SriLanka Part-6 [Dambulla-Sigiriya]

Dambulla – Sigiriya

ศรีลังกาวันที่ ๘ เที่ยวถ้ำ Dambulla

วันนี้ย้ายเมืองอีกครั้ง จาก Kandy จะนั่งรถบัสไป Dambulla เรียกตุ๊กๆจากที่พักบอกไปส่ง Kandy Bus Station ได้ราคามาตรฐาน ดีใจไม่ต้องต่อ นั่งตุ๊กไปถึงแถวๆสถานีรถไฟแล้วเลยไปหน่อยนึงก็ปล่อยพวกเราลง ซึ่งก็น่าจะถูกต้อง เพราะที่ทำการบ้านมา สถานีรถบัสก็อยู่ใกล้ๆสถานีรถไฟ แต่มองไปมองมา มันเป็นท่ารถเมล์นี่หว่า โชคดีเจอคนใจดีอีกล่ะ ท่าทางจะเป็นนายท่าที่นั่งในป้อมเห็นพวกเราแบกเป้ทำท่างุนงง เลยเดินมาถามว่า ยูจาไปหนาย พอบอกว่าจะไป Dambulla พี่แกก็ยิ้มฟันขาวบอกว่า ต้องเดินไปอีกตรงโน้น เดินไปถึงไฟแดงแล้วเลี้ยวขวา ตรงนี้ไม่ใช่นะเธอ… ว่าแล้วเชียว

ในที่สุดก็ไปถึงท่ารถจนได้ เห็นรถบัส กับรถตู้ เขียน Dambulla  / Sigiriya ใช่แล้ว เป้าหมายที่เราจะไป เดินไปถามดู เด็กรถชี้ให้ขึ้นรถมินิบัส แต่เราอยากขึ้นรถบัสใหญ่มากกว่า แต่รถบัสไม่รู้เมื่อไหร่จะออก แต่มินิบัสบอกเต็มแล้วออกเลย เด็กรถบอกเรา 300 รูปี ขอขึ้นรถไปดูหน่อยว่าเป็นยังไง ก็ว่าใช้ได้อยู่แต่เป้เราใหญ่คนขับบอกว่าต้องซื้ออีกที่ไว้วางเป๋านะเธอ วาง 3 ใบเลย ก็ตกลง คนละ 220 รูปี เอ้า! ถูกกว่าอิเด็กรถบอกอีก รวมค่าวางกระเป๋าเป็น 880 พอดี

ไม่นานรถก็เต็ม เกินครึ่งเป็นนักท่องเที่ยว แต่ทำไมนักท่องเที่ยวมาทีหลังไม่ต้องจ่ายค่าวางกระเป๋าวะ แถมเอามาวางทับกระเป๋าเราอีก กลายเป็นเราออกค่าที่วางกระเป๋าให้ทุกคนบนรถซะงั้น แต่เอาเถอะ 220 รูปี 40 บาท เอง มินิบัสวิ่งระหว่างเมือง แวะรับคนตามป้ายแล้วแต่จะโบก ชาวศรีลังกาขึ้นๆลงๆกันตลอดทาง สักพักรถก็เต็ม แต่เขามีเก้าอี้เสริม เก้าอี้พลาสติคกลมจัดมานั่งตรงกลาง โชคดี(หรือโชคร้าย) ที่เรานั่งเบาะหน้าเลย ตรงประตู ไม่มีเก้าอี้เสริม แต่มีคนยืน ตูดสาวศรีลังกาอยู่ระดับหน้าเราพอดิบพอดี

จาก Kandy ไป Dambulla นั่งเบียดๆไป 2 ชม. เห็นป้ายอีกทีก็ Dambulla แล้ว คนขับหันมาพยักเพยิดให้ลง ก็แบกของกันลงมายืนงง (เหมือนเดิม) หันไปหันมาเจอตุ๊กๆหน้าซื่อๆ เลยถามราคาดู ตุ๊กๆ บอก 100 รูปี!! เฮ้ย! 20 บาท! ถูกจนต่อไม่ได้ 555 เอาๆ นั่งรถไปก็ไม่ไกลมาก เลี้ยวขวาเข้าไปที่พัก พวกเราซาบซึ้งในราคาที่ถูกแสนถูก เลยถามว่าถ้าจะเหมารถไปเที่ยวคิดราคายังไง คุยไปคุยมา จนสรุปว่าเดี๋ยวบ่ายนี้ให้พาเราไป Dambulla Cave แล้วไป Sigiriya แต่ยังไม่ขึ้น Sigiriya Palace นะ ไปขึ้น Small Rock ก่อน เพื่อชมวิว Sigiriya กับพระอาทิตย์ตกดิน ต่อรองราคากันได้ที่ 2000 รูปี นับเป็นกลยุทธการขายที่น่าประทับใจจริง บอกราคาส่งโรงแรมแสนถูก แบบวัดใจกันเลย และไม่ได้เสนอขายทัวร์ให้เรารำคาญใจ เอาเป็นว่าเราแพ้ความดีของเธอ 555

ถ้ำ Dambulla อยู่บนเขา ที่ต้องปีนป่ายขึ้นเนินไปพอเหงื่อซึม แต่ขอให้บรรจุในโปรแกรมการท่องเที่ยวศรีลังกาอย่างพลาดไม่ได้ เพราะเราประทับใจที่นี่มาก ตัววัดอยู่ที่เชิงเขา พวกเราไม่ได้แวะตัววัด แต่ให้พี่ตุ๊กขับขึ้นไปทางเดินขึ้นถ้ำด้านบนเลย ถ้าใครแวะเที่ยววัดก่อนก็เดินขึ้นจากวัดไปถ้ำได้เลยเหมือนกันแต่เดินไกลกว่า จากจุดจอนรถก็เดินขึ้นบันไดไปเรื่อยๆ เหนื่อยนักก็หันกลับมามองวิวภูเขาที่เขียวสบายตา ไม่นานก็ขึ้นไปถึงด้านบน จ่ายเงินค่าเข้า คนละ 1500 รูปี และต้องฝากรองเท้าอีกเช่นเคย แล้วเดินเข้าด้านใน จะเห็นทางเดินเหมือนระเบียงยาวขนานเชิงเขา ซึ่งจะมีการเจาะเขาเป็นถ้ำเข้าไป แบ่งเป็น 5 ถ้ำ เป็นถ้ำตื้นๆ แต่ยาวตามแนวเขา ด้านในมีพระพุทธรูป มีภาพวาดฝาผนังที่สวยงามประทับใจมาก

เดินกันยาวไปตามเชิงเขา มี 5 โถงให้เข้าไปได้
พระพุทธรูปหินอ่อนปางปรินิพพานในถ้ำที่ 1

ถ้ำแรก (Deva Raja Viharaya) เป็นถ้ำมีขนาดเล็กมีพระนอนองค์ใหญ่เต็มโถงถ้ำเป็นถ้ำที่เก่าแก่ที่สุด แต่ถ้ำที่เราประทับใจสุดคือถ้ำที่ 2 (Maha Raja Viharaya) ซึ่งมีโถงถ้ำขนาดใหญ่ที่สุดด้วย ภาพเขียนสีบนฝาผนังและบนเพดานถ้ำสวยงามมาก สีสรรค์ยังสดใสอยู่อย่างน่าประหลาดใจ มีพระพุทธรูปวางเรียงรอบโถงถ้ำ แล้วยังมีรูปปั้นของพระเจ้าวาลา กัมบา (Walagambahu) ซึ่งเป็นกษัตริย์พระองค์แรกที่อุปถัมภ์พุทธสถานแห่งนี้

ถ้ำที่ 2 เป็นถ้ำใหญ่ สวยงามสุดๆ

ถ้ำที่ 3 (Maha Alut Viharaya) เป็นถ้ำขนาดกลาง มีพระนอนขนาดใหญ่ 30 ฟุต และพระพุทธรูปนั่งและยืนอยู่รอบๆ แล้วก็มีรูปปั้นของพระเจ้ากีรติศรีราชสิงเห ที่เชื่อกันว่าเป็นผู้สร้างถ้ำนี้ด้วย

ต่อไปที่ถ้ำที่ 4 (Paschima Viharaya) ขนาดไม่ใหญ่นัก ด้านในมีพระพุทธรูปวางเรียงล้อมรอบเจดีย์ ภาพฝาผนังก็สวย แต่มืดและแคบ ถ่ายรูปยาก ถ้าสุดท้ายถ้ำที่ 5 (Devana Alut Viharaya) มีพระนอนองค์ใหญ่นอนเต็มความกว้างถ้ำ

ด้านในถ้าที่ 4
พระนอนในถ้ำที่ 5

ในถ้ำค่อนข้างมืดถ่ายรูปยากแต่ให้เอาขาตั้งกล้องเข้าได้ ก็พอได้ถ่ายรูป แต่ก็ถ่ายยากพอสมควร และในถ้ำร้อนมาก อบอ้าว เหงื่อไหลตัวเปียกกันเลย เดินถ่ายรูปวนไปวนมา สุดท้ายออกมานั่งรับลมด้านนอกให้เหงื่อแห้ง ก่อนจะไต่กลับลงมา

จาก Dambulla นั่งรถไปเมือง Sigiriya ที่ห่างออกไป 17 กม. ใช้เวลาประมาณ 20 นาที Sigiriya เป็นเมืองท่องเที่ยวคึกคักมากกว่า Dambulla มีนักท่องเที่ยวมาพักที่นี่ค่อนข้างเยอะ เพราะจุดเด่นของที่นี่คือพระราชวังลอยฟ้า Sigiriya ที่สร้างอยู่บน Lion Rock ซึ่งขึ้นเที่ยวตอนเช้าก็ได้ ตอนบ่ายก็ดี วันนี้เรานั่งรถเลยแยกทางเข้า Lion Rock ไปที่ Pidurangala Rock หรือเรียกง่ายๆว่า Small Rock ก่อน

จอดรถแล้วพี่ตุ๊กๆนำทีมเดินขึ้นเขามาด้วย จ่ายค่าขึ้น คนละ 500 รูปี เดินขึ้นไปจะเจอวัดก่อน เข้าไปไหว้พระนอนเอาฤกษ์เอาชัยกันก่อนจะ เดินขึ้นเขากันต่อไป

ขึ้นมาเจอวัดก่อน เข้าไปนมัสการพระนอนด้านในเอาฤกษ์เอาชัยก่อนหน่อย

จากนั้นก็เดินขึ้นเขา เป็นการขึ้นเขาที่ไม่ต่างจาก Little Adam’s Peak ที่ Ella เลย แถมร้อนกว่า เหงื่อโชกตั้งแต่ครึ่งทาง ค่อยๆไต่ไปเรื่อยๆจนถึง พระนอนองค์ใหญ่ แสดงว่าใกล้ถึงแล้ว จากตรงนั้นไป ต้องปีนป่ายมุดหินกันพอสมควร เริ่มมีคนสวนทางกลับลงมาเรื่อยๆ ส่วนมากเป็นคนท้องถิ่น เพราะเป็นวันอาทิตย์ ยิ่งช่วงเกือบถึงยอดเขา เรียกว่าคนติด คนขึ้นต้องรอ ให้คนลงๆกันมาก่อน เพราะมีทางปีนขึ้นปีนลงอยู่ซอกเดียว ช่วยกันอุ้มกันแบกคุณย่าคุณยายในส่าหรีกันอย่างสนุกสนาน

ทางขึ้นชันพอได้เหงื่อจริงๆ เริ่มเห็นสิ่งก่อสร้างอะไรไกลๆ
มาถึงพระนอน แสดงว่าใกล้ถึงยอดเขาแล้วล่ะ
ไหว้พระนอนแล้วหันหลังกลับมานะ เขียวสุดสายตาแบบนี้เห็นแล้วหายเหนื่อย

ขึ้นมาถึงยอดเขาแล้ว ลืมความเหนื่อยยากหมดสิ้น มุมมอง 360° ช่างน่าประทับใจ ลมแรงแทบกลิ้ง ยอดเขานี้ยังบริสุทธิ์ ไม่มีป้าย ไม่มีรั้ว ทุกคนระวังตัวเอง อย่าโลดโผน อย่าเสี่ยง นั่งมองป่าเขียวๆสุดลูกหูลูกตาไม่ว่าจะเดินไปมุมไหน แต่มุมสุดท้ายที่ทุกๆคนมานั่งคือมุมที่มองเห็น Lion Rock พระอาทิตย์ลูกกลมโต ด้านขวาค่อยๆลดแสงและเคลื่อนต่ำลง มันงามจนบรรยายไม่ถูก ภาพจากกล้องที่บันทึกไว้ สวยไม่ได้ครึ่งหนึ่งของภาพจริง

นั่งมอง Lion Rock จาก Small Rock

พวกเรานั่งมองจนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า แล้วก็พากันปีนลงพร้อมนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มใหญ่ เริ่มต้องเปิดมือถือหาแสงส่องทางกันบ้าง ก็ลงมาถึงที่จอดรถตอนเริ่มมืดพอดี ขอขอบคุณพี่ตุ๊กๆที่ดูแลพวกเราอย่างดีตลอดทาง

วันที่ ๙ Sigiriya วังลอยฟ้าที่น่าเศร้า

หกโมงเช้าตุ๊กๆเจ้าเก่า มารับพวกเราออกจากที่พัก มุ่งหน้าไป Sigiriya อีกรอบ คราวนี้เราเลี้ยวซ้ายเข้าไปที่ Lion Rock เพื่อปีนขึ้นไปชมพระราชวังลอยฟ้า ที่พวกเรานั่งมองมาจาก Small Rock เมื่อวานตอนเย็น

พระราชวังลอยฟ้าที่เรียกกันว่า Sigiriya เหมือนชื่อเมือง สร้างอยู่บนยอดเขาที่ว่ากันว่ามีรูปทรงคล้ายสิงโต โดยพระเจ้ากัสสปะ กษัตริย์ลังกาเมื่อพันกว่าปีที่แล้ว เรื่องน่าเศร้าของพระราชวังลอยฟ้านี้เล่าต่อกันมาว่า พระเจ้ากัสสปะทรงสร้างวังแห่งนี้หลังจากปลงพระชนม์พระบิดาที่ทรงคิดจะมอบราชบัลลังค์ให้พระอนุชาและยึดอำนาจมา สร้างวังบนยอดเขาที่สวยงามดังอยู่ในสรวงสวรรค์ ภายหลังพระอนุชายกกองทัพมาทวงคืนราชบัลลังค์โดยล้อมเขาไว้จนพระเจ้ากัสสปะหมดทางสู้ และตัดสินใจปลงพระชนชีพตัวเองบนพระราชวังแห่งนี้ ช่างเป็นบาปเป็นกรรมจริงๆ

ก่อนขึ้นเขาต้องไปซื้อบัตรราคาแสนแพง คนละ 5520 Rs. หรือ 30$ ถ้าซื้อบัตรออนไลน์มาก่อนก็จะเร็วขึ้นเพราะนักท่องเที่ยวเยอะ ต่อแถวกันซื้อตั๋วยาวเหยียด พวกเราว่ารีบมาแต่เช้าแล้วก็ยังต้องต่อแถวอยู่สักพัก เพราะทุกคนก็คิดเหมือนๆกันว่ารีบมาเช้าจะได้ไม่ร้อน

ได้ตั๋วแล้วก็เดินผ่านทางเดินยาวมุ่งหน้าไป Sigiriya Rock หรือ Lion Rock จะเจอบ่อน้ำขนาดใหญ่ขนาบซ้ายขวา ตามผังเมืองทั่วไปที่ต้องมีบ่อน้ำ หรือ บาราย เดินผ่านไปจนถึงจุดตรวจบัตรแรก ก็เริ่มเป็นบันได เดินขึ้นไปพอเหงื่อซึม

มาแต่เช้าๆแดดจะได้ไม่แรงมาก แต่ถ่ายรูปก็อาจจะไม่ได้ดั่งใจเพราะมีด้านมืดด้านสว่าง

มีป้ายบอกให้ระวังผึ้ง เพราะมีระผึ้งอยู่ตามซอกหิน เตือนว่าอย่าส่งเสียงดังให้ผึ้งรำคาญ

ไต่บันไดขึ้นมาสักพัก ก็เดินระเบียงเลาะหน้าผาไปเพื่อไต่ขึ้นบันไดวนไปจุดตรวจบัตรรอบ 2 จากนั้นต้องปีนขึ้นบันไดเวียนไปเพื่อชมภาพเขียนสีบนผนังหิน เป็นรูปนางอัปสร งดงามชดช้อยเหมือนนางอัปสราที่นครวัด แถมยังมีสีสวยสดอยู่เลย บริเวณนี้มีเจ้าหน้าที่นั่งเฝ้าอยู่เพราะห้ามถ่ายรูป ว่ากันว่าเป็นสีธรรมชาติที่วาดลงบนผนังที่ยังไม่แห้งดี สีจึงติดทนนาน

เดินบันไดวนกลับลงมา จุดต่อไปที่จะเดินผ่านคือ Mirror Wall ซึ่งเราเดินผ่านแบบไม่ได้สนใจเลย มาอ่านคำอธิบายทีหลังว่า เมื่อก่อนผนังมันจะเงาวับ ชนิดว่ากษัตริย์เดินผ่านตรงนี้ก็ส่องกระจกดูตัวเองได้ นัยว่าดูการแต่งองค์ทรงเครื่องของตัวเองได้ว่าสวยงามครบถ้วนหรือไม่ ตอนนี้มันหมองๆมัวๆ

Mirror Wall ซ้ายมือ ที่เราเดินผ่านไปเลยไม่ได้สนใจ แต่ถ่ายรูปเพราะหินด้านขวาสวยดี 55

ผ่านไปอีกหน่อยก็จะถึงทางเริ่มต้นขึ้นสู่พระราชวังจริงๆแล้ว ตรงนี้เป็นจุดที่ใครๆก็ต้องมาถ่ายรูปเพราะทางขึ้นจะมีหินแกะสลักรูปเท้าสิงห์ใหญ่ยักษ์ขนาบบันไดทางขึ้น ว่ากันว่าส่วนอื่นของสิงห์ได้หักพังตามกาลเวลาเหลือไว้แต่เท้า 2 ข้างนี้แหละที่แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพระราชวังลอยฟ้านี้

แสงลงฝั่งเดียว เท้าสิงห์เลยสว่างข้างมืดข้าง

เดินผ่านเท้าสิงห์ขึ้นบันไดไปเรื่อยๆพอให้เหงื่อซึมอีกรอบ ถึงด้านบน คือส่วนพระราชวังลอยฟ้าอันเหมือนวิมานบนสวรรค์ที่ตอนนี้เหลือเพียงซากปรักหักพังเกินกว่าเราจะจินตนาการได้ว่าสมัยนั้นมันสวยงามขนาดไหน ในตอนนี้คงเหลือแต่ทิวทัศน์มหัศจรรย์ 360° ที่เราประทับใจ เหมือนตอนขึ้น Small rock เมื่อวาน วันนี้ได้บรรยากาศเช้า ถึงแดดจะแรงแต่ลมพัดเย็น นั่งชมวิวเพลินไป

หันกลับไปเห็น Small Rock ที่พวกเราปีนขึ้นไปนั่งชมวิวเมื่อวาน
ซูมกันชัดๆ Small Rock
หลงเหลือให้พวกเราจินตนาการเพียงแค่นี้
นั่งพักเหนื่อย ชมวิวกันไปไม่รู้เบื่อ
มองกลับไปจากมุมนี้ เหมือนเป็นฐานสิงห์หมอบนะ

ป้ายตั้งไว้ว่าเป็น Throne น่าจะเป็นพระแท่นหรือบัลลังของกษัตริย์ที่ไว้นั่งชมวิวหรือชมการแสดงพวกระบำรำฟ้อน เพราะมีข้อมูลบอกว่าบนวังลอยฟ้านี้ มีแต่กษัตริย์ พระชายา และนางสนม

กลับลงมา นั่งตุ๊กๆเพื่อกลับที่พักที่ Dambulla แต่ระหว่างทางรู้สึกต้องการเพิ่มคาเฟอีนสักหน่อย เลยมองหาที่แวะ น้องนิ่มหัวหน้าทริปผู้แสนรอบรู้และตาไวบอกว่าขามาเห็นร้านนึงน่าสนใจ เลยมองหากันจนเจอ Road to Rock ชื่อเหมือนผับ ด้านหน้าดูเรียบๆเงียบๆ ให้พี่ตุ๊กๆแวะ พอเข้าด้านในไป โอ้โห… เหมือนโอเอซิสกลางทะเลทราย เห็นเครื่องชงกาแฟแล้วน้ำตาจะไหล เพราะในละแวก Dambulla – Sigiriya นี้หาได้แค่กาแฟซอง

กลับที่พักที่ Dambulla อาบน้ำแต่งตัวแล้วให้พี่ตุ๊กคนเดิมมารับไปส่งจุดขึ้นรถที่จะไป Anurathpura พี่ตุ๊กๆพาพวกเรามารอรถที่จุดเดิมที่เราลง รอส่งพวกเราขึ้นรถอย่างเรียบร้อย เป็นตุ๊กๆที่สุภาพและดูแลพวกเราดีที่สุดในทริปศรีลังกาเลยจ้า


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s