เที่ยวเท่ๆที่ยะลา เที่ยวช้าๆที่เบตง

เที่ยวเท่ๆที่ยะลา เที่ยวช้าๆที่เบตง | มิถุนายน 2565

อ.เบตง จ.ยะลา เป็นเป้าหมายของใครหลายๆคนมาเนิ่นนาน อาจเป็นเพราะเป็นจังหวัดที่ห่างไกลสุดชายแดนใต้ชิดติดประเทศมาเลเซีย ทำให้เหมือนเมืองลึกลับที่หลายคนอยากไปเห็น การจะไปถึงก็ไม่ง่ายนัก ต้องนั่งรถไฟ 20 ชม. ไปลงสถานียะลา แล้วต่อรถอีก 2 ชม. หรือนั่งเครื่องบินไปลงสนามบินหาดใหญ่ แล้วต่อรถข้ามเขาไปอีก 4-5 ชม. กว่าจะถึงเบตง แต่ความลำบากในการเดินทางอาจไม่ใช่ปัญหาเดียว หลายคนวิตกกังวลเรื่องความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนใต้ ที่มีข่าวเหตุการณ์ไม่สงบในพื้นที่อยู่บ่อยๆ

ปัจจุบันนี้ …
ททท.ส่งเสริมการท่องเที่ยวเบตง นอกจากสตรีทอาร์ทเบตงที่เพิ่มความกิ๊บเก๋ให้ตัวเมืองชายแดนแล้วยังมี สกายวอร์คอัยเยอร์เวง เป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยม แถมชูเรื่องอาหารอร่อย อย่างไก่เบตง ปลานิลสายน้ำไหล หรือวุ้นดำเบตง ล่าสุด เมษายน 2565 สนามบินเบตงเปิดบริการ มีเที่ยวบินตรงไปเบตงได้อย่างสบาย พักในเมืองก็มี Day trip จากตัวเมืองพาไปดูทะเลหมอกที่อัยเยอร์เวงได้ง่ายๆ เบตงกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวเต็มตัวแล้ว แม้จะมีจุดตรวจอยู่ตลอดทุกเส้นทาง มีเจ้าหน้าที่เดินตรวจตราทั่วไป ก็เพื่อความมั่นใจของนักท่องเที่ยว

เบตง | Betong

อ.เบตง จ.ยะลา เป็นอำเภอใต้สุดของประเทศไทย ห่างจากตัวเมืองยะลา 125 กิโลเมตร ห่างจากชายแดน ไทย-มาเลเซีย 8 กิโลเมตร ล้อมรอบไปด้วยแนวเขาสันกาลาคีรี คำว่า เบตง มาจากภาษามลายู ว่า “Buluh Betong” หมายถึง “ไม้ไผ่ขนาดใหญ่” คือ ไผ่ตง เป็นไผ่ที่มีมากในแถบนั้น ชาวเบตงประกอบด้วยคนหลากหลายเชื้อชาติศาสนา ทั้งไทยพุทธ มุสลิม ไทยเชื้อสายจีน โดยส่วนมากเป็นชาวมุสลิม รองลงมาเป็นไทยเชื้อสายจีน

“เมืองในหมอก ดอกไม้งาม ใต้สุดสยาม เมืองงามชายแดน”

ในเมืองเบตงมีอะไรน่าสนใจบ้าง

จุดเริ่มต้นที่เด่นสุดของเมืองเบตงคือ วงเวียนหอนาฬิกา กลางเมืองเบตง ใครไปใครมาก็ต้องมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ทั้งกลางวันและกลางคืน ถ้ามาช่วงเย็นเป็นต้นไปรอบวงเวียนจะได้ยินจิ๊บๆดังระงม จากเจ้านกนางแอ่นนับพันตัว ที่มาเกาะบนสายไฟรอบวงเวียน ยืนถ่ายรูปก็ระวังเจ้าถิ่นปล่อยอะไรลงมาด้วยนะ นอกจากหอนาฬิกาแล้ว หัวมุมถนนสุขยางค์กับถนนอมรฤทธิ์ ก็มีสัญญลักษณ์ของเบตงอีกอย่าง คือ ตู้ไปรษณีย์สูงและใหญ่ที่สุดในโลก ที่ใช้งานได้จริง คือหย่อนจดหมายได้จริง มีบุรุษไปรษณีย์มาเปิดตู้จริง

จากวงเวียนหอนาฬืกามองไปทางเนินเขาจะเห็นอุโมงค์รถยนต์ที่เจาะผ่านเนินเขามีชื่อเรียกทางการว่า อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ ว่ากันว่าเป็นอุโมงค์รถยนต์ลอดภูเขาแห่งแรกของประเทศไทย เปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2544 ตอนกลางวันมองเห็นแค่โค้งของปากทางเข้าอุโมงค์สีขาว แต่ถ้ามาตอนกลางคืนมีไฟประดับสวยงามตั้งแต่ปากทาง และด้านในอุโมงค์ก็มีการตกแต่งภาพจุดท่องเที่ยวในเบตงไปตลอดทาง มีทางเดิน 2 ข้างทางให้เดินเข้าไปจนทะลุอุโมงค์ได้ แต่ขอเตือน ไม่ควรลงไปยืนถ่ายรูปบนถนนนะ อันตราย

ทะลุอุโมงค์ออกมาก็จะเจอรูปปั้นไก่เบตง สัญญลักษณ์อย่างหนึ่งของเบตง กับรูปปั้นพี่ตูน ที่ปั้นไว้เป็นที่ระลึกในคราวที่พี่ตูนวิ่งระดมทุนในโครงการก้าวคนละก้าว วิ่งจากใต้สุดที่เบตง จ.ยะลาไปเหนือสุดที่แม่สาย จ.เชียงราย ถ้ามาตรงนี้ช่วงกลางคืนก็มีโคมไฟประดับแสงสีสวยงาม มีคนมานั่งเล่นมาถ่ายรูปกันเยอะ

ช่วงกลางวันถ้าไม่เดินลอดอุโมงค์ แต่เดินขึ้นเนินเขาตามทางเดินข้างอุโมงค์ไปด้านบนจะมีจุดชมวิวเมืองเบตงได้ กับมี พิพิธภัณฑ์ศิลปะ 410 เบตง ค่าเข้าชม 40 บาท ให้เข้าไปเดินดูงานศิลปะเล็กๆน้อยๆ กับมีภาพเก่าๆเรื่องราวของเมืองเบตง กับข้าวของเก่าๆให้ดู แล้วรับบัตรขึ้นจุดชมวิวบนดาดฟ้าได้ฟรี

เดินเลยพิพิธภัณฑ์ 410 ขึ้นไปบนเนินเขาด้านบนจะเจอ สวนสุดสยาม เป็นสวนสาธารณะ เป็นสนามเด็กเล่น เลยไปมีสระว่ายน้ำ มีสนามฟุตบอล เป็นโซนสุขภาพของชาวเบตงนั่นเอง เช้าๆเย็นๆมีคนมาออกกำลังกายกันเยอะ ทั้งวิ่ง ทั้งเล่นกีฬา

ตึกในตัวเมืองเบตงเป็นแบบเดียวกับหลายๆจังหวัดในภาคใต้ ที่เป็นอาคารก่ออิฐฉาบปูนบ้างอาคารไม้ผสมปูนบ้าง มีโถงทางเดินหน้าอาคารเดินต่อเนื่องกันไปได้ไม่โดนแดดโดนฝน เป็นการออกแบบอย่างชาญฉลาดตามสภาพอากาศที่กลางวันแดดร้อนมาก เย็นๆฝนตกบ่อย ทางเดินแบบนี้ทำให้ยังคงทำมาค้าขายได้ ไม่ร้อนแดดไม่เปียกฝน

เดินเที่ยวในตัวเมืองเบตง จะเห็นเจ้าหน้าที่อส. ตำรวจ ทหาร เดินอยู่ทั่วทุกที่ ตามแผนการรักษาความปลอดภัยสร้างความมั่นใจให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวของเทศบาลเมืองเบตง มีการตั้งกองกำลังพิทักษ์เมืองเบตง 4 ฝ่าย ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร อส. และกำลังภาคประชาชน ร่วมกันดูแลเมือง

ว่ากันว่าตู้ไปรษณีย์หน้าศาลาประชาคมเบตง ใหญ่กว่าตู้ตรงวงเวียนหอนาฬิกา แต่คนไม่นิยมเท่าตรงวงเวียหอนาฬิกา

เพราะเบตงมีคนหลากหลายเชื้อชาติศาสนา ก็เลยมีศาสนสถานครบครันทั้ง พุทธ คริสต์ อิสลาม และจีน

วัดนักบุญเปโตร / มัสยิดกลางเบตง

วัดโพธิสัตโตเจ้าแม่กวนอิมเบตง

วัดพุทธาธิวาส / พระพุทธธรรมกายมงคล / พระมหาธาตุเจีย์พระพุทธธรรมประกาศ

สตรีทอาร์ตเบตง | Street Art Betong

เบตงเมืองลึกลับห่างไกล เปลี่ยนภาพลักษณ์เป็นเมืองชิคๆคูลๆด้วย สตรีทอาร์ต ที่อยู่ตามผนังอาคารต่างๆในเมืองเบตง เพื่อโปรโมตงาน 111 ปี เล่าขานตำนานเมืองเบตง ตอนปี 2560 ต่อเนื่องมาถึงโครงการ “ATM Spray X Betong Street Art” ในปี 2563 โดยศิลปินกราฟฟิตี้และสตรีทอาร์ตระดับแนวหน้าของไทย ทำให้มีภาพสตรีทอาร์ตเต็มเมืองเบตงไปหมด ทุกซอกทุกซอย

การจะได้เห็นสตรีทอาร์ตเบตงได้ทั่วๆใช้วิธีเดินดีที่สุด เมืองเบตงไม่ได้ใหญ่โตมาก เดินเที่ยวได้ง่าย ยึดวงเวียนหอนาฬิกาเป็นจุดศูนย์กลาง เดินไปได้ทุกทิศทางมีสตรีทอาร์ตหมดทุกซอกทุกซอย หลายคนแนะนำว่าให้เดินช่วงกลางวันจะได้ไม่มีร้านค้ามาตั้งร้านบังสตรีทอาร์ต แต่เรากลับชอบเดินช่วงเช้า ช่วงเย็น ในตอนที่มีร้านมาเปิดขายของ มันดูมีชีวิตชีวาดีมาก หลายๆภาพบนผนังก็สะท้อนการใช้ชีวิตจริงๆของชาวเบตง รูปร้านกาแฟถ้ามาตอนเช้าก็จะได้เห็นรถเข็นชงกาแฟตั้งโต๊ะมีสภากาแฟนั่งคุยกันจริงๆ หรือผนังที่เป็นรูปผักผลไม้ยามเช้าก็มีแผงขายผักผลไม้จริงๆ ถ้ามีเวลาพอก็มาถ่ายรูปผนังเปล่าๆเทียบกับตอนมีพ่อค้าแม่ค้าดูก็ได้นะ

ภาพในหลวง ร.๙ บนผนังตึกโรงเรียนอนุบาลเบตง สวยงามมาก

ออกนอกตัวเมืองเบตงไปเที่ยว เลือกได้ตั้งแต่เช่ารถ ขับ/ขี่ เอง หรือเช่าเหมารถสองแถวเล็ก รถแท้กซี่ รถตู้ พาเที่ยว ไปเช้าเย็นกลับมานอนในเมือง หรือจะซื้อแบบ Day trip พาไปเที่ยวรวมกับนักท่องเที่ยวอื่นเป็นกรุ๊ป ราคาแล้วแต่ตกลง (ราคาเหมาประมาณ 800-1000 ต่อวัน)

ด่านพรมแดนเบตง เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวชอบไปเยี่ยมชมถ่ายรูปกับป้าย “ใต้สุดสยาม” อารมณ์เหมือนไปเที่ยวเชียงรายก็ต้องไปแม่สาย ถ่ายรูปกับป้าย เหนือสุดแดนสยาม จากตัวเมืองเบตงมีรถบัสนั่งมาถึงด่านได้ ราคา 5-60 บาท แต่ไม่แน่ใจรอบรถ ชาวบ้านบอกว่าให้ไปรอแถวหน้ารร.โมเดิร์นไทย ส่วนขากลับก็ไม่รู้ต้องรอรอบเวลาไหน นักท่องเที่ยวส่วนมากถ้าไม่มีรถก็เลยไม่ค่อยไปเพราะลองถามรถแท้กซี่ว่าเหมาไปเที่ยวด่านคิดเท่าไหร่ แท้กซี่คิด 500 บาท ดังนั้นไม่ควรจ้างรถออกไปเที่ยวด่านเฉยๆไม่คุ้ม แนะนำว่าให้เหมารถขับพาเที่ยวในเมืองไปเลย ไปด่าน แล้วพาเที่ยวจุดอื่นๆ อย่าวัดพุทธาวาส ศาลเจ้าแม่กวนอิม มัสยิดเบตง พวกนี้อยู่ห่างกันนั่งรถไปเที่ยวก็สะดวกดี

ด่านพรมแดนอยู่ห่างจากตัวเมือง 10 กม. ถนนดีใหญ่โต ขับรถไปถึงด่าน บอกเจ้าหน้าที่ว่าจะเข้าไปเที่ยวถ่ายรูปตรงป้าย เขาจะให้บัตรชั่วคราววางหน้ารถ ขับเข้าไปจอดด้านในได้ เดินไปนิดเดียวก็ถึงป้ายแล้ว มองไปเห็นเขตเมือง Perak ของมาเลเซีย เจอนักบิดชาวมาเลย์บิดข้ามด่านกลับมาเลย์เยอะมาก เพราะด่านเพิ่งเปิดให้เข้าหลังจากปิดในช่วงโควิดมาเป็นปี นักท่องเที่ยวมาเลย์เริ่มเข้ามาเที่ยวในเบตง และเลยไปถึงหาดใหญ่ ขีรถข้ามประเทศเที่ยวกันได้ง่ายๆเลย

เที่ยววงรอบโอเคเบตง

ออกจากตัวเมืองเบตงไปตามถนน 410 เส้นที่จะไปตัวเมืองยะลา จะผ่านจุดเช็คอินยอดนิยมของนักท่องเที่ยวคือ ป้ายยินดีต้อนรับสู่เบตง กับคำว่า OK BETONG วลียอดฮิตจากชื่อหนังไทย “โอเคเบตง” เมื่อหลายปีก่อนที่ทำให้คนรู้จักและอยากมาเที่ยวเมืองเบตงมากขึ้น

จากโอเคเบตงไปตามถนน 410 แยกซ้ายตรงหมู่บ้านจีนฮากกา กม. 4 ถนนจะพาไปจุดท่องเที่ยวหลายจุด คือ บ่อน้ำร้อนเบตง อุโมงค์ปิยะมิตร สวนไม้ดอกเมืองหนาวเบตง แวะทานอาหารกลางวันอาหารขึ้นชื่อที่ฟาร์มปลานิลสายน้ำไหล (โกหงิ่ว) แล้วขับต่อเป็นวงกลมกลับมาที่แยกกม. 4 กินวุ้นดำ (เฉาก๊วย) ตรงสามแยก ครบวงรอบพอดี แต่ทัวร์ส่วนมากจะเอาโปรแกรมเที่ยววงรอบนี้รวมกับการออกไปดูทะเลหมอกที่สกายวอร์คอัยเยอร์เวง ออกจากเมืองเบตงแต่เช้ามืดดูทะเลหมอกแล้วมาเที่ยววงรอบนี้ก่อนกลับเข้าเมืองเบตง ถ้าใครเที่ยวเหนื่อยๆไหวก็จัดแบบทัวร์ได้

บ่อน้ำร้อนเบตง | Betong Hot Spring

บ่อน้ำร้อนธรรมชาติ ที่ร้อนระดับ 80 องศา ต้มไข่สุกได้ น้ำร้อนมีแร่ธาตุต่างๆที่เชื่อกันว่ามีประโยชน์ต่อร่างกาย จึงมีการพัฒนาพื้นที่ สร้างเป็นบ่อน้ำให้นั่งแช่เท้า หรือเข้าไปแช่ตัวได้ในห้องส่วนตัว เป็นทางผ่านที่แวะได้ ไม่มีค่าเข้า แช่เท้าฟรี

อุโมงค์ปิยะมิตร | Piyamit Tunnel

อุโมงค์คนขุดที่เดิมเคยเป็นฐานที่มั่นของพรรคคอมมิวนิสต์มลายา ใช้เป็นที่หลบภัยและสะสมเสบียง เคยมีผู้ร่วมอุดมการณ์หรือโจรคอมมิวนิสต์มลายา (จคม.) อยู่ร่วม 200 คน หลังจากการเจรจาและให้โอกาส จคม. กลับมาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ก็ไม่ต้องหลบซ่อนอยู่ในอุโมงค์อีกต่อไป ออกมาใช้ชีวิตปกติ ตั้งเป็นหมู่บ้านปิยะมิตร ตอนหลังก็ปรับปรุงอุโมงค์เปิดให้เข้าไปเที่ยวด้านใน ได้เรียนรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ต่างๆ ค่าเข้าชม 40 บาท ต้องเดินผ่านป่าเข้าไปพอสมควรกว่าจะถึงปากถ้ำ ทางเดินดี มีบันได แต่คนสูงอายุอาจจะเดินลำบาก ก่อนเข้าถ้ำจะมีพิพิธภัณฑ์ให้เข้าไปศึกษาประวัติก่อนได้ แล้วเดินเข้าถ้ำไปดูว่าเขาใช้ชีวิตกันยังไง ถ้ำมีทางเข้าออกหลายทาง เดินเข้าไปได้เรื่อยๆตามทางที่มีแสงสว่าง เข้าลึกๆอาจเจอค้างคาวบินเฉี่ยวหัวเฉี่ยวหูไปบ้างไม่ต้องตกใจ เดินวนได้ตามชอบแต่ให้เดินไปออกทางออกที่ 1 แล้วเดินผ่านป่าต่อไปอีกไม่ไกล จะเจอต้นไม้พันปี เป็นต้นไทรใหญ่ยักษ์ แล้วเดินวนออกได้เลย

ถนนช่วงต่อจากอุโมงค์ปิยะมิตรจะเป็นทางเขาคดเคี้ยวไปมา มีฝนตกบ่อย และมีหมอกลงตลอดทั้งวัน ขับรถต้องระมัดระวัง

สวนหมื่นบุปผา สวนดอกไม้เมืองหนาวเบตง

สวนดอกไม้และโครงการปลูกดอกไม้เมืองหนาวในหมู่บ้านปิยะมิตร 2 เป็นโครงการในพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อส่งเสริมรายได้ให้กับชาวหมู่บ้านปิยะมิตรที่เป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย มีโรงเรือนทดลองปลูกไม้ดอกไม้ประดับ และมีสวนดอกไม้ กับร้านอาหาร (ฝนตกเลยไม่ได้ลงไปเดินในสวน)

นอกจากร้านอาหารตรงอุโมงค์ปิยะมิตร และสวนหมื่นบุปผาแล้ว ยังมีร้านอาหารให้แวะได้อีกคือ ฟาร์มปลานิลสายน้ำไหล (โกหงิ่ว) ใช้วิธีการเลี้ยงด้วยระบบสายน้ำไหลธรรมชาติ ทำให้ปลาไม่มีกลิ่นโคลน เนื้อแน่น ด้านในมีร้านอาหารที่ใช้ปลานิลในฟาร์มมาทำอาหาร ตักปลาสดๆจากบ่อ ทำให้เนื้อปลาหวานเนื้อแน่น ถ้ามาวันหยุดควรโทรจองโต๊ะสั่งอาหารล่วงหน้า เพราะทัวร์เยอะ เมนูยอดนิยมคือ ขลุ่ยปลานิล ปลานิลทอดผัดต้มตามสั่ง เนื้อปลานิลสดหม้อไฟ ถ้าไม่กินที่ฟาร์มไปร้านอาหารอื่นๆในเบตงก็มีปลานิลสายน้ำไหลเหมือนกัน เพราะเป็นปลาเศรษฐกิจสำคัญของเบตง

ของขึ้นชื่ออีกอย่างในเบตงคือ เฉาก๊วย ที่คนใต้เรียกกันว่า วุ้นดำ มีร้านวุ้นดำเก่าแก่อยู่ตรงสามแยกหมู่บ้านจีนฮากกา กม. 4 มี 2 ร้านอยู่คนละฝั่งถนน เลือกแวะตามสะดวก ทั้งสองร้านทำเฉาก๊วยด้วยวิธีดั้งดิม ใช้ฟืนในการต้มหญ้าเฉาก๊วย ต่างก็อ้างว่าเป็นต้นตำรับ เป็นเจ้าแรก ถ้ามาวันหยุดนักท่องเที่ยวเยอะ ช่วงบ่ายต้นๆก็อาจจะหมดได้ทั้ง 2 ร้าน

ร้านแรก เฉาก๊วยเบตง (วุ้นดำ) กม.4 (บ้านไม้) เป็นบ้านไม้เก่าตามชื่อ ร้านอยู่ฝั่งออกจากเบตง ตรงหัวมุมทางแยกเลี้ยวไปบ่อน้ำร้อนเบตง ขายเฉาก๊วยถ้วยละ 15 บาท ใส่น้ำแข็งบดราดน้ำเชื่อมหวาน เที่ยวมาร้อนๆแวะกินก็ชื่นใจดี

อีกร้าน เฉาก๊วยเบตง (วุ้นดำ) กม.4 (บ้านตึก) ร้านเป็นตึกตามชื่อนั่นแหละ ร้านนี้อยู่ฝั่งขาเข้าเบตง ขายเหมือนกันเป๊ะๆ เราชิมแล้วทั้ง 2 ร้านก็ไม่รู้สึกว่าต่างกัน

นอกจากเฉาก๊วยแล้ว ทั้ง 2 ร้านมีขนมอีกอย่างที่เราเพิ่งเคยเห็น เพิ่งเคยชิม เรียกว่า “ขนมด่าง” หน้าตาเหมือนขนมถ้วย วิธีกินต้องใส่กระเทียมเจียว ราดซีอิ๊วดำเค็มๆหวานๆ ชิมแล้วรสเหมือนแป้งข้าวเกรียบปากหม้อ อร่อยดีเหมือนกัน

เที่ยวอัยเยอร์เวง และรอบๆ

“อัยเยอร์เวง” 1 ใน 5 ตำบลของอำเภอเบตง จังหวัดยะลา “อัยเยอร์” เป็นภาษายาวี แปลว่า สายน้ำ ส่วน “เวง” เป็นแซ่ของครอบครัวชาวจีนที่อยู่ในแถบนี้มาแต่ดั้งเดิม “อัยเยอร์เวง” ตั้งเป็นตำบลตั้งแต่สมัย ร.๕ เป็นตำบลที่อยู่ห่างไกลกลางป่าฮาลา ต่อมาได้ขยับขยายหนีโจรคอมมิวนิสต์มลายามาอยู่ตรงที่ราบริมแม่น้ำปัตตานี

สกายวอร์คอัยเยอร์เวง | Skywalk Aiyerweng

เบตงเป็นเมืองในหุบเขา ออกนอกตัวเมืองไปไม่ไกลก็มีจุดชมทะเลหมอกได้ที่ ต.อัยเยอร์เวง สมัยก่อนก็มีสร้างหอชมวิวไว้ขนาดเล็กๆ มาโด่งดังมากๆตอนมีการสร้าง สกายวอร์คอัยเยอร์เวง หอคอยชมวิวสูง 45 ม. มีทั้งหมด 6 ชั้น แถมด้วยทางเดินยื่นยาวออกไปใจกลางหุบเขา และมีพื้นกระจกตรงปลายทาง สกายวอร์คอัยเยอร์เวงก็เลยกลายจุดท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับ 1 สำหรับการมาเที่ยวเบตงในช่วง 2-3 ปีหลังนี่

ด้วยสภาพแวดล้อมและสภาพอากาศที่ ป่าเยอะ ฝนตกบ่อย ความชื้นสูง ทำให้พูดกันว่า รับประกันมีหมอกทุกวัน แต่จะสวยหรือไม่สวยแล้วแต่บุญวาสนา บางวันก็หมอกแน่นเป็นปึก บางวันก็หมอกฟุ้งขาว บางวันก็หมอกน้อยลอยอ้อยอิ่ง บางวันฝนตก ทำบุญก่อนไปจะได้เจอหมอกสวยๆ ฮา… ถามว่าควรไปกี่โมงถึงจะได้ดูทะเลหมอกงามๆ ต้องถามตัวเองว่าอยากดูอะไร ถ้าอยากเห็นแค่ทะเลหมอก ไปสายหน่อยได้ หมอกอยู่ให้เห็นได้ถึง 8-9 โมงแต่ถ้าอยากได้แสงแรก สีทองสวยๆ พระอาทิตย์ลูกกลมๆเคลื่อนเลื่อนลอยขึ้นมา ก็ต้องมาแต่เช้าตั้งแต่เริ่มเปิด คือ 6 โมงเช้า แต่…อย่างที่บอกมันขี้นกับบุญวาสนา

จุดชมวิวสกายวอร์คอัยเยอร์เวงห่างจากตัวเมืองเบตง 35 กม. ใช้เวลาขับรถไปเกือบชั่วโมง ทัวร์มักให้นอนในเมือง แล้วพาออกเดินทางตั้งแต่ตีสี่ครึ่ง แต่ถ้าอยากเปลี่ยนบรรยากาศบ้างก็ไปหาที่พักใกล้ๆก็สะดวกดี เราไปพักแถวนั้น ไม่ต้องตื่นเช้ามากขับรถ 10 นาทีก็ถึงแล้ว รถทุกคันไปได้ถึงจุดจอดรถ จากนั้นต้องต่อรถของชุมชนขึ้นไป มีรถสองแถวเล็กที่ต้องรอคนเต็มถึงออก หรือมอเตอร์ไซค์ก็ขึ้นได้เลย ขาขึ้น 30 บาท ขาลง 20 บาท ทางขึ้นไม่ได้ชันมาก นั่งมอเตอร์ไซค์สนุกดีบรรยากาศก็ดีลมเย็นสบาย สกายวอร์คไม่เก็บค่าเข้าแต่มีค่าถุงหุ้มรองเท้า 40 บาท ซึ่งใช้ครั้งเดียวทิ้ง ดังนั้นถ้าจะกลับมาอีกครั้งก็เก็บกลับไปด้วยได้ อย่างเรามาเที่ยวดูบรรยากาศตอนเย็นก่อน เจ้าหน้าที่เลยบอกให้เก็บถุงรองเท้าไปด้วย ตอนเช้าก็เอากลับมาใช้ไม่ต้องเสียเงินอีกรอบ (มาตอนเย็นต้องมาก่อนเวลาปิด 4 โมงเย็นนะ)

ข้อดีของการมาตอนเย็นคือ ไม่มีใครเลย

เข้าไปด้านในแล้ว เลือกชมวิวได้ทุกชั้น สกายวอร์คอยู่ชั้น 3 ตรงทางเดินออกไปจะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแล ให้ออกไปจำนวนไม่มาก และควรอยู่ไม่เกินคนละ 10 นาที แล้วมีบันไดเดินลงไปด้านล่าง ถ้าอยากมาตรงนี้อีกก็วนมาอีกได้เรื่อยๆ ตรงปลายทางเดินเป็นพื้นกระจก ให้เดินระวังเพราะพื้นลื่น อากาศชื้นมากมีหยดน้ำตลอด ถ้าอยากถ่ายรูปทะเลหมอกเห็นระเบียงยื่นด้วยก็ขึ้นไปชั้น 4-5-6 ความจริงด้านนอกอาคารก็มีระเบียงชมวิวได้เหมือนกัน หรือเดินไปที่หอชมวิวเก่าก็ชมทะเลหมอกได้ แถมเห็นสกายวอร์คลอยอยู่กลางทะเลหมอก แปลกตาดี

จุดชมวิวเก่า ไม่สูงมาก แต่มุมเปิดกว้างเหมือนกับสกายวอร์คใหม่
มุมมองจากจุดชมวิวเก่า

ชมวิวจนพอใจก็มานั่งจิบชากาแฟท่ามกลางสายหมอกยามสายที่ร้านกาแฟใต้หมอก ถ้าหิวขึ้นมาก็มีติ่มซำนึ่งร้อนๆให้กินรองท้อง ก่อนกลับ

แถวอัยเยอร์เวง นอกจากสกายวอร์คก็มีที่เที่ยวอื่นๆอีก ให้เที่ยวได้ทั้งวัน เพื่อรอเวลาไปเข้าที่พักของพวกเราอีกคืนที่ฆูนุงซีรีปัต

น้ำตกเฉลิมพระเกียรติร.๙ (ตอนบน)

น้ำตกมีทั้งตอนบนและตอนล่าง ถ้าน้ำตกตอนล่างต้องเดินเข้าไปอีกเกือบๆกิโล ทางเข้าอยู่ทางริมคลองอัยเยอร์เวง ส่วนน้ำตกตอนบนทางเข้าอยู่ใกล้แยกทางเข้าไปสกายวอร์ค บางคนดูทะเลหมอกเสร็จตอนเช้า สายๆก็มาแวะเที่ยวน้ำตก สามารถขับรถเข้าไปได้ถึงใกล้ๆ ทางแคบหน่อยขับผ่านสวนทุเรียนเข้าไป น้ำตกขนาดไม่ใหญ่มาก ถ้าอยากเห็นผาใหญ่ๆสูงๆให้ไปน้ำตกตอนล่าง

สะพานแตปูซู

สะพานแขวนพื้นไม้ ข้ามแม่น้ำปัตตานี ตรงกม. 32 ที่ชาวบ้านใช้งานกันอยู่จริงๆ แต่เดิมชาวบ้าน 2 ฝั่งแม่น้ำต้องข้ามแพ ลำบากลำบนจนมีการรวมแรงรวมใจสร้างสะพานขึ้นมา ก็เลยเป็นที่สนใจใครผ่านมาก็แวะมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกัน

บ่อน้ำร้อนบ้านนากอ

บ่อน้ำพุร้อนที่อยู่ลึกลับเข้าไปจากถนนใหญ่พอสมควร แต่ก็มีป้ายบอกทางเป็นระยะๆ เข้าไปวันธรรมดาไม่เจอผู้คนเลย แต่สถานที่มีการพัฒนาไว้ดีมาก มีส่วนบ่อน้ำร้อนที่ไปนั่งแช่เท้าได้ แล้วก็เดินไปไม่กี่ก้าวก็เป็นลำธาร มีน้ำตกเล็กๆนั่งแช่น้ำเย็นต่อได้เลย เจอร้านขายน้ำ 1 ร้านถามน้องคนขายว่าวันหยุดมีคนมาเที่ยวบ้างหรือเปล่า น้องบอกว่าวันหยุดคนเยอะ ถ้ามีเวลาก็แวะเข้ามาได้นะ

ทะเลสาบฮาลาบาลา

ถ้ายังมีเวลาแนะนำว่ามาถึงยะลาแล้ว น่าจะได้มาชื่นชมป่าฮาลาบาลา สายเทรคกิ้งต้องใช้เวลา 2-3 วันมีเทรลเดินป่าฮาลาบาลา ป่าที่ได้ชื่อว่าอุดมสมบูรณ์ที่สุดในภาคใต้ สำหรับคนเวลาน้อยๆ ก็เลือกนั่งเรือล่องในทะเลสาบฮาลาบาลาได้ ถ้ามาลงเรือแต่เช้าๆอาจได้เห็นนกเงือกบินโฉบตามเขา ทะเลสาบจะอยู่เขตพื้นที่อ.ธารโตแล้ว คือเลยอัยเยอร์เวงขึ้นไปหน่อย

หาข้อมูลว่าจะไปลงเรือที่ไหน เห็นรีวิวว่ามีคนไปที่”ท่าเรือตาพะเยา” พวกเราก็เอาที่นี่แหละ แต่ไม่ได้โทรไปก่อน และไปวันธรรมดา ก็เลยไม่เจอใคร แต่มีป้ายโฆษณาล่องเรือแขวนอยู่ ก็โทรไปตามนั้นเลย รอไม่นานพี่เขาก็ขี่รถมา ตกลงราคาได้ที่ 600 บาท ล่องทริปโคตรสั้น 1 ชั่วโมง เพราะมาบ่ายแล้ว ได้แค่นั่งเรือชมวิว ไปไหว้พระที่เกาะทวดแล้วกลับ มีทริปยาวกว่านั้น แบบครึ่งวันแวะให้เดินเทรลสั้นๆไปน้ำตกก็มี ทริปยาวพานั่งเรือเข้าไปถึงจุดเดินป่าฮาลาบาลา เข้าไปนอน 1 คืน 2 คืนก็มี

เรือเราลำไหน แน่นอนว่าคือลำขวา

เกาะทวด เดิมเป็นเนินเขากลางหมู่บ้านมี”ศาลทวดบูเกี๊ยะ”ที่ชาวบ้านกราบไหว้กันมาเก่าแก่ ตอนนี้กลายเป็นเกาะหลังสร้างเขื่อนบางลาง บนเกาะมีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครรักษาดินแดน อ.ธารโต ตั้งฐานปฏิบัติการคอยดูแลความปลอดภัยอยู่ด้วย

หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา ๑๐

ชุมชนผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยอีกกลุ่มที่เคยเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์มลายา ไถ่ถามได้ความว่า ไม่นับเป็นพวกเดียวกันกับหมู่บ้านปิยะมิตร ที่เราไปเที่ยวอุโมงค์ปิยะมิตรวันก่อน แม้จะเริ่มต้นการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยมาลายูเหมือนกัน แต่ตอนหลังอุดมการณ์ต่างกัน ก็เลยแยกกัน ข้อสังเกตง่ายๆคือหมวกที่ต่างกัน ถ้าเป็นกลุ่มที่จุฬาภรณ์นี้หมวกจะเป็นทรง 5 เหลี่ยม ถ้าเป็นกลุ่มที่ปิยะมิตรจะเป็นหมวกเบเล่กลม ส่วนความแตกต่างทางอุดมการณ์อย่างไรก็ไม่ได้ถามละเอียด หลังจากตกลงหยุดการสู้รบตามสัญญาสันติภาพ 3 ฝ่าย รัฐก็ให้พื้นที่อยู่อาศัยและทำกิน ชื่อหมู่บ้านรัตนกิตติ ๒ ภายหลังฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ ได้มีโครงการฟื้นฟูและพัฒนาชุมชน เพื่อให้ชีวิตความเป็นอยู่ดียิ่งขึ้น จึงพระราชทานชื่อหมู่บ้านว่าจุฬาภรณ์พัฒนา มีหลายๆที่ตามเลขลำดับ

ติดต่อคนนำเที่ยวชมที่ร้านค้า จ่ายค่าดูแลสถานที่คนละ 50 บาท จะมีคนพาเที่ยวชม (ไม่งั้นเข้าไม่ได้นะ ล็อคหมดทุกที่) เริ่มต้นที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ ไกด์เป็นลูกหลานรุ่นสอง บอกเล่าเรื่องราวต่างๆได้ละเอียดยิบ จากนั้นต้องขับรถออกไปเพื่อไปดูต้นไม้พันปี ที่ต้องมีคนพาไปเพราะปิดประตูล่ามโซ่ไว้ เป็นการเดินชมป่าที่อุดมสมบูรณ์บนทางปูนอย่างดี มีคนนำทางเล่าเรื่องราวต่างๆ แนะนำพืชพันธุ์ให้รู้จัก ไฮไลต์คือต้นไม้ยักษ์ คือต้นสมพงษ์ขนาดใหญ่ โคนต้นและรากแผ่กว้างกว่า 120 ตร.ม.

ฆูนุงซีลีปัต

ชมทะเลหมอกเบตงไม่ได้มีที่สกายวอร์คอัยเยอร์เวงเท่านั้น ยอดเขาฆูนุงซีลีปัต ก็เป็นที่จุดที่ชมทะเลหมอกได้สวยงามกับวิว 360 องศา แต่ต้องใช้แรงกายและแรงใจมากกว่าสกายวอร์คที่มีลิฟต์มีบันได จะขึ้นยอดเขาฆูนุงซีรีปัตต้องเดินเท้าขึ้นเขา ระยะทางแค่ 800 ม. แต่ชันตลอดทาง อย่าเรียกว่าเดินให้เรียกว่าโหนเชือกขึ้นดีกว่า ถ้านอนในตัวเมืองเบตงก็ออกเดินทางแต่เช้ามืดเหมือนทัวร์ไปสกายวอร์ค และต้องเผื่อเวลาไต่ขึ้นยอดอีกอย่างน้อยครึ่งชม. ทางขึ้นยอดเขามี 3ทางต้องผ่านพื้นที่ของเอกชน เท่าที่ถามมาทางขึ้นที่ง่ายสุดคือผ่าน ภูนภาแคมปิ้ง ถ้าไม่พักที่นี่ก็เสียค่าผ่านทางเล็กน้อย แต่มานอนที่นี่สักคืนดีที่สุด บรรยากาศดี อากาศดี

ไม่ทันแสงแรก แต่เห็นวิวนี้ก็มีพลังเหนี่ยวเชือกเฮือกสุดท้าย

ยอดฆูนุงซีลีปัตสูงจากระดับน้ำทะเล 607 เมตร มีพื้นที่ราบยอดเขาไม่กว้างนัก ไม่แน่ใจว่ามีการควบคุมจำนวนคนขึ้นยังไงหรือเปล่า เราเลือกที่จะขึ้นไปในวันกลางสัปดาห์ ก็เลยไม่ต้องเบียดกับใคร ยอดเขาเป็นของเรา 2 คน แนะนำให้เริ่มขึ้นแต่มืด ก่อน 05:30 เดินเรื่อยๆ โหนเรื่อยๆ เหนื่อยก็หยุด ให้ขึ้นถึงด้านบนก่อน 6 โมงเช้า ถ้าทันพระอาทิตย์ขึ้นจะสวยมาก ในวันที่โขคดี ทะเลหมอกแน่นๆ ฟ้าเปิด มองไปจะเห็น สกายวอร์คอัยเวอร์เวงอยู่ไม่ไกล คนชอบทะเลหมอก นั่งชมวิวได้จนกว่าแสงอาทิตย์จะสาดเต็มๆ ควรรีบลงเพราะไม่มีร่มไม้ให้หลบ ปกติจะมีบาริสต้าขึ้นมาขายเครื่องดื่มร้อนๆยามเช้า วันที่เราไปพี่แกไม่มา เราก็เลยนั่งจิบน้ำเปล่าชมวิวจนพอใจ แล้วไต่ลงมาก่อนจะร้อนจนละลาย

ยังมีที่ให้แวะเที่ยวอยู่อีก อย่างน้ำตกละอองรุ้ง หรือเข้าไปดูหมู่บ้านทำกาแฟโบราณ กม. 36 ที่ชาวบ้านปลูกกาแฟแล้วมาแปรรูปเองแบบพื้นบ้านด้วยวิธีการตำ ถามชาวบ้านแล้วเขาว่าถ้าอยากดูต้องไปแต่เช้าๆ เขาตำกันตอนเช้า หรือสายลุยก็ไม่น่าพลาด ล่องแก่งอัยเยอร์เวง

กินอะไรในเบตง

เบตงมีไก่เบตงเป็นของขึ้นชื่อ เป็นไก่พันธุ์แลนชานที่มาจากมณฑลกวางตุ้ง เลี้ยงแบบธรรมชาติ เนื้อจะนุ่มหนังจะกรอบเป็นเอกลักษณ์ มีขายแทบทุกร้าน แต่ร้านไหนจะไก่เบตงแท้ก็ไม่รู้นะ ปลานิลสายน้ำไหลก็เป็นปลายอดนิยมมีขายหลายร้าน กบภูเขาตัวใหญ่ก็หากินได้ ผักน้ำก็เป็นผักที่แนะนำให่สั่งกินกันสะอาดกรอบอร่อยเพราะปลูกในน้ำ อาหารแนะนำส่วนมากเป็นอาหารจีน แต่อาหารใต้อย่างแกงส้มใต้ก็มี ร้านแนะนำมีเยอะมาก เท่าที่ได้กินยังไม่ถึงครึ่งของที่แนะนำกันมาเลย

ไทซีฮี้ : เปิดทุกวันตั้งแต่ 04:00
ร้านติ่มซำเจ้าดังของเบตง พิกัดอยู่ใกล้หอนาฬิกา ร้านดังคนก็เลยเยอะทัวร์ลงด้วย แต่ก็พอหาที่นั่งได้ ติ่มซำมีเยอะอร่อยราคาไม่แพง เราไม่ถนัดกินอะไรเช้าๆ เลยชิมได้ไม่กี่อย่าง จานที่ต้องชิมเพราะแปลกคือ จี้ฉ่องฝัน เป็นเส้นก๋วยเตี๋ยวราดซีอิ๊วโรยงา เฮียเจ้าของแนะนำให้กินคู่กับซุปกระดูกหมู

สุจินต์โภชนา 2 : เปิดทุกวันตั้งแต่ 06:00
ร้านเก่าแก่อีกร้านของเบตง ร้านที่ไปอยู่ใกล้หอนาฬิกาเห็นเลข 2 น่าจะเป้นสาขา 2 ขายบะกุ๊ดเต๋ เสิร์ฟพร้อมปาท่องโก๋ กับ บะหมี่เบตง ที่คลุกซ็อสสีเข้ม ดูวิธี่ทำคือลวกเส้นแล้วตักซ็อส 2-3 อย่างลงไปคลุกกับเส้น โปะด้วยหมูแดงหมูกรอบตามสั่ง อร่อยใช้ได้ เกี๊ยวกุ้งก็ดี ใหญ่เต็มปากเต็มคำ

เจริญข้าวมันไก่เบตง : เปิด 06:00 – 14:00
ไปถึงเบตงต้องไปหาชิมไก่เบตง ร้านเจริญขายไก่เบตงมา 3 รุ่นแล้ว น่าจะเชื่อถือได้ว่าไก่เบตงแท้แหละ จานแรกสั่งแบบจานรวมมา ไก่เบตง หมูแดง หมูกรอบ อร่อยหมดเกลี้ยง เลยซ้ำด้วยข้าวมันไก่อีกจาน ไก่เบตงมันนุ่มๆมันๆ ละมุนลิ้นใช้ได้เลย ร้านดังคนเยอะ แต่เขาหาที่นั่งให้ได้แหละ รีบไปก่อนบ่าย 2 ระวังไก่หมด

หมี่หน่ำ : เปิด 06.00-15.00
ร้านก๋วยเตี๋ยวน้ำใส ลูกชิ้นเนื้อ ลูกชิ้นปลา เนื้อเปื่อย เต้าหู้ยัดไส้ เขาว่ากันว่าเนื้อเปื่อยเด็ดมาก เราไปบ่ายแล้วเนื้อเปื่อยหมด ที่ร้านบอกว่าหมดตั้งแต่ 9 โมงเช้า!! อด ได้ชิมแค่ลูกชิ้นเนื้อ ซึ่งอร่อยมาก เต้าหู้ยัดไส้ก็อร่อยดี โต๊ะอื่นมีสั่งก๋วยเตี๋ยวใส่แต่เต้าหู้ยัดไส้ก็มี ร้านอยู่ติดกับเจริญข้าวมันไก่เลย

บ้านคุณชาย : เปิด 10:00 – 20:30
ร้านอาหารที่อยู่ห่างหอนาฬิกาไปหน่อย แต่พอเดินไหว เป็นหนึ่งในร้านแนะนำ ก็ไม่ผิดหวัง มา 2 คนสั่งได้แค่ 3 อย่าง อร่อยทุกอย่าง แกงส้มดอกดาหลา ผักน้ำผัดน้ำมันหอย กบภูเขาคั่วพริกเกลือ ราคาภัตตาคารแต่อาหารก็จานใหญ่แหละ คุ้มค่าควรไปลอง

น้ำแข็งใสร้านเหลือง : เปิดทุกวัน 10:00 – 22:00
ร้านขนมหวานเจ้าดังของชาวเบตง ชื่อร้านเหลืองเพราะเป็นบ้านเก่าทาสีเหลืองอยู่ริมคลองเบตง ขายขนมปังปิ้ง เครื่องดื่ม น้ำแข็งใส พิเศษที่เลือกน้ำเชื่อมได้ว่าน้ำเชื่อมใสธรรมดา หรือน้ำเชื่อมดำที่ทำมาจากน้ำตาลอ้อยเคี่ยว หรือจะราดน้ำหวานสีๆก็ได้อีก เดินเที่ยวเบตงร้อนๆมาแวะกินน้ำแข็งใสชื่นใจดี

Hlangkha Coffee Stand : เปิดทุกวัน 8:00 – 20:00
ร้านกาแฟที่อยู่ชั้นล่างของ Hlangkha Hostel – หลังคา โฮสเทล เป็น Slow bar น่ารัก มีเมล็ดกาแฟให้เลือก มีเบเกอรี่ด้วย แต่งร้านสวยเก๋ยังกับร้านกาแฟในกรุงเทพเลย พิกัดอยู่ใกล้วัดเจ้าแม่กวนอิม ไม่เหมาะกับการเดินไป เพราะอยู่บนเนินเขา ดูการตกแต่งร้านที่พักน่าจะน่ารักด้วย

Piccolo Cafe’ : เปืดทุกวัน 8:00 – 17:00
Slow bar อีกร้าน ทำเลดีอยู่กลางดงสตรีทอาร์ตกลางเมืองเลย มีเมล็ดกาแฟไทยกาแฟนอกให้เลือก คั่วเองด้วย เดินถ่ายรูปสตรีทอาร์ตร้อนๆ เข้ามาพักขาหลบแดดได้ดีเลย

ซอกคาเฟ่ Zok Cafe’ : เปิด 08:30 – 16:00
ร้านกาแฟเล็กๆที่ผ่านไปเจอ อยู่ห่างกลางเมืองเลยตลาดไปอีก นั่งเล่นมองดูคนเดินผ่านไปมาก็เพลินดี
ไจ่ไจ๋ Betong Let’s tuck into the goodies Coffee Bakery and Thai dessert : เปิด 09:00 – 18:00
ร้านคาเฟ่ชื่อยาวมาก อยู่ใกล้ตลาดเบตง ร้านสวยดี แวะซื้อเสื้อแต่ไม่ได้ชิม

ร้านอื่นๆที่แนะนำกันมามีอีกเยอะ อย่าง เซ้งติ่มซำ (เช้า), โจ๊กกบ (เห็นแต่ไม่ได้ไปกิน อยากลอง), ต้าเหยิน (ร้านดังสุดในเบตง แนะนำ เคาหยก ไก่เบตง ผัดถั่ว), ยินดีโภชนา, ร้านใบหยก, ร้าน Hantana, ครัวเบตง และอาหารตามข้างทางอีกเยอะแยะ ต้องอยู่เที่ยวสักเดือนถึงจะกินครบ

นอนที่ไหนในเบตง

Hello Hotel ที่พักหลักร้อย กลางเก่ากลางใหม่ สะอาดดี ทำเล 5 ดาว ใกล้หอนาฬิกา อยู่หน้าอุโมงค์เลย ใกล้ติ่มซำไทซีฮี๊ด้วย

Betong Merlin Hotel ที่พักราคาไม่ถึงพัน ห้องกว้าง เป็นตึกสูง วิวดี ทำเลใช้ได้ ใกล้หอนาฬิกา อยู่กลางย่านช้อปปิ้ง ผับ บาร์ คาราโอเกะ

ภูนภา แค้มปิ้ง ฆูนุงซีรีปัต เป็นจุดเดินขึ้นยอดฆูนุงฯที่ใกล้สุดและง่ายสุด ที่พักเป็นเต้นท์ 600 บาท นอน 2 คนสบายๆ วิวดีเลิศ ไม่ขึ้นยอดดอยนอนดูทะเลหมอกในหุบเขาหน้าที่พักยังได้ อย่าไปตาม google map มันจะพาหลงให้ดูป้ายเท่านั้น เข้าจากถนนใหญ่ไปลึกพอสมควร ไม่มีร้านอาหาร เตรียมไปเอง หรือสั่งกับที่พักล่วงหน้า

ริมธารรีสอร์ท อัยเยอร์เวง ที่พักหลักร้อย อยู่ กม.32 ทางเดียวกับทางเข้าน้ำตกเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ตอนล่าง มีทั้งที่กางเต้นท์และแบบเป็นห้องพัดลมแต่อยู่ริมลำธาร อากาศเย็นสบาย มีทางใกล้ไปสกายวอร์คแต่แคบคดโค้ง ไปทางถนนใหญ่ไกลกว่าแต่ถนกว้างวิ่งสบาย สรุปใช้เวลาเท่าๆกัน มีร้านอาหารตามสั่งอยู่ใกล้ๆ

อำลาเบตง

จากเบตง จะไปอ.เมืองยะลา เลือกไปได้หลายแบบ เราเลือกใช้แท้กซี่เบนซ์ รถคลาสสิคดั้งเดิมของยะลา มีคิวรถอยู่ใกล้ๆหอนาฬิกา คันหนึ่งนั่ง 4 คนๆละ 200 บาท ถ้าไม่อยากรอคนเต็มก็เหมาไปเลย 800 บาท (ซึ่งเราเหมาต่อ ให้เลยไปส่งที่ปัตตานี +เพิ่มอีก 600 ตามราคารถคิวยะลา-ปัตตานี) สะดวกดีและแวะเที่ยวได้ด้วย พี่คนขับพาแวะเที่ยวตามที่เราบอก (ถ้าไม่ออกนอกเส้นทาง) ติดต่อไปก่อนนะเขาจะได้เตรียมรถไว้

อ.เบตงอยู่ห่างจาก อ.เมือง ยะลา 125 กม. ใช้เวลานั่งรถประมาณ 2 ชม.กว่าๆ จาก เบตง จะผ่าน อ.ธารโต อ.บันนังสตา อ.กรงปินัง และเข้าอ.เมือง

สตรีทอาร์ตธารโต | Street art Than To

พี่คนขับแวะให้ถ่ายรูป น่าจะเพราะเราบอกไว้ว่าจะแวะถ่ายรูปสตรีทอาร์ตในเมืองยะลา พี่คนขับเลยบอกแถวธารโตก็มีนะ จอดให้ถ่ายรูป เป็นภาพวาดบนรั้วโรงเรียนนิคมสร้างตนเองธารโต ก็น่ารักดี ส่วนมากเป็นรูปชาวซาไก เพราะมีชุมชนชาวซาไกอาศัยอยู่ในเขตอ.ธารโตเยอะ สมัยก่อนมีคนมาเที่ยวเพื่อดูชาวซาไก ที่เคยเรียกกันว่า เงาะป่าซาไก ตอนที่ยังอยู่กันในป่า แต่ตอนนี้พี่คนขับบอกว่าซาไกก็อยู่บ้านและแต่งตัวเหมือนคนทั่วไปแล้ว

เมืองยะลา | Yala

ยะลา จังหวัดใต้สุดของประเทศไทย เป็นจังหวัดเดียวในภาคใต้ที่ไม่ติดทะเล สนามบินที่ใกล้ที่สุดคือสนามบินหาดใหญ่ มีคิวรถจากหาดใหญ่มา ยะลาอีกต่อหนึ่ง หรือนั่งรถไฟสายใต้ 1,039 กิโลเมตร จากกรุงเทพฯมาลงสถานียะลา หรือนั่งรถทัวร์ระยะทางไม่ต่างกับรถไฟ นั่ง/นอนกันร่วม 20 ชม.

พี่แท้กซี่พามาแวะคิวแท้กซี่เบนซ์ยะลา เพราะแกต้องมาลงชื่อว่าพาผู้โดยสารมาจากเบตงและจะพาไปส่งปัตตานีต่อเลย เลยได้เห็นแท้กซี่สีชมพู สวย เปรี้ยว เก๋ เท่ห์มาก คิวแท้กซี่อยู่เลยสถานีรถไฟมาไม่ไกลมาก ต้องผ่านตลาดนัดเสื้อผ้าขนาดใหญ่มา ใครจะเดินทางไปเบตง ไปปัตตานี หรือจะไปหาดใหญ่ มาตรงนี้ได้ เรียกรถตุ๊กๆจากสถานีรถไฟให้มาส่ง หรือโทรติดต่อแท้กซี่ไว้เลย ให้เขาไปรับได้

ว่ากันว่า เมืองยะลามีการจัดวางผังเมืองแบบใยแมงมุมที่สวยที่สุดในประเทศไทย แต่ทำยังไงจะได้เห็นนอกจากบินโดรน เท่าที่พี่แท้กซี่พาขับรถชมเมือง ก็เห็นว่าเมืองยะลาเป็นเมืองคึกคัก รถเยอะ คนเยอะ ไม่มีเวลามากนักในตัวเมือง ตั้งใจแค่แวะถ่ายรูปสตรีทอาร์ต ให้พี่คนขับพาไปแถวถนนนวลสกุล แล้วเดินเล่นถ่ายรูปเล่นละแวกนั้น

สตรีทอาร์ตเมืองยะลา | Street Art Yala “Bird City Street Art”

สตรีทอาร์ตเมืองยะลามีชื่อทางการว่า “Bird City Street Art” เปิดตัวเมื่อปี 2560 ภายใต้แนวคิด เสพศิลป์ ถิ่นบินหลา ตั้งชื่อเกี่ยวกับนกเพราะยะลาเป็นเมืองนก นิยมเลี้ยงนกกันมาแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน สตรีทอาร์ตส่วนมากก็เลยมีนกเป็นองค์ประกอบร่วม รูปเด่นๆของสตรีทอาร์ตยะลา คือน้องมาร์ดี 3 ตา ฝีมือ Alex Face แล้วก็รูปช้างบนกำแพงตึกที่สื่อถึงช้างประจำรัชกาลที่ ๙ และที่ต้องมีคือภาพพี่ตูน

เท่าที่อ่านเจอ สตรีทอาร์ตเมืองยะลามี 14 จุด อยู่ในบริเวณเดียวกันหมดแถบถนนนวลสกุล ซึ่งไม่ได้อยู่กลางเมืองเหมือนสตรีทอาร์ตเบตง แถบนี้จะห่างออกมาและค่อนข้างเงียบ แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยวน่ากลัวอะไร

เที่ยวยะลาครบตามตั้งใจแล้ว นั่งรถต่อไปปัตตานี

สรุป!!!

เที่ยวเบตง เกือบๆ 4 วัน กับอีก 4 คืน แล้วไปเมืองยะลา เที่ยวได้ประมาณนี้


One thought on “เที่ยวเท่ๆที่ยะลา เที่ยวช้าๆที่เบตง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s