียค่าเข้า เดินดูได้รอบๆ แต่ถ้าจะเข้าพื้นที่ด้านในต้องไปซื้อตั๋วด้านหลัง ไปถึงแล้วบอกคนขายว่า Thailand คนไทยจะได้ลดราคาเหลือ 1000 รูปี ราคาปกติของคนต่างชาติคือ 1500 รูปี ทำไมได้ลดน่ะเหรอ ก็เพราะไทยและศรีลังกามีความสัมพันธ์อันดีในการทำนุบำรุงพุทธศาสนาน่ะซิ

ส่วนนี้เข้าได้ตลอดเวลาไม่เสียเงิน ถ้าจะเข้าด้านในวัด ต้องไปซื้อตั๋วที่จุดขายโดยเดินอ้อมไปทางด้านขวา
ที่จุดขายตั๋วมีบอกไว้ชัดเจนว่าคนไทยได้ราคาพิเศษ 1000 รูปี เทียบเท่า พม่า อินเดีย มัลดีฟ เนปาล บังคลาเทศ ภูฏาน และอัพกานิสถาน นักท่องเที่ยวชาติอื่นๆ 1500 รูปี

พวกเรามาถึงเย็นๆ ไปซื้อตั๋วแล้วมาฝากรองเท้า แล้วเดินเข้าด้านในอย่าเพิ่งไปเดินชมอะไร ให้เดินขึ้นขั้น 2 ก็ตามคนที่เดินๆนั่นแหละ ขึ้นไปจะมีกั้นเชือกสำหรับเข้าคิว ถ้าต้องการไหว้พระเขี้ยวแก้วใกล้ๆต้องไปต่อคิว ถ้าไม่เน้นว่าอยากไปใกล้ก็ไม่ต้องต่อ สามารถเดินไปที่ลานกลางห้องได้เลย แต่ห่างจากห้องที่เก็บพระเขี้ยวแก้วพอสมควร และมีโต๊ะวางเครื่องบูชากั้นไว้อีก เอาเป็นว่าเราต่อคิวเดินไปจนถึงหน้าห้อง มองกันจะๆไม่มีใครไล่ ก็ยังไม่ได้เห็นพระเขี้ยวแก้วหรอกเห็นแต่ที่บรรจุ วันนี้พวกเราโชคดี เพราะคิวไม่ยาวมาก ยืนรอไม่นาน คิวก็เริ่มเดิน ไปถึงหน้าห้องเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้คอยไล่กดดันแบบที่หลายๆคนเล่า

เข้าไปแค่ชั้นที่ 1 ก็เร้าใจแล้ว
ต่อแถวขึ้นไปชั้น 2 ก็จะได้เดินตามๆกันไปถึงหน้าห้องที่ทำพิธี ถ้าไม่ต่อคิวก็ยืนชะเง้อตรงลานได้
ยืนหน้าประตูก็จะมองเห็นแบบนี้แหละ ไม่ได้เห็นพระเขี้ยวแก้วหรอก

จากนั้นไม่ได้เดินดูอะไรอีก เพราะหิวมาก เอาไว้วันรุ่งขึ้นจะมาอีก กลับออกมาด้านนอก หาอาหารเย็นกินกัน เพราะวันนี้ทั้งวันอยู่บนรถไฟไม่ได้กินข้าว ลืมเตรียมอาหารขึ้นไป เตือนกันไว้ หาอาหารขึ้นไปกินบนรถไฟด้วยล่ะ

วันที่ ๗ เที่ยวแบบหวานเย็นในเมืองชื่อเหมือนลูกอม Kandy

แรกได้ยินว่าจะไปเที่ยวเมืองแคนดี้ นึกว่า Candy ที่แปลว่าลูกอมขนมหวานของเด็กๆ ยังคิดว่าเมืองอะไรชื่อแปลกจริง มารู้ทีหลังว่าเป็น “Kandy” และในวิกิเขียนคำอ่านว่า “กัณฏิ” นะ ค่อยฟังดูขรึมขลังสมกับที่เป็นเมืองหลวงแห่งสุดท้ายของยุคกษัตริย์ศรีลังกา เมืองชื่อเหมือนลูกอมนี่เป็นเมืองยอดนิยมเมืองหนึ่งของนักท่องเที่ยว หลายๆคนลงเครื่องที่ Colombo แล้วก็ต่อรถไฟมาเที่ยว Kandy เลย เหมือนต่างชาติมากรุงเทพฯแล้วต่อรถไปเที่ยวเชียงใหม่ แต่จะเทียบ Kandy กับเชียงใหม่ก็ไม่ถูกนักเพราะ Kandy ไม่ได้อยู่เหนือสุดของศรีลังกา จริงๆแล้วอยู่กลางค่อนไปทางเหนือ ประมาณกำแพงเพชรเท่านั้นเอง แต่ Kandy เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวมากๆเพราะเป็นเมืองมรดกโลก เป็นทั้งเมืองเลย ตามอาคารต่างๆจะมีป้าย Unesco ติดอยู่ทุกอาคาร เป็นมรดกโลกที่มีชีวิต คนยังใช้อยู่ ใช้กิน ใช้ขายของ ใช้ทำงาน เหมือนเราหยุดวันวานไว้ แถมด้วยเป็นที่เก็บรักษาพระเขี้ยวแก้วที่มีความสำคัญต่อชาวศรีลังกาและชาวพุทธทั่วโลกอีกด้วย ผู้คนจึงหลั่งไหลกันมาที่ Kandy ตลอดทั้งปี

ยามเช้าบนดาดฟ้าที่พัก มองเห็นทิวเขาและเจดีขาวองค์โต Asgiri Maha Vihara Stupa ได้ชัด วันนี้ฟ้าสวยอีกวัน ลมเย็นจนหนาว ถึงหนาวไม่เท่า Ella แต่ก็ถือว่าอากาศค่อนข้างเย็น นั่งอ้อยอิ่งจิบกาแฟ ไปจนพอใจ วันนี้เราไม่รีบ เราไม่เน้นเที่ยวอะไรมากนัก อยากไปเดินเล่นในเมือง แล้วเข้าวัดพระเขี้ยวแก้วอีกรอบ ตั้งแต่ยังไม่มืด จะได้ถ่ายรูปได้ และรอเข้านมัสการพระเขี้ยวแก้วอีกครั้งตอน 6 โมงเย็น

จากที่พัก เดินเรื่อยๆเข้าไปในเมือง พอโดนแดดแรงๆก็มีเหงื่อซึมเหมือนกัน ย่านกลางเมืองคึกคักมาก คนเยอะรถเยอะเหมือนโคลอมโบ เดินผ่านอาคารเก่าๆหลายหลัง ดูมีเสน่ห์ไม่น้อย แวะธนาคารแลกเงินเพิ่ม ข้างในธนาคารไม่เปิดแอร์แต่ก็ไม่ร้อนอากาศเย็นสบาย พนักงานหญิงใส่ส่าหรีหมด สังเกตได้ว่าคนทั่วไปไม่ใส่ส่าหรี ใส่ชุดธรรมดาแบบ western style (ถามเจ้าของที่พักที่ Galle มา) ผู้หญิงจะใส่ส่าหรีกันเฉพาะไปงาน หรือพวกชุดทำงาน

World Heritage City อนุรักษ์ทั้งเมือง

เดินเล่นไปจนถึง Kandy Lake มีรั้วขาวล้อมรอบ ตอนเย็นๆคงเป็นที่เดินเล่นของชาวเมือง วัดพระเขี้ยวแก้วอยู่ข้างๆทะเลสาบ พวกเราเดินผ่านหน้าวัดไปทางซ้าย ผ่านตึกเก่าๆที่เป็นสำนักงานกฎหมาย มาดูโบสถ์คริสต์ St.Paul’s Church แล้วแวะจิบกาแฟร้าน Oak-ray ในอาคารสวยๆ พักร้อนหลบแดดกันพักใหญ่ เด็กในร้านพูดเก่งมาก แนะนำเมืองน้ำไหลไฟดับ เล่าประวัติโน่นนี่นั่น ชนิดว่าไกด์อาจจะรู้ไม่เท่า คนฟังก็จำได้บ้างไม่ได้บ้าง

Kandy Lake

ออกจากร้านกาแฟไปช้อปปิ้งหินสีกันหน่อย ที่นี่ดังเรื่องหินสี เราเลือกร้านใหญ่หน่อยเพราะต้องการของคุณภาพดี เข้าไปเลือกกันตาลาย สรุปว่าเลือกหินสี….ขาว Moonstone ได้กันมาคนละชิ้น คุยต่อราคากันไปมาจนคุยกันไปถึงบ้านเกิดลูกเมีย เลยถือโอกาสถามว่าถ้าเราอยากไปดู Srilanka Dance ต้องไปดูที่ไหนยังไง คนขายเลยแนะนำให้ว่า ให้เราเดินเลียบทะเลสาบไปเรื่อย จนสุดทะเลสาบ จะมีโรงแสดงอยู่ซ้ายมือ มีหลายอัน ราคาเท่าๆกันหมด แต่…. ระหว่างเดินไป จะมีคนคอยเข้ามาถามว่าจะดูโชว์มั๊ย อย่าไปพูดกับพวกนั้น ถ้าพูดด้วย  เขาก็จะเดินไปกับเราจนถึงโรงแสดงจัดแจงพาเราไปซื้อตั๋ว ซึ่งราคาตั๋วเราก็จะโดนบวกค่านายหน้าไปด้วย ให้เราเดินไปเฉยๆ ถึงโรงแสดงก็ไปซื้อตั๋วเอง

เจอรูปเมืองเก่าในร้านกาแฟ ถึงขนาดต้องเดินกลับไปมุมนั้นถ่ายรูปมาเทียบกันเลย จะเห็นว่าเปลี่ยนแปลงไปน้อยมาก

เป็นจริงอย่างที่คนขายเพชรบอก หนุ่มศรีลังกาพากันเข้ามาชวนคุย ชวนไปดู Kandyan Dance พวกเราไม่สนใจ บอกแต่จะไปหาเพื่อน ยูไม่ต้องตามมา 555 เดินไปถึงโรงแสดงมีอยู่ 2-3 อาคาร มองๆดูก่อนว่าชอบอันไหน แต่ยังไม่ซื้อตั๋วอะไร เพราะการแสดงจะเริ่มตอน 17:00 พวกเราแค่มาดูลาดเลาก่อน แล้วก็เดินกลับมาที่วัดพระเขี้ยวแก้ว เข้าไปเดินถ่ายรูปตอนแสงยังดี ตรงนี้ไม่ต้องซื้อบัตร เดินได้รอบๆ

ดอกไม้ ธูป เทียน มีขายตามริมรั้วเหมือนเมืองไทย หรือไปซื้อข้างในตรงที่ตรวจบัตรก็มีเหมือนกันแต่มีน้อย
เดินวนไปวนมาอยู่ริมทะเลสาบนี่แหละ

ได้เวลาก็เดินไปโรงแสดงที่เล็งไว้ Kandyan Cultural Center เข้าไปซื้อตั๋วที่คนขายได้ราคา 1000 รูปี ถามขอส่วนลด พี่แกบอกไม่มีจ้า คนไทยก็ไม่ลดแล้ว 55 เข้าไปด้านใน คนเต็มโรง ส่วนมากเป็นทัวร์ มองหาที่นั่งที่ไม่ได้วางป้ายจองแล้วนั่งเลย การแสดงยาวร่วมชั่วโมง พวกเราดูกันไปประมาณครึ่งโชว์ ก็ออกเพื่อไปต่อคิวเข้านมัสการพระเขี้ยวแก้ว อดดูชุดลุยไฟชุดสุดท้าย

วัดพระเขี้ยวแก้ววันนี้คนเยอะกว่าเมื่อวาน แต่เราก็ยังคงมีโชคเข้าไปคิวยังไม่ยาว ได้คิวพอๆกับเมื่อวาน ยืนรอสักพักคิวยาวหางแถววนไปข้างล่าง ได้นมัสการพระเขี้ยวแก้วใกล้ๆอีกครั้ง แต่วันนี้เดินลงมาชั้นล่างได้เข้าดูห้องต่างๆ มีข้าวของโบร่ำโบราณเก็บรักษาไว้เยอะแยะ เข้าไปในส่วน Pattirippuva Octagon tower หอคอย 6 เหลี่ยมนี้มองเห็นจากด้านนอกในทุกรูปที่ใครๆถ่ายภาพตัววัดมานั่นไง ที่นี่กษัตริย์ได้เคยใช้เป็นที่ออกพบปะประชาชน

เข้านมัสการพระเขี้ยวแก้ววันที่ 2 พอมีเวลาได้เดินดูทั่วๆด้วย
เสร็จแล้วออกมาจุดเทียนกับเติมน้ำมันด้านนอก

กลับออกมาตอนมืด ไปแวะร้าน Midland Deli ตามที่คนขายเพชรแนะนำ เป็นร้านอาหารศรีลังกาแบบคนเมืองกิน เหมือนร้านกับข้าวตักบ้านเรา ร้านใหญ่โตพอสมควร สั่งกันตามปกติ แกงไก่ แกงปลา ผัดผัก ข้าว โรตี อร่อย ดี ราคามิตรภาพอีกร้านที่อยากแนะนำ อยู่ใกล้ๆวัดพระเขี้ยวแก้วนั่นแหละ


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s