Singapore Trip
March, 2026

ห่างเหินกันไปพักใหญ่กับ “สิงคโปร์” ได้กลับมาอีกครั้ง เลยมาอัพเดตที่เดินกินเที่ยวถ่ายรูปเล่นใหม่ๆที่ไม่เคยไปกันหน่อย ไม่ได้มาเสียหลายปี หลายปีแค่ไหน ก็แค่ว่าไม่เคยเห็นน้ำตกในสนามบินอ่ะ เชยมั๊ยล่ะ

ทริปนี้มีเวลาว่างเต็มวันแค่วันเดียวเท่านั้น ก็เลยเลือกจะไปเดินเล่นถ่ายรูป Street art เก๋ๆ แวะคาเฟ่ในย่านชิคๆคูลๆ แล้วแวะมูนิดๆหน่อยๆ (ว่าไปทำไมเยอะจังวะ กับเวลาแค่วันกว่าๆ ฮา…. แต่ได้ครบนะนั่น)

ทริปนี้เรามา 5 วัน แต่มีวันทำงานทำธุระด้วย ว่างทั้งวันแค่วันเดียวอย่างที่บอก บางวันก็ว่างเช้า บางวันก็ว่างบ่าย ก็เก็บที่เที่ยวไปเรื่อยๆ แต่ลองเอาที่เที่ยวที่เราไปทั้งหมด มาจัดเป็นทริป 3 วัน 2 คืน แบบมาสายๆ กลับบ่ายๆ นอน 2 คืน บินมาถึงวันแรกเที่ยวครึ่งวันบ่าย วันที่ 2 เที่ยวเต็มวัน วันที่ 3 เที่ยวครึ่งวันเช้า บ่ายบินกลับ ก็จัดได้สบายๆอยู่นะ ตามนี้

Day 1 : Arr. Singapore > Lunch @Jewel > Rain Vortex & Forest Valley > MRT To City [ Chk-in ] > Fountain of Wealth @Suntec City > Haji Lane by night (Or Clarke Quay Or Marina Bay)
Day-2 : Morning : Bugis Street art & Mural > Lunch : Blanco Court Prawn Mee @Haji Lane > Kwan Im Thong Hood Cho Temple > Mural @Everton Rd. (If need) > Afternoon : New Bahru > Marina Bay Front > Dinner : Chilly Crab (Long Beach or No Signboard or Jumbo)
Day-3 : Morning > Chinatown > Buddha Tooth Relic Temple > Lunch : Maxwell Hawker > [ Chk-out ] > Airport

การเดินทางเข้าประเทศสิงคโปร์ (อัปเดตปี 2026) คนไทยใช้พาสปอร์ตเดินทางเข้าประเทศได้เลยโดยไม่ต้องขอวีซ่า (พำนักไม่เกิน 30 วัน) โดยเอกสารสำคัญที่ต้องเตรียมคือ หนังสือเดินทาง (Passport) ที่มีอายุเหลือมากกว่า 6 เดือน และต้องลงทะเบียน SG Arrival Card (SGAC) ผ่านระบบออนไลน์ล่วงหน้าไม่เกิน 3 วัน ก่อนเดินทางผ่าน [Link: เว็บไซต์ ICA https://eservices.ica.gov.sg/sgarrivalcard/] หรือแอปพลิเคชัน MyICA แล้วจะได้ email ตอบรับมาประมาณนี้ ไม่ต้องปริ๊นต์ใดๆไปทั้งสิ้น เพราะ ตม. เป็น Automated ทั้งหมด ผ่านคือผ่าน ไม่ผ่านก็จบ ไฟแดงกระพริบ

Update Singapore Changi Airport กันเป็นอย่างแรก เพราะไม่ได้มาสิงคโปร์เกือบ 10 ปี ปัจจุบัน 2026 สนามบินสิงค์โปร์ขยายใหญ่โตมีถึง 4 Terminal [กำลังก่อสร้าง Terminal 5 อยู่อีกด้วย] โดยที่ Terminal 1 – 2 – 3 จะอยู่ไม่ห่างกันสามารถเดินถึงกันได้ ถ้าไม่อยากเมื่อยก็สามารถนั่ง Shuttle Train ได้ Terminal 4 จะแยกห่างออกไปไม่มีทางเดินไปถึงได้และไม่มี Shuttle Train ต้องนั่ง Shuttle Bus ไปเท่านั้น สายการบินประเภท Low cost Airline จากไทยจะลงที่อาคาร 4 ทั้งหมด [Air Asia, Lion Air ลง Terminal 4 / Thai Airways ลง Terminal 2]

คราวนี้เราบิน Scoot ลงเครื่องที่อาคาร 1 ผ่านตม.ที่เป็นระบบ Automate ทั้งหมด ง่ายและเร็วมาก รับกระเป๋าที่สายพานแล้วเดินผ่านศุลกากรออกประตูมา จะเห็นป้ายบอกทางไป “Jewel” ขอไปเห็นน้ำตกในร่มขนาดใหญ่ยักษ์อันเลื่องชื่อของสนามบินสิงคโปร์กันก่อนเลย เดินไปไม่ถึง 20 ก้าวก็เจอแล้ว

โครงการขนาดใหญ่อันเลื่องชื่อของสิงคโปร์ ออกแบบโดย Moshe Safdie สถาปนิกชื่อดังระดับโลก ผู้ออกแบบ Marina Bay Sands อันโด่งดังตรงข้าม Merlion นั่นไง จึงแน่นอนว่า Jewel Changi Airport อลังการงานสร้างมากๆ เป็นโครงการสร้างชื่อให้สิงคโปร์ตั้งแต่นักท่องเที่ยวบินมาถึงทันที เพราะสร้างอยู่ชิดติด Terminal 1 ของ Changi Airport เลย ลงเครื่องปุ๊บ แวะเที่ยวได้เลย หรือบางคนก็ใช้เวลาช่วงก่อนกลับ มากินมาเที่ยวมาช้อปปิ้งทิ้งทวนกัน สะดวกสุดๆ

ภายใน Jewel Changi Airport ไม่ได้เป็นแค่พลาซ่า ขายของ ขายอาหาร แต่มีสวน มีน้ำตก มีลานกิจกรรม มีเครื่องเล่น มี Skywalk มีส่วนพักผ่อนสำหรับนักเดินทางทุกรูปแบบ แถมเปิด 24 ชม. บางโซนก็เข้าชมได้เลย เช่น Rain Vortex และสวนรอบๆ แต่โซนกิจกรรมบริเวณชั้น 5 จะมีค่าเข้าชม เช่น ทางเดินลอยฟ้า, เขาวงกต หรือไดโนพาร์ค ดูราคาและเวลาเปิด/ปิดเพิ่มเติมได้จากเวปไซต์ https://www.jewelchangiairport.com/en.html

HSBC Rain Vortex น้ำตกในร่มที่สูง 40 เมตร (131 ฟุต) ระดับความสูง 7 ชั้น ได้ตำแหน่งน้ำตกในร่มที่สูงที่สุดในโลกไปครอง ปล่อยปริมาณนํ้าไหลลงมา 38,000 ลิตรต่อนาที จากยอดโดมที่สร้างจากกระจกจำนวน 9,000 ชิ้น นอกจากสายน้ำตกสูงใหญ่แล้ว รอบๆยังเป็นสวนป่าขนาดใหญ่ (Forest Valley) เขียวชอุ่มอย่างไม่น่าเชื่อว่าเป็นป่าจัดตั้ง

นํ้าตกที่เห็นนั้น เป็นน้ำฝนที่ถูกกักเก็บไว้ในถังเก็บนํ้าใต้อาคาร มีระบบปั๊มนํ้าสูบขึ้นไปแล้วปล่อยเป็นนํ้าตกจากหลังคาของตัวอาคารลงมา ตอนกลางวันน้ำตกก็จะสีขาวๆธรรมดา แต่ใครบินช่วงกลางคืน จะได้เห็นน้ำตกแบบมีแสงสีเสียง สวยไปอีกแบบ

ขึ้นไปชั้นบนจะมีระเบียงให้ถ่ายรูปได้ทุกชั้น มีหลายมุมมอง บางคนก็ลากกระเป๋าขึ้นไปด้วย มีทั้งบันไดเลื่อนทั้งลิฟต์อำนวยความสะดวก

ชั้น 4 อยู่สูงเกินไปหน่อย เราว่ามุมประมาณชั้น 2 กำลังดี ชั้น 3 ก็ยังได้

TIPS: ใครอยากได้บรรยากาศชมสายน้ำตกแบบใกล้ชิดอีกหน่อย ให้ไปนั่ง Shuttle Train T2 <-> T3 รถไฟจะวิ่งผ่านข้างๆน้ำตก ถ้านั่งจาก T2 > T3 น้ำตกจะอยู่ด้านซ้าย กลับกันคือจาก T3 > T2 น้ำตกจะอยู่ด้านขวา [Shuttle Train จาก T1 > T2 หรือ T3 ไม่ผ่านน้ำตกนะ] สามารถนั่งรถไฟเล่นไปมาได้ตลอดไม่มีค่าใช้จ่าย

ปล. Shuttle Train ด้านนอกเท่านั้นนะ (ด้านนอกคือ ถ้าขาเข้าก็ต้องผ่านตม.และรับกระเป๋าออกมาก่อน ถ้าขาออกก็ต้องก่อนจะผ่านตม.เข้าไป เพราะด้านในคือบริเวณช้อปปิ้ง Duty Free ก็มี Shuttle Train ด้วยเหมือนกัน ดังนั้นคนที่มาแค่ต่อเครื่องแล้วกะว่านั่ง Shuttle Train T2 <-> T3 ด้านในเล่นๆ หวังจะชมน้ำตกได้ คือมันไม่ได้นะ ต้องผ่านตม.ออกมาก่อนถึงจะเห็นน้ำตก อย่าสับสนล่ะ)

สำหรับคนที่จะมาเที่ยว Jewel ตอนขากลับ สามารถใช้บริการ Early Check-in พร้อมโหลดกระเป๋าได้ล่วงหน้าที่ Jewel ชั้น 1 ตั้งแต่เวลา 8:00 แล้วเที่ยวเล่นใน Jewel ได้ตามสะดวก จนใกล้เวลาบินค่อยเข้าด้านใน (ไม่ได้ทุกสายการบินนะ ให้เข้าไปดูรายละเอียดในเวปก่อน ที่แน่ๆคือ TG และ AirAsia ได้) หรือแค่ฝากกระเป๋าก็มีที่รับฝาก (เสียค่าฝาก) อยู่ที่ชั้น 1 เหมือนกัน


เมื่อดูน้ำตกแล้ว เราจึงควรต้องไปดูน้ำขึ้นบ้างเป็นการแก้เคล็ด ตอนเย็นก็เลยไปดูน้ำพุที่ชื่อสุดแสนเป็นมงคล

Fountain of Wealth

Fountain of Wealth คนไทยเรียก “น้ำพุแห่งความมั่งคั่ง” ฟังดูร่ำรวยรุ่งเรืองดี เป็นน้ำพุขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นตามหลักฮวงจุ้ย ตรงกลางพื้นที่ของ Suntec City มองเห็นได้จากระดับถนน มีตึกสำนักงาน Suntec 1-5 ล้อมรอบ มีคำแนะนำว่าให้เข้าไปด้านใต้ของน้ำพุ ซึ่งต้องเข้าจากชั้นใต้ดิน บริเวณศูนย์อาหารของ Suntec 3 ซึ่งจะเปิดให้เข้าเป็นช่วงเวลาที่ปิดน้ำพุ คือช่วง 10.00-12.00, 14.00-16.00 และ 18.00-19.30 ที่ว่าปิดก็คือไม่ได้ปิดสนิท แต่เปิดแค่น้ำพุเล็กๆ เทคนิค คือให้เข้าไปเดินด้านในเอามือแตะน้ำพุตรงกลางเดินวน 3 รอบ จะขออะไรก็ขอไป ส่วนมากก็มาขอเรื่องโชคลาภ เงินทอง ธุรกิจกัน เพราะถือว่าเป็นจุดที่ฮวงจุ้ยส่งเสริมเรื่องเงินทอง ถ้าใครอยู่ถึงตอนมืด น้ำพุจะเปิดชุดใหญ่แล้วมีแสงสีเสียงด้วย

โผล่ขึ้นมาระดับถนนก็เห็นได้เลย ใหญ่มาก

มีเวลาว่างช่วงบ่ายแก่ๆก็นั่งรถไฟไปเลย ถึงก่อนเวลารอบ 6 โมงเย็น ก็ขึ้นไปนั่งร้านสตาร์บัคก่อน มองเห็นน้ำพุมุมสูงได้ด้วย พอใกล้เวลาก็เดินลงไปชั้นใต้ดิน หาเจอแน่นอน เพราะป้ายบอกทางเยอะมาก

พอใกล้เวลาที่เปิดให้เข้าจะมีเจ้าหน้าที่มาคอยจัดคนเข้าไปทีละชุด ไม่เสียค่าเข้าแต่อย่างใด

จัดไป 3 รอบ ดูซิจะร่ำรวยสมหวังหรือไม่

การเดินทาง: นั่งรถไฟ MRT ลง สถานี Esplanade Station (CC5) ทางออก A หรือ สถานี Promenade Station (DT15/CC4)) ทางออก C แล้วเดินไปตามป้าย


มาสิงคโปร์คราวนี้ มีเวลาไม่มาก อยากเน้นถ่ายรูปที่ใหม่ๆที่ไม่เคยเห็นไม่เคยไป หมดเวลาไปค่อนวันกับการตระเวนเที่ยวชม Street Art จะว่าเดินชิคๆคูลๆก็ไม่เชิง เพราะถ้ามาแต่เช้าๆก็ได้อยู่ แต่พอเดินไปเดินมา แดดจะเริ่มร้อนเหงื่อท่วมตัวกันตั้งแต่ยังไม่เที่ยงวัน แต่สตรีทอาร์ทที่สิงคโปร์นี้สวยงามดีมาก แถมใหญ่โตเต็มกำแพง เขาน่าจะคอยดูแลซ่อมแซม มันถึงสวยงามได้แบบนี้ ดูจาก Google map จะใช้คำว่า Mural คือภาพฝาผนัง ไม่ใช้ Street Art เพราะภาพส่วนมาก วาดอย่างละเอียดปราณีต โดยเน้นไปที่การแสดงออกทางศิลปวัฒนะธรรม มีจุดที่ได้ไปอยู่ 3 จุดหลักๆ ตามข้อมูลมาจากเวปของ ลุงเด้งป้าไก่ ผู้โด่งดังมาจากพันทิบ ขอขอบพระคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วย

Group 1 : Bugis & Around

บูกิสเป็นย่านกลางเมืองที่มีชีวิตชีวา นักท่องเที่ยวเยอะ เพราะมีทั้งแหล่งช้อปปิ้งราคาไม่แพง อย่าง Bugis Street และห้าง Bugis Junction แถมยังเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรม และมรดกทางประวัติศาสตร์ ผสมผสานอิทธิพลของชาวอาหรับ มาเลย์ และอินเดีย มีวัดสำคัญที่นักท่องเที่ยวและคนสิงคโปร์เองชอบมาคือ วัดเจ้าแม่กวนอิมทังฮุดโจ้ว (Kwan Im Thong Hood Cho Temple) ติดๆกันมีวัดศรีกฤษณะ (Sri Krishnan Temple) และในย่านกัมปงกลามย่านมุสลิมที่เก่าแก่ที่สุดในสิงคโปร์ยังมีมัสยิดสุลต่าน (Sultan Mosque) ที่มีโดมขนาดใหญ่สีทองอร่าม

แผนเดินเที่ยวเล่นคร่าวๆที่เราเดิน ไปตามรีวิว แต่บางรูปก็หายไป บางภาพก็เปลี่ยนไปแล้ว เหลือเท่าที่เห็นประมาณนี้
อาศัยเดินไปทั่วๆ ก็เจอภาพบนผนังอาคารสวยๆแน่นอน

ย่านบูกิสมีถนนเส้นสั้นตัดขวางกันไปเป็นสี่เหลี่ยม เดินวนไปวนมาตามตรอกซอกซอย มีสตรีทอาร์ทให้ชมให้ถ่ายรูปค่อนข้างเยอะ แนะนำให้มาแต่เช้าๆหน่อย อากาศสบาย นักท่องเที่ยวไม่เยอะ ถ่ายรูปง่าย ลุงเด้งป้าไก่ แนะนำให้ตั้งต้นที่ Bugis MRT Station (DT14) ซึ่งเราทำตามแต่โดยดี เพราะที่พักเราอยู่่ Lavender Station ห่างไป 1 ป้ายเท่านั้น (นั่งรถเมล์ก็ได้นะ เดินก็ไหวอยู่) จากสถานีให้เดินออกมาทาง Victoria Street แล้วไปทางขวาเรื่อยๆ จะเจอ Arab Street ตัดขวาง เดินวนไปวนมาได้เลย ตัวอาคารแบบดั้งเดิมก็ดูแลสวยงาม ถ่ายรูปตึกสวยๆ กับสตรีทอาร์ทเก๋ๆเพลินมากเลยแถวนี้ จะพยายามบอกชื่อถนนของแต่ละรูปไว้ก็แล้วกัน มันเยอะมาก เดินวนๆไปเจอแน่นอน

Arab Street ตอนเช้า ก็จะโล่งๆแบบนี้ เดินสบาย ไม่ร้อน

“Intergalactic Dreams” by artist Jahan Loh ใช้สีฟ้าขาวตามแบบเครื่องเซรามิคสมัยราชวงศ์หยวน บนยอดตึกริม Arab Street

“Kampong Glam & Satay Club mural by Yip Yew Chong” ภาพสวยชุดแรกที่เจอบนผนังของ Hotel NuVe บนนถนน Jalan Pinang

ภาพบนผนัง Camera Museum บนถนน Jln Kledek ที่เราไม่ได้เข้าไปดูด้านใน

Mural 2 Children In Trolleys บนผนังตึกริม Victoria Street ระหว่าง Jln Klapa กับ Jln Sultan

ผนังตึกโรงแรม Heritage Collection on Victoria ตรงสี่แยก Victoria St. ตัดกับ Jln Sultan

เดินจาก MRT Bugis Station เลาะตามริมถนน Victoria มาถึงตรงสี่แยกนี้ก็ 650 ม. เพิ่ง 9 โมงเช้า แดดยังไม่แรง แต่รู้สึกร้อนแล้ว เลี้ยวขวาไปตามถนน Jln Sultan จะหาร้านแอร์เย็นหลบร้อนสักหน่อย ปรากฏว่าร้านส่วนมากยังไม่เปิด เลยต้องเดินถ่ายรูปเล่นต่อไปเรื่อยๆ

Boat Wall Painting บนถนน Aliwal St.

เดินเลย Aliwal Arts Centre ไปนิดเดียวก็เจอภาพ Alpha Batik ตรงสี่แยก Aliwal St. ตัดกับ Pahang St.

เดินถึงสี่แยกมองไปทางซ้ายเห็นภาพผนังสวยๆ เลยเลี้ยวซ้ายไปตาม Pahang St. เจอภาพ Flower Girl สวยดี

ภาพแผนที่ย่าน Kampong Glam บนผนัง Sultan Gate Building ตรง Bagdad St. ตัดกับ Kandahar St.
(เดินๆมาก็โผล่มาอิรัคกับอัฟกานิสถานซะได้)

Subhan St. เหมือนตรอกหลังร้านขนาดเล็กๆ แต่มี Street Art สวยๆทั้งตรอก

Bussorah Street ถนนเส้นตรงเข้าไปที่ Sultan Mosque มีร้านอาหารตลอดรายทาง
ภาพซ้ายมาตอนเช้าก่อน 8 โมง ถ้ามาสายหลัง 8 โมงจะเจอนักท่องเที่ยวเหมือนภาพขวา

Muscat Street ตรอกเล็กๆ ถัดจาก Bussorah Street เดินตรงไปที่ Sultan Mosque ได้ด้วยเหมือนกัน
ปากทางมีภาพบนผนัง ตะกร้าสานกับน้องแมว แล้วเดินต่อเข้าไปมี Street art ตั้งแต่ปากตรอกไปจนถึงมัสยิด

Muscat St. ด้านที่เชื่อมต่อกับ Arab St. มีซุ้มทางเข้ามัสยิด และภาพฝาผนังชุดใหญ่

Murals @ Muscat Street แผงใหญ่ยักษ์

Arab St. ถนนเส้นหลักที่เชื่อม Victoria St. ผ่าน North Bridge Road มาถึง Beach Road

มาถึง % Arabica ก็หิวเกินกว่าจะจิบกาแฟแล้ว เลยไม่ได้แวะ ไปหาข้าวกินดีกว่า

Haji Lane ตรอกแคบๆอยู่ถัดจาก Arab Street มา เป็นตรอกที่เชื่อม N Bridge Road กับ Beach Road ความโด่งดังของ Haji Lane น่าจะอยู่ช่วงกลางคืน เพราะมีร้านอาหาร ผับ บาร์ เปิดกันคึกคัก ภาพบนผนังสีสวยสดตอนกลางวันจะสะท้อนแสงตอนกลางคืน ร้านอาหารเป็นแบบหลากหลายวัฒนธรรม ทั้งอาหารตุรกี อาหารเม็กซิกัน ร้านพิซ่า พาสต้า ไปยันร้านหมาล่า

Haji Lane ด้าน N Bridge Road จะเป็นร้านขายของ เปิดตั้งแต่ช่วงบ่ายถึงเย็นๆ

เข้าไปกลางๆของ Haji Lane จะเริ่มเป็นร้านอาหาร และช่วงปลายจะออกไปที่ Beach Road จะเป็น ผับ บาร์ ร้านอาหาร เปิดตอนเย็นจนดึกดื่น ตรงนี้จะมีภาพฝาผนังสีสันสดใสเยอะมาก นักท่องเที่ยวชอบมาถ่ายรูปกัน ใครอยากถ่ายรูปให้มาตอนเช้า แบบ 8 โมงเช้า เพราะหลังจากนั้นทัวร์จะมา เดินกันเต็มตรอก ทั้งฝรั่งแขกจีนเต็มไปหมด

ช่วงกลางวันสีสันก็สดใสสวยงาม โต๊ะเก้าอี้เก็บวางเรียบร้อย

ซอยแยกทั้งซ้ายขวาก็เป็นร้านเหล้าทั้งแถบ ภาพฝาผนังสวยสดใจและกลางคืนเรืองแสงด้วยนะ

Haji Lane ยามค่ำคืนจะคึกคักประมาณนี้

เดินย้อนกลับไปที่ Bugis Station เดินข้าม Victoria St. ไปถนนคนเดิน Bugis Street ทางเดียวกับที่จะเดินไปวัดเจ้าแม่กวนอิมทังฮุดโจ้ว ซอยข้างตลาดยังมี Street Art น่ารักๆอีกชุด

ตึกบันไดวนสีๆที่เคยมาถ่ายรูปเมื่อ 10 ปีก่อน ก็อยู่ตรงนี้ด้วย แต่สีซีดไปหมดแล้วตามกาลเวลา

Group 2 : China Town

สมัยก่อนมาสิงคโปร์จะพักแถวนี้ เพราะของกินเยอะดี ไปเที่ยวก็ง่าย มีสถานี MRT อยู่กลาง China town เลย แต่จำไม่ได้ว่ามีภาพฝาผนังด้วย น่ามาวาดตอนหลัง หรืออาจเป็นเพราะสมัยก่อน สนใจแต่ตึกเก่า จำได้ว่าตึกเก่าย่านนี้ก็ดูแลดีใช้ได้ และบางตึกก็ทาสีวาดรูปสวยงามอยู่ แต่มาคราวนี้มีภาพสวยๆเต็มผนังตึกหลายจุดเลย อาจจะดูไม่ครบ เพราะมีเวลาน้อยในวันที่ไป ใครมีเวลามาก ก็เดินเข้าออกไปทุกซอย อาจมีมากกว่านี้ และอย่าไปช่วงบ่ายหรือเย็น เพราะคนจะเยอะมาก ร้านอาหารจะเปิด อยากถ่ายรูปให้มาช่วงเช้า เดินเล่น แล้วไปกินข้าวมันไก่ ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้น ที่ Maxwell Hawker ไหว้พระเขี้ยวแก้ว ต่อได้

ออกจาก MRT Maxwell Station ก็เจอภาพนี้เลย Mural: Samsui Lady with Cigarette

Mural: Chinatown home

Chinatown Market – Wall Mural Art by Yip Yew Chong

เจอภาพฝาผนังแค่ 2 แผงใหญ่ๆนี้ ไม่มีเวลาเดินทั่วๆ ดูใน Google map มีอีก 2-3 จุดสวยๆ

แวะ Starbuck สาขา Chinatown หน่อย นอกจากตึกสีหวานกับภาพฝาผนังสวยๆแล้ว ความเก๋ไก๋อีกอย่างคือชื่อ Starbuck แบบภาษาจีน

การเดินทางมา ก็นั่ง MRT ลง Chinatown Station (DE19/NE4) จะอยู่กลางย่าน Chinatown เลย หรือจะนั่งสาย Thomson-East Coast Line สีน้ำตาลลง Maxwell Station (TE18) ก็แวะกินข้าวมันไก่ร้านมิชลินใน Maxwell Hawker ก่อน แล้วแวะไหว้พระเขี้ยวแก้วแล้วค่อยเดินเข้า Chinatown ก็ได้

Group 3: Everton Road

อันนี้จะปลีกวิเวกออกมาหน่อย ไม่มีที่เที่ยวอะไรน่าสนในละแวกนี้ แถมเดินไกลจากสถานี ใครไม่มีเวลาข้ามได้ ที่เรามา เพราะดูรูปจากลุงเด้งป้าไก่แล้วชอบภาพบนผนังชุดนี้ แล้วเป็นทางผ่านพอดี การเดินทางก็นั่ง MRT ลง Outram Park Station (EW16/NE3/TE17) สถานีใหญ่มากเชื่อมรถไฟ 3 สาย เดินในสถานีเย็นๆออก Exit 3/4 หรือ 6 จะใกล้สุด เดินไปทางสถานีตำรวจ กด Google Map เอาเถอะ บอกทางไปจะหลงเอาเปล่าๆ เดิน 4-500 ม. ไกลพอควร มาตอนเที่ยงๆร้อนมาก แม้จะต้นไม้เยอะก็ร้อนอยู่ดี ร้อนจนแสบแขนไปหมด เข้าไปตามพิกัดนี้ Mural: Provision Shop จะเจอภาพบนผนังตรงสี่แยก สวยงามดีมาก

โผล่จาก MRT Outram Park Station Exit 4 เจอภาพฝาผนังของร้านทุเรียนโดยบังเอิญ สวยดีเหมือนกัน หน้าประตูมีคำเตือนว่า Hold Your Breath ไม่อยากจินตนาการกลิ่นในร้านกันเลย

Mural: Provision Shop @Everton Road

อีกภาพแอบอยู่ตรงสี่แยก Everton Road ตัดกับ Blair Road

ความตลกปนเศร้าคือ ด้วยความที่ร้อนมาก มองซ้ายขวาไม่มีรูปอื่นอีก จึงตัดสินใจเดินกลับ มาถึงสถานี หลบแดดนั่งพักขาเย็นสบายแล้ว เลยเปิดข้อมูลดู เอ๊ะ ลุงเด้งป้าไก่บอกว่าตรง Everton Road มีอีกรูปนี่นา สวยด้วยแฮะ อยู่ตรงตึกที่เราถ่ายรูปด้วย แต่ต้องเดินเลยตึกไปหน่อย แต่เราเลี้ยวขวาไป เลยไม่ได้เห็น เสียดาย เอาวะ ตัดสินใจเดินไปอีกรอบ จัดไปอีก 400 ม. สิ่งที่ได้คือผนังฉาบทาสีใหม่สวยสดใส ไม่มีรูปแล้ว บ้าบออออออ

ภาพที่หวัง (ซ้ายจากเวปลุงเด้งป้าไก่) กับภาพที่เจอ (ขวา) ฮา…..

คนที่ชื่นชอบภาพฝาผนัง Mural หรือ Street Art หรือ graffiti ตามผนังตึกต้องทำใจหน่อยนะ หากคุณไปตามรีวิว ไม่ได้รับประกันว่าจะได้เห็นเหมือนที่คนอื่นรีวิวไว้ เพราะภาพพวกนี้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยๆ อาจโดนฉาบทาสีเหมือนที่เราเจอแบบนี้ หรืออาจเจอภาพเก่าสีซีดหลุดลอก หรือเจอภาพใหม่วาดทับไปแล้ว หรืออาจเจอภาพที่ตั้งใจมาดูนั่นแหละแต่โดนบอมบ์! (โดนพ่นทับ แบบคำด่าบ้าง ชื่อขาใหญ่บ้างไรบ้าง ถ้าเมืองไทยอาจเจอพ่นทับภาพสวยๆด้วยแค่คำหยาบ หรือตราสัญญลักษณ์แสดงบารมี หรือแค่พ่นใครพ่อใคร ที่หลายคนบอกว่าเป็นวิถีกราฟิตี้ แต่เราว่าเถื่อน+ถ่อย)

จบการตามล่าภาพฝาผนังในสิงคโปร์ แต่เพียงเท่านี้ หิวแล้วด้วย ไปหาอะไรกินดีกว่า ตั้งใจไปหาอะไรกินที่ New Bahru แค่คิดถึงทางเดินกลับไปสถานีก็ถอดใจ เลยเรียก Grab ไปเลย เย็นสบาย รถไม่ติด นับว่าตัดสินใจถูก เพราะหาข้อมูลมา เขาแนะนำให้นั่ง MRT ลงสถานี Fort Canning (DT20) แล้วนั่ง Free Shuttle bus ไป เพราะเดินไกลเกือบกิโล


New Bahru

Creative Space ที่เอาโรงเรียนไฮสคูลเก่า (Nan Chiau Girls’ High School) มาเปลี่ยนโฉมให้กลายเป็นศูนย์รวมความฮิป ห้องเรียนต่างๆกลายเป็นร้านอาหาร เป็นร้านกาแฟ ช้อปขายเสื้อผ้า ดีไซน์โปรดักต์ มี Workshop งานศิลปะ มีห้องนิทรรศการที่จัดแสดงงานศิลปะแบบหมุนเวียน และมีซุปเปอร์มาเก็ตขายผักผลไม้ใหญ่โตอยู่ชั้นล่างด้วย

แนวคิดเหมือน Creative Space ใน Taipei, Taiwan แต่เล็กกว่า และยังไม่คึกคักเท่าที่ไต้หวัน ก็อาจจะเป็นเพราะเรามาวันธรรมดาก็ได้ วันหยุดน่าจะคนเยอะกว่านี้ เพราะชั้นบนๆมีห้องกิจกรรมอีกหลายอย่าง ทั้งศิลปะ ดนตรี ถ้าใครอยากมาเดินเล่น นั่งพักขาจิบกาแฟ หรือช้อปปิ้งของเก๋ๆ ก็มาได้ มีมุมเก๋ๆให้ถ่ายรูปเยอะอยู่ เพื่อนบอกว่าวัยรุ่นสิงคโปร์ฮิตกันพอสมควร รวมทั้งคนไทยด้วย นักท่องเที่ยวไทยเพียบเลย

ขามาเรามา Grab แต่ขากลับเราเจอ Free Shuttle Bus ก็เลยใช้บริการหน่อย ประหยัดเงิน คิดว่าไปที่ Fort Canning Station ตามรีวิว ปรากฏว่ารถพาไปที่ Somerset Station (NS23) ใต้ห้าง Orchard Gateway คนละทิศกับที่คาด แต่มีรถไฟก็เดินทางได้หมดไม่มีปัญหา


แถมที่เที่ยวถ่ายรูปแบบงงๆ เพื่อนพามาบอกว่า เด็กๆระดับ Gen Z ชอบมาถ่ายรูปที่นี่กันมาก ฮิตมากใน IG ก็เลยมาดูกัน Marina One Building เออ มันสวยจริงการออกแบบล้ำมาก คนทำงานก่อสร้างอย่างเราก็ชอบแหละ มีมุมถ่ายรูปเก๋ๆเยอะอยู่ แต่งงตรงที่ มันถึงขนาดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเป็นจุดเช็คอินกันเลยรึ เทียบกับที่ไทยอาจเหมือน Central Park ที่ตอนนี้ใครๆก็บอกต้องไป

ตึกสูงที่สิงคโปร์ นี่เราว่าออกแบบล้ำดี ชอบดู และตึกสูงจะอยู่ติดๆๆกัน สำหรับคนชอบสถาปัตยกรรมยุคใหม่ มีมุมถ่ายรูปเก๋ๆเยอะ ที่เห็นคือมี Connecting Bridge ระหว่างอาคารเยอะมาก และตรง Bridge ก็จะเป็นพื้นที่สีเขียวด้วย ปลูกต้นไม้เยอะมากเลย ไม่ใช่ทางเดินเปล่าๆ

2 ตึกนี้อยู่แถวไชน่าทาวน์ เพื่อนบอกว่ามันฮิตมาก คนมาถ่ายรูปกัน ให้ถ่ายรูปมาด้วย ยังสงสัยว่าดังยังไงนะ

ได้ไปเดินเล่นแถบ East Coast Park ช่วงเย็นรอเวลาทานอาหารเย็น บรรยากาศสบายๆริมทะเล มีร้านอาหารดังสาขา East Coast Park หลายร้าน เช่น Jumbo, Long beach, PS Cafe ใครเที่ยวในเมืองเบื่อแล้ว ออกมาเดินเล่น หรือมาวิ่ง มาปั่นจักรยานก็ดี

สุดท้ายแล้วยังพอมีเวลาว่างได้ไปทักทายเจ้าสิงโตพ่นน้ำ ไม่ได้มาสิงคโปร์เป็นสิบปี สิงโตยังคงพ่นน้ำสม่ำเสมอไม่มีหยุด ทางเดินริมน้ำตั้งแต่ Marina Blvd. เลาะเลียบ Marina Bay ปรับปรุงใหม่ สวยงามกว้างขวาง มีนักท่องเที่ยวเยอะเหมือนเคย แล้วยังมีคนมาวิ่งจ็อกกิ้ง มาปั่นจักรยานด้วย บรรยากาศตอนเย็นสบายดีทั้งๆที่ตอนเที่ยงร้อนแทบละลาย


วิถีสายมู

ด้วยว่าผ่านปีชงมาแล้วก็จริง รู้สึกดวงยังไม่ดีขึ้นเลย สิงคโปร์มีหลายที่ๆคนรีวิวให้มาลองมูกันดู ไม่เสียหายหรอก เดินทางด้วย MRT สะดวกทุกที่เลยก็จัดไป วันละที่สองที่

Kwan Im Thong Hood Cho Temple

วัดเจ้าแม่กวนอิมทังฮุดโจ้ว (Kwan Im Thong Hood Cho Temple) วัดเก่าแก่ย่านบูกิส นิยมมาไหว้ขอพรด้านการงาน และสุขภาพ ออกจากสถานีบูกิส เดินข้ามถนนไปที่ Bugis Shopping Street แล้วเดินทะลุไปก็จะถึงตัววัด มีป้ายบอกทางชัดเจน

ถ้ามาไหว้เฉยๆ ด้านในมีธูปให้ฟรี ถามคนแถวนั้นเขาบอกใช้ 3 ดอก แต่เห็นบางคนก็หยิบ 9 ดอก บางคนก็ดอกเดียว ถ้าอยากไหว้ด้วยดอกไม้หรือผลไม้ก็ซื้อมาจากด้านนอก มีขายตลอดทาง

Sri Krishnan Temple

วัดศรีกฤษณะเป็นวัดเก่าแก่ของศาสนาฮินดู อยู่ติดกับวัดเจ้าแม่กวนอิมทังฮุดโจ้ว มาบูกิสได้ไหว้ 2 วัดเลย คนนิยมมาขอพรเรื่องความรัก ครอบครัว และการงาน ช่วงเดือนสิงหาคมจะเป็นช่วงเฉลิมฉลองพระกฤษณะ ก็จะได้เห็นพิธีกรรมต่างๆของศาสนาฮินดูด้วย มาถึงแล้วก็ถือโอกาสมาไหว้ขอพรพระกฤษณะสักหน่อย

Sultan Mosque

มัสยิดที่สำคัญที่สุดและเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของสิงคโปร์ ตั้งอยู่กลางย่านเก่าแก่ Kampong Glam สร้างขึ้นในปี 1824 โดย Sultan Hussein Shah (สุลต่านฮุสเซน ชาห์) ซึ่งเป็นสุลต่านองค์แรกของสิงคโปร์ เป็นศูนย์รวมของชุมชนชาวมาเลย์ในสิงคโปร์ มองเห็นเด่นชัดด้วยโดมสีทองขนาดใหญ่ ที่ได้รับรางวัล Architectural Award ในปี 2016 เราได้แต่เดินดูรอบๆไม่ได้เข้าด้านใน ไม่รู้ว่าเปิดให้เข้าได้หรือเปล่า

Buddha Tooth Relic Temple

วัดพระเขี้ยวแก้ว วัดพุทธจีนย่านไชน่าทาวน์ อาคารใหญ่โตสีแดงสูง 4 ชั้น มีรูปปั้น รูปเคารพเยอะแยะรอบผนัง พระประธานเป็น พระศรีอริยเมตไตย์องค์ใหญ่สูง 4.5 ม. พระเขี้ยวแก้ว หรือ พระทนต์ของพระพุทธเจ้า บรรจุอยู่ในสถูปที่ชั้น 4 ขึ้นไปสักการะได้ทุกชั้น ผู้คนนิยมไปขอพรเรื่องการงาน โชคลาภ เสริมสิริมงคล เสริมบารมีชีวิต และแก้ปีชง

มาคราวนี้ไหว้พระกับทำบุญข้าวสารแค่ชั้นล่างไม่ได้ขึ้นชั้นบน เวลาน้อย รีบไหว้รีบไป


มารอบนี้กินอะไรไปบ้าง

Kam’s Roast

ร้านห่านย่างเป็ดย่างสูตรฮองกงระดับดาวมิชลิน เป็นมื้อแรกในสิงคโปร์ที่ Jewel เดินวนๆหาข้าวกิน จิ้มไปร้านนี้เพราะอยากกินเป็ด มันก็อร่อยใช้ได้ ไม่แข็งไม่เหนียว ข้าวหน้าเป็ดกับซุปกระดูกหมู 1 ถ้วย ไม่มีน้ำ ก็ 26 SGD แพงสมฐานะ


Deerborn @New Bharu

เดียร์บอร์นร้าน Brunch อันสุดฮิต ที่เราไปแวะกินเอาตอนบ่าย มีคิว 2-3 คิวรอไม่นาน (ถ้านั่งรวมที่โต๊ะกลางได้) สแกน QR Code ดูรายการอาหารกดสั่งแล้วจ่ายเงิน แล้วก็รอมาเสิร์ฟ ตัดสินใจสั่งแค่ Smoked Chedder & Chilli Sourdough กับกาแฟ Piccolo มาชิม ขนมปังคือดีจริง อบมากรอบนอกนุ่มใน เนื้อหนีบๆเปรี้ยวหน่อย เผ็ดนิดๆ กาแฟใช้ได้ ราคาก็แรงไม่น้อย เป็นค่าความชิคของมื้อนี้


Longbeach @Robetson Quay

มาสิงคโปร์ทุกครั้งต้องได้กินปู แบบว่ามาแล้วต้องกินสักหน่อย ร้านประจำเวลามากับครอบครัวตั้งแต่สมัยเด็กๆคือ Jumbo ช่วงหลังเวลามากับเพื่อนๆจะกิน No Signboard มาคราวนี้มีเพื่อนสิงคโปร์ชวนมากิน Longbeach เป็นร้าน Seafood เหมือนกัน เคยได้ยินชื่อมานานแล้วแต่ไม่เคยมากิน ร้านมีหลายสาขา นางบอกว่าสาขา Dempsey นักท่องเที่ยวเยอะ เลยเลือกไปสาขา Robetson Quay สรุปสั้นๆว่า รสชาติไม่โดนใจเรา แต่คนจีนในสิงคโปร์ชอบกินร้านนี้กัน

มื้อนี้ 5 คน สั่ง ปูผัดพริก (Chili Crab) และปูผัดพริกไทยดำ (Black pepper crab) ที่ร้านบอกว่าเป็น Signature ปูเนื้อดีเลยแหละ แต่ไม่ค่อยชอบพริก และซ็อสพริกไทยดำเผ็ดเกิน รวมๆแล้วชอบรสชาติที่ Jumbo กับ No Signboard มากกว่า และอีกเมนูที่ชอบสั่งกันทุกครั้งคือ กุ้งผัดซีเรียล (Golden Cereal Deshelled Prawn) ก็ผิดหวังกับร้านนี้ สรุปว่ามาสิงคโปร์ครั้งหน้าขอกลับไปกิน Jumbo หรือ No Signboard เหมือนเดิม มื้อนี้มีปู 2 อย่าง กุ้ง 1 หอยเชลล์ 1 และก๋วยเตี๋ยวผัดอีก 1 ชาม หมดไปคนละ 2,000 กว่าบาทโดยประมาณ ก็คือ 5 คนก็หมื่นกว่าบาทเลย แพงไม่ว่าแต่ไม่โดนใจ

ปูผัดพริก (Chili Crab) และปูผัดพริกไทยดำ (Black pepper crab) ที่รสชาติไม่ค่อยโดนใจ

ไม่ใช่ผัดหมูหยองแต่อย่างใด มันคือ กุ้งผัดซีเรียล (Cereal Prawn) ที่ไม่อร่อยเหมือนร้านอื่นที่เคยกิน และหอยเชลล์ผัดอะไรสักอย่าง อร่อยใช้ได้จานนี้


Soup Restuarant

ร้านอาหารจีนกวางตุ้งในสิงคโปร์ เปิดมาร่วม 30 ปี จนตอนนี้ขยายสาขาไปทั่วสิงคโปร์มากกว่า 10 สาขา เมนูเด่นดังของร้านคือ “Samsui Ginger Chicken” ไก้ต้มชุ่มฉ่ำแบบสิงคโปร์ กินคู่น้ำจิ้มขิงสับ จัดจานสวยงาม ร้านนี้รุ่นน้องชาวสิงคโปร์พาชิม

มื้อนี้มากัน 6 คน เลยสั่งแบบเซ็ตเป็นโปรโมชั่นเลือกอาหารเสริมจากไก่ได้ 5 อย่าง เมนู Hometown Tofu อร่อยมากจนต้องสั่งเพิ่ม ไก่ก็ดี นุ่มชุ่มฉ่ำ


วันที่อยู่คนเดียว พึ่งพา Lunch Set Boon Tong Kee มีขายทุกห้างในสิงคโปร์


PS Cafe – East Coast Park

ร้านนี้เพื่อนคนไทยที่มาทำงานที่สิงคโปร์พามา นางชอบร้านนี้มาก บอกว่าอร่อย ร้านมี 9 สาขาเลย น่าจะดังจริง แต่เราไปที่สาขา East Coast Park ไปตอนเย็นๆ ได้เดินเล่นริมทะเลรับลมหน่อย แต่เหงื่อหยดอยู่ดี

ร้านบรรยากาศดี รายการอาหารเป็นแบบ Pizza Pasta Salad ออก Fusion หน่อย โดยรวมอร่อยใช้ได้ แต่ผิดหวังที่ Pizza แป้งหมด! อดกิน แถม Steak ที่เพื่อนเคยสั่งบอกว่าอร่อยมาก ก็เปลี่ยนเมนูไปแล้วอีก สรุปกินแค่ Pasta Salad และ Fries

ไม่ได้เจอกันนาน เลยเม้าส์กันจนลืมถ่ายรูปอาหาร ถ่ายไว้รูปเดียวคือ Caesar Salad และ Truffle Fries กว่าจะนึกได้ หมดโต๊ะไปแล้ว ฮา….


Blanco Court Prawn Mee @Haji Lane

ร้านก๋วยเตี๋ยวกุ้งตามชื่อร้านเลย เคยอ่านเจอว่าเป็นร้านดังในย่าน Haji Lane อยู่ปากซอยด้าน Beach Road ร้านเปิดแต่เช้าเลย ผิดกับร้านอื่นในละแวกนั้นที่เปิดสาย หรือบ่ายเย็น ถ้ามาตอนเที่ยงถึงบ่าย คนเยอะพอสมควร แต่รอคิวไม่นาน มาก่อนเที่ยงคนยังไม่เยอะ สุ่มเลือกก๋วยเตี๋ยวกุ้งธรรมดาๆมา อร่อยเฉย ซุปดีเลย ซุปกุ้งชัดเจน เนื้อกุ้งดีไม่แข็ง สรุปว่าถูกใจมาก ร้านนี้รับแต่เงินสด ดีว่าแลกเงินมาบ้างเพราะทุกวันใช้แต่ Card ทุกที่รับหมด แต่ร้านนี้ไม่รับแฮะ

มาร้านก๋วยเตี๋ยวกุ้ง ก็สั่งแบบเบสิคเลย Number 6 Prawn Noodle ไม่เพิ่มหมูเพิ่มเนื้อใดๆ กุ้งล้วนๆ ชามธรรมดา 7SGD รับเฉพาะเงินสด


Teochew Fish Ball Bak Chor Mee @Maxwell

ร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาใน Maxwell Hawker อยู่ฝั่งตรงข้ามกับวัดพระเขี้ยวแก้ว ใกล้ๆ Chinatown ที่ศูนย์อาหารนี้มีร้านข้าวมันไก่เจ้าดัง มิชลินไกด์อยู่ด้วย แต่กินข้าวมันไก่กันมา 2 มื้อแล้ว เลยเลือกกินก๋วยเตี๋ยวแทน ร้านนี้เดินเลยข้าวมันไก่ไปอีกหน่อย ตอนไปถึงมีคิว 4-5 คน แป๊บเดียวคนต่อแถวยาวเลย คิวช้าหน่อย เพราะพี่แกทำทีละชาม ทำคนเดียว และทำช้าเหลือเกิน แต่คุ้มค่ารอแหละ เพราะลูกชิ้นอร่อยมาก นุ่มกำลังดี สั่งตามป้ายคือ เกาเหลาลูกชิ้น 4.5 SGD ถ้าเพิ่มเส้น +1 SGD มีทุกเส้นให้เลือก ส่วนเพื่อนสั่งเบอร์ 2 อันที่เขียนว่า Best Seller 6 SGD เป็นเส้นแห้งราดซ็อส แยกซุปใส่ลูกชิ้น หมูชิ้น หมูสับ ก็อร่อยไปอีกแบบ

เมนู Best Seller 6SGD ก๋วยเตี๋ยวแบบแยกซุป เลือกเส้นได้ตามชอบ เพื่อนเลือกหมี่ซั่ว กับบะหมี่แบน

ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาน้ำใส ใส่หมี่ซั่ว 5.5 SGD ลูกชิ้นคือดีมาก

ข้าวมันไก่เทียนเทียน ร้านดังประจำ Maxwell มีคิวตั้งแต่เช้า ใครไม่เคยชิมก็ไปชิม แต่เรากินหลายครั้งแล้ว ก็อร่อยแบบข้าวมันไก่สิงคโปร์นั่นแหละ


Toast Box

ร้านอาหารเช้าของชาวสิงคโปร์ มีสาขามากมายทั่วทุกที่เปิดแต่เช้า แวะกินก่อนไปทำงานได้ ขายชา กาแฟ แบบโบราณ มีขนมปังสังขยา มีไข่ลวก มีข้าวด้วย ใครจองโรงแรมไม่มีอาหารเช้า มาฝากท้องได้ กินง่ายๆเบาๆ ก่อนออกเที่ยว ค่อยไปจัดหนักมื้อกลางวัน

สาขานี้อยู่หน้าโรงแรมเลย (V Hotel) สะดวกมาก ตื่นมาร้านก็เปิดแล้ว


Yakun Kaya Toast

ร้านขนมปังสังขยาเจ้าเก่าแก่ และเป็นร้านอาหารเช้าด้วยอีกร้าน ที่มีสาขาทั่วสิงคโปร์ ตอนนี้มีมาเปิดที่เมืองไทยแล้วด้วย รสชาติก็เหมือนๆ Toast Box ราคาแพงกว่านิดหน่อย นักท่องเที่ยวน่าจะนิยมร้านนี้มากกว่า เพราะแต่งร้านสวยกว่า


ส่วนร้านกาแฟก็กินไปเรื่อยเปื่อยแล้วแต่จะเจอ ไม่มีหาร้านพิเศษที่ต้องไป ก็ยังไม่เจอร้านไหนประทับใจมาก ถ้าเอาบรรยากาศมี Starbuck ตรง Suntec 3 จะมองเห็น Fountain Of Wealth ไม่เห็นร้านอื่นที่วิวดี ส่วนกาแฟก็คือสตาร์บัคน่ะแหละไม่ได้ดีเด่นอะไร ที่ New Bahru มีร้านกาแฟหลายร้าน เลือกนั่ง Deerborn สั่ง Piccolo มา ใช้ได้เลย แต่ในร้านคนแน่นเกิน นั่งไม่ชิล มีคนมารอคิวตลอด เรื่องราคากาแฟ แพงทุกร้าน ไม่ว่าจะร้านข้างถนนหรือร้านในห้าง กาแฟแก้วละ 7-9 SGD ขึ้นไป ก็ประมาณ 170 บาทขึ้นไป แพงมากนะ


การเดินทาง

จากสนามบินเข้าเมือง เลือกได้ตามชอบ ทั้ง Train, Bus หรือ Taxi โดยการใช้บริการรถไฟเข้าเมืองจะมีสถานีหลักอยู่ใกล้ Terminal 3 ถ้าลงเครื่องที่ Terminal อื่นๆก็ต้องมาตั้งต้นที่สถานีตรง Terminal 3 เริ่มต้นจากจากสถานี Changi Airport (CG2) ไปเปลี่ยนขบวนที่ Tanah Merah (CG/EW4) เพื่อเข้าเมือง ถ้าที่พักอยู่ติดสายสีเขียว East West Line (EW) จะสบายสุดเพราะนั่งยาวๆไปเลย

ตอนเปลี่ยนขบวนจาก Airport Line ไปสาย EW นั้น คือดีงามมาก ลงแล้วก็อยู่ Platform ฝั่งตรงข้ามนี้เอง ไม่ต้องออกนอกสถานี เดินลากกระเป๋าไปซื้อบัตรใหม่อีก ง่ายๆสบายๆแบบนี้เลย (ในรูป ขวามือคือขบวนที่มาจากสนามบิน ลงมาก็ลากกระเป๋ามาขึ้น MRT สายสีเขียวเข้าเมืองฝั่งซ้ายได้เลย)

เดินทางท่องเที่ยวในเมือง เลือกใช้รถไฟหรือรถเมล์ได้ ถ้าซื้อบัตรเติมเงิน EZ-Link ก็สะดวกตรงที่ใช้ขึ้นรถไฟได้ ขึ้นรถเมล์ก็ได้ในใบเดียว หรือจะเรียกใช้ Taxi ก็เรียกไดเตามจุดเรียกรถทั่วไป หรือเอาสะดวกก็เรียก Grab แอพเดียวกับบ้านเรา ราคาพอรับได้ 3 กม. ประมาณ 9 SGD (ประมาณ 200 บาท) นั่ง 3-4 คนหารกันกำลังดี

แต่อันที่สะดวกมากๆคือรถไฟ มีบัตรเที่ยวเดียวให้ซื้อได้ที่สถานี้ ถ้าใช้บัตรเติมเงิน EZ-Link ก็ไปซื้อที่สถานีได้เลย หรือแบบสะดวกสุดๆ ใช้บัตรเครดิต/เดบิต (Visa/Mastercard) หรือ Travel Card ใดๆได้ทั้งหมด เป็นระบบ Contactless สะดวกมาก ข้อเสียคือมันไม่ Update เงินในบัตรว่าตัดไปเท่าไหร่แบบ Real time มันจะสะสมไปเรื่อย 5-7 วันถึงตัดเงินที เอาจริงๆคือกลับมาไทยแล้วมันเพิ่งตัดยอดมาที่ 17.27SGD = 185 บาท) นอกจากนั้นยังมีบัตรพวก Tourist card ที่รวมที่เที่ยวด้วยอีก ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://ezlink.simplygo.com.sg/

รถไฟ MRT หลักๆ 6 สายที่ใช้นั่งเที่ยวในเมือง North-South Line (NS) / East-West Line (EW) / Circle Line (CC) / North-East Line (NE) / Downtown Line (DL) / Thomson-East Coast Line (TE)
แผนผังรถไฟในสิงคโปร์ update ที่เวป https://www.smrt.com.sg/public-transport/train-information/network-map/

ลองใช้ทั้งบัตร Credit / Debit / Travel card ใช้ได้หมดไม่มีปัญหา


ที่พักคราวนี้เลือกพักที่ V Hotel Lavender ที่พักยอดนิยมของนักท่องเที่ยวไทย เพราะว่าอยู่ติด MRT Lavender Station เลย ขึ้นบันไดเลื่อนมาเลี้ยวขวาไปแค่ 100 ม. ก็ถึงโรงแรมแล้ว ระหว่างทางจะผ่านร้านขายอาหารราคาไม่แพง ผ่านฟู๊ดคอร์ท ร้านกาแฟ ร้านขนมปัง คืออยู่ตรงนี้ไม่อดแน่ๆ พักที่นี่เดินทางด้วย MRT สะดวกมากไปเที่ยวง่าย Lavender Station ห่างจาก Bugis Station สถานีเดียว จะนั่งรถเมล์ก็ได้ เดินไปก็ยังได้ ใกล้มาก

ขึ้นบันไดเลื่อนสถานีรถไฟ เลี้ยวขวาไปตามป้าย ทางเดินทะลุอาคาร 100 ม. ที่เต็มไปด้วยของกิน

ทะลุออกมาด้านหลังเป็นทางเข้าโรงแรม

ขากลับใช้บริการโลวคอส เลยต้องไป Terminal 4 ด้านในโล่งๆคนน้อย เข้าด้านในมี Duty Free พอสมควร มี Lounge 2 ที่ ใช้ Priority Pass ได้ แต่เข้าไปแล้วผิดหวังสุด เพราะเล็กมาก ที่นั่งน้อย อาหารก็น้อย ไม่คุ้มเสียสิทธิ์เข้าฟรีไป 1 ครั้ง แนะนำกิน Food court ด้านนอกดีกว่า

Terminal 4 ใหญ่โตสวยงาม Air Asia ประตู 4

ซื้อ Bee Cheng Hiang กลับบ้านสักหน่อย

Leave a comment