GEORGIA TRIP #3 Mestia – Ushguli – Batumi
End of October 2025

ทริปจอร์เจีย 12 วัน ถือว่าเป็นทริปยาวพอสมควร ไม่สามารถรีวิวให้ครบได้ใน 1 โพสต์ จึงขอแบ่งเป็น 3+1 ตอนแล้วกัน

ตั้งต้นเที่ยวจาก Tbilisi (ตอนที่ 1) แล้วเปิด Road Trip ขึ้นไปทาง Kazbegi แวะเที่ยว Juta แล้วย้อนกลับมา Mtskheta แล้วขับต่อไปทางตะวันตก ผ่าน Gori ไปถึง Kutaisi แล้ว (ตอนที่ 2) มาถึงตอนที่ 3 จะขับต่อไปทางตะวันตกมุ่งหน้าไปทางทะเลดำ แล้วขึ้นเหนือผ่าน Zugdidi ไปที่ Mestia อยู่ที่ Mestia 3 คืน Hiking ไปดู Glacier ไปเที่ยวหมู่บ้านมรดกโลก Ushguli แล้วกลับลงมาเที่ยวเมืองริมทะเลดำ Batumi จบทริป ขับรถยาวๆข้ามประเทศกลับไป Tbilisi

เช้าสุดท้ายใน Kutaisi แดดออก อากาศสดใสซะงั้น คิดในแง่ดีวันขับรถทางไกล ฝนไม่ตกก็ดีเหมือนกัน จัดการอาหารเช้าเรียบร้อยก็ WhatApp บอกป้าว่าจะกลับแล้ว ป้าต้องมาที่ห้องตรวจดูห้อง แล้วคืนรีโมทไม้กั้น Courtyard จอดรถ มื้อเช้านี้จัดโจ๊กซองเบาๆ ชงกาแฟกับขนมปังปิ้ง ข้อดีของที่พักมีครัว

วนรถออกด้านหลังตึก ตั้งใจไปถ่ายรูปกราฟิตี้ใหญ่ยักษ์ที่ผนังตึก ที่เห็นตั้งแต่วันแรก ว่าจะเดินมาถ่ายรูปแล้วฝนตก วันนี้อากาศดีสดใส ต้องได้ถ่ายรูปก่อนออกจากเมืองแหละ กลับมาหาข้อมูลเกี่ยวกับรูปนี้ได้ความว่า เป็นภาพคนทำขนมปังชาวจอร์เจียกำลังนวดแป้งเพื่อทำคาชาปุรี โดย Sasha Korban ศิลปินชาวจอร์เจียผู้สร้างสรรค์สตรีทอาร์ตที่สะท้อนวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และริมถนนก็มีแม่ค้าวางก้อนขาวๆที่ดูเหมือนชีส หรืออาจจะเป็นก้อนแป้งโดก็ไม่แน่ใจ เข้ากับรูปบนผนังดี

นอกจากกราฟิตี้แล้วหันไปทางซ้าย ก็เห็น Bagrati Cathedral สวยเด่นในวันที่แดดสดใส

พออากาศดี ก็ต้องบอกลา Kutaisi เดินทางต่อไปเสียแล้ว

เป้าหมายการเดินทางวันนี้คือ Mestia เมืองในหุบเขาคอเคซัส โดยแวะพักเที่ยงที่ Zugdidi เหมือนกับเส้นทางรถสาธารณะเลย ใครไม่เช่ารถขับ ก็ต้องนั่งรถบัสหรือรถตู้จาก Tbilisi มาที่ Zugdidi แล้วต่อรถไป Mestia อีกต่อหนึ่ง ระยะทางจาก Kutaisi ไปถึง Zugdidi ประมาณ 100 กม. ใช้เวลาขับรถไป 2 ชม.กว่าๆ

จาก Kutaisi วิ่งตามถนน E60 แล้วไปต่อถนน E97 ทางดีตลอด

Zugdidi อีกหนึ่งเมืองที่มีประวัติศาสตร์ย้อนไปถึงผู้ตั้งถิ่นฐานยุคแรกที่เข้ามาในภูมิภาคนี้เมื่ออย่างน้อย 4,000 ปีก่อน ตระกูลดาดิอานี | The Dadianis ในศตวรรษที่ 19 เป็นตระกูลมีอิทธิพลอย่างมากต่อเมืองนี้ [The Dadianis เป็นตระกูลขุนนางที่มีชื่อเสียงของจอร์เจีย ปกครองอาณาจักรซาเมเกรโล (โอดีชี) Samegrelo (Odishi) ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 จนกระทั่งถูกผนวกเข้ากับจักรวรรดิรัสเซียในปี 1867] The Dadianis มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับหลายประเทศในยุโรป เช่น ออสเตรีย เยอรมนี และฝรั่งเศส โดยเฉพาะลูกสาวของ Davit Dadiani แต่งงานกับ Achille Murat หลานชายของนโปเลียน ทำให้การวางผังเมืองของ Zugdidi จึงมีรูปลักษณ์และบรรยากาศของเมืองคล้ายกับเมืองในยุโรปในศตวรรษที่ 19

Zugdidi Boulevard

เมืองทางผ่านที่ไม่ได้คิดจะแวะเที่ยว แต่พอหาข้อมูลเพิ่มเติม โอ้โห เมืองนี้มีที่เที่ยวระดับพระราชวังด้วยนะ เช่น  Dadiani Palaces Museum and Cathedral of Blachernae St. Virgin Icon, Dadiani Summer Palace และ Botanical garden ที่สร้างเลียนแบบ Bois De Boulogne Park ที่ Paris แต่พวกเราแค่ใช้เป็นจุดแวะพัก ไม่มีเวลาได้ไปเยี่ยมชม หาข้อมูลมาแค่ร้านอาหาร อ่านจากรีวิวที่แนะนำกันมา 2 ร้าน คือ Diaroni และ Panama มื้อแรกขอเลือกร้าน Diaroni ขากลับก็ต้องมาแวะพักทานข้าวที่นี่อีกค่อยไปชิมอีกร้าน

🍽 DIARONI (10AM – 11PM)
📍https://maps.app.goo.gl/Mv8er1RXLygKYM5M6

ร้านอาหารจอร์เจียที่อ่านเจอในรีวิวว่าอร่อยใช้ได้ ก็ตั้งพิกัดมาเลย ไม่อยากต้องมาวนหาร้านกิน เสียเวลาเดินทาง ร้านดูใหญ่โตหรูหราพอสมควรเลย ช่วงกลางคืนคนน่าจะเยอะ แต่เรามามื้อเที่ยง ไม่มีคนเลย พอใกล้บ่ายโมงถึงมีลูกค้ามาเพิ่มอีก 2-3 โต๊ะ มื้อนี้สั่ง Diaroni Salad / Chicken Soup / PorkOdjakhuri + ข้าว + น้ำ รวมราคา 74GEL (ประมาณ 900 บาท) ราคาดีนะ ร้านนี้แนะนำ

Pork Odjakhuri หมูผัดซอสใส่มันฝรั่งและหัวหอม อันนี้อร่อยดี ถูกใจ รสออกเค็มๆหน่อย กินกับข้าวหรือขนมปังเข้ากันดี

อิ่มมื้อเที่ยงออกเดินทางต่อ ระยะทางจาก Zugdidi ไปถึง Mestia 140 กม. แต่ต้องใช้เวลาประมาณ 3.5 ชม. ช่วงแรกถนนทางหลวงระหว่างเมือง ผ่านหมู่บ้านต่างๆ ถนนดี ขับได้สบาย แต่หลังจากนั้นจะเป็นทางเขาคดเคี้ยวร่วม 100 กม. ต้องใช้เวลามากกว่าปกติไปอีกพอสมควร

พอผ่าน Jvari ไปแล้ว ทางจะขึ้นเขาตลอด ไม่ได้ชันมาก แต่คดเคี้ยวไปตลอด

ในที่สุดก็เริ่มเห็นเทือกเขาคอเคซัสแล้ว

บางช่วงก็ถนนพัง แต่มีไม่มาก เป็นช่วงสั้นๆ

ขึ้นมาทางเหนือด้านนี้ใบไม้เปลี่ยนสีสวยมาก

Ughvali village ก่อนถึง Mestia 25 กม. หมู่บ้านวิวสวยจนต้องจอดรถมาถ่ายรูป

เริ่มเห็นหอคอยแบบนี้ แสดงว่าใกล้ถึง Mestia แล้ว

Mestia เมืองสวยกลางภูมิภาคสวาเนติ Svaneti Region ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจอร์เจีย ตั้งอยู่ที่ระดับความสูง 1,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ชนพื้นเมืองของสวาเนติ คือ ชาวสวาน (The Svans) อาศัยอยู่ที่นี่มานานหลายศตวรรษ ยังคงรักษาวัฒนธรรม ภาษา และสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ไว้ได้อย่างดี จึงได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกจากยูเนสโกถึงสองอย่าง คือ หอคอยยุคกลางและภูมิทัศน์สวาเนติตอนบน

ถนนเส้นหลักของเมืองเป็นย่านเมืองใหม่ คึกคักตลอดเวลา เต็มไปด้วยที่พักและร้านอาหาร

เมสเตียเป็นอีกจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่มาจอร์เจีย มีกิจกรรมกลางแจ้งเยอะแยะมากมาย เดินป่า ปีนเขา ขี่ม้า หรือเล่นสกีได้ ขึ้นอยู่กับฤดูกาลที่มา สาย Hiking แนะนำเดินไป Chalaadi Glacier เส้นทางไม่ยาก ถ้ามาฤดูสกีตั้งแต่ธันวาคม มีสกีรีสอร์ท 2 แห่งเปิดบริการ Hatsvali Ski Resort และ Tetnuldi Ski Resort หรือแค่มาพักผ่อนก็ยังได้ เพราะเมืองนี้ล้อมรอบด้วยธรรมชาติที่สวยงามตระการตา ทั้งภูเขา แม่น้ำ และทะเลสาบ จุดชมวิวยอดนิยม เช่น Heshkeli View Point หรือ Koruldi Lake ก็ถือว่าเป็นจุดยอดนิยม เพราะอยู่บนเขา จะ Hiking หรือเช่ารถขึ้นไปก็ได้ สาย Trekking ก็มีเส้นทางเดินหลายเส้นให้เลือก ที่เที่ยวเยอะขนาดนี่ พวกเราจึงพักที่นี่ 3 คืน

เช็คอินเข้าที่พักแล้วก็ขับรถเข้าไปในเมือง สำรวจเมืองคร่าวๆ แล้วหาร้านนั่งจิบกาแฟ ซึ่งไม่ได้หาข้อมูลมาว่าร้านไหนดี ก็จอดรถแล้วลองเดินดู แต่เย็นแล้วร้านกาแฟเริ่มปิดกัน ร้านยังเปิดส่วนมากคนเริ่มเข้าไป Drink กันแล้ว สุดท้ายตัดสินใจเลือกมั่วๆไปร้านนึงก่อน

☕️ Cafe Bar Buba / კაფე ბარი ბუბა (11:00AM – 11:30PM)
📍 https://maps.app.goo.gl/Fh1pkXJVRHsy33uL7

ด้านนอกดูเงียบๆ พอเข้าไปข้างในตกใจคนเต็มร้านเลย แต่ส่วนมากคือมา Drink กันแล้ว เจ้าของรีบออกมาต้อนรับ พอถามว่ามีกาแฟมั๊ย ฮีบอกมี ก็เลยลองสั่งลาเต้ร้อน 2 แก้ว บรรยากาศหน้าร้านน่านั่งกว่าเลยออกไปนั่งข้างนอกทั้งหนาวๆนี่แหละ จิบกาแฟชมวิวไป กาแฟไม่ได้เรื่องเลย แต่วิวสวยมาก แล้วคนในร้านก็ออกมาหน้าร้านกันเพราะมาสูบบุหรี่ เลยนั่งต่อไม่ไหว กลับที่พักดีกว่า เริ่มหนาวมากขึ้นด้วย

ก่อนกลับลองถามเจ้าของร้านว่าถ้าเราจะเช่ารถพาไปเที่ยว จะหาจากที่ไหน ฮีเลยชี้ไปฝั่งตรงข้าม มีป้ายอยู่ให้ไปดูเบอร์ติดต่อที่นั่น คนขับรถพาเที่ยวคนนี้ขับรถดีนะ ฮีกล่าว เลยได้รถที่จะเช่าพาไปเที่ยว Ushguli จากป้ายนั่นแหละ

ยิ่งเย็นอากาศก็ยิ่งหนาวแถมเหม็นบุหรี่ เลยตัดสินใจกลับไปทำอะไรง่ายๆกินที่ที่พัก แล้วพักผ่อน เพราะขับรถมาทั้งวัน พรุ่งนี้ตั้งใจไป Hiking ด้วย วันนี้ควรพักผ่อน

การมาเที่ยว ต้องได้กินบะหมีกึ่งฯสักมื้อแหละ ไม่งั้นจะเรียกว่าการเดินทางได้ยังไงกัน

เลือกพักฝั่งนี้ของแม่น้ำเพราะวิวจากห้องนอนแบบนี้แหละที่ต้องการ


MESTIA

🛏 Mestia Residence Twin Room (90GEL/Night) Cash only
📍https://maps.app.goo.gl/DJDx2xr6xDAxWsYa7

ที่พักหน้าตาเหมือนหอพัก มีห้องน้ำในตัว ไม่มีระเบียง แต่ห้องค่อนข้างแคบ ห้องน้ำดี สะอาด แต่ไม่มีอุปกรณ์ในห้องน้ำให้เลย และไม่มีผ้าเช็ดเท้า ฮีทเตอร์ดี wifi พอใช้ได้ มีครัวส่วนกลางให้ใช้ อุปกรณ์ครบครันมาก แถมมีชากาแฟและน้ำร้อนให้กินได้ตลอดเวลา โดยรวมก็สะดวกสบายดี แต่เหมาะกับคนมีรถ เพราะที่พักเลยออกมาจากกลางเมือง ข้ามสะพานข้ามแม่น้ำมาอีกฝั่ง

วิวข้างที่พัก เดินลงไปชมแม่น้ำ Mestiachala River ทุกวัน สวยงาม แต่หนาวมากกกก


เช้านี้ติดลบกันเลย 8 โมงเช้า -2°C ตอนกลางคืนก็คงต่ำไปอีกหลายองศา แต่ในห้องอุ่นสบายดี ตื่นมาก็ชมวิวรอบโรงแรมก่อนเลย แล้วไปทำอาหารเช้าง่ายๆ วันนี้วันสบายๆ พร้อมค่อยเริ่มโปรแกรม

พร้อมออกเที่ยวแต่ดูสภาพรถ น้ำแข็งเกาะทั้งคัน และ…คันอื่นเขายังไม่ตื่น ยังไม่มีใครออกไปไหนกัน ฮา…

แผนเที่ยววันนี้คือ Hiking เส้นทางสั้นๆ เข้าไป Chalaadi Glacier จากที่พักขับรถไป 8 กม. ถึงจุดเริ่มเดิน ตรงสุดทางจะมีก่อสร้างอยู่ ไม่แน่ใจว่าอะไรเหมือนจะทำเขื่อนหรือฝายกั้นน้ำ (มั๊ง) จอดรถแล้วเดินข้ามสะพานไม้ ที่เคยอ่านจากรีวิวว่าน่ากลัวแท้ แม้ไม่ได้สูงมาก แต่มันเก่าและผุงพังสุด ซึ่งก็เป็นตามนั้น เก่ามากผุมาก แถมเช้านี้แผ่นพื้นสะพานเป็นน้ำแข็ง ก้าวแรกก็ลื่นปรื๊ดเลย โอย…เสียวมาก แต่ความพีคคือ พอข้ามไปแล้ว ฝั่งโน้นมีรถจอด มีนักท่องเที่ยวมา อ๊ะ! รถมายังไง สรุปว่า มันมีทำถนนแยกซ้ายข้ามมา คือเพิ่งทำ พวกคนขับรถพาเที่ยวเขารู้ แต่เราไม่รู้ เลยต้องมาเดินข้ามสะพานลื่นๆ ฮา….

ถนนไปจุดเริ่มต้นเดิน Chaladi Glacier คือถนนเส้นเดียวกับที่พักเรา และตึกรูปร่างแปลกๆนั้นคืออาคารสนามบิน Queen Tamar Airport, Mestia

การเดินทางมา Mestia นอกจากทางรถก็มีทางเครื่องบินด้วย จาก Tbilisi มีสายการบิน Vanilla Sky Airlines (คนละอันกับ Vanilla Air – Low cost airline ของญี่ปุ่นนะ) โดยต้องไปขึ้นเครื่องที่สนามบิน Natakhtari Airfield ห่างจากกลางเมือง Tbilisi 20 กม. ใช้เวลาบินประมาณ 1 ชม. มาลงที่ Queen Tamar Airport, Mestia (หรือบินจาก Kutaisi Airport ก็มี) มีวันละ 1 เที่ยวบิน ไปเช็คตารางบินได้ในเวป และเนื่องจาก Mestia เป็นเมืองในหุบเขา อากาศเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยๆ เที่ยวบินจึงเลื่อนหรือยกเลิกค่อนข้างบ่อย ถ้าเลือกบินก็ต้องยอมรับความเสี่ยงด้วย

เลยสนามบินไปไม่ไกล ถนนกลายเป็นแบบนี้ไปล่ะ แต่วิวสวยมาก

ขับๆมาเจอคนมาวิ่ง และคนนี้อยู่ที่พักเดียวกับเราแหละ ฮีวิ่งออกกำลังกาย 8 กม. ไปกลับ 16 กม.!

ทั้งผุพังและลื่นปรื๊ด เอารถข้ามไปจอดฝั่งโน้นได้ก็ไม่รู้มาก่อน อ่านรีวิว ทุกคนก็มาเดินข้ามสะพานนี้กัน

Chalaadi Glacier อยู่ที่ระดับความสูงกว่า 2,800 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มี Chalaadi River เป็นแหล่งกำเนิดน้ำ การเดินไปชมธารน้ำแข็ง ถ้าชอบแบบเทรลยาวๆก็สามารถเดินจากตัวเมืองมาได้ มีเส้นทางเดินผ่านหมู่บ้าน ผ่านป่า ระยะทางประมาณ 6-8 กม. มาถึงจุดขึ้นเขา แล้วเดินต่ออีกประมาณ 3 กม. หรือนั่งรถมาถึงจุดเดินขึ้นได้เลย ระยะทางประมาณ 3 กม. ป้ายบอกว่าใช้เวลาประมาณ 1.5 ชม. ทางเดินไม่ยาก ทางชันช่วงแรก จากนั้นเดินสบายๆ ไปยากอีกครั้งครั้งตรงใกล้ๆธารน้ำแข็ง เพราะต้องปีนป่ายไปบนก้อนหิน

เริ่ม!

ช่วงแรกจะชันที่สุดแล้ว เดินขึ้นเขาเรื่อยๆเลย และไม่มีป้ายบอกทาง ให้สังเกตุแถบสี ขาว-เหลือง-ขาว นี้ไว้ บางทีก็อยู่บนต้นไม้ บางทีก็อยู่บนก้อนหิน คือ ให้เดินไปตามแนวนี้ ถ้ายังเจอแถบสีนี้คือมาถูกทาง ถ้ายืนงงว่าไปทางไหนดี ก็หมุนรอบทิศมองหาก็จะรู้ว่าให้เดินไปทางนั้น

พ้นทางขึ้นเขามา ต่อไปก็เดินลัดเลาะไปตามลำน้ำ อากาศดีมาก ยังไม่หนาวจัด

ใช้เวลา 40 นาที ก็มาถึงครึ่งทาง เร็วกว่าที่คาดเยอะเลย

ดูเหมือนใกล้แล้ว แต่จากตรงนี้เดินไปอีกเกือบชั่วโมง (ป้ายบอก 30 นาทีเองนะ!)

จริงๆแล้วก็อยู่ที่ว่าเราจะเดินไปถึงแค่ไหน พวกเราตั้งใจเดินไปให้ถึงธารน้ำแข็งสีขาวตรงโน้น ให้ได้ใกล้ที่สุดเลย

ช่วงท้ายๆเดินยากมาก เพราะต้องปีนก้อนหินพวกนี้ขึ้นไป หินมันเป็นก้อนลอยๆ เหยียบทีนึง ปีนทีนึงมันก็กลิ้งหรือร่วงลงมา ยากและอันตรายพอสมควร ถ้ากลิ้งลงมาน่าจะเจ็บ ก็เลยต้องไปช้าๆ แล้วก็แดดแรงมาก อากาศหนาวแต่แดดแรงแสบหน้าไปหมด ควรใส่หมวก

เป้าหมายคือจะปีนขึ้นไปตรงที่คนยืนนั่น น่าจะใกล้ธารน้ำแข็ง

ปีนขึ้นมาแล้วอย่างยากลำบาก มันยังไม่ใกล้เท่าที่คาดเลย!!

เราก็แบบไม่ไหวล่ะ ขอหลบอยู่ใต้เพิงธารน้ำแข็งน้อยๆ ปล่อยท่านผู้ชายปีนต่อไป ก็ปีนป่ายไปอีกหน่อย ก็ว่าพอแล้ว หิวข้าวแล้ว เพราะเที่ยงกว่าแล้ว พกมาแต่น้ำ เดี๋ยวต้องเดินออกอีกเป็นชั่วโมง สรุปว่าไปใกล้ๆแล้วถ่ายรูปไม่สวย ด้วยว่ามันใหญ่มาก ถ้าจะถ่ายรูปสวยๆควรอยู่ไกลหน่อยแล้วซูมเข้ามา ระหว่างปีนป่าย จะได้ยินเสียงก้อนหินร่วงลงมาเรื่อยๆตามเนินเขา เป็นหินก้อนย่อมๆ ขนาดกำปั้นขึ้นไปถึงก้อนใหญ่เท่าหัว ให้ระวังกันด้วย

ตอนปีนขึ้นว่ายากแล้ว ตอนไต่ลงยากกว่าไปอีก เพราะเหยียบไปก้อนไหน มันก็หลุดก็ร่วง กลัวจะกลิ้งลงมา ต้องค่อยๆไต่อย่างระมัดระวังสุดๆ

ตอนเดินถ้าสังเกตุจะมีคนพ่นคำว่า Photo Spot ไว้ที่หินให้ด้วยนะ มุมถ่ายรูปสวยจริง ไม่เดินต่อก็ได้แหละ คือปีนก้อนหินขึ้นไปตรงนั้นถ่ายรูปตรงนี้สวยแล้ว

เดินกลับออกตามทางเดิม สรุปเวลา เดินเข้าไป 1 ชั่วโมง 40 นาที เอ้อระเหยอยู่ด้านในอีก ครึ่งชั่วโมง เดินกลับออกมา 1 ชั่วโมงครึ่ง รวมทั้งสิ้น 3.5 ชม. หิวน่าดู ลืมหยิบของกินติดไปด้วย

ข้ามสะพานกลับไป ตอนนี้ไม่ลื่นแล้วเพราะแดดออกน้ำแข็งละลายหายไปหมดแล้ว

อาคารสนามบินแบบชัดๆขากลับ

เข้ามาถึงกลางเมืองแบบหิวโหย Search หาร้านกินมื้อเที่ยง จะเอาร้านไหนดี ตัดสินใจเลือกร้าน Vichnashi Family Kitchen เพราะเห็นรีวิวดี แต่ไปถึงร้านปิด! โอย..หน้ามืด เลยเดินข้ามถนนมามองหาร้านอื่น เจอร้านนี้ เอาล่ะ ลองดู

🍽 Cafe Food Corner (7:30AM – 10:30PM)
📍https://maps.app.goo.gl/QD1P255GaBJrqRVX8

ตอนเปิดประตูเข้าไปก็แอบลังเลนิดหน่อย เพราะไม่มีลูกค้าเลย มีป้านั่งเปิดฮีทเตอร์เหงาๆอยู่ที่โต๊ะคนเดียว แต่ก็คิดว่า มันบ่ายสองครึ่งแล้วนะใครจะมากิน ลองเอาเมนูมาเปิดดู ก็อาหารจอร์เจียทั่วไป ราคาไม่ถูกไม่แพง รับได้ เอาวะ ลองดู ป้าภาษาอังกฤษได้น้อยถึงน้อยมาก ไม่เป็นปัญหา จิ้มอาหารในเมนูไป อยากได้อะไรเพิ่มก็พิมพ์ใส่ App translator สื่อสารกันได้ เลือกสั่ง Shkmeruli ไก่ทอดในซอสกระเทียมที่เคยกินอร่อยตอนอยู่ Mtskheta มาก่อนเลย แบบว่ากินได้แน่นอน แล้วลองเมนู Kababi ที่ลองเอาไป search ดูมันคือ เคบับแบบหนึ่งแต่เป็นเนื้อบดผสมกับเครื่องเทศ มาปั้นเป็นแท่งๆ เอาไปย่าง น่าจะกินได้ แล้วอยากได้ซุปร้อนๆสักถ้วย ป้าบอกมีแต่ Mushroom Soup อ่ะ เอามา

ป้าเข้าไปทำสดทุกรายการ ไม่นานอาหารก็มาวาง Shkmeruli มาแบบซอสครีมกระเทียมเดือดล้นจานร้อนมาเลย ชิมแล้วอร่อยดีใช้ได้ ส่วน Kababi 2 แท่ง ย่างมาเกรียม ก็เค็มๆใช้ได้ ซุปเห็ดเฉยๆพอกินได้ แต่ก็ร้อนๆดี สั่งข้าวมากิน 2 จาน หมดร้าน! สั่งเพิ่ม ไม่รู้ป้าไปเอามาจากไหน แฉะมาเลย อ่ะ…สรุปว่าร้านนี้ก็กินได้นะ ราคารวม 66GEL รับได้อิ่มมื้อเที่ยงแล้วก็ตั้งใจไปร้านกาแฟที่ลอง Search หามาตั้งแต่เมื่อคืนโดยพิมพ์คำว่า Specialty Coffee ลงไป มันแนะนำร้านนี้ ก็ต้องไปลอง

☕️ ERTI KAVA Mestia specialty coffee (9AM – 6PM)
📍https://maps.app.goo.gl/qAZGqiwtRWtVh8eZ9

ร้านอยู่ในเวิ้งใกล้ๆสถานีตำรวจ เป็นร้านกาแฟจริงๆจังๆ ที่มีขายอาหารด้วย แต่เป็นอาหารง่ายสไตล์คาเฟ่ กาแฟดีทีเดียว ที่แน่ๆดีกว่าร้านเมื่อวานเยอะ และน่าจะดีที่สุดใน Mestia ด้วย เพราะก็ไม่เจอร้านไหนที่เป็นร้านกาแฟจริงๆแบบนี้อีก ร้านตกแต่งน่ารักด้วย มีลูกค้าเข้าออกตลอด ใครคอกาแฟมาเมสเตียก็มาลองร้านนี้เลย

ในร้านบรรยากาศดี หรือจะนั่งเคาเตอร์หันหน้าออกกระจกหน้าร้านก็ได้วิวตึกหน้าตาแปลกของโรงพักเมสเตีย

กินอิ่มแล้วพักขาพักแขนแล้ว เลยว่าจะไปเข้าพิพิธภัณฑ์สักหน่อย แต่จะเอาแบบเข้าไปดูบ้านแบบดั้งเดิมที่มีหอคอย search ดูมีหลายที่นะ เลือกไป Mikheil Khergiani Historic House Museum ก็คือขับรถขึ้นไปในหมู่บ้านบนเชิงเขา แล้วแบบ GPS มันไม่รู้หรอกทางไหนแคบทางไหนไปได้แค่รถเล็ก มันเลือกทางเร็วสุด ก็คือวนไปวนมา แบบงงมาก บางทีมันให้เลี้ยวแล้วแบบ เฮ้ยยย ซอกเล็กขนาดนี้ไปยังไง อะไรแบบนี้ จอดถามเขาบ้างไรบ้าง โอยยย กว่าจะไปเจออันที่ตั้งใจไปก็วนจนมึน แล้วพอไปถึงคือมันปิด ก็เลยเดินเล่นวนๆไปแถวนั้น สรุปไม่ได้เข้าที่ไหนเลย ถือว่าชมเมือง

ขับรถขึ้นไปหมู่บ้านบนเขา ทางแคบมาก มัวแต่ช่วยกันมองทางเลยไม่ได้ถ่ายรูปให้เห็นเลยว่า ขับยากมาก มันเป็นซอกแคบๆหมดเลย Google map มันไม่รู้หรอก มันบอกไปทางนี้ทางนั้น เลี้ยวไปแล้ว ต้องร้องเฮ้ย! ไม่ใช่จักรยานนะเว้ย ขับเข้าถอยออกอยู่หลายรอบ

หลังจากโดน Google map หลอกเข้าซอกแคบซอยตันไปพักใหญ่ จนต้องจอดถามทางจากชาวบ้าน
เขาบอกให้ไปอ้อมไกลออกไปเป็นกิโล แต่ทางกว้างขวางดี ขับง่ายจนถึงที่หมาย

Mikheil Khergiani Historic House Museum ปิดซะงั้น แอบยื่นกล้องเข้าไปถ่ายรูปมาหน่อย

ไหนๆก็ขับวนมาจนเจอ จอดรถแล้ว ก็เลยเดินเล่นเข้าไปตามตรอกซอกซอย ถือโอกาสเดินชมหมู่บ้านซะเลย แต่ละบ้านมีรั้วรอบขอบชิด มีโบสถ์แทรกอยู่ในชุมชนด้วย บรรยากาศเงียบๆไม่รู้คนอยู่ในบ้าน หรือยังไปทำงานข้างนอกกันหมด

อากาศเริ่มเย็น เพราะพระอาทิตย์เริ่มเคลื่นตัวลงต่ำ ก็เลยขับรถขึ้นไปโบสถ์ที่บนเขา ที่เห็นตอนขับรถอยู่ในเมือง น่าจะเห็นวิวเมืองสวยดี ขับวนขึ้นไปได้จอดรถในพื้นที่โบสถ์ได้เลย ตัวโบสถ์ไม่มีอะไรมากนัก แต่วิวด้านบนสวยดี เดินดูได้รอบทิศ มองเห็นตัวเมืองได้ และดูพระอาทิตย์ตกได้ แต่ขี้เกียจรอจนตก เพราะหนาวมาก

Mavkhovris Tadzari, Orthodox church Mestia

วิวเมืองเมสเตียยามเย็น แสงเหลืองทองสวยมาก

รอดูพระอาทิตย์ตกได้ด้วย แต่ตกหลังเขา จะมืดเร็ว หนาวมากลมแรงด้วย ใครไหวก็รอดูแสงทองๆได้

ขากลับลงเขามาผ่าน Svaneti Museum of History and Ethnography ซึ่งเจ้าหน้าที่มาปิดรั้วพอดี

เย็นนี้เลือกออกไปกินข้าวข้างนอก วันก่อนเห็นคนสั่งอาหารมาส่งในที่พัก แอบมองถุง แล้ว Search หา ปรากฎว่ามันคือร้านอาหารในโรงแรมที่อยู่เยื้องๆที่พักเรานี่เอง ดูรีวิวแล้วดีอยู่เหมือนกัน ก็เลือกเอาร้านนี้ ไม่ต้องขับรถไป เดินไปได้ ขาไปหนาว กินเสร็จเดินกลับคือหนาวมากพรุ่งนี้เรามีนัดเช่าเหมารถไปหมู่บ้านมรดกโลก Ushguli + แวะ Heshkili View Pont ติดต่อคนขับตามที่เจ้าของร้านกาแฟแนะนำ ติดต่อสอบถามราคาผ่านทาง WhatApp นัดมารับที่พักตอน 10:00

🍽 Gistola Restuarant (8–11 AM / 12–10:30 PM)
📍https://maps.app.goo.gl/x6yvFoJMkUiePhpK7

ร้านอาหารในโรงแรม Gistola ร้านใหญ่โต บรรยากาศดี พนักงานพูดอังกฤษได้ดี มื้อนี้ได้ลอง Gubdari เป็นพายเนื้อ อาหารท้องถิ่นของ Svaneti กับซีซาร์สลัด สั่งไวน์แดงมาด้วย น้องพนักงานเปิดขวดใหม่มาให้เลย ชิมแล้วดี เลยขอขวดมาดู มันคือไวน์ของร้านเองเลย เสียดายไม่ได้ซื้อกลับมา มื้อนี้ 65GEL ถือว่าสมราคา

Kubdari ทำจากแป้งที่นวดและหมักจนขึ้นฟู โดยมีไส้เป็นเนื้อสัตว์หั่นชิ้น นิยมเป็นเนื้อวัวผสมเนื้อหมู ผสมกับสมุนไพรป่าและเครื่องเทศสวาเนติ “gitsruli” ที่เป็นสมุนไพรพื้นถิ่นในแถบนั้น Kubdari เป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของชาวสวาน ผู้หญิงชาว Svaneti ในทุกครอบครัวจะทำพายอบไส้เนื้อนี้ได้


เช้าวันที่ 2 ในเมสเตีย ท้องฟ้าสดใสมาก แต่อากาศติดลบเท่าเมื่อวาน เปิดหน้าต่างชมวิวหน่อยต้องรีบปิด หนาวมาก มองเห็นพื้นหญ้าเป็นน้ำแข็งขาวโพลน ออกไปดูด้านหน้าที่พักวิวเทือกเขาหิมะสวยมากในท้องฟ้าสีสด รถน้ำแข็งเกาะทั้งคันเหมือนเดิม

วันนี้เป็น Day trip จาก Mestia ไป หมู่บ้านมรดกโลก Ushguli + แวะ Heshkili View Point ตอนขากลับ ตกลงราคาที่ 250GEL เป็นราคามาตรฐานของทุกทัวร์เลย แล้วระหว่างวันคนขับเชิญชวนขึ้นไปที่ Tetnuldi Peak +เพิ่มอีก 100GEL (อยู่ในเส้นทางไป Ushguli) ตกลงกันตามนั้นเป็น 350GEL Private Car ไปกัน 2 คน นัดมารับที่พักตอน 10:00

ติดต่อ Local guide Vakho +995 599 016571 (Call or WhatApp) พูดได้ 4-5 ภาษา ภาษาอังกฤษดีมาก ขับรถเองเป็นไกดด์ด้วย เป็นครูสอนสกีด้วย

เริ่มออกเดินทาง 10 โมงเช้า แต่ถนนยังเป็นน้ำแข็งอยู่ ด้านข้างก็ยังเห็นน้ำแข็งเกาะต้นไม้ใบหญ้าไปตลอดทาง ถ้าขับรถเองก็ต้องขับอย่างระมัดระวังมากๆ

จุดชมวิวแรกที่รถทุกคันจอดลงมาชม มาถ่ายรูปกัน คือจุดที่ชมยอดเขาคู่ Ushba ได้ โดยเฉพาะวันนี้ที่ Driver บอกว่าเราโชคดีมาก ฟ้าเปิด ไม่มีเมฆบัง มองเห็นยอดเขาคู่ได้ชัดมากๆ

Ushba ยอดเขาสองยอดอันเลื่องชื่อที่สุดของเทือกเขาคอเคซัส, Caucasus Mountains ในภูมิภาคสวาเนติ มีสองยอดคือยอดใต้และยอดเหนือ ยอดใต้สูงที่สุด (4,700 เมตร) ส่วนยอดเหนือต่ำกว่า 10 เมตร Ushba ได้ฉายาว่า “Matterhorn of the Caucasus | แมทเทอร์ฮอร์นแห่งคอเคซัส” จากยอดเขาคู่รูปทรงแหลมที่งดงามเทียบเคียงกับยอดเขาแมทเทอร์ฮอร์นในสวิสเซอร์แลนด์ แถมมี 2 ยอดด้วย Ushba เป็นเป้าหมายของนักปีนเขาหลายคน ว่ากันว่าเป็นเส้นทางที่ยากที่สุดในเทือกเขาคอเคซัส

นั่งรถต่อไป ระหว่างทางมีหอคอยสวาเนติที่เปิดให้เข้าชมได้ มีค่าเข้าชมคนละ 2GEL เราอยากแวะดู เพราะเมื่อวานไม่ได้เข้าไปดูในพิพิธภัณฑ์เพราะปิด ก็เลยให้รถจอดแวะ

The medieval towers หอคอยยุคกลางเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของสถาปัตยกรรมสวาเนติ สร้างขึ้นโดยชาวสวานเพื่อปกป้องครอบครัวและปศุสัตว์จากผู้รุกราน หอคอยเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นป้อมปราการป้องกัน และยังใช้เป็นหอสังเกตการณ์และคลังเก็บของด้วย

ด้านในมี 3 ชั้น มีบันไดไม้ให้ไต่ขึ้นไป พื้นแต่ละชั้นเป็นระแนงไม้

ทางไม่ดีก็มีบ้าง มีหินร่วงเป็นช่วงๆ กับถนนพังบ้าง

ระยะทาง 45 กม. ใช้เวลา 1 ชั่วโมงครึ่ง (แวะจอดบ้างนิดหน่อย) ก็มาถึง Ushguli

Ushguli (อุชกูลี) หมู่บ้านเล็กๆในเทือกเขาคอเคซัส ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจอร์เจีย ตั้งอยู่ที่ระดับความสูง 2,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เป็นหนึ่งในชุมชนที่ตั้งอยู่สูงที่สุดในยุโรป มีเส้นทางเดินป่าไปยังยอดเขาสูงที่สุดของเทือกเขาคอเคซัส ชุมชนอุชกูลี ประกอบด้วยหมู่บ้านเล็กๆ 5 แห่ง เชื่อมต่อกับโลกภายนอกด้วยถนนอุชกูลี-เมสเตีย | Ushguli-Mestia road และถนนอุชกูลี-เลนเตคี | Ushguli-Lentekhi road (ถนนเส้นหลังนี้ใช้ได้เฉพาะช่วงอากาศอบอุ่น คือตั้งแต่ช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิถึงต้นฤดูใบไม้ร่วงเท่านั้น นอกเหนือจากนั้นถนนจะถูกตัดขาดเพราะเต็มไปด้วยหิมะทั้งหมด)

Ushguli ตั้งอยู่บนเนินเขาของยอดเขา Shkhara ที่มีความสูง 5,201 เมตร เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของจอร์เจีย และสูงเป็นอันดับสามในเทือกเขาคอเคซัส ทำให้ Ushguli เป็นจุดที่เห็นทิวทัศน์ได้รอบทิศทาง และอากาศหนาวเย็นตลอดปี ถ้าเป็นหน้าหนาวคือหิมะท่วมเมือง

เอกลักษณ์ของ Svaneti Region คือหอคอยยุคกลาง หรือเรียกกันว่า หอคอยสวาน (Svan Towers) ที่ Ushguli นี่มีหอคอยหรือป้อมปราการที่สร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 12-13 ในรัชสมัยของพระราชินีทามาร์ และยังได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี หมู่บ้านแบบดั้งเดิมกับวิวภูเขา Shkhara ที่สวยงาม จึงทำให้ Ushguli ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกโดย UNESCO ในปี 1996

การเดินทางมาที่ Ushguli นักท่องเที่ยวส่วนมาก เดินทางไปพักและเที่ยวใน Mestia ก่อน แล้วค่อยเดินทางต่อไป Ushguli แบบทริปวันเดียว แต่ก็มีหลายคนเลือกไปนอนที่ Ushguli ก็มี จะขับรถไปเองหรือเลือกซื้อ Day tour จากใน Mestia ก็ได้ ราคามาตรฐานประมาณ 200-250GEL เป็นราคาเหมาคัน แล้วแต่ต่อรองได้อีกนิดหน่อย กับต่อรองว่าจะขอแวะที่ไหนเพิ่ม ถ้าเป็น Join Group ก็แล้วแต่จำนวนคน ถนนทางไปดีกว่าที่อ่านรีวิวมากมาย คือ ถ้าเช่ารถขับเที่ยวในจอร์เจียได้ ก็ขับไปเองได้ แต่ถ้าคุณไปหน้าหนาว แนะนำให้เหมารถไป เพราะอากาศเย็นพื้นถนนอาจเป็นน้ำแข็งหรือหิมะท่วม คนเมืองร้อนอาจไม่มีทักษะในการขับรถในสภาวะแบบนี้

ออกจาก Mestia เกือบ 10 โมง แวะโน่นนี่นิดหน่อย มาถึง Ushguli ประมาณ 11:30 พี่คนขับพาแวะจอดที่ร้านอาหาร ให้พวกเราเข้าห้องน้ำ แล้วถามพวกเราว่าสนใจทานอาหารร้านนี้หรือไม่ คือถ้าตั้งใจไปกินที่อื่นยังไงก็ตามใจ แต่พวกเราดูรายการอาหารกับราคาแล้วรับได้ พี่คนขับก็ถามต่อว่าพวกเราอยากเดินเล่นในหมู่บ้านหรือไม่ (คือบางคนก็มาถ่ายรูปตามจุดชมวิวแค่นั้น) พวกเราบอกว่า แน่นอน! จะเดินเล่นแน่นอน! พี่แกเลยบอกว่าให้สั่งอาหารไว้ก่อน อาหารต้องใช้เวลาทำ แล้วเดี๋ยวจะขับไปส่งเราที่จุดสูงสุดของหมู่บ้านที่โบสถ์ Lamaria Church แล้วค่อยปล่อยพวกเราเดินลัดเลาะเที่ยวหมู่บ้านลงมาที่ร้านอาหาร ก็จะได้กินพอดี

โบสถ์อยู่บนจุดสูงสุดของหมู่บ้าน ชมวิวได้ทั่วทุกทิศ ถ้าขับรถมาเองก็ขึ้นมาจอดบนนี้ได้เลย

Lamaria Church (Ushguli Church of the Mother of God) รู้จักกันในชื่อโบสถ์พระแม่แห่งอุชกูลี โบสถ์เล็กๆอยู่บนเนินเขาสูง มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 และ 10

ภาพฝาผนังใน Lamaria Church ถูกวาดขึ้นในรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของสวาน ภาพวาดแบบดั้งเดิมของสวานแสดงถึงเทพีแห่งสวรรค์ (Deesis) รวมถึงฉากการประสูติของพระเยซูและการแปลงกายของพระเยซู

เดินชมบริเวณ Lamaria Church แล้วพวกเราก็เดินลงเนินเขาไปในตัวหมู่บ้านด้านล่าง บรรยากาศรอบๆสวยงามมาก วันแดดดีแบบนี้แต่อากาศก็หนาวมาก ถ้ามาหน้าหนาวหิมะน่าจะท่วมขาวไปทั้งเขา ก็อาจจะเดินยาก หรือเดินไม่ได้

มองย้อนกลับไปที่ Lamaria Church ถ้าไม่มีไม้กางเขน ก็ไม่คิดว่านั่นคือโบสถ์

เดินผ่านอีกโบสถ์ St.George Church “JGRag” แต่ไม่ได้เข้าไปดูข้างใน

เดินลงไปในเขตหมู่บ้าน เงียบเชียบไม่เจอผู้คน

Ethnographic Museum ที่ปิดล็อค ใครอยากดูให้ WhatApp ไปหาคนดูแล

หมู่บ้านแบบดั้งเดิม กับหอคอยสวาน (Svan Towers) อันเป็นเอกลักษณ์

เริ่มมีบ้านแบบสมัยใหม่แทรกตัวอยู่หลายหลัง ส่วนมากทำเป็นที่พัก

Chvibiani Church อยู่ใกล้ Cafe’ ที่พักทานกลางวัน (แค่เมืองเล็กๆก็มีโบสถ์หลายหลังเลย)

🍽 Cafe “Ushguli Maspindzeli” (08:00 AM – 11:00 PM)
📍https://maps.app.goo.gl/5c7wWZB1ct4esHAv9

เมนูในร้านมีไม่มาก พี่ไกด์แนะนำให้สั่ง Gubdari แต่เราบอกว่าเพิ่งกินเมื่อคืนนี้เอง ไม่เอาล่ะ ฮีบอก ตามใจนะ แต่ยังแอบเหน็บว่า เธอกินที่ร้านอาหารมันไม่ Original แบบที่ในหมู่บ้านแบบนี้หรอกนะ แต่เราก็ไม่อยากกินซ้ำ ก็เลยเลือกสั่งของกินได้แน่ๆ 1 อย่างคือ Ojakhuri หมูผัดมันฝรั่งกับหัวหอม และสั่งมั่วไปอีกอย่างคือ สตูว์เนื้อ ที่ชื่อเป็นภาษาจอร์เจีย มีบรรยายอังกฤษแค่ Stew (Beef or Chicken), Onion, Tomato, Bulgarian & Georgian Herb (หาข้อมูลได้ว่ามันคือ Chashushuli) ออกมาหน้าตาเละๆหน่อย แต่กินได้อยู่ รสชาติเข้มข้น เหมาะกินกับข้าว แต่ป้าบอกไม่มีข้าว เลยสั่งขนมปังมาแทน ส่วน Ojakhuri ก็กินได้ปกติ แทะหมูเค็มๆมันๆแกล้มขนมปัง รวมค่าอาหาร และช็อคโกแล็ตร้อนที่กินกันก่อนไปเดินเล่นด้วย ทั้งหมด 74GEL

Ojakhuri / Beef Stew (Chashushuli)

อิ่มแล้วเดินออกไปเที่ยวที่ส่วนของ Queen Tamar Castle ไม่ได้มีป้ายบอกไว้ ตอนเดินเล่นก็คิดว่าเป็นหมู่บ้านโบราณอนุรักษณ์ไว้เฉยๆ เพิ่งมาอ่านรายละเอียดทีหลังถึงได้รู้ว่าตรงนี้คือ ป้อมปราการ พี่คนขับแนะนำให้เดินขึ้นเนินไปที่ หอคอยบนเนินเขาก่อน จากบนนนั้น ชมวิวตัวเมืองได้สวย แล้วค่อยลงเนินเข้าไปในป้อมปราการ

หมู่บ้านแบบดั้งเดิมกับวิวภูเขา Shkhara

ขึ้นมาบนเนินเขา วิวสวยจริง แต่ตอนไต่เขาลงไปด้านล่างก็ยากอยู่เพราะชันและลื่น มีทางเลือกง่ายกว่าคือเดินไปตามถนนด้านล่าง

Queen Tamar Castle ป้อมปราการยุคกลางที่ตั้งชื่อตามควีนทามาร์ผู้เป็นตำนานของจอร์เจีย ผู้เฝ้ารักษาหมู่บ้านที่งดงามแห่งนี้มานานหลายศตวรรษ พระองค์เป็นสัญลักษณ์แห่งความแข็งแกร่งและความมุ่งมั่น เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนแห่งสวาเนติยืนหยัดอย่างมั่นคงเมื่อเผชิญกับความยากลำบาก

กำแพงของปราสาทบอกเล่าเรื่องราวแห่งวีรกรรมและความกล้าหาญ

มุมสุดท้ายที่นักท่องเที่ยวต้องแวะ คือลานกว้างก่อนข้ามสะพานเข้าเมือง
มองเห็น Queen Tamar Castle ด้านหน้า และตัวหมู่บ้าน Ushguli กับวิวภูเขา Shkhara

เที่ยวเล่นถ่ายรูปที่ Ushguli จนบ่ายสองโมงกว่า ก็นั่งรถกลับ ขากลับเราจะแวะเข้าไปที่ Tetnuldi Ski Resort ตามคำเชิญชวนของพี่ไกด์ ที่เขาบอกว่าวิวมันสวยจริงๆ เขาจะขับรถพาเราขึ้นไป (ตอนแรกก็ยังงงๆ คิดว่าขับพาขึ้นจุดชมวิว) สรุปว่า พี่แกขับพาขึ้นไปถึงด้านบนเลย ทางที่ขึ้นมาเป็นถนนจนถึงสถานีขึ้นกระเช้าด้านล่างที่ยังไม่เปิดบริการ (เปิดช่วงคริสต์มาสเป็นต้นไปของทุกปี)

ขากลับก็เห็นยอดเขาคู่อีกเหมือนเดิม

เลี้ยวขวาหักศอกเพื่อขึ้นเขา ที่เราไม่เห็นมีป้ายอะไรเลย ทางก็เป็นลูกรังประมาณนี้

นั่งกระเด้งกระดอนไปสักพักก็เห็นยอดเขาหิมะนี้ มันคือยอดเขา Tetnuldi

Tetnuldi ยอดเขาที่สูงเป็นอันดับ 10 ในเทือกเขาคอเคซัส มีความสูง 4,858 เมตร (15,938 ฟุต) และมีลาดเขาที่ปกคลุมด้วยธารน้ำแข็งเหนือระดับ 3,000 เมตร (9,840 ฟุต) คือ Adishi Glacier

วิวข้างทางก็สวยประมาณนี้

ต่อจากนี้ก็เป็นทางสำหรับ Service Car ของ Ski Resort ที่ไม่มีถนนชัดเจน และยังมีหิมะอยู่บ้าง เป็นดินเละๆบ้าง ต้องใช้ทักษะในการขับรถ ที่พี่แกพาขึ้นมาได้เพราะแกรู้เหลี่ยมรู้ทางบนนี้ด้วยว่าแกเป็นครูสอนสกีด้วย ยิ่งขับขึ้นไปยิ่งชัน และมีหิมะมากขึ้นๆ ขึ้นมาจนถึง Station ด้านบน (ยังมี Station สูงไปอีกแต่รถไปไม่ได้แล้วนะ) แค่ Station แรกหิมะก็ท่วมเกือบมิดล้อแล้ว รองเท้าไม่ได้เตรียมมาเพื่อลุยหิมะ ก็ต้องลุยไปแบบนั้นเลย ตอนลุยหิมะเล่นมันไม่เป็นไรหรอก แต่ก่อนขึ้นรถกลับต้องเคาะหิมะออกให้หมด ไม่อย่างนั้นมันจะละลายเป็นน้ำซึมเข้ารองเท้า

ถึง Station ของ Ski Lift ที่ตอนเปิดบริการ ทุกคนก็มาขึ้น Lift ที่นี่ขึ้นด้านบน แต่ตอนนี้ยังไม่เปิดบริการพี่แกขับต่อขึ้นไปเลย ทางก็ประมาณในรูปแหละ

ขับขึ้นไปเรื่อย หิมะก็ท่วมขึ้นเรื่อยๆ

ถึง Station Lift ชั้น 1 แล้ว มันยังมี Station สูงกว่านี้อีก สำหรับนักสกีที่เก่งแล้วก็ไปอันสูงกว่านี้ แต่รถมาได้แค่นี้แหละ แค่นี้หิมะก็ท่วมรองเท้าแล้ว

Tetnuldi Ski Resort อยู่ที่ความสูง 4,858 เมตร (15,938 ฟุต) เป็น Ski Resort ใหม่ในช่วงปี 2010 ได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็วในเรื่องธรรมชาติที่สวยงามและทางลาดที่ท้าทาย ดึงดูดนักสกีและนักสโนว์บอร์ดจากทั่วโลก ความยาวของลานสกีทั้งหมดประมาณ 30 กิโลเมตร (18.6 ไมล์) โดยมีเส้นทางตั้งแต่ระดับง่ายไปจนถึงระดับยาก ความลึกของหิมะโดยเฉลี่ยในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ธันวาคม-เมษายน) อาจสูงสุดถึง 2 เมตร (6.6 ฟุต) ก็จะได้เล่นสกีที่นุ่มฟูและหนาลึก

วิวสวยดีสมคำที่โม้ไว้ และถ่ายรูปได้ชิลๆ ไม่มีคน รู้สึก Exclusive ไปเลย

นั่งรถกลับเข้าเมือง แวะจุดชมวิวอีกจุด Heshkili View Point ที่อ่านรีวิวมา หลายๆคนบอกว่ามันสวยมากดีมาก ต้องแวะนะ ก็ต้องมาให้เห็นกับตา ทางเข้าไปไม่ได้ยากลำบากอะไร เป็นทางแยกก่อนเข้าตัวเมืองไม่ไกล ไปถึงแล้ว ก็งงๆ ว่าให้มาดูอะไร จุดชมวิวเปิดกว้างพอสมควร มีเนินเขาลาดลงไปกับหญ้าเขียว มองเห็นเทือกเขาเป็นแนว กับกิมมิคของที่นี่คือ ชิงช้า ที่แกว่งได้สูงๆ ที่บล็อคเกอร์ไทยชอบมาถ่ายรูปกัน นอกจากนั้นก็มีที่พักกับคาเฟ่ ที่ไม่ได้อยู่ริมจุดชมวิว แต่อยู่ลึกเข้ามา ซึ่งเราไม่ได้เข้าไปดู

Heshkili เป็นหมู่บ้านเล็กๆ อยู่ห่างจาก Mestia 6 กิโลเมตร ที่ระดับความสูง 1900 เมตรจากระดับน้ำทะเล เส้นทางเดียวกับทางไป Hatsvali Ski Resort ในตัวหมู่บ้านมีโบราณสถานและสิ่งก่อสร้างทางศาสนาหลายที่ แต่จุดท่องเที่ยวหลักอยู่ที่ “Heshkili Hut” ที่พักเล็กๆน่ารักบริหารแบบครอบครัว กับวิวเทือกเขาหิมะ

ไฮไลท์ของที่นี่ก็มีแค่กรอบเขียวกับชิงช้ากรอบขาวนี้แหละ ที่ Blogger ชอบมาถ่ายรูปกัน

เดินถ่ายรูปอยู่ไม่ถึง 10 นาที ก็ขึ้นรถกลับ บอกกับพี่ไกด์ว่า ไม่เห็นมีอะไรเลย ซึ่งไกด์ก็หัวเราะบอกว่าก็นั่นน่ะซิ แต่นักท่องเที่ยวชอบมากัน ก็ยังสงสัยว่ามันมีอะไรน่าสนใจ

สรุป Day trip

  • ราคาที่บอกคือมาตรฐาน ให้ต่อรองดู อาจได้ถูกกว่านี้ แล้วแต่คนขับหรือทัวร์
  • Ushguli ขับไปเองได้สบายมาก (ในช่วงไม่ใช่ฤดูหนาว) ทางดี มีทางพังเป็นบางช่วงสั้นๆ แต่มีหินร่วงหินถล่มตลอด แต่มีป้ายเตือนก็หมั่นสังเกตุตอนขับด้วย ถนนไม่ได้ยากคดเคี้ยวสูงชันหรือแคบจนขับยากเย็น ถ้าคุณขับรถเที่ยวเขาเมืองไทยได้ก็ขับได้ ทางก็ไม่ได้พังขรุขระแบบต้องใช้ Off road
  • ข้อดีของการจ้างคนขับรถไป Ushguli คือให้ขับไปส่งที่จุดสูงสุดของเมือง แล้วเดินเที่ยวผ่านหมู่บ้านลงมา ไม่อย่างนั้นต้องเดินกลับไปเอารถอีก หรือไม่ก็ต้องเดินขึ้นไปแล้วเดินลง ยกเว้นไม่อยากเดิน จะดูแค่เป็นจุดๆไป ก็ตามสะดวก
  • Heshkili View Point ไม่คุ้มค่าจ้างที่จะไป จากตัวเมืองไม่ไกล ขับไปเองได้ ถ้ามีเวลาเหลือ แต่ถ้าจ้างรถไปก็ 100GEL มาตรฐาน ไม่มีอะไรน่าสนใจ วิวไม่ได้ดีงามขนาดนั้น
  • Ski Resort เปิดบริการเดือนธันวาคม ถึงจะมี Ski Lift ให้นั่งขึ้นไปได้ Tetnuldi Ski Resort ที่เราได้ขึ้นไปเพราะคนขับเป็น Ski Instructure ไม่แนะนำให้ขับขึ้นไปเอง เพราะขับยาก ทางแย่และเป็นหิมะ แนะนำรอให้ Ski lift / Cable car เปิดค่อยนั่งขึ้นไปเที่ยวเล่น แต่วิวด้านบนของ Tetnuldi Peak สวยงามจริง
  • Koruldi Lake ดูจากรูป สวยงามดี น่าไป แต่ช่วงที่เราไปนั้น หิมะลงท่วมหมดแล้ว คนขับเอารูปที่ไปวันก่อนมาให้ดู คือจะไปก็ได้ แต่เดินไปทะเลสาบต้องลุยหิมะไป และน้ำกลายเป็นน้ำแข็งแล้ว ความจริงคือ ปิดการท่องเที่ยวไป Koruldi Lake แล้ว ควรไปหน้าร้อน

ขากลับจาก Heshkili ได้ร่ำลา Ushba ยอดเขาสองยอดอีกครั้ง วันนี้ฟ้าเปิดยอดเขาสวยจริงๆพี่ไกด์บอกว่าพวกเราโชคดี

รถกลับมาส่งที่พักตอนเย็นๆ ก่อนจากลา พี่ไกด์เตือนว่า พรุ่งนี้ยูจะออกเดินทางแต่เช้า อากาศหนาวติดลบ ถนนอาจจะยังเป็นน้ำแข็ง ขับรถดีๆล่ะ ถ้ามีปัญหาอะไรโทรหาไอได้เลยนะ น่ารักมากเลย ใครสนใจติดต่อไปตาม WhatApp ที่บอกด้านบนนะ

ถึงที่พักแล้วรู้สึกว่าวันนี้ยังไม่ได้จิบกาแฟ เลยเอารถออกขับเข้าไปกลางเมือง สุดท้ายก็ไปร้านเดิม ERTI KAVA Mestia specialty coffee ตรงสถานีตำรวจ เพราะดูแล้วดีสุดจริงๆ จิบกาแฟจนร้านปิด 6 โมงเย็น ก็เดินไป Spar ที่อยู่ใกล้ๆ ซื้อน้ำซื้อขนมซื้อเบียร์เพิ่มเติมนิดหน่อย ตรงจตุรัสนี้มีครบทั้งร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านสะดวกซื้อ แถมปลอดภัยเพราะมีตำรวจทั้งโรงพัก

สถานีตำรวจเมสเตีย ตึกหน้าตาแปลกๆนี้อยู่ใจกลางเมืองเก่าของเมสเตียเลย ติดกับศาลากลางที่เพิ่งสร้างเสร็จ รูปทรงคล้ายหอคอยเป็นการแสดงความเคารพต่อหอคอยหินในยุคกลางซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของภูมิประเทศเชิงเขาของเมสเตีย ด้านหน้าอาคารประกอบด้วยคอนกรีตสำเร็จรูปที่มีพื้นผิวและช่องเปิดขนาดใหญ่ที่ให้ความโปร่งใสสูงสุด

ติดๆกับสถานีตำรวจ อาคารทรงล้ำๆ ในโครงการออกแบบเดียวกันนี้คือ ศาลและศูนย์ราชการ (House of Justice)

เย็นสุดท้ายใน Mestia

มื้อเย็นวันนี้ เป็นมื้อทุบหม้อข้าว มีอะไรก็ขนมากินให้หมด เพราะพรุ่งนี้เดินทางต่อไป Batumi นอนห้องโรงแรม แล้วกลับไปนอน Tbilisi อีก 1 คืนก็เป็นโรงแรม จะไม่ได้ทำกับข้าวอีกแล้ว


เช้าสุดท้ายใน Mestia อากาศหนาวจับใจเหมือนเคย เดินถ่ายรูปรอบที่พักอีกสักรอบก่อนไปทำอาหารเช้า ของสดเช่น ไข่ ไส้กรอก ขนมปัง นม หมดพอดีวันนี้ จัดการเอาจานชามใส่เครื่องล้างทิ้งไว้ แล้วก็ร่ำลาเจ้าหมาน้อย ก่อนออกเดินทาง เมื่อวานนี้พี่คนขับ เตือนว่าถ้าออกเดินทางแต่เช้าถนนยังเป็นน้ำแข็งให้ขับช้าๆระมัดระวังด้วย

ออกเดินทางกันแต่เช้า วันนี้ขับรถยาวๆไปอีก 260 กม. โดยจะแวะพักกลางวันที่เมือง Zugdidi เหมือนขามา จากนั้นจะขับลงใต้ไปที่เมืองชายทะเล Batumi เป็นเมืองสุดท้ายของทริป

Patara Enguri River แม่น้ำสายยาว 213 กม. ที่ถนน Zugdidi-Jvari-Mestia-Lasdili เลาะเลียบไปอยู่หลายกิโลเมตร มีต้นกำเนิดอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสวาเนติ ไหลคดเคี้ยวผ่านหุบเขา ไปไหลลงสู่ทะเลดำใกล้กับเมืองอนาเคลีย มีการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำเพื่อใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำให้กับพื้นที่

Zugdidi รอบ 2 ปักหมุดไปที่ร้านอาหารร้าน 2 ที่หาไว้ล่วงหน้า “Panama” แต่หาไม่เจอ จริงๆคือมองไปไม่มีป้ายใดๆเลยด้วยซ้ำ ทั้งที่ GPS ก็กำหนดจุดมาเป๊ะๆ วน 2 รอบ ไม่เจอ เลยตัดสินใจกินง่ายๆไปเลย วนรถไปร้าน McDonald ที่เห็นตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาแล้ว รู้ว่าอยู่ตรงไหนแน่นอน เข้าไปนั่งกิน Burger สบายใจ ราคาแพงเป็นปกติทุกประเทศ 37GEL (450 Bt.) ร้านอยู่ตรงสุดทาง Zugdidi Boulevard ติดวงเวียน Liberty

🍽 McDonald Zugdidi (8AM – 12AM)
📍https://maps.app.goo.gl/vMkpazhwvTiSnkFXA

อิ่มแล้วอยากหากาแฟซื้อไปจิบระหว่างขับรถ Search หาไม่มีเลย มีปักหมุดอยู่แค่ 2 -3 ร้าน ที่วนไปดูแล้วแบบไม่ใช่ร้านกาแฟที่ต้องการ มันเป็นร้านอาหารที่ขายกาแฟด้วย จากประสบการณ์ร้านพวกนี้คือไม่ได้เรื่อง ถ้าไม่มีก็ต้องซื้อกาแฟ McDonald / Dunkin Donut พวกนั้นก็เลยไม่กินก็ได้วะ เดินทางต่อก็แล้วกัน จะได้ไปถึง Batumi เร็วๆ

รอบๆเมือง Zugdidi สังเกตุเห็นบ้านเรือนมีลักษณะคล้ายกันหมด คือเป็นบ้าน 2 ชั้นที่มีบันไดหลักขึ้นชั้น 2 อยู่ด้านหน้าเลย ไม่แน่ใจว่าในบ้านมีบันไดหรือไม่ แล้วชั้นล่างเขาอยู่อาศัยกันหรือเปล่า แต่ก็เห็นมีประตูมีหน้าต่างปกติ บางหลังชั้นล่างแค่เตี้ยๆเหมือนเป็นห้องเก็บของก็มี แต่เป็นลักษณะ 2 ชั้นมีบันไดหน้าบ้านขึ้นไปเป็นระเบียงใหญ่ก่อนเข้าบ้านแทบทุกหลัง

กลับมาหาข้อมูลได้ว่า บ้านแบบนี้เป็นรูปแบบที่อยู่อาศัยทั่วไปในจอร์เจียตะวันตก เป็นลักษณะสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่าง “Colchic Oda” บ้านแบบดั้งเดิมของจอร์เจียตะวันตก มีลักษณะเด่นคือระเบียงกว้างที่แกะสลักอย่างสวยงาม รวมกับฐานหินที่มีอิทธิพลจากยุโรป ทำให้เกิดการผสมผสานระหว่างเสน่ห์แบบชนบทกับโครงสร้างแบบคลาสสิกของอาคารในยุคโซเวียต บ้านโอเดาแบบโคลชิกมีลักษณะเด่นคือระเบียงกว้างที่แกะสลักอย่างสวยงาม ชั้นสองของบ้านโอเดาทั่วไปจะสร้างด้วยไม้ประกอบด้วยสามห้อง ได้แก่ ห้องนอนสองห้องอยู่ตรงข้ามกัน และห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง ห้องต่างๆ ถูกกั้นด้วยฉากกั้นไม้ ส่วนชั้นล่างสร้างด้วยหินสำหรับใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ/ครัวเรือน แต่ที่เห็นตอนนี้ส่วนมากสร้างเป็นปูนทั้งหลังแล้ว แต่ยังคงเป็น 2 ชั้นมีบันไดขึ้นชั้น 2 เหมือนกัน เป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เห็นในภูมิภาคอื่น

ออกจาก Zugdidi ใช้เส้นทาง E97 ลงใต้ต่อไป เป็นทาง 2 เลน เหมือนถนนตามต่างจังหวัด

ตามที่สังเกตุจะเห็นว่าบ้านแทบทุกหลังปลูกส้มไว้บ้านละหลายต้น และกำลังออกลูกเต็ม ตามข้างทางจึงเห็นชาวบ้านเอาส้มมาวางขาย เห็นวางกันเป็นถัง น่าจะขายเหมาเป็นถังๆไป รวมทั้งผักผลไม้อื่นๆก็มี ไม่ได้แวะซื้อเพราะพรุ่งนี้จะกลับแล้ว ถ้าเจอวันแรกๆจะแวะซื้อสักถัง เอาไว้กินเวลาเดินทาง

เลี้ยงวัวกันตามข้างทางมันธรรมดา แถวนี้เลี้ยงหมูข้างถนนกันเลย

Saint Mary’s Orthodox church, Bulitsku ริมถนน Tbilisi-Senaki-Leselidze Highway.

ช่วงบ่ายแก่ๆผ่านเข้าเมืองท่าริมทะเลของจอร์เจีย เมืองเริ่มคึกคัก ทั้งรถทั้งคนงาน เต็มไปทั้ง 2 ข้างทาง เริ่มมองเห็นทะเลดำแล้ว ขับเลาะเลียบทะเลไปอีกไม่กี่สิบกิโลเมตรก็เข้าเขตตัวเมือง Batumi แล้ว

Batumi เมืองหลวงแห่งภูมิภาคอาจารา (Adjara Region) เมืองตากอากาศริมทะเลดำ (Black Sea) อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจอร์เจีย อยู่ชิดติดชายแดนประเทศตุรเคียร์ เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และเสน่ห์ของธรรมชาติที่สวยงาม จนได้ฉายาว่า “ไข่มุกแห่งทะเลดำ” หรือ “ปารีสแห่งคอเคซัส”

เมืองริมทะเลดำนี้เป็นจุดหมายปลายทางในวันหยุดฤดูร้อนของทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว ที่มาใช้เวลาบนชายหาดสีดำที่ยาวร่วม 10 กม. หรือมาเดินเล่นไปตามถนนเลียบชายหาด แล้วยังมีสวนสาธารณะเป็นพื้นที่สีเขียวทั่วทั้งเมือง มีตรอกซอกซอยที่เรียงรายไปด้วยต้นปาล์ม ต้นไซเปรส และต้นแมกโนเลีย

จุดเด่นอีกอย่างของ Batumi คือความหลากหลายทางสถาปัตยกรรม มีทั้งกลิ่นอายของยุโรปและอาหรับ มีโบสถ์แล้วก็มีมัสยิดอยู่ห่างกันไม่ไกล แล้วยังมีการผสมผสานระหว่างอาคารเก่าและสมัยใหม่ ตั้งแต่โบสถ์เก่าแก่ไปจนถึงตึกระฟ้าสุดทันสมัย ด้วยความที่เมืองกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทำให้มีทั้งสิ่งเก่าและใหม่ผสมผสานกันทั้งเมือง

ระยะทางจาก Zugdidi มาถึง Batumi 130 กม. ใช้เวลา 2 ชั่วโมงกว่าๆ ทางดี ไม่มีทางเขา แต่ส่วนมากเป็นถนน 2 เลนสวนกัน เลยทำเวลาได้ไม่มากนัก มาถึง Batumi ตอนบ่ายๆ ขอแวะหากาแฟจิบกันก่อนเลย Search หาเอาสดๆร้อนๆกับ Specialty Coffee เลือกร้านที่อยู่ในละแวกไม่ไกลที่พักของเรามากนัก ร้านอยู่ในย่านเมืองเก่า ที่ไม่ทันคิดว่าตรอกซอกซอยจะแคบขนาดนี้เห็นว่าเป้นเมืองใหญ่ ถ้ารู้ก็จะไป Check in จอดรถแล้วค่อยเดินมาดีกว่า เพราะวนเข้าไปเกือบจะหาที่จอดไม่ได้ โชคดีที่จอดได้ (ไม่แน่ใจว่าจอดได้หรือเปล่า หรือคนเขาเลี่ยงไม่จอดกัน เพราะเป็นหน้าตึกที่ปิดซ่อมแซมก่อสร้าง)

ซอกซอยแคบๆ แทบหาที่จอดไม่ได้และ One Way แทบทุกซอก ต้องดูดีๆก่อนเลี้ยวด้วยนะ

☕️ Nord specialty coffee (9AM – 10PM)
📍https://maps.app.goo.gl/q7r9PAQhyUUfvPhu9

ร้านกาแฟที่น่าจะดังไม่น้อย ได้ 4.7⭐️ มีลูกค้าเข้าร้านตลอด ระหว่างเดินมาก็มีคนถือแก้วร้านเดินสวนไปหลายคน สั่งกาแฟมาจิบแล้วรู้สึกแปลกๆ มันเขียวๆเปรี้ยวๆ เลยถามกันว่ารู้สึกเหมือนกันมั๊ย แฟนเราว่ารู้สึกเหมือนกัน เหมือนกาแฟคั่วอ่อนแบบเกือบไม่สุกที่เรียกกันว่า Nordic Style (ถ้าเอาภาษาคนกาแฟคือคั่วแค่ 1st crack) ก็ถึงบางอ้อกันว่า มิน่า ชื่อร้าน Nord น่าจะมาจากคำว่า Nordic คือกาแฟไม่ได้แย่นะ แค่เราไม่คุ้น ปกติกินแต่คั่วกลาง หรือกลางเข้ม ร้านเขาก็คงเป็นเอกลักษณ์ของเขานั่นแหละ กาแฟราคามาตรฐาน Americano 8GEL, Latte 11GEL

ไปเช็คอินที่พัก แล้วจอดรถไว้ที่ลานจอด เก็บของเข้าห้องพักเรียบร้อยก็ออกไปเดินเล่น จุดท่องเที่ยวอยู่ในละแวกนี้ทั้งหมด กะว่าเดินเก็บจุดเด่นๆของเมืองไปเรื่อยๆ เดินได้แค่ไหนก็แค่นั้น เพราะก็มีเวลาแค่นี้ พรุ่งนี้ต้องกลับ Tbilisi แล้ว

มีเวลาประมาณ 2 ชม.ก่อนจะมืด ก็เดินเล่นย่านเมืองเก่า เก็บจุดไฮไลต์ได้เกือบครบ

Argo Cable Car พาขึ้นไปยังยอดเขาอนูเรีย Anuria สูงจากระดับน้ำทะเล 250 เมตร จุดชมวิวประจำเมือง Batumi

Boutique Hotel 32 หัวมุมถนน Gogebashvili St.

เดินลัดเลาะซอกซอยไปเรื่อยๆ มีอะไรน่ารักๆอยู่ตลอดทาง มีทั้งความเก่าความใหม่ปนๆกันไป

ลอดเข้าใต้อาคารไปด้านหลังจะเป็น Piazza Square จัตุรัสที่ขนาดไม่ใหญ่นัก รายล้อมไปด้วยร้านอาหาร ร้านนั่งดื่มต่างๆ คนจะเยอะช่วงกลางคืน โดยเฉพาะในหน้าร้อน จะวางโต๊ะกันเต็มลาน มีหอนาฬิกาเป็นจุดเด่น

Piazza Square ตั้งชื่อตามจัตุรัสซานมาร์โกอันโด่งดังในเวนิส และเป็นที่รู้จักในด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากอิตาลี เพิ่งสร้างขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 2000

The Armenian Church of Batumi / St. Nicolas Church

เดินเพลินๆมาเกือบ 2 กม.แล้วแบบไม่รู้ตัว

เดินเรื่อยๆทะลุมาถึงลานกว้าง ที่ผู้คนคึกคักมาก ทั้งคนท้องถิ่น ทั้งนักท่องเที่ยว บรรยากาศโดยรอบเหมาะสมกับชื่อ Europe Square เพราะอาคารรอบจตุรัส สวยงามหรูหราแบบฉบับยุโรปโดยแท้

Europe Square สร้างขึ้นในปลายศตวรรษที่ 19 ในสมัยจักรวรรดิออตโตมัน และได้รับการบูรณะใหม่ในสมัยโซเวียต ปัจจุบันรอบๆจัตุรัสมีอาคารสไตล์นีโอคลาสสิก มีร้านกาแฟและร้านอาหารมากมาย นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของรูปปั้นเมเดีย (Medea statue) ซึ่งเป็นตัวแทนของเจ้าหญิงแห่งโคลเคีย (Colchian princess) ในตำนาน

Statue of Medea รูปปั้นเมเดียและขนแกะทองคำ จากตำนานเทพเจ้ากรีกโบราณ แสดงความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์ระหว่างจอร์เจียและวัฒนธรรมเฮลเลนิสติก รูปปั้นถูกสร้างขึ้นในปีคศ. 2007 เป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจและความมั่งคั่ง

Neptune Fountain & Posaidon Statue

Batumi Theater

Ilia Chavchavadze statue ที่ด้านหลังของ Batumi Theater

อาคารสูงเด่นที่อยู่ตรงไหนของเมืองก็เห็นนั้นคือ Radisson Blu Batumi Hotel / Alphabetic Tower & Lighthouse

เดินผ่านโรงแรมหรูหรา 5 ดาวต่อไปที่จุดหมายสุดท้ายของวันที่ลานคนเมืองของ Batumi เป็นลานกว้างริมชายหาด มีจุดไฮไลต์หลายอย่างทั้งหอคอยเหล็ก ทั้งประภาคาร ชิงช้าสวรรค์ และประติมากรรมคนคู่ หนึ่งในสัญญลักษณ์ประจำเมือง

Ali and Nino ประติมากรรมรูปคนคู่ ที่มีแรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวความรักของเด็กหนุ่มมุสลิม อาลี และเจ้าหญิงคริสเตียนแห่งจอร์เจีย นีโน ที่ไม่สามารถรักกันได้ จากนวนิยายชื่อดังปี 1937 โดยนักเขียนชาวอาเซอร์ไบจาน คูร์บัน ซาอิด

ทุกวันเวลา 19.00 น. รูปปั้นจะเคลื่อนที่หมุนไป ทำให้มองเห็นรูปปั้นสองร่างเคลื่อนเข้าหากันเพื่อรวมเป็นหนึ่งเดียวเพียงชั่วขณะ ก่อนที่จะแยกจากกันอีกครั้ง มีนักท่องเที่ยวมากันเนืองแน่นตลอดเวลา คนพื้นที่ก็มาใช้เวลาที่ริมหาดกันด้วย ทั้งพักผ่อน ทั้งทำกิจกรรม อย่างตกปลา แล่นเรือ

เดินเล่นมาถึง Ali & Nino ก็เย็นย่ำพระอาทิตย์ตกพอดี อากาศเย็นจนหนาววูบ คิดกันว่ามื้อเย็นสุดท้ายในเมืองสุดท้ายของทริปจะกินอะไรดี ระหว่างอาหารจอร์เจีย หรืออาหารไทย หรือจะกินอาหารทะเล แต่มาถึงเมืองริมทะเลแล้ว ตัดสินใจไปอาหารทะเลตามแผนที่ตั้งใจ ไหนๆก็เตรียมน้ำจิ้มซีฟู๊ดมาด้วย ระยะทางประมาณ 2 กม. เรียก Bolt นั่งไปดีกว่าเดิน

Fish Market ตลาดปลาของ Batumi ที่มีอาหารทะเลหลากหลายให้ไปเลือกซื้อ ทั้งซื้อเอาไปทำเองที่บ้านหรือที่พัก ถ้าเป็นนักท่องเที่ยวเข้าไปเดินดูจะมีคนเข้ามาเชิญชวนให้เลือกซื้อของสด แล้วเอาไปทำที่ร้านอาหารได้ (เหมือนตลาดอาหารทะเลบ้านเรานั่นแหละ) ไม่แน่ใจว่าราคาที่บอกนักท่องเที่ยวอย่างเราแพงกว่าราคาคนท้องถิ่นแค่ไหน ก็ต่อรองราคากันเอา อันไหนรู้สึกว่าแพงเกินก็อย่าไปเอา แค่นั้น

เราก็หยิบๆๆมา มีปลา มีกุ้ง มีหมึก จำราคาแต่ละอย่างไม่ได้ แต่รวมๆแล้ว 100GEL ก็พันกว่าบาทนะ เฉพาะของสด แล้วเอาของสดไปให้เขาทำที่ร้าน

เดินเข้าไปด้านในหลังตึกจะเป็นทะเลดำแล้ว มีร้านอาหารหลายร้าน อยู่เรียงรายติดริมทะเล

🍽 Calligraphy (10:00AM – 12:00AM)
📍https://maps.app.goo.gl/zfeeRnQgkrcgVq2f8

เรานั่งร้านนี้เพราะตอนเดินชมตลาด พ่อหนุ่มคนเชียร์แขกของร้านมาเดินแนะนำโน่นนี่นั่นกับเราที่ตลาด ของสดที่เราซื้อปผงปลาจะเอาไปส่งที่ร้านให้เลย ร้านจะคิดค่าทำนิดหน่อย ส่วนมากก็เป็น นึ่ง ย่าง เผา หรือทอด ไม่ได้ทำพิเศษอะไรมาก คิดค่าทำจานละ 2-3GEL เท่านั้น เราก็สั่งข้าว เครื่องดื่ม แล้วสั่งหอยเผาเพิ่มอีกจาน รวมราคาที่ร้านอาหาร 63GEL (730 Bt.) ซึ่งความจริงดูจากเมนูราคาที่ร้านก็ไม่ได้แพงมากนะ ถ้าไม่ต้องการบรรยากาศแบบเลือกของสดเอง (ที่อาจโดนฟันราคา ฮา…) ก็แค่เดินๆดูตลาดเล่น แล้วเดินเข้าไปสั่งอาหารร้านด้านในเลยก็ได้ มีหลายร้าน เลือกตามสะดวก

น้ำจิ้มซองที่เอามา อร่อยดีใช้ได้เลย ไปเที่ยวคราวหน้าจะเอาไปอีก

อิ่มแล้วก็เรียก Bolt กลับโรงแรม เที่ยวจอร์เจียสะดวกมากจริงๆแม้ไม่มีรถ คืนนี้นอนโรงแรมหรูหราไม่น้อย หลับสบาย เตรียมขับรถกลับ Tbilisi ยาวๆอีกวันพรุ่งนี้

วิวจากห้องนอนสวยประมาณนี้


ฺBatumi

🛏 JRW Welmond Hotel Twin Room with City view w/BF (216GEL/Night) Cash / Credit
📍https://maps.app.goo.gl/Qp5EXmw5sHghcpzv5

เลือกโรงแรมนี้เพราะทำเลอีกเหมือนเดิม เพราะมีเวลาเที่ยวเล่นใน Batumi แค่เย็นนี้ เลยอยากจอดรถแล้วออกเดินเล่นได้ใกล้ๆ โรงแรมเป็นคาสิโนด้วย ตอนจองเราเลือกประเภทห้องผิดเป็น City View มานอนโรงแรมริมทะเลอยากนอน Sea View แต่กดผิดและเป็นการจองแบบจ่ายเลย เขียนไปขอเปลี่ยนห้องเขาบอกระบบทำไม่ได้ ให้ไปคุยตอน Check in (ดูราคาในเวปถ้าเปลี่ยนเป็น Sea View จะต้องเพิ่มอีก 25GEL) ซึ่งตอน Check in พอเราบอกว่าอยากเปลี่ยนเป็น Sea View พนักงานก็ไปถามผจก. เขาก็เปลี่ยนให้แบบไม่คิดเงินเพิ่มด้วย ดีจัง ห้องกว้างขวาง ใหญ่โต่ตามมาตรฐานโรงแรม 4 ดาว วิวก็ไม่ได้สวยเท่าไหร่ เพราะเจอเครนก่อสร้าง แต่ก็ยังได้เห็นทะเลแหละ

เปิดม่านชม Sea View ก็สวยดีอยู่ล่ะ


อรุณสวัสดิ์ทะเลดำ

ยามเช้าริมทะเลดำ โรงแรมนี้เป็นที่แรกที่มีอาหารเช้าให้กินตั้งแต่ 6 โมงเช้า น่าจะเพราะเป็นคาสิโนด้วย คนเข้าออก กินข้าว เข้าบ่อน วนไปทั้งวัน ก็เลยได้กินข้าวตั้งแต่ 8 โมงเช้า อาหารเยอะแยะมากมายใช้ได้

ก่อนออกจาก Batumi มีจุดที่อยากไปดูอีกจุดคือ รูปปั้นปลาหมึกยักษ์ (Batumi Octopus) ศิลปะจากยุคโซเวียต ที่ยังหลงเหลืออยู่ใน Batumi ไกลจากที่พักเลยไม่ได้เดินไปเมื่อวาน วันนี้ Check out แล้วก็ขับรถไป

Batumi Boulevard ทางเดินยาวไปจนถึงริมชายหาด

ตอนเช้าถนนยังเงียบๆขับรถสบาย

ขับรถมาจอดตรง Japanese Garden แล้วเดินต่อไปอีกหน่อย (ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมจอร์เจียมีสวนญี่ปุ่น)

Batumi State University สีฟ้าสดใส

Batumi Octopus ศิลปะจากยุคโซเวียต ตอนนี้กลายเป็นซุ้มขายไอศครีม อยู่ใกล้มหาวิทยาลัยน่าจะขายดี

ชายหาดเมืองบาทูมิมีสีดำเพราะทรายมีส่วนประกอบของแร่ธาตุภูเขาไฟสีเข้ม เช่น แมกนีไทต์และบะซอลต์ ซึ่งเกิดจากการปะทุของภูเขาไฟในภูมิภาค และถูกพัดพามาสะสมที่ชายหาด ทำให้ทรายมีสีดำสนิท

จากปลาหมึกยักษ์ขับต่อไปอีก 5 กม. เกือบถึงสนามบิน Batumi (Alexander Kartveli Batumi International Airport : BUS) แถบนั้นเป็นเหมือนย่านพักอาศัย มีตึกสูงเต็มไปหมด เป็นทั้งที่พักอาศัยและสำนักงาน หลายๆคนก็เลือกมาพักแถวนี้ เพราะเป็นห้องชุดที่เอามาปล่อยเช่าแบบ Airbnb ราคาไม่แพง แต่ก็เหมาะกับคนมีรถ เพราะไกลจากกลางเมืองและแหล่งท่องเที่ยว จุดหมายของเราคือร้านกาแฟ ที่อ่านรีวิวมาว่าดี

☕️ Pure Coffee & Food (9AM – 10PM)
📍https://maps.app.goo.gl/r2d43M87C6EckEvQ9

ร้านกาแฟที่ขายอาหารเช้าด้วย คนนั่งกันเต็มร้าน เบเกอรี่ดูน่ากิน ชุดอาหารเช้าก็ดูน่ากิน เสียดายว่าอิ่มมาแล้ว สั่งแค่กาแฟมาจิบอุ่นๆ กาแฟดี บรรยากาศก็ดี ใครพักแถวนี้แนะนำมาทานอาหารเช้าที่นี่ หรือมาจิบกาแฟยามเช้า ยามบ่ายก็ได้ และเพราะอยู่ใกล้สนามบิน หลายคนเลยมาทำ Content จิบกาแฟแลเครื่องบินกัน

Hot Latte แก้วละ 10GEL ดีเลย

ได้กาแฟแล้วก็ออกเดินทางกันเลย วันนี้จะขับรถตรงกลับเข้าเมือง Tbilisi ระยะทาง 360 กม. แต่เป็นทางหลวงระหว่างรัฐหมด จาก E70 ไปต่อ E692 แล้ววิ่ง E60 ยาวๆเลย ถ้าขับรวดเดียวใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง แต่พวกเราเลือกแวะทานเที่ยงที่ Kutaisi ตรงระยะ 150 กม. ก็ประมาณกลางๆทางพอดี

กลับเข้าเมือง Kutaisi วันนี้ อากาศดีฟ้าใส ไม่เปียกแฉะเหมือนวันที่เรามาพักเลย ปักหมุดมาที่ร้านอาหารใกล้ White Bridge เป็นอาหารจอร์เจีย อ่านเจอในรีวิวมีคนชมว่าอร่อยใช้ได้ ก็มาลอง

🍽 At Home – სახლში (11:00AM – 12:00AM)
📍https://maps.app.goo.gl/TfZtTcYB9gU8hyGj6

ร้านอยู่ในซอยลึกลับพอสมควร ถ้าเอารถมาต้องพึ่งดวงว่ามีที่จอดมั๊ย ซึ่งวันนั้นเรามีดวง มีช่องจอดพอดิบพอดี ตัวร้านลักษณะเป็นบ้าน 2 ชั้น บรรยากาศดูดี แต่เรามาตอนเที่ยง คนไม่ค่อยมี เดาว่าเย็นๆน่าจะคนเยอะ เพราะพนักงานมีหลายคนอยู่ มื้อนี้สั่งมาคนละอย่าง Pasta Carbonara กับ Khinkali Soup อร่อยใช้ได้อยู่ ราคามื้อนี้ 45GEL (550 บาท)

เสร็จมื้อเที่ยงก็เดินออกไปชม White Bridge หน่อย เพราะวันที่อยู่ Kutaisi ฝนตกเลยไม่ได้เดินเล่นตามแผน วันนี้อากาศดี เลยได้เดินไปชมสะพาน ถ้าเดินข้ามสะพานไปเลยก็จะเจอ Veriko Anjaparidze Square และร้านอาหารไทย Siam Thai Restaurant ที่พวกเรากินวันก่อนนั่นเอง

White Bridge สะพานข้ามแม่น้ำริโอนี ก่อสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1850 เดิมเป็นสะพานไม้ ต่อมาสะพานได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมในปี 1860 ได้มีการบูรณะสะพานขึ้นใหม่ในปี 1870 โดยโครงเหล็กของสะพานถูกนำเข้าจากฝรั่งเศส ราวสะพานถูกทาสีขาว จึงเรียกกันว่า “สะพานขาว” ปัจจุบันเป็นสะพานคนเดิน สะพานขาวนี้มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในการเชื่อมโยงผู้คนและแนวคิดต่างๆ ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ชนชั้นนำทางวัฒนธรรมของเมืองมักจะมาพบปะกันที่นี่เพื่อหารือเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆในแต่ละวัน

สะพานขาวได้รับการบูรณะใหม่ทั้งหมดในปี 2019 กระเบื้องบางส่วนถูกเปลี่ยนเป็นกระจก และมีการสลักบทกวีจากยุคจอร์เจียนลงบนพื้นเหล็ก ไฮไลต์ของ White Bridge อีกอย่างคือรูปปั้นเด็ก the statue of Picasso’s Boy ถือหมวก 2 ใบนั่งบนราวสะพาน อยู่ปลายสะพานฝั่งตรงข้าม ที่พวกเราไม่รู้เลยไม่ได้เดินไปดู (จากรูปขวามองไปที่ตึกด้านหลัง รูปปั้นเด็กนั่งอยู่บนราวสะพานตรงนั้นแหละ)

กระเช้าปุ๊กปิ๊กที่พวกเราอดขึ้นเพราะวันที่อยู่เที่ยว Kutaisi ฝนตก น่ารักมาก น่านั่ง

บ่าย 2 โมงกว่าๆ ก็ออกเดินทางต่ออีก 220 กม. บนทางหลวง E60 เป็นถนนไฮเวย์ | S1 highway (East-West Highway) ใช้ความเร็วได้ดีตลอด มาช้าหน่อยตรงเจอรถติดตอนเข้าเมือง เพราะมาถึงช่วงเย็นพอดี รถติดยาวเหยียด วนเข้าไปกว่าจะถึงตัวโรงแรมและที่จอดรถก็วนอยู่ 2 รอบ

เริ่มเห็นภูเขาใหญ่ตอนใกล้ถึง Gori

ทางหลวง E60 หรือ ถนนไฮเวย์ S1 ขับยาวๆข้ามพรมแดน Georgia กับ Azerbaijan ที่ Tsiteli Khidi (Boarder) ได้ แล้วขับต่อยาวๆไป Baku, Azerbaijan หรือ Tehran, Iran `ได้เลยนะ

ทำไม Tbilisi ไม่มีป้ายเมืองสวยๆแบบเมืองอื่นๆนะ หรือเราไม่เห็น

รถติดได้สมกับเป็นเมืองหลวงจริงๆ

มาถึง Tbilisi ตอนเย็นๆตามแผนที่วางไว้ Check in เรียบร้อย มีเวลาว่างๆก็ออกเดินเล่นไปตามถนน Pekini Ave. เป้าหมายแรกที่จะไปคือร้านหนังสือ Salakauri Book Shop เพื่อไปซื้อ Photo book of Georgia ที่เรา Search หาแล้วเจอราคาเหมาะสม 35GEL (เจอ Photo book ที่วางขายตามร้านขายของที่ระลึก ราคาเล่มละ 100GEL มันแพงเกินไป) ดู Publisher แล้วมันมีชื่อร้านหนังสือชื่อเดียวกันเลย คิดว่ามันคงเป็นร้านของสำนักพิมพ์เลย ต้องมีของแน่ อยู่ไม่ไกลจากโรงแรมด้วย ก็เลยเดินไปดู ก็มีจริงๆ

เดินเล่นต่อไปเรื่อยเปื่อย จนถึงเวลาอาหารเย็น เดินวนหาร้านอะไรดี ตัดสินใจเปลี่ยนมากินอาหารญี่ปุ่นร้านที่เดินผ่านมาเจอ สุ่มๆไป คนขายหน้าตาไม่เหมือนคนจอร์เจียเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ใช่เอเชีย สั่งราเมงมา 2 ชาม เค็มจัดเลย กินหมดแหละแต่เค็มเกิน ปิดทริปได้ไม่อร่อยเท่าไหร่

🍽 Saramene Onimusha (1PM – 12AM)
📍https://maps.app.goo.gl/S3vVN3GA5hmps8JW7

ก่อนกลับโรงแรมเข้าไป Shopping ใน Carrefour หน่อย ไม่ได้อยากซื้ออะไรเป็นพิเศษ ตั้งใจแค่สอยไวน์ติดมือกลับบ้านกับขนมนิดหน่อย ไวน์มีให้เลือกเยอะจนตาลาย หาข้อมูลมาว่า องุ่นพันธุ์ Saperavi จากแคว้นคาเคติ (Kakheti) เป็นไวน์แดงเข้มที่ขึ้นชื่อที่สุดของจอร์เจีย ก็เลยเลือก Mildiani จาก Mukuzani มา 1 ขวด กับไวน์จาก Teliani Valley ไปอีก 1 ขวด คือเราไม่ชอบไวน์หวานจึงเลือก Dry เป็นหลัก เพราะหวานของจอร์เจียนี่หวานเจี๊ยบ ไม่ว่าจะบอกว่า Sweet หรือ Semi-Sweet หลังจากลองมาแล้วระหว่างทริปคือบางขวดหวานจนต้องเททิ้ง ไปต่อไม่ไหวจริงๆ

เดินเอาของกลับโรงแรม แล้วยังอยากปาร์ตี้อีกนิดหน่อย เลย Search หาดูว่ามีร้านอะไรน่านั่งบ้างในละแวกใกล้ๆ เจอร้านเดียวที่ใกล้พอเดินไปได้ ที่เหลือต้องเรียกรถไป ก็เลยเอาร้านนี้ล่ะวะ กะไปนั่งเล่นฟังเพลง จิบไวน์ชิลๆสักหน่อย ปิดทริปจริงๆ ปรากฏว่า….

🍽 Supertramp Bar (12PM – 02AM)
📍https://maps.app.goo.gl/5FBvBxkj6LoJp3em8

ร้านบรรยากาศเหมือน Saloon ในหนังฝรั่ง เป็นสไตล์บาร์ที่คนมานั่งจิบเหล้า มากินเบียร์ มาเล่นพูล ไม่มีนักท่องเที่ยว น่าจะมีแต่ขาประจำ เราสองคนเดินเข้าไปนี่เป็นสิ่งแปลกปลอมมาก ฮา… แต่เขาก็ต้อนรับดี หาที่นั่งให้ สั่งโลคอลเบียร์ กับ ไวน์แดง มา (ความจริงน่าสั่งเบียร์มากกว่านะ บรรยากาศไม่เหมาะจิบไวน์เลย ฮา…) ว่าจะไปเล่นพูลก็คิดว่าไม่น่าคุยกับวัยรุ่นจอร์เจียรู้เรื่อง เลยได้แต่นั่งดู ใครอยากได้บรรยากาศแบบคนท้องถิ่นลองร้านแบบนี้ดูนะ


ฺTbilisi

🛏 Holiday Inn Tbilisi Hotel Twin Room with City view w/BF (108$/Night) Cash / Credit
📍https://maps.app.goo.gl/yUmi8aKfWrUhjEVq6

ที่เลือกโรงแรมนี้ เพราะเป็นคืนสุดท้าย อยากนอนสบายๆหน่อย ห้องกว้างๆจะได้เปิดกระเป๋าจัดของได้ โรงแรมนี้อยู่ฝั่งตะวันตกของเมือง มาจาก Batumi เข้า Tbilisi ก็ถึงเลย ไม่อยากขับรถฝ่ากลางเมืองเข้าไป นับว่าคิดถูกเพราะตอนเย็นรถติดมาก และโรงแรมมีที่จอดรถกว้างขวางสะดวกสบาย เพราะเราจะจอดรถทิ้งข้ามคืน เพื่อคืนรถตอนเช้า (มันครบจำนวนวันเช่าตอนเช้าพอดี ถ้าคืนรถตอนเย็นเลย ก็ไม่แน่ใจจะถึงกี่โมง ในเมื่อเสียค่าเช่าเท่ากัน ก็คืนตอนเช้าก็ได้) โรงแรมอยู่ในทำเลที่ผู้คนพลุกพล่าน รถก็เกะกะเต็มไปหมด กว่าจะเข้าที่จอดรถได้ วนอยู่ 2 รอบ ส่วนห้องพักกว้างขวางตามมาตรฐาน Holiday Inn นั่นแหละ สะดวกสบาย วิวสวยด้วยนะ แต่ราคาแพงไปหน่อย ห้องอาหารอยู่ชั้นล่างสุด ก็จะแปลกๆหน่อย แต่ดีตอนเช้านั่งกินอาหารเช้ารอคนมารับรถได้ ไม่ต้องกดลิฟต์ขึ้นๆลงๆ


เช้าสุดท้ายในจอร์เจีย ตื่นมาแต่เช้าหน่อย เพราะนัดบริษัทรถเช่าให้มารับรถ การรับคืนรถก็แสนง่ายดาย มาถึงก็ดูน้ำมันว่าเติมมาเต็มหรือไม่ (ตอนรับรถน้ำมันมาเต็ม) ดูของในรถว่าลืมอะไรไว้หรือเปล่า แล้วคนรับรถก็โบกมือ Bye ไปล่ะ

เอา Photo book Georgia มานั่งดูตอนอาหารเช้า ระหว่างรอคนมารับรถ

เช้านี้มีเวลาแค่ 2 ชั่วโมง จะออกจากโรงแรมประมาณเที่ยง เพื่อไปเช็คอิน Flight 15:15PM เลยออกมาเดินเล่นถ่ายรูปรอบๆโรงแรม เข้าไปตามซอกซอย ที่เมื่อคืนเดินไปตอนกลางคืนอีกรอบ ได้เห็นสภาพชีวิตคนทำงาน ที่เดินทางไปทำงาน แต่ไม่มีใครรีบร้อนเลย เดินกันชิลมากๆ และที่นี่ยังมีแผงขายหนังสือพิมพ์ด้วย

ทบิลิซีต้นไม้เยอะ สวนเล็กๆน้อยๆมีทั่วเมือง ทำให้เมืองดูเขียวสวยดี

ตึกพวกนี้หน้าตาเป็นที่อยู่อาศัย มีภาพสวยๆทุกตึก เวลาพูดถึงตึกไหนก็น่าจะหาเจอง่าย ตึกแมวเขียว ตึกสาวสีน้ำตาล อะไรแบบนี้

ใกล้ๆโรงแรมมีจุดที่ตั้งใจมาดูคือ Sport Palace เพราะอยู่ในรายการตึกเก่ายุคโซเวียตที่เวปต่างๆแนะนำไว้ ไม่มีเวลาได้ทัวร์ Tbilisi’s Iconic Soviet Architecture ได้เห็น Bank of Georgia แบบผ่านๆ แล้วก็มี Sport Palace นี่แหละที่ได้มาดูใกล้ๆ

Tbilisi Sports Palace เป็นสถาปัตยกรรมจากยุคโซเวียตที่ยังหลงเหลืออยู่ในทบิลิซี อยู่ฝั่งตรงข้ามกับโรงแรมที่พักเลย เป็นเหตุหนึ่งที่เลือกพักที่นี่จะได้เดินมาดูได้ง่ายๆ แต่คาดหวังไว้มากกว่านี้ว่ามันจะยิ่งใหญ่อลังการ มีสถาปัตยกรรมล้ำๆ แต่กลายเป็นอาคารธรรมดาที่ขนาดใหญ่หน่อย เข้าดูด้านในก็ไม่ได้เพราะปิดไว้ จะเปิดใช้เพื่อแข่งกีฬาต่างๆ เช่น บาสเก็ตบอล แฮนด์บอล ยูโด เทนนิส มวย

ตึกสีไข่ไก่สวยๆนั่นคือ Georgian Technical University มหาวิทยาลัยเทคนิคจอร์เจีย (GTU) (เดิมชื่อสถาบันโพลีเทคนิคเลนินที่ 6 แห่งจอร์เจีย) ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยเทคนิคแห่งจอร์เจีย เป็นมหาวิทยาลัยเทคนิคหลักและใหญ่ที่สุดของประเทศจอร์เจีย อาคารของมหาวิทยาลัยเมื่อมองจากมุมสูงจะดูคล้ายรูปค้อนและเคียว

Georgian Technical University อาคาร 7 บนถนน Pekeni Ave. (Historic building) อยู่ฝั่งตรงข้ามกับตึกใหญ่ เป็นอาคารยาวโค้งตามถนน

25 May Square สามแยกใหญ่ที่ผู้คนเดินข้ามถนนกันขวักไขว่ตลอดเวลา

ถึงเวลาต้องไปสนามบินก็เรียก Bolt ไปได้ในราคา 26GEL ถ้าใครจะนั่งรถ Taxi ที่มีรอเรียกอยู่ตามหน้าโรงแรมก็ดูให้ได้ราคาประมาณนี้ อันนี้เราอยู่ไกลสนามบินแล้วนะ ถ้าใครพักแถบเมืองเก่าหรือที่พักเราวันแรกแถบ Metheki Church ใกล้สนามบินไปอีก 5 กม. ก็ยิ่งต้องถูกกว่านี้

ระหว่างทางไปสนามบิน รถผ่านห้เราได้ร่ำลา Mother of Georgia, Bye..

Tbilisi International Airport ชื่อเต็มว่า Shota Rustaveli Tbilisi International Airport ตามชื่อของกวีชาวจอร์เจีย (IATA code : TBS) อยู่ห่างจากตัวเมือง Tbilisi ประมาณ 17 กม. สนามบินมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 12 ในยุคที่ยังเป็นหนึ่งในสหภาพโซเวียต ก็ถือว่าไม่ใหญ่แต่ก็ไม่เล็ก

ด้านในอาคารไม่ได้กว้างมาก Counter Check in มีไม่มาก คนจึงรอกันหนาแน่นก่อนเปิดเคาเตอร์ จะหาอะไรกินช่วงรอเช็คอินก็ไม่มีร้านอาหาร มีแค่ร้านกาแฟ 2-3 ร้าน กับร้านขายของที่ระลึก วาดหวังเข้าไปกินด้านใน เข้าไปแล้วโถงในก็ไม่ได้มีอะไรให้เลือกมากนัก มีร้าน Fast food 2-3 ร้าน กับร้านกาแฟ 2-3 ร้าน เลยเลือกกิน Wendy’s ไปให้อิ่มๆ เพราะ Flight delay นิดหน่อย แล้วไปนั่งจิบกาแฟ illy ตรงหน้า gate รอเวลา เบื่อๆก็ไปเดิน Duty free shop ที่ไม่ใหญ่มาก พอมีให้เดินเล่นนิดหน่อย ไม่ได้มีอะไรน่าซื้อ ส่วนคนที่ต้องการใช้บริการ Lounge มี Primeclass lounge อยู่ที่เดียว ซึ่งคนเยอะ เลยไม่ได้เข้าใช้บริการ

ข้อดีของการบินในช่วงที่ยังสว่าง ได้เห็นเทือกเขาคอเคซัสสวยงามเป็นการสั่งลา

ลงต่อเครื่องที่ Almaty International Airport ประเทศคาซัคสถาน 4 ชม. นั่งจิบเบียร์ใน Sport Bar เพลินๆ ก็ขึ้นเครื่องกินๆนอนๆต่ออีก 6.40 ชม. ถึงกรุงเทพฯโดยสวัสดิภาพ


Leave a comment