GEORGIA TRIP #2 Kazbegi – Mtskheta – Gori – Kutaisi
End of October 2025
ทริปจอร์เจีย 12 วัน ถือว่าเป็นทริปยาวพอสมควร ไม่สามารถรีวิวให้ครบได้ใน 1 โพสต์ จึงขอแบ่งเป็น 3+1 ตอนแล้วกัน
- Gorgeous Georgia #1 : Tbilisi
- Gorgeous Georgia #2 : Kazbegi – Mtskheta – Gori – Kutaisi
- Gorgeous Georgia #3 : Mestia – Ushguli – Batumi
- Things to Know about Georgia
ตอนที่ 1 ลุยทบิลิซี 2 วันเต็มๆ ตอนที่ 2 เปิด Road Trip กันยาวๆ ขับออกจากทบิลิซี ขึ้นทางเหนือ ผ่าน Gudauri (ไม่ได้แวะเที่ยว เพราะ Ski resort ยังไม่เปิดจนเดือนธันวาคม ขับผ่านแล้วเหมือนเมืองร้าง) ต่อไปที่ Kazbegi หรือ Stepantsminda นอน 1 คืน (บรรยากาศดีมาก เสียดาย น่าจะนอนสัก 2 คืน) แล้วขับออกมาแวะเที่ยว Juta แล้วขับลงมานอนที่ Mtskheta อีก 1 คืน วันรุ่งขึ้นขับไปแวะเที่ยว Gori เมืองบ้านเกิดสตาลิน แล้วไปต่อถึง Kutaisi นอนที่ Kutaisi 2 คืน ถนนดีตลอดเส้นทาง มีทางเข้าไปหมู่บ้าน Juta ที่ทางไม่ค่อยดีช่วงท้ายๆหน่อย

DAY-3 : TBILISI – KAZBEGI
จาก Tbilisi ขับเลาะเลียบแม่น้ำคูราออกจากเมืองตรงไปทาง Mtskheta เข้าถนน E60 แล้วต่อไป E117 ทางดีใช้ได้ แต่รถขับกันค่อนข้างเร็ว กับวันแรกของ Road Trip และต้องขับรถพวงมาลัยซ้าย ก็ต้องใช้เวลาปรับตัวสักพักกว่าจะชิน

ทางหลวงยุโรปหมายเลข 117 (European Road 117, E117) – ถนนสายทหารจอร์เจีย (Georgian Military Road) – เป็นถนนเส้นหลักที่วิ่งผ่านเทือกเขาคอเคซัสไปถึงเมือง Vladikavkaz ประเทศรัสเซียได้ นับเป็นเส้นทางประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญทั้งในด้านการค้าและการทหาร ทำให้มีรถขนสินค้าค่อนข้างเยอะ ทางส่วนมากเป็นทางเลาะเลียบเขาและเป็นทาง 2 เลนสวนกัน ยิ่งต้องใช้สมาธิในการขับ เพราะรถใหญ่ก็เยอะ แซงยาก แถมรถทั่วไปก็แซงกันแบบเมามันมาก คือแซงแหลก เส้นทึบก็จะแซง ขึ้นเขาก็จะแซง บางทีเราขับออกมาจะแซงแล้ว คันหลังก็แซงออกมาด้วยก็มี ไม่แน่ใจว่ารถคนจอร์เจียหรือรถนักท่องเที่ยว แต่ขับกันค่อนข้างน่ากลัวต้องระวังดีๆ

ขับมาจนมองเห็นเขื่อนอยู่ริมทาง แสดงว่าไกล้ถึงจุดจอดแรกแล้ว เห็นทุกรีวิวจอดแวะกันเราก็เลยจอดบ้าง ระยะเวลากำลังเหมาะเพราะขับรถออกมาประมาณ 1 ชม.แล้ว

Zhinvali Dam เป็นเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ สร้างขวางแม่น้ำอารากวี (Aragvi River) เกิดเป็นอ่างเก็บน้ำสีฟ้าสวย (ถ้ามีแดดอ่ะนะ)
นอกจากผลิตไฟฟ้าแล้ว ยังเป็นแหล่งน้ำดื่มหลักให้กับคนจอร์เจียด้วย
Zhinvali Dam View Point เป็นจุดแวะจอดรถชมวิวทะเลสาบซินวาลีนั่นเอง ตรงจุดที่มีมุมมองได้กว้างและสวย ก็จะมีเพิงขายของอยู่ 2-3 เพิง มีคนมาทำป้าย ทำกรอบ ทำชิงช้า ให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปด้วย แต่เก็บเงินนะ ไม่รู้กี่ GEL แต่มาแค่ถ่ายรูปวิวเฉยๆก็ได้ อารมณ์เหมือนจุดชมวิวเขื่อนลำตะคองบ้านเรานั่นแหละ มีจุดจอดแบบนี้ประมาณ 2-3 จุดที่พอมีลานให้รถจอดได้

ไม่เหมือนลำตะคองก็ตรงที่มีธงจอร์เจียแหละมั๊ง



สวยงามดีอยู่เหมือนกัน ขนาดวันนี้เมฆเยอะนะ

ออกนอกเมือง Tbilisi พอเริ่มขึ้นบนเขาก็เริ่มเจอใบไม้เปลี่ยนสี ถือว่าทริปนี้ไม่พลาดแล้ว
ขับต่อไปอีกไม่ถึง 10 กม. เป้าหมายต่อไป (เหมือนนักท่องเที่ยวทุกคน) คือ Ananuri Fortress นักท่องเที่ยวเยอะอยู่เหมือนกัน มีลานจอดรถอยู่ด้านหน้า จอดปุ๊บมีคนมาเก็บค่าจอดปั๊บ 3GEL ส่วนค่าเข้าเที่ยวป้อมไม่เสีย





Ananuri Fortress Complex เป็นกลุ่มปราสาทที่ประกอบด้วยโบสถ์สองหลัง หอสังเกตการณ์ และกำแพงป้องกัน สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16 และ 17 ในสมัยที่เคยเป็นที่อยู่อาศัยของดยุกแห่งอารักวี (Duke of Aragvi) แห่งราชวงศ์จอร์เจีย โบสถ์สองแห่งในป้อมปราการสร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่พระแม่มารี เป็นสถาปัตยกรรมยุคกลางแบบจอร์เจียน โบสถ์หลังใหญ่กว่าเรียกว่าโบสถ์อัสสัมชัญ สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1689 มีภาพแกะสลักและจิตรกรรมฝาผนัง ส่วนโบสถ์หลังเล็กกว่าเรียกว่าโบสถ์เซนต์จอร์จ สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16 และมีการออกแบบที่เรียบง่ายกว่า







Church of the Assumption & Church of St. George


ป้อมอนานูรีอยู่ริมแม่น้ำอารากวี (Aragvi River) มองลงไปเห็นมีกิจกรรมทางน้ำให้เลือกหลายอย่าง ถ้าสนใจก็ขับรถลงไปด้านล่างได้เลย
ตัดสินใจผิดชีวิตเปลี่ยน!!!
เที่ยวป้อมปราการเสร็จ ตามแผนที่คิดไว้คือจะหาข้าวกลางวันกินแถบนี้ หรือเลยไปไม่ไกลมีหมู่บ้านที่มีร้านขายอาหาร แต่ว่าพวกเราทำเวลาได้ดีเกินไปหน่อย ผ่านจุดนี้ตอนประมาณเที่ยง ยังไม่ค่อยหิว (อาหารเช้าจอร์เจียเริ่ม 9 โมงนะ เวลาอาหารเที่ยงก็น่าจะอยู่ประมาณบ่ายโมง) ก็เลยขับต่อไปเรื่อยๆ คิดเอาว่าค่อยหาร้านกินเมื่อหิว ขับๆไปยิ่งเป็นเขาไม่มีหมู่บ้าน ไม่มีร้านอาหาร เป้าหมายต่อไปที่คิดว่าพอฝากท้องได้คือ Gudauri เมืองท่องเที่ยวใหญ่ในถนนเส้นนี้

ตอนยังไม่หิว ก็ชมวิวไปได้ สวยดี
ไปถึง Gudauri ก็บ่ายโมงกว่าๆ ตัดสินใจแวะโรงแรม Monte Hotel อันโด่งดัง เพราะอยู่ริมถนนเลย เข้าไปในส่วนโถงรับรองไม่เจอใคร เดินเข้าไปได้ถึงห้องอาหาร ก็ยังไร้ผู้คน เดินจนทั่วไม่เจอมนุษย์เลย ขนาดตรง Reception ยังมีป้ายบอกคนที่จะ Check out ว่าเอากุญแจ drop ไว้เลยนะ ไม่น่ามีพนักงานมาทำงาน ร้านอาหารก็ปิด อดกินข้าวแน่นอน เลยขับวนเข้าไปในส่วนที่เป็นที่พักโรงแรมต่างๆ คือทุกที่ปิดหมด มีคนงานมาซ่อมสร้างอะไรนิดหน่อย ร้านอาหารก็ปิดหมด ยังไม่ถึงฤดูสกี ที่ Gudauri คือเมืองร้าง เลยต้องขับรถต่อไปแบบหิวๆ


Monte Hotel & Restaurant, Gudauri วิวสวยจริงแต่ไร้สิ่งมีชิวิต อดกิน

ที่อึมครึมมาทั้งวัน สุดท้ายฝนก็ลงจนได้
ในที่สุดก็มาถึง Russia-Georgia Friendship Monument ไม่ได้คิดจะแวะตอนนี้ กะจะแวะเที่ยวขากลับ แถมวันนี้อากาศไม่ดี มีฝนลงพรำๆด้วย แต่ว่าหิวข้าวมาก ก็เลยแวะเพราะเห็นมีร้านอาหาร จอดรถปุ๊บมีคนมาเก็บค่าจอดทันที 3GEL ติดกับ Monument มีร้านอาหารอินเดีย ก็เดินไปหาข้าวกิน แนะนำเลย… แนะนำว่า…ให้หนีไปไกลๆ คือราคาโหดมาก แพงที่สุดในทริปเลย สั่งอาหาร 2 อย่าง ไม่มีน้ำด้วยซ้ำ 95GEL! (คือเห็นราคาแล้วแหละแต่หิวจนไม่ไหวแล้ว) คือรสชาติก็ไม่ได้แย่ กินได้ แต่แพงเหลือเกิน มานึกทีหลังว่า ไหนๆก็แขวนท้องมาถึงนี่แล้วอีก 1/2 ชม.ก็ถึงตัวเมือง Kazbegi แล้ว น่าจะยอมทนหิวไปเลย


ร้านอาหารอินเดีย อยู่ติดกับ Russia-Georgia Friendship Monument เลย ขายอาหารอินเดียและอาหารจีน จอดรถลานนี้ก็เดินไปเที่ยวได้เหมือนกัน เก็บค่าจอดเหมือนกัน แต่อย่ากินถ้าไม่จำเป็นจริงๆนะ แพงมากกกกกกกกกก สั่งมาแค่หมี่ผัดกับไก่แมนจูเรียนไรสักอย่าง ไม่มีข้าว ไม่มีน้ำ 95GEL!


ได้กินข้าวแล้วพอดีฝนซา ก็เลยเดินเข้าไปดูสักหน่อย นักท่องเที่ยวก็มีมาเรื่อยๆนะ ฝนตก ฝนซา สู้กันไม่ถอย

ในที่สุดก็มาถึง Kazbegi ตอนประมาณบ่าย 3 มีฝนลงพรำๆ ฟ้าปิด แผนที่คิดว่าจะ ขึ้นไป Gergeti Trinity Church วันนี้เลยก็ต้องยกเลิกไป เข้าที่พักแล้วก็เลยพักผ่อนในที่พักที่เป็น Cottage ก็ดีเหมือนกัน เพราะบรรยากาศดีมาก ขนาดฟ้าปิด แต่ก็มองเห็นเทือกเขาคอเคซัส
STEPANTSMINDA (KAZBEGI)
სტეფანწმინდა (ყაზბეგი)
STEPANTSMINDA (KAZBEGI) หมู่บ้านเล็กๆทางตอนเหนือของจอร์เจีย ที่โอบล้อมไปด้วยเทือกเขาคาซเบก (Mt. Kazbek) ชื่อหมู่บ้านดั้งเดิมสมัยยังเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิ์รัสเซียคือ Stepantsminda ตั้งชื่อตามนักบุญสเตฟาน (St. Stephen) นักบวชออร์โธดอกซ์ชาวจอร์เจียในยุคกลาง ต่อมาในปีค.ศ. 1925 ยุคที่จอร์เจียเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต ก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Kazbegi ตามชื่อของ Alaexander Kazbegi นักเขียนชาวจอร์เจียที่เกิดที่เมืองนี้ แล้วต่อมาในปี ค.ศ. 2006 ก็เปลี่ยนใจว่า กลับมาใช้ Stepantsminda เหมือนเดิมดีกว่า แต่นักท่องเที่ยวก็เรียกกันติดปากว่า Kazbegi เป็นอันเข้าใจ

Gergeti Trinity Church บนยอดเขา มองเห็นได้จากที่พักเลย แต่วันนี้ฟ้าไม่สวย ค่อยขึ้นไปพรุ่งนี้เช้าแทน


ถึงฟ้าจะไม่สดใส แต่มองเห็นเทือกเขาแบบนี้ บรรยากาศดีๆ นั่งจิบไวน์อยู่ที่พักดีกว่า
ที่พักของเราเป็น Cottage บ้านดี บรรยากาศเยี่ยม ให้ 10/10 เป็นที่พักประทับใจสุดในทริปเลย รีวิวด้านล่างนะ อย่างที่เล่าข้างบนว่ามาถึงตัวเมืองฝนลงปรอยๆ ออกไปมองหา Gergeti Trinity Church บนยอดเขา มองเห็นได้แต่ฟ้าไม่สวย ก็เลยชงกาแฟจิบให้ร่างกายอุ่นๆ นั่งพักหลังการขับรถมายาวๆ 150 กม. ตกเย็นๆก็เปิดไวน์นั่งจิบชมเทือกเขาคาซเบกไปจนมืด ที่พักมีครัวแต่มื้อนี้เรายังขี้เกียจทำอาหาร เลยขับรถออกไปหาร้านกินในเมือง
🍽 Panorama Kazbegi : 8 AM– 8:30 PM
📍https://maps.app.goo.gl/rmZ2th3jvDRDJ5SK9
เลือกร้านนี้จากรีวิวของ IceBank แล้วไม่ผิดหวัง อาหารดี บริการดี ราคาไม่แรง และวิวน่าจะสวยตามชื่อพาโนรามา แต่เรามามืดแล้วแถมววันนี้ฟ้าปิด ใครจะมาร้านนี้มาก่อนมืดน่าจะสวยงาม จิบไวน์ไปชมวิวไปเพลินแน่นอน มื้อนี้สั่ง Greek Salad, Macaroni Soup, Trout แกล้มไวน์และเบียร์ เป็นมื้อที่ดีมาก มื้อนี้หมดไป 94GEL 1,100 บาท (ถูกกว่าอิมื้ออาหารจีนตอนกลางวันอีก คิดแล้วยังโมโหอยู่)








อาหารอร่อย ร้านสวย บรรยากาศดี ราคาไม่แรง มาเที่ยว Kazbegi แนะนำร้านนี้
DAY-4 : KAZBEGI – JUTA – MTSKHETA
ประโยคที่ว่า “ฟ้าหลังฝนสวยงามเสมอ” นั้น เชื่อแล้วจริง เมื่อวานเย็นฝนตกพรำๆ ตื่นเช้ามาอากาศสดใส แดดส่องสะท้อนภูเขาหิมะดูวิบวับ เปิดประตูระเบียงออกไปชมวิวแล้วต้องรีบกลับเข้ามาแต่งตัวใหม่เพราะหนาวมากกกกกกกก ฟ้าใส แดดดี แต่หนาววววว ชงกาแฟร้อนๆ ทำข้าวต้มอุ่นๆ มานั่งกินที่โต๊ะอาหาร ชมวิวไปกินไป แทบไม่อยากออกไปไหน อิ่มแล้วโผล่ออกไปดูโบสถ์บนยอดเขาที่เมื่อวานลอยอยู่ในฟ้าขาวๆ วันนี้สวยสดใสในแสงแดดอุ่นยามเช้า รีบแต่งตัวไปขึ้นเขากันดีกว่า

แทบไม่อยากลุกจากที่นอนเลย

อุณหภูมิยังไม่ต่ำกว่า 0 แต่ก็หนาวไม่น้อย น้ำแข็งเกาะทั่วคันเลย




จากที่พักขับขึ้นไปที่โบสถ์บนยอดเขาระยะทาง 4.5 กม. ทางดีแต่คดเคี้ยวพอสมควร

ความสวยงามของ Gergeti Trinity Church อยู่ที่ทำเลที่ตั้ง บนยอดเขา Kazbek สูง 2,170 เมตร ล้อมรอบด้วยเทือกเขาคอเคซัส

ด้านบนมีที่จอดรถสะดวกสบาย ไม่ต้องกลัวไม่มีที่จอด


Gergeti Trinity Church (Tsminda Sameba) โบสถ์ที่เป็นสัญญลักษณ์ของ Kazbegi ก็ว่าได้ สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 14 โดยกษัตริย์จอร์จที่ 5 (King Giorgi V) เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการฟื้นฟูศาสนาและการรวมชาติจอร์เจียหลังจากการปลดปล่อยจากกองทัพมองโกล ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา โบสถ์ได้ผ่านช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์อันปั่นป่วนของประเทศและได้รับความเสียหายหลายครั้ง แต่ด้วยทำเลที่ตั้งที่ไม่สามารถเข้าถึงได้โดยง่าย ทำให้รอดพ้นจากการถูกทำลาย ปัจจุบัน โบสถ์เกอร์เกตินี้เป็นหนึ่งในโบสถ์ไม่กี่แห่งในจอร์เจียที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ในสภาพดั้งเดิมโดยไม่มีการดัดแปลง





เข้าด้านในโบสถ์ได้ โดยแต่งกายสุภาพ และไม่ส่งเสียงดัง ธรรมเนียมปฏิบัติเหมือนเข้าวัดไทย








จากบนนี้ ชมวิวได้ 360° และมองลงไปเห็นตัวเมืองได้ทั้งเมือง (เมืองเล็กนิดเดียวเอง)


ใครไม่มีรถมาก็หาเช่ารถชาวบ้านพาขึ้นไปได้ (ราคาไม่รู้นะ) ใครเป็นสายเดินเขาก็เดินขึ้นได้ ใครมีรถมาขับขึ้นไปด้านบนได้เลย ทางไม่ได้ยากเย็นอะไร เหมือนทางขึ้นเขาบ้านเรา (ยกเว้นคุณมาช่วงหิมะตกนะ อันนั้นใครไม่เคยขับรถในหิมะควรจ้างรถขึ้น) ที่จอดรถกว้างขวางสะดวกสบาย และไม่มีใครมาเดินเก็บค่าจอด แถมเข้าในโบสถ์ก็ไม่เสียค่าเข้า

กลับลงไปเก็บของ Check out กัน


มุ่งหน้ากลับเข้ากลางเมือง เพราะที่พักของเราข้ามแม่น้ำออกจากกลางเมืองมาทางไป Gergeti Trinity Church

สะพานข้ามแม่น้ำ Terek River


รูปปั้น Alexander Kazbegi นักเขียนชาวจอร์เจียที่เกิดที่เมืองนี้ เคยถูกเอานามสกุลมาตั้งเป็นชื่อเมือง


ก่อนออกจากเมือง แวะเติมเสบียงจาก SPAR ร้านสะดวกซื้อสาขาที่วิวสวยที่สุดแห่งหนึ่ง

Kazbegi กำลังสวยทั้งเมือง ก็ต้องลากันแล้ว

KAZBEGI
🛏 View Cottage Cottage with Balcony (180GEL/Night) Cash only
📍https://maps.app.goo.gl/EHVHVn6y4z7xpGjD9
ที่พักของเราเป็น Cottage ลักษณะสามเหลี่ยมแบบบ้านสนูปปี้ที่เป็นพิมพ์นิยมของที่พักแถบนี้ แต่ละที่ต่างกันที่วิวทิวทัศน์และการตกแต่งภายใน ที่มาของการเลือกที่พักอันนี้เริ่มจากไปดู YT ของ IceBank Chanel เห็นที่พักของเขาเป็นโดมน่ารักมาก วิวก็ดีสุดๆ จะไปจองที่นั่นแหละ แต่ดูราคาแล้วแพงไปหน่อยสำหรับเรา เลยมองหาที่พักใกล้ๆกัน เจออันนี้ไม่ได้เป็นโดมเท่ๆ แต่เป็นบ้านสนู๊ปปี้ รีวิวดี วิวเดียวกันเลย ราคาถูกว่าเกือบครึ่ง เอาอันนี้ล่ะวะ ที่นี่มีแค่ 2 หลัง (แต่โดมมีหลังเดียวเลย) ก็นับว่าเลือกถูก เพราะเหมาะสมราคา ดีทุกอย่างให้ 10/10 เป็นที่พักประทับใจสุดในทริปเลย


ที่พักอยู่ทางเดียวกับทางไป Gergeti Trinity Church มองเห็นได้บนยอดเขาด้านหลังโน่น วิวสวยทั้งด้านหน้าด้านหลัง


เช้าวันที่ฟ้าใสยิ่งมองเห็นโบสถ์ได้ชัดตัดกับฟ้าสีสวย และมองไปเห็นโดมที่พัก ที่ราคาแพงกว่าที่พักของเราอีกเกือบเท่าตัว
เราคนงบน้อยเลยเลือกนอนบ้านสนูปปี้ วิวเดียวกันเลยแหละ
ที่พักสะอาดและใหม่มาก มีพื้นที่นั่งเล่น วิวดี มีครัวที่อุปกรณ์เครื่องครัวพอสมควร จานชามแก้วครบ ที่นอนจะอยู่ชั้นบนต้องปีนบันไดขึ้นไป เอากระเป๋าไว้ด้านล่างแหละ เพราะห้องน้ำก็อยู่ด้านล่าง ห้องน้ำกว้าง สะอาด น้ำร้อนดี มีอุปกรณ์อาบน้ำให้ครบรวมทั้งเครื่องเป่าผม ฮีทเตอร์ก็อุ่นสบายดี wifi พร้อม เอารถมาจอดข้างบ้านได้เลย มีประตูรั้วปลอดภัย สรุปดีหมดประทับใจมาก








บรรยากาศแบบนี้ นั่งชิลได้ยาวๆเลย เสียดายน่าจะได้นอนสัก 2 คืน




ตื่นเช้ามาวิวสวยตั้งแต่บนที่นอน ลงมาต้มข้าวต้ม ชงกาแฟ เป็นมื้อเช้าที่แฮปปี้มาก




ข้อเสียข้อเดียวของที่นี่คือ ไม่มีป้ายชื่อใดๆทั้งสิ้น ไม่มีตั้งแต่ปากทางแยก ซอยแยก จนมาถึงที่พัก
ดังนั้นหากใครจะพักที่นี่กด link google map ของเรา แล้วขับไปเลย เจ้าของเขาจะรอเปิดบ้านให้
ช่วงสายๆลงจากโบสถ์ก็มาเก็บของออกเดินทาง วันนี้จะไป Juta หมู่บ้านเล็กๆที่นักเดินทางหลายคนอยากไปให้เห็นวิวอันสวยจับใจ (อารมณ์อุปทานหมู่ ต้องไปๆ เราก็ด้วยแหละ) ขับรถออกมาจาก Kazbegi 5 กม. ก็เลี้ยวซ้ายตามป้ายบอกทางไป Juta แล้วขับต่อไปอีกประมาณ 16 กม. ทางก็ไม่ได้แย่มาก จะไปแย่ก็ช่วง 1-2 กม.สุดท้ายที่หลายๆรีวิวบอกว่า เจอทางปิดไปต่อไม่ได้ต้องจอดรถแล้วเดินต่อไปตัวหมู่บ้าน บางคนบอกว่าพอเดินพ้นจุดกั้นถนนจะมีรถมาคอยรับจ้างขับไปส่งในหมู่บ้าน แต่ตอนที่เราไปโชคดีอยู่ ที่มีป้ายบอกทางปิดแต่ไม่ได้กั้นทาง ซึ่งส่วนมากเขาจะกั้นปิดเพราะมีคนทำงานก่อสร้างถนน แต่วันนี้ไม่มีคนทำงาน ไม่ได้กั้นปิดทาง ก็ขับต่อเข้าไปได้เลย ทางค่อนข้างแย่ แต่รถ SUV ขับได้สบายๆ ขับไปต่อได้ถึงตัวหมู่บ้านเลย

เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนตรงไปหมู่บ้าน Juta ทางดี วิ่งสบาย วิวสวย


เจอเจ้าของถนนตัวจริง

ผ่านหมู่บ้านเล็กๆ Sno แต่ก็ยังมีโบสถ์ (แถมมีที่พักหลายที่ด้วยนะ)

พ้นหมู่บ้าน Sno กลายเป็นทางลูกรังไปซ่ะแล้ว


สักพักก็กลายเป็นทางแย่ด้วย ทางเขาด้วย แต่วิวสวยนะ

ป้ายถนนปิดในตำนาน แต่ไม่ได้กั้นปิดทาง ส่องดูแล้ว ไปได้อยู่นะ


จะมีช่วงที่ถนนพังพินาศแบบนี้ช่วงสั้นๆ ก็ขับระวังๆหน่อย และหมั่นบีบแตร ให้รถที่จะสวนมารู้ เพราะมันแคบสวนกันไม่ได้

พ้นทางแคบๆมาแล้วใช่ว่าทางจะดี ถนนอย่างพัง แต่ถนนกว้างสวนกันได้ปกติ

เห็นหมู่บ้านแล้วววว
JUTA
ჯუთა
Juta หมู่บ้านเล็กๆในเทือกเขาคอเคซัส ที่ระดับความสูง 2,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มีประวัติศาสตร์อันยาวนานย้อนกลับไปถึงยุคโบราณ ในศตวรรษที่ 3 หมู่บ้านแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรจอร์เจียแห่งไอบีเรีย และเป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญที่เชื่อมโยงจอร์เจียกับประเทศเพื่อนบ้านในยุคกลาง

เสน่ห์สำคัญของ Juta คือวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ตัวหมู่บ้านเป็นชุมชนเล็กๆของชาวท้องถิ่นที่อนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมมานานหลายศตวรรษ แต่จุดท่องเที่ยวยอดนิยมของที่ Juta คือ Fifth Season เป็น Hostel ที่อยู่บนยอดเขา และเป็นทำเลที่มีวิวสวยเป็นที่เลื่องลือ จากหมู่บ้านต้องเดินขึ้นเขาไปประมาณ 2 กม. เหนื่อยพอหอบ ใครจะพักที่นี่ก็ต้องแบกของขึ้นไป หรือจ้างม้าขึ้นไปส่งได้ทั้งคนทั้งของ ที่พักเป็นแบบ Hostel มีไม่กี่ห้อง และเต็มตลอด ใครอยากพักที่นี่ก็ต้องช่วงชิงจังหวะการจองให้ได้ แต่หลายคนก็แค่เดินขึ้นมาชมวิว มากินอาหาร นั่งพักผ่อนเฉยๆแล้วกลับ



จอดรถแล้วก็เดินขึ้นเขามา สูงและชันไม่น้อย


คนแถวนี้เขาขี่ม้ากัน แต่พวกเราเดิน

กว่าจะขึ้นมาถึงด้านบน ก็ลิ้นห้อยอยู่เหมือนกัน และยังต้องเดินต่อไปที่หลังคาลิบๆโน่น (ซึ่งสุดท้ายแล้วยังไม่ใช่ ต้องไปอีก)

เจอคำว่า Fifth Season แล้ว หลังคาลิบๆโน่นแน่เลย (ซึ่งสุดท้ายแล้วยังไม่ใช่ ต้องไปอีก แฮร่…)

สรุปว่าโรงนี้คืออะไร ปิดเงียบเชียบ โล่งเลย แต่ไม่ใช่ Fifth Season แน่ๆ


เดินต่อไปจนเห็นแนวรั้ว อันนี้ใช่เลย เหมือนที่ดูรีวิวมา เดินตามรั้วไป ถึงแล้ว
การปีนขึ้นมาถึงบนนี้ นอกจากมาชมวิวจาก Fifth season แล้ว กิจกรรมอื่นๆก็มี จาก Fifth Season มีทางเดินต่อไปทะเลสาบ Chaukhi Lake มีธรรมชาติสวยๆ เป็นเทรคกิ้งง่ายๆเดินไม่ยาก ที่เรา 2 คนไม่ไป ฮา…. เราขอแค่ กินอาหารเที่ยง แล้วนั่งเปลจิบเบียร์ชมวิวเพลินๆ แค่นี้มีความสุขแล้ว



🍽 ☕️ Fifth Season (Open June-October )
📍 https://maps.app.goo.gl/moktJBBkVo64uRpt7
ที่พักบนเขาที่วิวสวยมาก บรรยากาศดี เหมาะกับคนรักธรรมชาติ สายลม แสงแดด ชั้นบนเป็นห้องพักมีทั้งแบบห้องน้ำรวมและห้องน้ำส่วนตัว ชั้นล่างเป็นร้านอาหาร ที่เปิดบริการให้คนทั่วไปด้วย มีอาหารและเครื่องดื่มบริการตลอดทั้งวัน Fifth Season ไม่ได้เปิดบริการทั้งปี ตามเวปท่องเที่ยวบอกว่าเปิดแค่ มิถุนายน – ตุลาคม (ไม่แน่ใจนะ) แต่ที่แน่ๆ คือจะปิดบริการในช่วงฤดูหนาวตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน (เราไปวันที่ 30 ตุลาคม เฉียดฉิวไปเลย) แต่ถ้าไปช่วงที่ปิด ก็อดกินข้าวอดเข้าห้องน้ำแค่นั้นแหละ แต่มาชมวิวก็คุ้มแล้ว

เป็นจุดพักของ Trekker ทุกคนในการเดินแถบนี้เลย




มื้อนี้สั่ง แซนวิช และข้าวผัด กับกาแฟเย็น (น้องถามว่าใส่ไอติมด้วยมั๊ย? มีไอติมขาย!! หนาวจะแย่ไม่รับค่ะ) รวมเบียร์ด้วย 71GEL (900 บาท)




บรรยากาศด้านนอกคือจุดขายของ Fifth Season ที่ใครๆก็อยากมาซึมซับความสวยงาม


มุมมหาชน ที่ใครๆก็มาถ่ายรูปมุมนี้ ตอนนี้ก็เลยจัดที่นั่งที่นอนมาเยอะแยะ จะได้ไม่ต้องต่อคิวกันถ่ายรูป


เดินขึ้นไปก็พอเหนื่อยนะ ขึ้นถึงแล้วก็หายเหนื่อยกับบรรยากาศดีๆ นั่งเล่นจนพอใจก็เดินกลับลงมา (ขากลับกลิ้งลงเขามากางเกงเละเลย เพราะเดินไปเจอทางลื่นโคลน) ลงมาก็ช่วงบ่ายๆ นึกเสียดายว่า ถ้านอนใน Kazbegi อีกสักคืนก็น่าจะดี จะเป็น 2 วันที่ชิลมาก ไม่ต้องเที่ยวเยอะ แต่วิวสวยบรรยากาศดี ใครมีเวลาแนะนำนอน 2 คืน แต่เราวางแผนนอนคืนเดียว จาก Juta ก็ขับย้อนถนน E117 ออกไปตามเดิม คืนนี้ไปนอนที่ Mtskheta

World War II Memorial ใกล้ๆ Kazbegi

ทางหลวงยุโรปหมายเลข 117 (European Road 117, E117) – ถนนสายทหารจอร์เจีย (Georgian Military Road) –
ประมาณบ่าย 3 โมงกว่า ก็มาถึง Russia-Georgia Friendship Monument วันนี้อากาศดีกว่าเมื่อวานเยอะ ไม่มีฝน ฟ้าหลัวหน่อยๆ เลี่ยงไม่จอดที่ลานด้านหน้าเพราะมีคนเก็บค่าจอดรถ เลยไปจอดที่ลานตรงร้านอาหารโคตรแพงที่กินเมื่อวาน เพราะเมื่อวานไม่เห็นคนเก็บค่าจอด (เดาว่าเพราะฝนตก) วันนี้อากาศเปิด จอดลานนี้ก็เลยมีคนมาเก็บเงิน 3GEL เช่นกัน แถวนี้ทุกอย่างเป็นเงิน ห้องน้ำก็เสียเงินทั้งร้านอาหาร ทั้งที่ Monument เป็นที่เดียวในจอร์เจียที่เก็บเงินยุบยิบมาก ที่อื่นฟรีหมด

Russia-Georgia Friendship Monument มีอีกชื่อว่า Gudauri Friendship Monument เพราะตั้งอยู่ในเขต Gudauri (ใน Google map ใช้ว่า Gudauri View Point ด้วยซ้ำ) อนุสาวรีย์มิตรภาพรัสเซีย-จอร์เจียนี้สร้างขึ้นโดยสหภาพโซเวียตในปี ค.ศ. 1983 บนเทือกเขาริมถนนสายทหารจอร์เจีย (Georgian Military Road) ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดังชาวจอร์เจีย และก่อสร้างไว้ในจุดที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของหุบเขาโดยรอบ
การออกแบบเป็นเสี้ยวโค้งทรงกระบอก ด้านในมีภาพฝาผนังสีสันสดใส รูปเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์จอร์เจียและรัสเซีย ซุ้มประตูหินที่มองออกไปสู่หุบเขาเดวิลส์ (Devil’s Valley) และเทือกเขาคอเคซัส (The Caucasus Mountains) สวยงามทุกฤดูกาล ทั้งในฤดูร้อนที่ภูเขาเป็นสีเขียว หรือฤดูหนาวที่หิมะปกคลุมขาวโพลน หรือในฤดูที่ภูเขาเป็นสีเหลืองน้ำตาล ขอแค่ให้วันนั้นฟ้าเปิดและมีแสงแดด


ถ้าคลี่ออกมาได้ ก็จะเป็นแผงรูปฝาผนังแบบนี้ (ใช้ mode panorama หมุนมา)



อนุสาวรีย์อาจจะสวย แต่เรื่องราวประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาระหว่างจอร์เจียและรัสเซีย ทำให้บางคนบอกว่า
“เป็นอนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงมิตรภาพที่ไม่เคยมีอยู่จริง”
เดินลงไปด้านล่างของ Monument มีร้านอาหาร ร้านกาแฟ บรรยากาศดีไม่น้อย นั่งด้านในก็จะอุ่นหน่อย นั่งด้านนอกก็น่าจะหนาว แต่ดูราคาแล้วก็แพงอยู่ เลยผ่านออกไปถ่ายรูปด้านนอกเล่นแทน




วิวก็คล้ายๆกับถ่ายรูปด้านบน แต่ก้มลงไปมองถึงกับต้องซูมกล้องลงไปดู บ่อน้ำด้านล่างสีสวยจัด ขนาดไม่มีแดดก็ยังสวย


ออกจาก Monument ตอนบ่ายแก่ๆ ขับรถมุ่งหน้าไปที่ Mtskheta ถนนดี วิ่งได้สบาย ระยะทาง 100 กม. ก็มาถึงตัวเมือง เลือกที่พักใจกลางเมืองติดกับโบสถ์เลยจะได้เดินเที่ยวได้ง่ายๆ

ใบไม้กำลังสวยเลย เสียดายแดดไม่ค่อยมี

ผ่านมาถึงเมือง Pasanauri ที่ขามาตั้งใจจะแวะกินข้าวเที่ยงแต่ดันไม่กิน ทำให้ต้องไปเจอวิบากกรรมที่ร้านอินเดียตรง Russia-Georgia Friendship Monument (ยังเคืองอยู่ ฮา…) แถวนี้ผู้คนคึกคักมาก ร้านรวงเปิดเยอะแยะ เพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยวแนว Adventure เช่นล่องแก่ง ตามลำน้ำที่ไหลขนานไปกับถนน E117 น่าจะเป็นช่วงท้ายฤดูก่อนเข้าฤดูหนาวแล้ว คิดว่าช่วง กรกฎาคม สิงหาคม แบบกลางฤดูร้อนน่าจะคึกคักกว่านี้อีก เหมือนถนนเส้นออบหลวงบ้านเรา

MTSKHETA
მცხეთა
Mtskheta มิทสเคต้า เมืองหลวงเก่าของประเทศจอร์เจีย มีอายุกว่า 3,000 ปี เคยเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การมือง และศาสนาของราชอาณาจักรไอบีเรีย (Iberia) เป็นเมืองหลวงของจอร์เจียตั้งแต่ศตวรรษที่ 2 จนถึงศตวรรษที่ 5 ก่อนที่จะย้ายเมืองหลวงลงไปทางใต้ประมาณ 25 กม. ที่เมืองทบิลิซิ (Tbilisi) จนถึงปัจจุบัน
Mtskheta เป็นจุดรวมของแม่น้ำ 2 สาย คือ มทวารี (Mtkvari) และ แม่น้ำอารักวี (Aragvi) ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในปี 1994 และยังได้รับการประกาศให้เป็น “เมืองศักดิ์สิทธิ์” โดยคริสตจักรออร์โธดอกซ์จอร์เจียในปี ค.ศ. 2014 ด้วย ถือเป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่มีผู้คนอาศัยอยู่อย่างต่อเนื่อง
มาถึง Mtskheta เอาตอนเย็นย่ำ เก็บของแล้วค่อยเดินออกไปหาข้าวเย็นกิน ที่พักอยู่ใกล้ Svetitskhoveli Cathedral เลยเลือกเดินไปทางโบสถ์ก่อน เพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยว มีถนนคนเดินที่มีร้านขายของตลอดรายทาง แต่ช่วงนี้อาจเป็นปลายฤดูท่องเที่ยวแล้ว คนไม่คึกคัก ร้านเริ่มปิดกันตั้งแต่ยังไม่มืดดี เลยเดินย้อนออกมาด้านนอกเจอร้านอาหารแบบไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดี ลองเสี่ยงดู จากปากทางดูเงียบๆ เข้าไปด้านในใหญ่โตมโหฬาร


ที่พักอยู่ติดรั้ว Svetitskhoveli Cathedral เลย ความจริงโบสถ์ยังเข้าได้นะ แต่หิวข้าวแล้ว / ถนนคนเดินรอบโบสถ์ ในวันเงียบเหงา มองเห็น Jvari Monastery ลิบๆบนยอดเขา
🍽 Tsiskvili in Mtskheta (12PM – 1AM)
📍https://maps.app.goo.gl/WAbwp2KkgDSymDJr6
ร้านที่เดินออกมาจากถนนคนเดินข้าง Svetitskhoveli Cathedral ทางเข้าอยู่ติดริมถนน ต้องเดินลงไปด้านล่าง ซึ่งมันติดแม่น้ำคูรา สายเดียวกับที่ทบิลิซีนั่นแหละ แต่เรามามืดแล้วไม่เห็นอะไรเลย เปิดดูรีวิวทีหลังร้านนี้ได้ 4.7⭐️เลยนะ ซึ่งก็น่าจะดังอยู่ เพราะคนเยอะ มากันโต๊ะใหญ่ๆ มีห้องจัดเลี้ยงที่วันนี้จัดงานวันเกิดด้วย อาหารเน้นไปทางอาหารจอร์เจีย แนะนำว่าถ้าไม่รู้ว่ามันเป็นยังไง ก็เอาชื่อไปใส่ google search ดูรูปดูคำอธิบายก่อนได้ ค่อยตัดสินใจ วันนี้สั่ง Khinkali เดาว่าของเด็ดเพราะเห็นสั่งทุกโต๊ะ แล้วสุ่มเลือกไปอีก 2 อย่าง Shkmeruli กับ Pork Mtsvadi อร่อยเฉย อร่อยมากด้วย +ข้าว และน้ำดื่ม รวมแล้ว 77GEL 950 บาท ราคาดีอยู่นะ มื้อนี้อร่อยมากแบบงงๆ



Shkmeruli ไก่ทอดในซอสกระเทียม อร่อยมาก เอามาคลุกข้าวกินอร่อยเลย (35GEL) /
Pork Mtsvadi ซี่โครงหมูเสียบไม้ย่าง คล้ายๆเคบับ อร่อยดี เค็มๆมันๆ หมูนุ่ม เสิร์ฟมาบนแผ่นแป้งเอามาห่อกินได้ (24GEL)
Mtsvadi มีไก่ (19GEL) กับแกะ (38GEL) ด้วย ถ้าไม่ชอบหมู
DAY-5 : MTSKHETA – GORI – KUTAISI
ตื่นเช้ามา อากาศเย็นค่อนไปทางหนาว จากระเบียงที่พักมองเห็นหอระฆังของ Svetitskhoveli Cathedral กับ Jvari Monastery อยู่ด้านหลังด้วย เสียดายที่ย้อนแสงไปหน่อย จัดการอาหารเช้าของที่พักเรียบร้อยก็เดินออกไปที่โบสถ์เลย มาแต่เช้าคนยังไม่ค่อยมี ดีมาก


Svetitskhoveli Cathedral หนึ่งในสถานที่สำคัญทางศาสนาและวัฒนธรรมของจอร์เจีย ชื่อของมหาวิหารแปลว่า “เสาแห่งชีวิต | Life-giving pillar” และเชื่อกันว่าสร้างขึ้นบนจุดที่ฝังฉลองพระองค์ของพระเยซู มหาวิหารเดิมสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 4 แต่โครงสร้างปัจจุบันสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 11 โดยพระเจ้าบากราตที่ 3 (King Bagrat III) มหาวิหารได้รับการบูรณะและต่อเติมหลายครั้งตลอดหลายศตวรรษ รวมถึงการบูรณะครั้งใหญ่ในศตวรรษที่ 17











ด้านในมีจิตรกรรมฝาผนัง และโมเสก จุดเด่นของมหาวิหารคือโบสถ์น้อยแห่งไม้กางเขนศักดิ์สิทธิ์ (Chapel of the Holy Cross) ที่ว่ากันว่าบรรจุชิ้นส่วนของไม้กางเขนแท้ไว้ ความสำคัญของ Svetitskhoveli Cathedral อีกอย่างคือ มีหลุมฝังศพของกษัตริย์และราชินีแห่งจอร์เจียหลายพระองค์ รวมถึงพระเจ้าวัคตัง กอร์กาซาลี (King Vakhtang Gorgasali) ผู้ก่อตั้งเมืองทบิลิซี ก็อยู่ที่มหาวิหารนี้ด้วย








ออกมาเดินเล่นด้านนอก ร้านขายของเพิ่งเริ่มตั้งร้านกันไม่เท่าไหร่ แต่ต้องเดินทางต่อไปโบสถ์บนยอดเขาที่เห็นนั่น


สถานที่สำคัญใน Mtskheta ที่แสดงถึงการเป็นศูนย์กลางที่สำคัญของศาสนาคริสต์ในจอร์เจีย คือ วิหารจวารี (Jvari Monastery) ที่นักท่องเที่ยวส่วนมากจะพักที่ตัวเมืองทบิลิซี แล้วนั่งรถออกมาเที่ยว เพราะใกล้แค่ 20 กม. หรือเป็นจุดแวะเที่ยวตอนนั่งรถผ่านจะไป Kazbegi เพราะเมือง Mtskheta เป็นจุดแยกไปหลายเส้นทางท่องเที่ยว แต่พวกเรามานอนที่ Mtskheta ตั้งใจจะมาแต่เช้าๆเลย คนจะได้ไม่เยอะ แต่ด้วยว่าเมื่อวานมาถึงเย็นไปหน่อยก็เลยไม่ได้เที่ยว Svetitskhoveli Cathedral ที่อยู่ข้างที่พัก เปลี่ยนไปตอนเช้า แล้วมา Jvari Monastery ตอนสาย จึงเจอนักท่องเที่ยวมหาศาลล้านแปด เห็นรถทัวร์ตั้งแต่พ้นโค้งสุดท้ายก่อนถึงที่จอดรถเลย



Jvari Monastery หรือ Mtskheta Church of Holly Cross ก่อสร้างอยู่บนหน้าผาสูงชัน เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มีเทคนิคการก่อสร้างและมาตรฐานทางวิศวกรรมระดับสูง รูปแบบการตกแต่งที่หลากหลายสะท้อนถึงสถาปัตยกรรมจอร์เจียที่สืบทอดกันมาหลายศตวรรษ





โบสถ์ทรงโดมสี่เหลี่ยมแบบ “หน้าจั่วสี่ช่อง” ซึ่งเป็นตัวอย่างยุคแรกของสถาปัตยกรรมจอร์เจียนที่มีอิทธิพลต่อโบสถ์อีกหลายหลังในเวลาต่อมา
ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ มีบันทึกไว้ว่าในช่วงต้นศตวรรษที่ 4 มีการสร้างไม้กางเขนไม้เหนือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาเพเกิน (Paganism ศาสนาโบราณที่นับถือเทพเจ้าหลายองค์และให้ความสำคัญกับการเคารพธรรมชาติ) บนยอดเขาหินที่มองเห็นเมือง Mtskheta (อดีตเมืองหลวงของอาณาจักรคาร์ตลี-ไอบีเรียของจอร์เจีย) เป็นสัญลักษณ์ของการล่มสลายของศาสนาเพเกินและการผงาดขึ้นของศาสนาคริสต์ในจอร์เจีย ในปี ค.ศ. 545 มีการสร้างโบสถ์รูปกางเขนอยู่ทางเหนือของไม้กางเขน ชื่อโบสถ์เล็กแห่งจวารี (Small Church of Jvari) ต่อมา ระหว่างปี ค.ศ. 586 ถึง 605 มีการสร้างโบสถ์ขนาดใหญ่ขึ้นเหนือที่ตั้งของไม้กางเขนไม้โดยตรง ซึ่งฐานของไม้กางเขนยังมองเห็นได้ภายในโบสถ์



Jvari Monastery เป็นสถานที่แสวงบุญที่สำคัญนับตั้งแต่ก่อตั้งในศตวรรษที่ 6 และได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในเทือกเขาคอเคซัส และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโกในปี ค.ศ. 1994

จากบนยอดเขา Jvari มองเห็น Svetitskhoveli Cathedral ได้ชัดเจน


Mtskheta เป็นจุดบรรจบของแม่น้ำมทราวี (Mtkvari) และ แม่น้ำอารักวี (Aragvi)

Mtskheta
🛏 Hotel 12 Tve Deluxe Double Room w/BF (100GEL/Night) Cash only
📍 https://maps.app.goo.gl/ggCyB6LcJvT5FGYq5
เลือกโรงแรมนี้จากทำเลที่อยู่ใกล้ Svetitskhoveli Cathedral มากๆแบบเดินได้ใน 2-3 นาที และมีที่จอดรถ ซึ่งทางเข้าค่อนข้างลึกลับซับซ้อน ต้องติดต่อเจ้าของให้ใช้รีโมทกดเปิดที่กั้นทางเข้า แล้วมากดเปิดประตูรั้วอีกชั้น ปลอดภัยสุดๆไปเลย และเช่นเคยว่า ไม่มีป้ายชื่อบอกพิกัดที่ริมถนนใหญ่ ต้องจอดรถแล้วเดินไปตาม GPS จนเจอ



กว่าจะเอารถเข้าไปจอดได้ ต้องผ่านหลายด่าน
ที่พักเป็นอาคาร 2 ชั้น ไม่มีลิฟต์ เดินขึ้นบันไดไปชั้น 2 มีโถงนั่งเล่นส่วนกลางพร้อมเตาผิง และระเบียงกว้างที่มองเห็น Svetitskhoveli Cathedral และ Jvari Monatery เป็นฉากหลังด้วย





ห้องพักกว้างขวาง ห้องน้ำสะอาด wifi ดี อาหารเช้าก็ตามรูป กินได้พออิ่ม เป็นธุรกิจครอบครัวดูแลกันเอง สื่อสารภาษาอังกฤษได้พอสมควร



ได้แวะ 2 โบสถ์สำคัญของ Mtskheta แล้วก็ออกเดินทางต่อกันเลย ไม่มีเวลาชมเมืองเท่าไหร่นัก ได้แต่ขับผ่าน เมืองดูเงียบๆ นักท่องเที่ยวกระจุกตัวอยู่แค่ 2 โบสถ์ ในตัวเมืองไม่ค่อยมีคนเท่าไหร่ จุดหมายต่อไปคือ Gori เมืองบ้านเกิดสตาลิน



ทุกบ้านแถบนี้ปลูกส้ม / เมืองนี้หมาเยอะ ในทบิลิซีเจอแต่แมว



E60 East-West international highway ถนนเส้นหลักเชื่อมจอร์เจียตะวันตกกับจอร์เจียตะวันออก สามารถขับต่อเข้าตุรเคียร์ได้เลย


ระยะทาง 65 กม. ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. ก็ถึง
GORI
გორი
Gori เมืองหลวงของ Shida Kartli region อยู่ห่างจากทบิลิซีไปทางตะวันตกประมาณ 80 กิโลเมตร เป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในจอร์เจีย ตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 7 ก่อนการปฏิวัติรัสเซียในปี 1917 ความสำคัญในทางประวัติศาสตร์ของ Gori คือเป็นเมืองบ้านเกิดของ โจเซฟ สตาลิน (Loseb Stalin) อดีตผู้นำสหภาพโซเวียต ในยุคสงครามเย็น ที่ได้รับการจดจำทั้งด้านดีและด้านโหดร้ายพอๆกัน



ในฐานะบ้านเกิดของสตาลิน เป็นความภาคภูมิใจของชาวจอร์เจียแค่บางส่วน หลังจากที่สตาลินเสียชีวิต รูปปั้นสตาลินที่เมือง Gori เป็นหนึ่งในไม่กี่รูปปั้นที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในจอร์เจียหลังจากที่ประเทศได้รับเอกราชจากสหภาพโซเวียตในอีกสี่ทศวรรษต่อมา (สตาลินสร้าง “ลัทธิเชิดชูบุคคล” | Cult of personality ในยุคสตาลินจึงมีรูปปั้น รูปภาพ ท่านผู้นำอยู่มากมายทั่วโซเวียต หลังสตาลินตายมีการรื้อทำลายรูปปั้นสตาลินออกเกือบหมด) รูปปั้นนี้เป็นประเด็นถกเถียงอย่างดุเดือดในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 สุดท้ายในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2010 รูปปั้นก็ถูกรื้อถอนไป


Gori City Hall / กองบัญชาการตำรวจภูมิภาค Shida Kartli
มาถึงบ้านเกิดสตาลินทั้งที ก็ต้องไปเจอสตาลินกันหน่อย ไม่มีที่ไหนดีไปกว่า พิพิธภัณฑ์สตาลิน ที่อยู่กลางเมือง ในพื้นที่ไม่มีที่จอดรถ ต้องหาที่จอดตามริมถนนด้านนอกแล้วเดินมา ดูเมืองเงียบๆแต่ที่จอดก็หายากเหมือนกันนะ



พิพิธภัณฑ์สตาลิน (Joseph Stalin Museum) พิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับโจเซฟ สตาร์ลิน และสหภาพโซเวียต จัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้ส่วนตัว จดหมาย เอกสารสำคัญต่างๆยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อาคารพิพิธภัณฑ์สร้างขึ้นในปีคศ. 1957 แต่หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต และเกิดขบวนการเรียกร้องเอกราชประเทศจอร์เจีย พิพิธภัณฑ์ก็ปิดตัวลงในปีคศ. 1989 ก่อนที่จะเปิดใหม่อีกครั้งจนถึงปัจจุบัน

อาคารหลัก สวยงามไม่น้อย



ชีวประวัติโจเซฟ สตาลิน แบบพอสังเขป
คัดลอกจาก History of War Thailand
โจเซฟ สตาลิน ผู้นำสหภาพโซเวียตคนที่สองต่อจากเลนิน ดำรงตำแหน่งวันที่ 3 เมษายน 1922 ถึงวันที่ 5 มีนาคม 1953
สตาลินเกิดวันที่ 18 ธันวาคม 1878 ที่เมืองโกรี รัฐจอร์เจีย จักรวรรดิรัสเซีย ชีวิตในวัยเด็กของเขาไม่ค่อยดีนัก พ่อเขาเป็นคนทำรองเท้าขี้เมาและชอบทำร้ายร่างกายคนในครอบครัว ต่อมาพ่อของสตาลินย้ายไปที่อื่น สตาลินเลยต้องอยู่กับแม่สองคนในจอร์เจีย เมืองที่สตาลินอยู่นั้นเรียกได้ว่าสังคมค่อนข้างแย่เกิดอาชญากรรม ความรุนแรงเต็มไปหมด (ผมไม่แน่ใจว่าจริงไหมแต่ในวิกิเขียนว่ามันทำให้สตาลินเป็นคนก้าวร้าวและก็เกลียดยิวเพราะกู้เงินจากนายทุนชาวยิวแล้วเก็บดอกเบี้ยราคาแพงพอไม่มีจ่ายก็โดนยึดข้าวของในบ้าน)
แต่สตาลินผิดกับฮิตเลอร์นะครับ สตาลินเป็นเด็กหัวดีมี ความจำดี และหัวไว มักไปขอยืมหนังสือจากห้องสมุดบ่อยๆ เวลาสอบสตาลินมักติดลำดับ 1 เสมอ แม่สตาลินเป็นพวกเคร่งในศีลธรรม พอสตาลินโตก็ให้บวชแล้วไปเรียนที่โรงเรียนสามเณรกอรี่(รร.สอนศาสนา)ด้วยความอุปการะจากเศรษฐีชาวจอร์เจียชื่อยาคอฟที่แม่ของสตาลินทำงานรับจ้างเป็นแม่บ้าน ด้วยความสำนึกบุญคุณ เมื่อเขามีลูกชายคนแรก สตาลินได้ตั้งชื่อว่ายาคอฟ ตั้งตามชื่อผู้ที่อุปการะเขา
วันคริสต์มาสของนิกายออโธดอกซ์ สตาลินพร้อมกลุ่มนักร้องประสานเสียงของโรงเรียนสามเณรกอรี่ ได้มายืนสวดอยู่ริมสะพานข้ามแม่น้ำคูร์ เกิดอุบัติเหตุรถม้าวิ่งชนกลุ่มนักร้อง โชคร้ายสตาลินโดนล้อทับเต็มๆเข้าที่มือซ้าย แต่กลับไม่ได้ไปรักษาเพราะยากจน นี้เป็นเหตุผลที่มือซ้ายของสตาลินพิการครับ
สตาลินเริ่มมีบทบาทในพรรคบอลเชวิก และหลังจากพรรคบอลเชวิคทำการปฎิวัติระบอบกษัตริย์ในรัสเซียสำเร็จ สตาลินก็ได้รับตำแหน่งใน People’s Commissariat for Nationalities จนเลนินตายก็เกิดการแย้งอำนาจกับลีออน ทรอตสกีแต่สุดท้ายสตาลินก็ได้ขึ้นเป็นผู้นำ
ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สหภาพโซเวียตบุกโปแลนด์และแบ่งครึ่งกันกับนาซี เยอรมนีก่อนที่จะทำสนธิสัญญาไม่รุกรานกันเอง(Molotov–Ribbentrop Pact)ในปี 1939 สตาลินประกาศว่าศาสนาเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ห้ามมีทรัพย์สินส่วนตัวในครอบครอง ใครไม่ทำตามก็จะถูกส่งไปค่ายกักกันเป็นผลให้ตายไป 10 กว่าล้านคน
สงครามระหว่างนาซีกับพันธมิตรเดินทางยาวไปถึงปี 1941 ฮิตเลอร์กลับประกาศสงครามกับสหภาพโซเวียตและเปิดปฎิบัติการ Barbarossa ช่วงแรกสหภาพโซเวียตแพ้นำมาตลอดเสียพื้นที่ไปจำนวนมากจนพลิกกลับมาได้ตอน Battle of Stalingrad และดันนาซีกลับไปถึงเบอร์ลิน พันธมิตรชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อชัยชนะครั้งนี้สตาลินต้องแลกไปกับทหารและประชาชนรวมกันมากกว่ายี่สิบล้านคน และเตรียมทหารพร้อมจะบุกญี่ปุ่นแต่ไม่ทัน ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้กับสหรัฐไปแล้ว และนี้คือจำนวนผู้เสียชีวิตที่แน่นอนในสงครามโลกครั้งที่ 2 ของสหภาพโซเวียต
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงสหภาพโซเวียตได้ก้าวมาเป็นมหาอำนาจโลกในเกือบทุกๆด้านและมีนโยบายกับต่างประเทศ เริ่มเข้าสู่ยุคสงครามเย็นระหว่างประชาธิปไตยกับคอมมิวนิสต์
สตาลินตาย 5 มีนาคม 1953 อายุได้ 75 ปี สาเหตุการตายไม่แน่ชัดครับดูจากวิกิเขียนว่าเลือดออกในสมองเสียชีวิตแต่จะมีเบื้องหลังอะไรรึป่าวไม่แน่ชัด หลังสตาลินตาย นีกีตา ครุชชอฟ ก็ขึ้นมาเป็นผู้นำสืบทอดตำแหน่งต่อจากโจเซฟ สตาลิน เกิดการผ่อนคลายความเข้มงวดในระบบสตาลินลง พร้อมทั้งประณามขุดคุ้ยความโหดร้ายของสตาลินออกมาเผยแพร่ ที่ไหนที่มีรูปปั้นสตาลินจะถูกทุบทิ้ง เพลงชาติที่เคยมีชื่อสตาลินก็ถูกลบออก ศพของสตาลินก็ย้ายจากข้างๆเลนิน ไปฝังอยู่ในกำแพงเครมลินแทน มันสร้างความไม่พอใจให้เหมา เจ๋อตุงอย่างมาก เพราะพี่เหมาเค้ายึดเอาการยึดถือลัทธิการเชิดชูวีรบุรุษ ถึงขั้นเกิดการแบ่งแยกอุดมการณ์ของลัทธิคอมมิวนิสต์กันเลยทีเดียว
ถ้าจะเข้าชมอาคารด้านใน (ส่วนพิพิธภัณฑ์) มีค่าเข้าชม 10GEL แต่คำบรรยายต่างๆเป็นภาษาจอร์เจียนและภาษารัสเซีย พวกเราก็เลยตัดสินใจไม่เข้าไปดูชั้นบนที่เป็นห้องจัดแสดง แต่ออกมาเดินเล่นด้านนอก มาชมสวนสาธารณะ และบ้านพักที่สตาลินเคยอาศัยอยู่ (แต่โชคร้ายที่ปิดซ่อม โดยล้อมรั้วมิดชิด)




ด้านในอาคารหลักชั้นบนเป็นห้องจัดแสดง ประวัติ ข้าวของ เครื่องใช้ รวมทั้งเรื่องราวของประวัติศาสตร์ในยุคที่ปกครองโดยระบอบคอมมิวนิสต์


บ้านพักที่สตาลินเคยอาศัยอยู่ เป็นกระท่อมไม้ขนาดเล็ก สร้างอาคารปูนครอบไว้ สตาลินเกิดในบ้านหลังนี้และใช้ชีวิต 5 ปีแรกอยู่ที่นี่
ตอนนี้ล้อมรั้วทำการซ่อมแซม เลยไม่ได้เข้าดูใกล้ๆ


ตู้รถไฟส่วนตัวของสตาลิน ว่ากันว่ากันกระสุนด้วย ก็เอามาวางไว้ในสวนข้างอาคารด้วย


พื้นที่ของพิพิธภัณฑ์สตาลิน เชื่อมต่อออกไปเป็นสวนสาธารณะ Stalin Park
ได้เวลาอาหารกลางวันพอดี เจอร้านอาหารจอร์เจียใกล้ที่จอดรถ เป็นอาหารง่ายๆอารมณ์จอร์เจียฟาสฟู๊ด ขาย เบอร์เกอร์ เคบับ และอาหารจอร์เจียน ก็เลือกร้านนี้เลยไม่คิดมาก มื้อนี่เลยได้ลอง Khachapuri ที่เห็นตามรีวิวเยอะมาก ป้าคนทำหน้าตาแบบป้ารัสเซียตัวอ้วนใหญ่ แค่เห็นก็รู้ว่าต้องเด็ดแน่นอน
🍽 Prassas Fast food (11:00 AM – 11:00 PM)
📍https://maps.app.goo.gl/CGkZo1LAqHgCAEPa9




มื้อนี้มี Khachapuri (11GEL), Beef Burger (7GEL) + น้ำอัดลม จ่ายไป 20GEL อิ่มอร่อยและถูกที่สุดในทริป

Khachapuri อาหารท้องถิ่นของจอร์เจีย ทำจากแป้งยีสต์นุ่มๆ สอดไส้ชีส อบในเตาอบหรือบนเตา Khachapuri มีหลายแบบ เป็นเอกลักษณ์ตามแต่ภูมิภาค เช่น Adjarian Khachapuri (Acharuli) น่าจะเป็นอันที่หลายคนคุ้นเคยหน้าตา แผ่นแป้งทำเป็นทรงรีคล้ายเรือ ตรงกลางใส่ชีสและไข่ไก่ ซึ่งมันมีความหมายลึกซึ้งว่า ออกแบบให้คล้ายเรือ สะท้อนถึงต้นกำเนิดในภูมิภาค Adjara ริมทะเลดำ ไข่แดงตรงกลางเป็นสัญลักษณ์ของดวงอาทิตย์ เวลาจะกินก็คลุกชีสกับไข่ผสมกัน แล้วฉีกแผ่นแป้งมาจิ้มกิน แบบอื่นเช่น Imeruli khachapuri จะเป็นแผ่นแป้งกลมคล้ายพิซซ่าสอดไส้จอร์เจียนชีส มักจะอบบนกระทะดินเผา (ketsi) ในเตาผิงตามวิธีดั้งเดิมของภูมิภาค Imereti ส่วน Megrelian khachapuri เหมือน Imeruli แต่ใส่ชีส 2 ชนิด หรือ Gurian Khachapuri ขนมอบรูปจันทร์เสี้ยวจากภูมิภาค Guria เป็นแผ่นแป้งพับสอดไส้ด้วยชีสและไข่ต้มสับ ดูเหมือนรูปพระจันทร์เสี้ยว ชาวกูเรียนทำขนมนี้สำหรับคริสต์มาส จึงเรียกง่ายๆ ว่า “Christmas pie” บางคนก็เรียกว่า “Gurian pie”
Photo : http://www.tasteatlast.com
หลังมื้อเที่ยง ก็ขับรถออกนอกเมือง Gori ไปประมาณ 14 กม. เพื่อไปดูเมืองถ้ำโบราณ ที่เป็นมรดกโลกแห่งหนึ่งของจอร์เจีย เมื่อมาใกล้ถึงจะเห็นป้อมยามเพื่อเก็บค่าจอดรถราคา 10GEL! ซึ่งเราอ่านรีวิวมาแล้ว หลายคนบอกว่าจอดด้านนอกแล้วเดินมาก็ได้ พวกเราก็เลยจอดรถก่อนถึงป้อมยาม พอเดินมาใกล้ป้อมยามก็มีคนเดินมาเรียกเก็บเงินอยู่ดี พร้อมชี้ออกไปว่าจอดตรงไหนก็เก็บเงินเหมือนกันหมด ไม่แน่ใจว่าเจ้าหน้าที่หรือเปล่าเพราะไม่มีตั๋วให้ แต่คนในป้อมยามก็เห็นอยู่ก็ไม่ว่าอะไร ไม่อยากจ่ายแต่ก็ไม่อยากมีปัญหาเพราะล้อมหน้าล้อมหลังไม่ยอมให้เดินผ่านง่ายๆ ก็เลยจ่ายไปตัดปัญหา ตอนขากลับเห็นฝรั่งบางคนไม่ยอมจ่ายก็โดนเดินตามโวยวายกันไปตลอดทาง ไม่รู้ว่าจบยังไง แต่เก็บค่าจอดแพงมาก (น่าจะรู้แกว เพราะคนบอกต่อๆกันให้จอดด้านนอก เลยมาดักไล่เก็บเงินด้านนอกด้วย)



อุตส่าห์จอดด้านนอก เดินมาก็โดนประกบตัวขอเก็บค่าจอดอยู่ดี
Uplistsikhe Cave Town (God’s Fortress, ป้อมปราการของพระเจ้า) เมืองสำคัญบนหน้าผาหินอายุกว่า 3,000 ปี Uplistsikhe ถูกกล่าวถึงในพงศาวดารตั้งแต่ยุคแรกเริ่มในช่วงสหัสวรรษที่ 1-2 ก่อนคริสตกาล เมืองนี้เคยเป็นศูนย์กลางทางศาสนา การเมือง และวัฒนธรรมที่สำคัญในยุคเฮลเลนิสติกและยุคโบราณตอนปลาย (ราวศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล) ยุครุ่งเรืองของเมืองนี้ย้อนกลับไปได้ถึงศตวรรษที่ 9-11 แต่สุดท้ายเมืองนี้ถูกทำลายโดยชาวมองโกล ในศตวรรษที่ 13
ความน่าสนใจของเมืองอยู่ที่สถาปัตยกรรมและวิศวกรรมยุคโบราณ ใช้การขุดเจาะชั้นหินให้เป็นที่อยู่อาศัย มีห้องโถงใหญ่ที่มีเพดานโค้งแบบอุโมงค์ ส่วนพระราชวังมีเพดานแบบซี่โครงมีช่องเปิด เป็นช่องระบายควันที่เปิดรับแสงได้ รองรับด้วยเสาสองต้นที่แกะสลักจากหิน มีโบสถ์สามโบสถ์ที่สกัดจากหินในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 6 และทางทิศตะวันออกมีโบสถ์สามโบสถ์ที่สร้างด้วยอิฐในช่วงศตวรรษที่ 9-10

การเที่ยวเมืองถ้ำอุพลิสชิเค มีค่าเข้าชมคนละ 15GEL ใครอยากฟังคำบรรยายก็มีไกด์ภาษาอังกฤษพาเดินชม หรือเช่าเครื่องฟังบรรยายได้ แต่เราเดินกันเอง อาศัยอ่านป้ายตามจุดต่างๆเอา ทางเดินเป็นบันไดบ้าง ไต่หินบ้าง ที่สำคัญแดดแรงและร้อนมาก ใส่รองเท้าสบายๆและควรใส่หมวกด้วย ดูจากแผนที่แล้วเดินไล่ไปตามทางเดิน เป็นจุดๆตามหมายเลข จะดูให้ทั่วสามารถเดินวนรอบได้ ใช้เวลาสัก 1-2 ชม. แต่อย่างน้อยควรเดินขึ้นไปให้ถึงโบสถ์บนยอดเขา บางคนก็เดินย้อนกลับเลย บางคนก็เดินต่อไปเพื่อวนลงอีกด้าน



จากแผนผังมีจุดชมอยู่ 22 จุด เป็นการเดินขึ้นเนินลงเนินตลอด เลี้ยวไปเลี้ยวมา งงบ้าง หลงบ้าง ก็พยายามเดินไล่ลำดับไป สุดท้ายก็ไม่ครบ

แต่ละจุดจะมีป้ายบอกว่าตรงนี้คืออะไร อาศัยจินตนาการเอาหน่อย แต่ถ้าเช่า audio guide กดฟังก็น่าจะมีคำอธิบาย




บางช่วงก็มีบันได บางช่วงก็เดินไต่ไปบนหิน

ป้ายบอกว่า 6. Three Wall Temple ยังสงสัยว่ามองยังไงเป็นวัดนะ (งงอีกอย่าง เลข audio guide ไม่ตรงกับเลขแผนผัง)




ขึ้นมาถึงตรงบริเวณ Inner City ถ่ายรูปสวยดี ทั้งวิว และโถงถ้ำ





กลุ่มพระราชวัง เป็นส่วนที่มีรายละเอียดมากกว่าส่วนอื่นที่แค่ขุดเป็นโถงถ้ำเฉยๆ





Uplistsulis Eklesia (Prince Church) บนเขา Uplistsikhe Cave Town




ด้านในโบสถ์ไม่เหลือภาพฝาผนังอะไรให้เห็นเท่าไหร่แล้ว

ไต่กันขึ้นมาถึงโบสถ์ด้านบนแล้ว บางคนก็เดินวนกลับลงไปทางเดิมเลยก็มี แต่พวกเราเลือกเดินต่อไปอีก ก็ไม่ได้มีอะไรน่าตื่นตาตื่นใจสักเท่าไหร่



เดินมาเจอ Wine Cellar ที่เข้าไปชิมไวน์ได้ กับมี Wine Ice-Cream ขายด้วย ก็เลยขอแวะหลบแดดกับชิมไอติมหน่อย เพราะแดดร้อนเหลือเกิน
ไอติมราคา 10GEL แพงอยู่ แต่ขอลองหน่อย ก็ได้รสและกลิ่นไวน์แดงอยู่นะ

จาก Wine Cellar มีป้ายบอกเป็น Exit ก็เลยเดินออกกันไปเลย ใช้เวลาเดินวนๆหลงๆอยู่ 1 ชม. 20 นาที คิดว่าดูจุดสำคัญๆได้หมด แต่ก็ไม่น่าครบทุกจุด


ออกเดินทางต่อ จาก Gori ใช้ถนน E60 ต่อไปทางทิศตะวันตก ทางไฮเวย์อย่างดี แถมเจาะอุโมงค์ทะลุเขาทุกลูกไปเลย ไม่ต้องขับรถอ้อมขึ้นเขาลงเขา ขับยาวๆ 160 กม. ตรงไปเมืองที่พักคืนนี้ Kutaisi


KUTAISI
ქუთაისი
Kutaisi ศูนย์กลางการปกครองของ Imereti region เป็นอีกหนึ่งในเมืองเก่าแก่ในจอร์เจีย และเป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดเป็นอันดับห้าในยุโรป มีคนอยู่อาศัยมาตั้งแต่สมัยโบราณ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 15-13 ก่อนคริสตกาล Kutaisi เป็นเมืองหลวงของจอร์เจียโบราณอยู่ถึง 124 ปี ตั้งอยู่บนฝั่งขวาของแม่น้ำริโอนี Rioni River ปัจจุบันเป็นเมืองใหญ่อันดับ 3 ของจอร์เจีย รองจาก Tbilisi กับ Batumi

เมืองโบราณจริง ถนนยังเป็นหินอยู่เลย
มาถึงตัวเมืองในตอนบ่ายแก่ๆ ที่พักเป็นอพาตเมนต์ในอาคารเก่าสมัยโซเวียต ทำเลดีมาก อยู่ตรงวงเวียนน้ำพุกลางเมืองเลย ห้องกว้างขวาง มีเครื่องครัวพร้อม พวกเราจะนอนที่ Kutaisi 2 คืน เพราะต่อไปจะเป็นการขับรถยาวมาก คือขับรถทั้งวันให้ถึง Mestia
พอได้จอดรถเข้าห้องพักแล้วก็ขี้เกียจจะออกไปไหนอีก วันนี้เลยทำอาหารง่ายๆจากเสบียงที่เราเอามาจากเมืองไทย นอกจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แนะนำให้พกอาหารพร้อมกินมาบ้าง เดี๋ยวนี้มีขายเยอะมาก


มื้อนี้มีไก่กระเทียมพริกไทย แกงเผ็ดปลาซาดีน แล้วทอดไข่เจียวอีก 1 จาน (ไข่ไก่มาซื้อที่นี่ 1 แพ็คเลย ทำอาหารได้ทุกมื้อ) ข้าวสวยแพ็คเอามาอุ่นปุ๊บ กินได้เลย อิ่มแล้วมื้อนี้ก็เปิดเบียร์เปิดไวน์แกล้มทาโร่อบกรอบ (ทาโร่เอามาด้วยค่ะ พกไว้กันหิว แต่เอาทำกับแกล้มก่อน ฮา…)

วิวจากที่พักดีงาม แต่อยากตัดยอดไม้ทิ้งจริงๆ
พรุ่งนี้เป็นวันพักผ่อนให้คนขับได้พักบ้าง วางแผนไว้คร่าวๆว่า ช่วงเช้าจะออกไปเที่ยว Martvili Canyon ไปพายเรือชม Canyon แต่ต้องขับรถออกไป 50 กม. ไปกลับก็ 100 กม. (ไหนว่าวันพักผ่อน) แล้วช่วงบ่ายมาเดินเล่นในเมือง เย็นๆไป Bagrati Cathedral จิบไวน์ไปคุยกันไปสรุปว่า ไม่ไปพายเรือล่ะ ขอพักจริงๆ ก็เลยจะเที่ยวเล่นในเมือง เพราะเมืองนี้ใหญ่ ตึกรามบ้านช่องสวยงามเหมือนยุโรปกลาง ถ้าเวลาเหลือก็ไปนั่งกระเช้าโบราณขึ้นจุดชมวิวกัน
DAY-6 : KUTAISI
It’s Raining Day!


ตื่นเช้ามา เปิดม่านออกไปดู ฝนตก! แผนที่ตกลงกันเมื่อคืนนั้น พับไปได้เลย ดูพยากรณ์อากาศแล้วคือตกทั้งวัน ได้พักผ่อนกันเต็มที่จริงๆล่ะทีนี้


ตั้งใจว่าจะตื่นสายหน่อย แล้วลงไปเดินหาร้าน Brunch นั่ง แล้วค่อยเดินเล่นในเมือง เมื่อฝนลง ก็เลยกลายเป็น brunch ในห้องแทน
ชงกาแฟก็แล้ว กินข้าวเช้าก็แล้ว ฝนก็ไม่หยุด นอนเล่นนั่งเล่นไป จนดูแล้วฝนเริ่มซา คือไม่หยุดนะ แต่ลงเม็ดบางๆเบาๆ เราต้องลุยล่ะ ขับรถขึ้นไปโบสถ์ประจำเมืองบนเนินเขาก่อนเลย
Bagrati Cathedral (The Kutaisi Cathedral) อยู่บนเนินเขา Ukimerioni สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1003 ในรัชสมัยของพระเจ้าบากราตีที่ 3 (Bagrat III of Georgia) เป็นอนุสรณ์สำคัญทางวัฒนธรรมจอร์เจีย ในด้านสถาปัตยกรรมและในเชิงสัญลักษณ์ของความสามัคคี และความเข้มแข็งของประเทศ สถาปัตยกรรมเป็นอาคารทรงโดมไขว้แบบสามส่วน (Triconch-type cross-domed structure) มีโถงทางเดิน 3 ช่อง ด้านตะวันตกมีทางเดินกลางสามส่วน โถงด้านข้างมีสองชั้น พื้นกับผนังประดับโมเสค วิหารบากราติเคยได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1994 แต่ถูกถอดออกจากรายชื่อหลังจากการบูรณะ ด้วยเหตุผล “เป็นอันตรายต่อความสมบูรณ์และความถูกต้องแท้จริงของมหาวิหาร”





ถ้าฝนไม่ตก ฟ้าเปิด บนนี้เป็นจุดชมวิวเมือง Kutaisi ได้ด้วย แต่วันนี้ฟ้าขาวโพลน
ตอนขับรถขึ้นมาถึง โชคดีว่าฝนหยุด เลยพอได้เดินชมบริเวณรอบๆ แต่ก็เดินได้ไม่นาน ฝนเริ่มลงเม็ดอีก เลยต้องรีบวิ่งเข้าด้านใน ถือโอกาสชมวิหารด้านในไปสักพัก พอฝนเริ่มซาก็รีบวิ่งมาขึ้นรถ








ขับรถมาเจอ St. George’s Church อยู่ไม่ไกลจาก Bagrati Cathedral
เที่ยวไป 2 โบสถ์ ฝนยังตกไม่หยุด เดี๋ยวหนักเดี๋ยวเบา จะไปเดินเล่นในเมืองก็ไม่ได้ เลย Search ดูว่ามีอะไรเที่ยวได้อีกบ้าง ความจริงมีวิหารมรดกโลกอีกที่ๆอยากไปดู คือ Gelati Monastery แต่หาข้อมูลมาล่วงหน้า ว่าปิดปรับปรุง เสียดายมาก แต่ใกล้ๆกันมีอีกวิหาร ก็เลยว่าขับไปดูกัน ต้องออกจากกลางเมืองไปประมาณ 7 กม. แล้วขับขึ้นเขาไปอีกหน่อย
Motsameta Monastery ภาษาจอร์เจียนแปลว่า “สถานที่แห่งผู้พลีชีพ” มาจากเรื่องราวประวัติศาสตร์ของพี่น้องตระกูล Mkheidze เดวิดและคอนสแตนติน ที่ยืนหยัดต่อต้านการรุกรานจากชาวอาหรับในศตวรรษที่ 8 แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ พวกเขาปฏิเสธความเมตตาที่ชาวอาหรับเสนอให้ โดยต้องเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม แต่ 2 พี่น้องเลือกยอมรับการทรมานและความตาย และถูกทิ้งร่างลงในแม่น้ำ ทำให้น้ำในแม่น้ำกลายเป็นสีแดงฉานตลอดกาล เมื่อนำศพมาฝังไว้ที่โบสถ์ ชาวอาหรับก็ยังตามมาทำลาย ภายหลังพระเจ้า Bagrat ที่ 4 (King Bagrat IV) กษัตริย์ผู้ครองจอร์เจียในศตวรรษที่ 11 ได้ทรงให้สร้างอาคารหลังใหม่บนพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ เพื่อเป็นเกียรติแก่เดวิดและคอนสแตนติน พี่น้องผู้พลีชีพที่ได้รับการประกาศเป็นนักบุญโดยคริสตจักรออร์โธดอกซ์แห่งจอร์เจีย


ขับขึ้นไปตาม GPS จนสุดทาง ที่ลานจอดรถมีรถจอดอยู่แค่คันเดียว Google map บอกว่าต้องเดินต่อไปอีก 400 ม. ข้ามทางรถไฟไป ฝนยังลงปรอยๆตลอด ก็ใส่เสื้อฮู๊ดเดินกันไป ฝนลงปรอยๆ อากาศชื้นๆเย็นๆ ว่าไปก็บรรยากาศดีไปอีกแบบ มีเมฆลอยตามยอดเขา





เห็นเงียบๆแบบนี้ แต่ก็มีคนเข้ามาเที่ยวอยู่ 3-4 คนเหมือนกันนะ และที่สำคัญ มีรถมาจอดที่ลานหน้าโบสถ์นี้ได้ด้วย


ตำนานท้องถิ่น มีเล่ากันถึงเรื่อง ชั้นใต้ดินของวัด Motsameta มีเส้นทางลับไปวัด Gelati อันเลื่องชื่อได้ด้วย และถูกใช้เป็นเส้นทางลับในช่วงสงคราม ปัจจุบันห้องใต้ดินเหล่านี้เป็นที่บรรจุอัฐิอันศักดิ์สิทธิ์ของเหล่านักบุญ





ตอนเดินกลับออกมาถึงตรงทางรถไฟ ก็ถึงบางอ้อว่ารถที่จอดหน้าโบสถ์เข้าไปยังไง เพราะเจอรถนักท่องเที่ยว เดาว่าเป็นคนท้องถิ่น ฮีก็มาเปิดประตูที่กั้น แล้วขับรถเข้ามาเลย ก็ขับไปตามทางที่เราเดินนี่แหละ ใครจะไปรู้ล่ะ เห็นกั้นปิดไว้ และพอเดินมาถึงรถ ก็มีเจ้าหน้าที่โผล่มาจากไหนไม่รู้ได้ มาเก็บค่าจอดรถ 2GEL
มาถึงตรงนี้แล้ว Motsameta Monastery ห่าง Gelati Monastery ไม่ไกล (ก็ขนาดมีทางลับเชื่อมถึงกันได้น่ะ) เลยขอวนไปดูหน่อย ก็ว่างๆไม่มีอะไรจะเที่ยวแล้ว ไปถึงแล้วก็ลงไปอ่านป้ายประกาศ มันบอกว่าปิดปรับปรุง แต่ว่าตัวโบสถ์ยังเปิดให้นักท่องเที่ยวและผู้แสวงบุญเข้าไปได้ เฉพาะเสาร์-อาทิตย์ และวันที่มีกิจกรรมทางศาสนา แต่เท่าที่อ่านรีวิวมา นอกจากด้านนอกที่กั้นปิดหมด ด้านในก็มีแต่นั่งร้านซ่อมแซมเต็มไปหมด
Gelati Monastery ป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญทางศาสนาและวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่สุดของประเทศ กษัตริย์เดวิดทรงเริ่มก่อสร้างอารามและสถาบันในปี ค.ศ. 1106 เพื่อเป็นการยกย่องชัยชนะของพระองค์เหนือชาวเติร์ก สถาบันแห่งนี้เป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาแห่งแรกๆ ที่ก่อตั้งขึ้นในยุคกลาง และกลายเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมหลักของจอร์เจีย แม้ว่าสถาบันแห่งนี้จะยุติการดำเนินงานในช่วงปลายยุคกลาง และถูกดัดแปลงเป็นโรงอาหาร แต่อารามยังคงใช้งานอยู่ อารามแห่งนี้มีชื่อเสียงในด้านการสะสมภาพโมเสก ภาพวาดฝาผนัง งานเคลือบ และงานโลหะตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 ถึง 19 เกลาติได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโกในปี ค.ศ. 1994 และในปี ค.ศ. 2006 ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอนุสรณ์สถานถาวรแห่งมรดกทางวัฒนธรรมจอร์เจีย แต่เพราะความไม่สงบทางการเมืองและเศรษฐกิจในจอร์เจียในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อารามและสถาบันเกลาติจึงถูกละเลยเช่นเดียวกับสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์อื่นๆอีกมากมาย ตัวโบสถ์พระแม่มารีเกิดหลังคารั่ว และเกิดการซึมของน้ำ ทำความเสียหายให้กับโครงสร้างและจิตรกรรมฝาผนัง และสารชีวภาพทำให้ปูนปลาสเตอร์และสีแตกร้าว ผุกร่อน และหลุดลอกออกจากผนัง

Gelati Monastery ช่วงซ่อมแซมห่อมิดชิดด้วยผ้าใบสีขาว ที่มองเห็นบนเขามาแต่ไกล



ขึ้นมาดูให้หายคาใจ (มีนักท่องเที่ยวคันอื่นขับขึ้นมาตลอด คิดว่าคงไม่รู้ แล้วก็มายืนงงๆ วนรถกลับกัน ก็ขนาดเรารู้แล้วยังขอมาดูเลย ฮา…)
ในปี 2010 วัดเกลาติได้รับการขึ้นทะเบียนในรายชื่อมรดกโลกที่อยู่ในภาวะอันตรายของ UNESCO และถูกถอดออกจากมรดกโลกในปี 2017
วนกลับเข้ามาในเมือง ตั้งใจจะไปทานเที่ยงที่ร้านอาหารไทยใกล้ๆ White Bridge วนรถไปดูแล้ว ไม่มีที่จอดรถเลย รถแน่นเต็มไปทั้งถนน เลยวนกลับไปจอดลานจอดรถของที่พัก แล้วเดินไปดีกว่า ฝนยังคงตก หนักบ้าง เบาบ้าง กางร่มเดินชมเมือง ถ่ายรูปไปเรื่อย ทั้งๆฝนตกนี่แหละ เมืองน่ารักดี น่าเสียดายที่อากาศไม่ดี




Central Park Kutaisi ในวันฝนฉ่ำ





Soviet Sculpture Complex ลานประติมากรรมขนาดใหญ่ที่สะท้อนถึงศิลปะและอุดมการณ์ในยุคโซเวียต



เดินผ่าน Archway ถนนนี้มีกราฟฟิตี้น่ารัก กับร้านนั่งแฮงค์เอาท์หลายร้าน ถ้าวันอากาศดีๆ แถวนี้น่าจะมีคนเยอะอยู่




ทะลุ Archway ออกไปเจอ Veriko Anjaparidze Square แถบนี้สวยมาก ทั้งตึกทั้งถนน เหมือนอยู่ยุโรปกลาง เสียดายที่วันนี้ฝนตก ไม่เหมาะมาเดินเล่นถ่ายรูปเลย เสียดายจริงๆ





🍽 Siam Thai Restaurant (08:00 AM – 11:00 PM)
📍https://maps.app.goo.gl/CGkZo1LAqHgCAEPa9
ร้านอาหารไทยที่อ่านรีวิวมา ก็เลยมาอย่างตั้งใจ ร้านอาหารไทยแต่เข้าไปเจอพนักงานเป็นคนจอร์เจีย ไม่เจอคนไทยเลย อุตส่าห์สั่งเป็นภาษาอังกฤษ ฝรั่งบอก อ่อ….โต้มข่าก่าย แบบสำเนียงคาราโอเกะ มื้อนี้สั่งต้มข่าไก่ กับป๋วยเล้งผัดหมูกรอบ อร่อยทั้ง 2 อย่าง สงสัยแม่ครัวคนไทย แต่ให้ฝรั่งอยู่หน้าร้าน กับข้าว 2 อย่าง ข้าว 2 จาน น้ำ 2 ขวด รวม 66GEL

☕️ Coffee Bean კოფი ბინი (09:00 AM – 00:00 PM)
📍 https://maps.app.goo.gl/1TNvVG8yABcvPG5n7
เสร็จมื้อเที่ยง ก็เดินหาร้านกาแฟ เดินย้อนกลับทางเดิม ผ่านถนนกราฟิตี้ลอก Archway ไปเจอร้านกาแฟชื่อเหมือนในเมืองไทย ดูโหงวเฮ้งแล้วน่าสนใจ เลยแวะจิบกาแฟกัน กาแฟดีเลย กลับมาอ่านรีวิวได้ 4.3⭐️ เหมือนกันนะ ถ้าฝนไม่ตกน่าไปนั่งจิบกาแฟหน้าร้าน

หลบฝนจิบกาแฟไปพักใหญ่ ฝนก็ยังพรำๆ ไม่รู้จะไปไหนต่อ เดินเล่นก็ไม่ไหวเลยต้องกลับที่พัก ไปนั่งจิบไวน์ดูฝนตกเปาะแปะจนเย็นย่ำ ฝนหยุด 5:30 ตามพยากรณ์เป๊ะ ก็ได้ลงไปเดินเล่นชมเมืองยามเย็น แล้วหาข้าวกินกัน


จิบชาก็แล้ว จิบไวน์ก็แล้ว ฝนไม่หยุดสักที


Meskhishvili Theater / Colchis Fountain


Alexander Pushkin Street
🍽 Thaico (11:00 AM – 10:00 PM)
📍https://maps.app.goo.gl/9UvVgE3pXSGQo6qi8
เดินหาร้านมื้อเย็นวนไปวนมาไปจนถึง Veriko Anjaparidze Squareb ที่ไปเมื่อบ่าย ไม่ถูกใจร้านไหนเลย เดินย้อนกลับ ตัดสินใจเลือกร้านชื่อไทย แต่เข้าไปดูมันเหมือนร้านอาหารตามสั่งแบบร้านจีน เลยลองดู อยากได้อารมณ์เหมือนซีรีย์เมืองนอก กินอาหารจีนกล่องกระดาษ ราคาถูกดีด้วย อิ่มไปอีกมื้อ ปล. ไม่อร่อย

ถูกแต่ไม่อร่อยไปกินร้านอื่นดีกว่า รีวิวให้รู้ว่าไม่อร่อย ฮา… (37GEL ก็ 450 บาท ไม่ได้ถูกมากนะ แต่ไม่อร่อย)
เดินกลับที่พักด้วยความเสียดาย เมืองสวย น่าจะได้เดินเที่ยวทั่วๆเมือง แต่พรุ่งนี้ต้องเดินทางต่อแล้ว

Colchis Fountain เปิดไฟทั้งคืน



รอบวงเวียนชื่อยาว Kutaisi Central Square David Aghmashenebeli มีอาคารเก่าแก่รอบวงเวียน และด้านหนึ่งเป็น Central Park

Kutaisi
🛏 Central apartments Superior Apartment (115GEL/Night) Cash only
📍https://maps.app.goo.gl/hfsirQEcfBxwuqYPA
เลือกโรงแรมนี้จากทำเลที่อยู่ใกล้วงเวียนน้ำพุ Colchis Fountain จะได้จอดรถแล้วเดินเล่นได้เลย เพราะเป็นย่านที่เดินเที่ยวของเมืองเลย ปัญหาของที่พักแบบอพาตเมนต์คือ หายาก ต้องติดต่อเจ้าของและนัดหมายดีๆ เจ้าของห้องนี้ดีมาก พอกดจองปุ๊บ ทัก WhatApp มาทันทีเลย และใกล้วันเข้าพักก็ทักมาอีก ถามตลอดว่าจะมาถึงกี่โมง ส่งรูป ส่งคลิป มาให้ดูว่าอยู่ตรงนี้นะ แต่ดีขนาดนี้แล้วก็ยังต้องวนรถ 2 รอบ เพราะหาที่จอดไม่ได้เลย พอทักบอกไปว่าหาที่จอดไม่ได้ ป้าแกบอกว่า มีลานจอดรถของที่พัก แต่เธอต้องมาเจอฉันก่อน เดี๋ยวฉันพาไปเพราะมันต้องใช้รีโมทกดเปิด ก็ทุลักทุเลนิดหน่อยกว่าจะได้เจอกัน แล้วก็พาไปดูลานจอด ที่ความจริงเราวนไปตรงนั้นแล้ว เจอไม้กั้นปิด ก็เลยวนออกมาหาที่จอดริมถนน ที่แท้มันเป็นที่จอดของตึกที่พักนั่นเอง

อพาตเมนต์อยู่ตึกขาวหลังน้ำพุนั่นเอง ทำเลดีมาก ที่จอดรถต้องวนเข้าไปหลังอาคารมี Courtyard ที่จอดของคนอยู่อพาตเมนต์ตึกแถวนั้น ต้องมีรีโมทกดเปิดปิดไม้กั้น

อุปสรรคอีกอย่างคือ ป้าเจ้าของพูดอังกฤษไม่ได้เลย ต้องคุยกันผ่านแอปแปลภาษา ก็ทุลักทุเลหน่อย แต่ที่ทุลักทุเลขั้นสุดคือ ห้องพักอยู่ชั้น 5 และตึกเก่ายุคโซเวียตไม่มีลิฟต์ ก็เลยไม่สามารถแบกกระเป๋าขึ้นไปไหว อาศัยเปิดท้ายรถหยิบข้าวของใส่กระเป๋าเล็กขึ้นไปทีละวัน อยากได้อะไรเพิ่มต้องเดินลงบันได 5 ชั้นมาเอา ลำบากลำบนพอสมควร แต่ห้องพักก็กว้างใหญ่ สะดวกสบายดี ถามป้าว่าฮีตเตอร์ใช้ได้มั๊ย ป้าพยายามเปิดอยู่แต่เปิดไม่ติด สุดท้ายป้าหันมาทำมือทำไม้บอกว่า ไม่หนาวๆ ไม่ต้องใช้หรอก ฮา… แต่ก็ไม่หนาวขนาดนั้นจริงๆ ห้องอุ่นดีใช้ได้ มีครัว มีตู้เย็น เครื่องซักผ้า แต่เครื่องครัวป้าน้อยไปนิด คือไม่ขาดโน่นก็ขาดนี่ ทำกับข้าวยากไปหน่อย ห้องน้ำไม่ได้ใหม่มาก แคบแต่ก็สะอาด น้ำอุ่นดี แต่ไม่มีอุปกรณ์อาบน้ำให้เลยนะ wifi ก็ใช้ได้ดี ใครชอบพักแบบอพาตเมนต์ก็ถือว่าใช้ได้ แต่ต้องเดินขึ้นๆลงๆบันได 5 ชั้นเอาหน่อย






บรรยากาศดีอยู่นะ
จบวันที่ 6 กับเมือง Kutaisi ที่อุตส่าห์มานอน 2 คืนแต่แทบไม่ได้เที่ยวในเมืองที่สวยมากๆเพราะฝนตก ตอนหน้าจะขับรถไปต่อที่เมืองไกลโพ้น Mestia และ Ushguli [Gorgeous Georgia #3 : Mestia – Ushguli – Batumi]

Leave a comment