เที่ยวตรัง 2026
พฤษภาคม 2569
ลงใต้เที่ยวตรัง นอกจากได้กินติ่มซำ กินหมูย่าง ก็ต้องได้ไปทะเล ไปเดินชายหาด ไปเที่ยวเกาะ ซึ่งมีมากมายหลายเกาะ อันที่ยอดนิยม ก็เช่น เกาะเชือก เกาะกระดาน เกาะไหง แต่เราไม่ไป ฮา… เพราะเคยไปมาหมดแล้ว คราวนี้พวกเราจะไป…เกาะลิบง
เกาะลิบง เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดตรัง อยู่ในเขตพื้นที่อำเภอกันตัง และอยู่ใกล้มาก เดินทางไปเกาะด้วยการนั่งเรือข้ามไป จากท่าเรือหาดยาว 15-20 นาทีเท่านั้น
พวกเรา 4 ชีวิตขับรถออกจากตัวเมืองตรัง ไปอำเภอกันตัง ระยะทางแค่ 25 กม. ขับไม่นานก็ถึง แวะที่กันตังซื้อเสบียงติดไปนิดหน่อย โดยเฉพาะสายดื่ม คุณต้องเตรียมไปให้พร้อม เพราะชุมชนบนเกาะลิบงเป็นชุมชนชาวมุสลิม ไม่มีเครื่องดื่มประเภทมึนเมาขาย และควรถามที่พักก่อนว่า สามารถเอาเข้าไปดื่มได้หรือไม่ รวมทั้งเวลาไปตามร้านอาหารก็ต้องถามก่อน ไม่ใช่สั่งอาหารแล้วยกขวดมาวางกันเลย
กันตัง อดีตเมืองท่าสำคัญฝั่งอันดามัน
ไหนๆมาแวะกันตังแล้ว ขอแวะไหว้ศาลเจ้าเพื่อเสริมศิริมงคลก่อนเลย เพราะเราต้องนั่งเรืออกทะเลกัน แม้จะใกล้ๆแต่อุ่นใจไว้ก่อนไม่เสียหาย




ศาลเจ้าเก่งจิวโฮยก้วน คนท้องถิ่น เรียกกันทั่วไปว่า “โรงพระไหหลำกันตัง”
เป็นศาลเจ้าของชาวจีนไหหลำที่บูชาเทพธิดาแห่งท้องทะเล เพื่อคุ้มครองผู้เดินทางทางเรือ

ศาลเจ้าฮกเกี้ยนกงก้วนกันตัง เป็นอีกศาลเจ้าในถนนเดียวกัน แต่ไม่ได้ลงไปไหว้ เพราะพวกเราช้ามากแล้ว จากที่ตั้งใจไปถึงเกาะช่วงเที่ยงหรือบ่ายต้นๆ แต่พวกเราโอ้เอ้กันจนได้ออกจากเมืองตรังก็เที่ยงแล้ว



ผ่านร้านโกเกี้ย ร้านดังสมัยก่อน ตอนนี้ปิดตาย สอบถามได้ความว่า โกเกี้ยตาย ลูกชายมาทำร้านต่ออยู่พักนึงแต่รสไม่ได้แบบดั้งเดิม สุดท้ายก็ปิดไป ตอนนี้ใครมากันตังก็ไป ร้านล่อคุ้ง ร้านเก่าอีกร้านที่ยังอยู่ อีกร้านคือ ร้านโกกฤษณ์ ชื่อเต็มๆว่า โกกฤษณ์ค้าสิ่งกิน น้องที่มาด้วยบอกว่าเป็นอีกร้านดังของกันตัง ขายอาหารใต้อร่อยๆ แต่ต้องมาให้ถูกเวลา มีเปิดรอบเที่ยงกับรอบเย็น ไม่ตรงเวลาเปิดก็อด ต้องหาโอกาสมาลอง

ขับออกจากอำเภอกันตังต่อไปที่ท่าเรือหาดยาวอีกประมาณ 20 กม. ทางดีตลอด
บริเวณ ท่าเรือหาดยาว มีที่รับฝากรถเยอะมาก ไม่ใช่มีแค่นักท่องเที่ยว แต่ชาวบ้านเองก็เดินทางข้ามไปมากันเป็นปกติ ถ้าข้ามไปนอนเกาะก็จอดฝากได้ ราคาน่าจะเท่าๆกันประมาณวันละ 100 บาท (ว่าจะถ่ายรูปตอนขากลับ แต่ฝนลงซะเละเทะเลยไม่ได้ถ่ายรูป)

ปกติจะมีเรือข้ามไปเกาะลิบงทั้งวัน โดยรอคนเต็มลำก็ออก แต่พวกเราไฮโซและโอ้เอ้ จึงบอกเจ้าของที่พัก(ซึ่งเป็นเพื่อนเรียนกับน้องที่มาด้วยกัน) ให้เหมาเรือมารับพวกเราเลย ไม่ต้องรอเรือเต็มแบบสองแถว




เรือเหมาๆ นั่งกัน 4 คนราคาไปกลับประมาณพันบาท ถ้ารอเรือเที่ยวก็คนละ 50 บาท รอคนเต็ม 10-12 คนถึงออก
(ไม่ได้ขออนุญาตผู้ร่วมทริปก่อนโพสต์ เลยขอแปะหน้าหน่อยนะ เผื่อจะอาย ฮา…)
อากาศดี แดดแจ๋ แต่คลื่นก็แรงไม่น้อย เพราะพวกเรามาตอนปลายเดือนพฤษภาคม คือช่วงท้ายสุดของฤดูท่องเที่ยวแล้ว กำลังจะเข้าฤดูมรสุมฝั่งอันดามันนั่งไปก็ชี้มือถกเถียงกันไป นี่เกาะอะไร นี่หาดอะไร ไม่มีใครสรุปได้ว่าใครรู้จริง ใครมั่ว



เดากันว่าน่าจะเป็นแนวสันหลังมังกรตรงหาดมดตะนอย




เมื่อถึงท่าเรือบ้านพร้าว ก็มีรถมารอรับเลย การเดินทางท่องเที่ยวบนเกาะลิบง ใช้มอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง มีระบบจัดการดีเยี่ยม รถจอดกันเป็นแถวเป็นแนว ใครติดต่อรถมาล่วงหน้าคนขับก็จะมารอรับ ถ้าไม่ได้นัดมาก่อน ก็มาเรียกรถเอาตรงนี้ได้เลย คนมารับพวกเราเป็นผู้หญิง ที่พวกเราเรียกว่า จ๊ะ หรือพี่สาว พาพวกเรานั่งรถผ่ากลางเกาะไปที่พักที่อยู่บริเวณท้ายเกาะ



ระยะทางจากท่าเรือไปท้ายเกาะ 8 กม. นั่งรถเกือบครึ่งชม.เหมือนกัน ก็เลยนั่งไปคุยกับจ๊ะไป จ๊ะเล่าว่าบนเกาะมี 3 หมู่บ้าน บริเวณท่าเรือคือ บ้านพร้าว ส่วนหมู่บ้านที่ใหญ่ที่สุดอยู่ตรงหอชมพะยูนคือ บ้านบาดูปูเต๊ะ และ บ้านหลังเขา คือที่เราจะไปพัก พวกเราก็ถามไปเรื่อยเปื่อย ถามว่าบนเกาะมีสัตว์อะไรบ้าง จ๊ะบอก มีเยอะคือ ลิง และงู โดยเฉพาะงูจงอาง เพราะเป็นป่ายาง แล้วเชื่อหรือไม่ พวกเราเจอทั้ง 2 อย่าง โดยเฉพาะจงอาง ที่ตอนเห็นไกลๆก็คิดว่ากิ่งไม้ พอเข้าไปใกล้ กิ่งไม้ขยับตัวและเตรียมตัวจะชูคอ ตอนนั้นกรี๊ดกันสนั่นรถ จนจงอางมันก็คงตกใจ เลื้อยหนีไปทันที จากขนาดที่เห็นจ๊ะประเมินว่า ถ้ามันชูคอก็น่าจะถึงหลังคารถ กรี๊ดดดด

ถนนมาสิ้นสุดที่หาดท้ายเกาะ
ดูจากแผนที่จะเห็นว่า บริเวณท่าเรือบ้านพร้าวจะไม่มีที่พักนักท่องเที่ยว แต่จะมีร้านค้า ร้านขายของ ร้านเช่ารถมอเตอไซค์ (เช่าขี่เองได้) ส่วนที่มีที่พักคือ บริเวณชุมชนเกาะลิบงบ้านบาดูปูเต๊ะ ชุมชนใหญ่ผู้คนคึกคัก จะมีร้านค้า ร้านอาหาร ที่พัก ครบครัน แต่ตรงนี้จะไม่มีหาด ส่วนใครอยากใกล้หาดให้ไปนอนท้ายเกาะ ที่บ้านหลังเขา จะมีชายหาดยาว มีความสงบเงียบ มีร้านค้าร้านอาหารอยู่บ้างพอให้ไม่ลำบาก


ที่พักของพวกเราคืนนี้ เกาะลิบง ชาวประมง โฮมสเตย์ ไม่ติดหาด ไม่เห็นทะเลจากห้องพัก แต่จากที่พักเดินไป 20 ก้าวก็ถึงหาดแล้ว
ห้องนอนสบาย มีห้องน้ำในตัว มีศาลานั่งเล่น ติดต่อรถ/เรือพาเที่ยว หรือเช่ามอเตอร์ไซค์ได้ที่นี่เลย
มาถึงที่พักช่วงบ่ายๆ เก็บของ พักผ่อนนิดหน่อย ก็ออกเที่ยวกันเลย ก็ลังเลอยู่ว่าจะเที่ยวพรุ่งนี้เช้าดีมั๊ย เพื่อนเจ้าของที่พักบอกว่า ไหนๆเรียกจ๊ะมารับแล้วก็รวมเหมาพาเที่ยวไปเลย พวกเราก็ว่าได้ ตามนั้น (กลายเป็นว่าตัดสินใจถูก เพราะแดดดีวันนี้ กลายเป็นฝนตกพรุ่งนี้)
จ๊ะพาไปที่แรก เป็น จุดชมวิวเขาบาดูปูเต๊ะ (ป้ายบอกทางว่าไปจุดชมพะยูน) ที่ตั้งใจอยากมาพรุ่งนี้เช้า เพราะต้องเดินขึ้นเขาเหนื่อยไม่น้อย มาตอนเช้าดีสุดไม่ร้อน ตอนนี้ร้อนเหงื่อโชก แถมเวลาไม่น่าทัน เลยตกลงกันว่าไม่ขึ้นล่ะ แต่เดินไปตรงระเบียงชมวิวแทน จ๊ะปลอบใจว่าวิวคล้ายๆกันแหละ แต่ข้างบนสูงกว่ามองได้กว้างไกลกว่า นั่นก็คือวิวไม่เหมือนกันซิจ๊ะ!




เนินสุดท้าย วิวสวยมาก แต่ก็เสียวมากเช่นกันเพราะชันสุดๆ ขากลับเนินนี้ต้องลงเดินกันขึ้นมา

จะขึ้นจุดชมวิวบนยอดเขาต้องจ่ายเข้าคนละ 30 บาท ทางเดินช่วงแรกเป็นบันได ช่วงหลังเป็นทางเดินขึ้นเขา ตบท้ายด้วยการโหนเชือกปีนผาหินขึ้นไป ใช้เวลาประมาณ 30 นาที คิดแล้วถ้าขึ้นตรงนี้จะไม่มีเวลาไปที่อื่นเพราะมาถึงก็บ่ายแก่แล้ว

ไม่ขึ้นยอดเขา แต่เดินไปทางขวา มีระเบียงให้ชมวิวได้เหมือนกัน



ยืนถกเถียงกันอยู่นานว่า เกาะที่เห็นนี้คือเกาะอะไร เปิด Google map ดู ก็เดาๆกันว่า เกาะใหญ่ด้านซ้าย คือ เกาะสุกร ส่วนเกาะด้านขวาคือ เกาะเหลาเหลียง จะใช่หรือเปล่าก็ไม่รู้
ลงจากจุดชมวิว,มาไม่ไกล ก็มาชม หาดหินดำ ถามว่าหินตรงไหนดำ จ๊ะบอก ที่โผล่พ้นน้ำนั่นไง ถ้ามาช่วงน้ำลง จะเห็นเยอะกว่านี้ อ้าวววว



จุดต่อไปที่ใครก็ต้องมาคือ หอชมพะยูน ตรงบ้านบาดูปูเต๊ะ ชาวบ้านเรียก หอดูหยง เป็นทางปูนที่สร้างยื่นเข้าไปในทะเล ตรงปลายสะพานสร้างเป็นหอสูงชมวิว เอาไว้ชมธรรมชาติและชมพะยูน ด้วยความที่เกาะลิบงมีชื่อเสียงโด่งดังว่าเป็นแหล่งพะยูนแหล่งสุดท้าย ใครมาลิบงต้องได้เห็นพะยูน คนก็จะมาขึ้นหอชมวิวมองไปรอบทิศ ทะเลใสๆ เห็นพะยูนมากินหญ้าทะเลได้ง่ายๆ แต่นั่นคืออดีต ปัจจุบันพะยูนหนีหายไปหมด ไม่ใช่ว่าเบื่อลิบง แต่พะยูนไม่มีอะไรกิน เหตุจากมลภาวะ บวกกับภาวะโลกร้อน ทำให้หญ้าทะเลตาย เหมือนวัวไม่มีหญ้ากิน วัวก็ย้ายถิ่นไปหาหญ้ากินที่อื่น พะยูนก็เหมือนกัน หลงเหลือไว้แค่ตำนาน พะยูนเกาะลิบง



ปากทางเข้ามีภาพผนังรูปพะยูนน่ารัก แวะลงถ่ายรูปกันหน่อย


สะพานเข้าไปหอชมพะยูนยาว 1 กม.กว่าๆ เดินตอนแดดร้อนเปรี้ยงน่าจะเป็นลม จ๊ะบอกรถไปส่งได้ไม่ต้องห่วง






เดินขึ้นหอชมพะยูนสูง 5 ชั้น เพื่อดูวิว ไร้เงาพะยูน (มานานแล้ว)





ตอนมาถึงไม่มีใครเลย เราจึงเป็นรถคันแรกคันเดียว ชมวิวไม่นานมีรถตามมาอีกหลายคัน คราวนี้ลำบากเลย กว่าจะถอยรถแต่ละคัน
เกาะลิบง บ้านของพะยูน ที่วันนี้…ไม่มีพะยูน
ลิบงเคยเป็นบ้านของพะยูน มีหลักฐานว่ามีพะยูนอาศัยอยู่แถบทะเลลิบงอยู่เป็นร้อยๆตัว เพราะที่นี่มีหญ้าทะเลที่เป็นอาหารของพะยูนอยู่ในทะเลชนิดว่ากว้างใหญ่เท่า 10-20 สนามฟุตบอลกันเลย เมื่อขึ้นไปบนหอชมพะยูน ก็มีโอกาสมองเห็นพะยูนได้ง่ายๆ เมื่อหญ้าทะเลค่อยๆตาย และหายไปจากทะเลลิบง พะยูนก็หายไปจากทะเลลิบงด้วย เหตุการณ์อันโด่งดังอันล่าสุดในปี พศ. 2562 คือข่าว “น้องมาเรียม” ลูกพะยูนเพศเมียที่พลัดหลงกับแม่ ถูกพบเกยตื้นที่จังหวัดกระบี่ เจ้าหน้าที่ได้นำมาดูแลที่บริเวณเขาบาตู เกาะลิบง จังหวัดตรัง โดยมีมนุษย์เป็นแม่นมและใช้เรือคายัคเป็นแม่ สุดท้ายมาเรียมก็จากไปเนื่องจากภาวะช็อกและกินเศษพลาสติกเข้าไป ปัจจุบันโอกาสที่จะเห็นพะยูนที่เกาะลิบงนั้นน้อยมาก นานๆครั้งจะได้เห็นแค่ 1-2 ตัว คงเหลือไว้แต่ภาพ รูปปั้น และหอดูพะยูน
“จากการใช้อากาศยานไร้คนขับหรือโดรนถ่ายภาพทำการสำรวจ สรุปได้ว่าจำนวนพะยูนลดลงมากกว่า 50% หรือลดลงครึ่งหนึ่งจากที่เคยมี จากตัวเลขเดิมสูงสุดที่เคยสำรวจพบในปี 2566 มีพะยูนในทะเลไทยจำนวน 248 ตัว แต่ปัจจุบันนี้เหลือเพียง 114 ตัว”… อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.matichon.co.th/local/quality-life/news_5397691
รายการ “คงอยู่หรือสูญพันธุ์? พะยูนฝูงสุดท้ายแห่งเกาะลิบง” | THE DEFENDER EP.1 ไปถ่ายทำที่เกาะลิบงก่อนหน้าที่เราจะไปไม่กี่เดือน บอกเล่าเรื่องราวของพะยูนเกาะลิบง และเหตุใดน้องจึงหายไป ใครสนใจก็กดลิงค์ไปดูกัน ตอนท้ายๆรายการทำให้ใจฟูมาก เพราะพี่เรได้เจอน้องพะยูน…








ตรงบ้านบาดูปูเต๊ะนี่มีที่พักอยู่หลายเจ้า มองเห็นทะเลได้ แต่ไม่มีชายหาด

ตอนอยู่บนหอชมวิว มองกลับไปเห็นมัสยิดอยู่ริมทะเล ดูสวยงามมาก พอกลับเข้ามาจึงบอกจ๊ะให้เลี้ยวรถเข้าไปดูหน่อย มัสยิดเกาะลิบง เป็นมัสยิดที่ใหญ่สุดในเกาะ

จากหอชมพะยูน จ๊ะจะพาไปเที่ยวต่อ แต่เจอแก๊งค์งอแง จะกินโรตี จะกินโรตี จ๊ะเลยพาไปกินโรตี กับชานม พร้อมนั่งชมวิวหอชมพะยูน บรรยากาศมันสบายๆ นั่งเล่นกันจนจ๊ะเป็นกังวลว่าจะไม่ทันพระอาทิตย์ตก ก็เลยรีบไปต่อกัน เป้าหมายสุดท้ายคือ สะพานหิน




นั่งชมวิวหอชมพะยูน




อยากกินต้องได้กิน สั่งกัน 4 คน 4 อย่างไปเลย
ทางไปสะพานหินจะเป็นทางแยกจากถนนเส้นหลัก วิ่งผ่านป่ายาง แล้วเป็นทางเขาขึ้นๆลงๆ จ๊ะบอกว่าลองส่งแรงดู ถ้าไม่ไหวต้องลงเดิน พวกเราเลยช่วยจ๊ะส่งแรง ฮึบๆๆๆ ด้วยพลังโรตีสี่จาน ก็สำเร็จผ่านไปหลายเนินจนถึงที่หมายไม่ต้องลงเดินเลย

มาถึงจุดจอดรถ แล้วต้องเดินผ่านป่าไปชายหาด ตกตะลึงว่ารถทั้งเกาะน่าจะมาจอดที่นี่ เพราะวันนี้เป็นวันอาทิตย์ซินะ คนจึงเยอะ ถามคนขายน้ำแถวนั้นว่าวันธรรมดามีคนมั๊ย แกบอกว่า วันธรรมดาไม่มีคนเลยจ้า

เดินผ่านป่าไปนิดเดียวก็ทะลุชายหาด วันนี้คนเยอะยั๊วเยี๊ยะ ถ่ายรูปยากหน่อยติดคน ก็รอจังหวะถ่ายเจาะไป มุมกว้างไม่น่าถ่ายได้ ไม่เป็นไร


คนเยอะประมาณนี้เลย แถมแต่ละคน ยึดมุมถ่ายรูปแบบยาวนาน คนละ 20 ช็อต ไม่ปล่อยวิวเลย


เมื่อเธอยึดวิวไว้ยาวนาน เลี่ยงไม่ได้ก็เอาเธอเป็นแบบไปเลย


จากที่คิดกันว่าจะไปนั่งรับลมชมพระอาทิตย์ตกที่หาดแถวที่พัก ก็เลยต้องชมแสงเย็นกันที่นี่ เพราะมัวแต่ไปซัดโรตีกัน ก็ไม่เป็นไร เดินอ้อมมาด้านหลังสะพานหิน คนไม่เยอะ บรรยากาศดีไม่น้อย


จบทัวร์แบบไม่ครบ เพราะเวลาน้อย แถมวันรุ่งขึ้นฝนตกอีกต่างหาก อดเที่ยว ยังมี สันหลังมังกร ที่อยากไป แต่มันมีเวลาน้ำขึ้นลง ต้องกะเวลาดีๆ ติดไว้งวดหน้าแล้วกัน กับจุดชมวิวยอดเขาบาดูปูเต๊ะ ที่มาครั้งหน้าจะใส่รองเท้าให้พร้อมแล้วปีนไปดูวิวแต่เช้าเลย แล้วก็ น้ำตกโต๊ะแซะ น้ำตกหนึ่งเดียวที่ตกจากเขาแล้วไหลลงทะเล แปลกดี แล้วก็หาดเงียบๆอีกหลายหาด เหลือหลายที่เหมือนกันแฮะ…
กลับมาถึงที่พัก พวกเราก็มาสั่งอาหารที่ร้านตรงข้ามที่พัก ร้านครัวชาวเล เขายกมาให้ด้วย พวกเราก็นั่งกินไปคุยไป มีดริ๊งค์กันเล็กน้อย เพราะเอามาไม่เยอะ มื้อนี้สั่งกันมา 4-5 อย่าง กินจนอิ่มไม่กี่ร้อยบาทเอง ของทะเลสดๅไม่ต้องทำอะไรมากก็อร่อย





ข้อเสียเดียวคือยุงเยอะมาก มดก็เยอะ ต้องเอายากันแมลงมาชโลมแขนและแข้งขา ระหว่างกิน ก็ต้องคอยขยับจานชาม กันมดไต่ของด้วย ฮา…
ก่อนเข้านอน เจ้าของบ้านพักพาเดินไปชมหาดหลังเขากันหน่อย ก็นั่งคุย นั่งรับลมกันเพราะบรรยากาศดีเหลือเกิน เขาก็คุยกับเพื่อนเขาไป เราก็ไปเดินชมหาด อากาศดี ลมพัดเย็นสบาย ทรายนิ่มเท้า ทะเลใสแม้ในความมืด เห็นเรือไฟเขียวออกไปตกหมึกเป็นแนว จินตนาการว่าแสงเหนือแล้วกัน



หาดหลังเขามุมเดิมในตอนเช้า เมฆเยอะ ฟ้าอึมครึม ซะงั้น ภาพต่างจากแดดจัดจนตัวแสบของเมื่อวานคนละขั้ว ทะเลนี้ไว้ไจไม่ได้เลย
นัดแนะกับเจ้าของบ้านไว้ว่าจะตื่น 6 โมงเช้า ไปตลาดกัน ก็นั่งรถจากบ้านหลังเขาไปบ้านบาดูปูเต๊ะ วันนี้วันจันทร์นักท่องเที่ยวแทบไม่มี ชาวบ้านเริ่มออกทำกิจกรรมตามปกติ ร้านขายอาหาร ขายชากาแฟ เริ่มเปิด อย่านึกภาพว่าเป็นตลาดเช้าคึกคักแบบในเมือง ตลาดเช้าก็คือตัวหมู่บ้าน บ้านใครขายอะไรก็เริ่มเปิดขายกัน






พวกเราแวะซื้อขนม หน้าตาแปลกๆที่เราคนกรุงเทพฯไม่รู้จัก แต่สมาชิกอีก 3 คนเป็นคนตรัง เห็นเลือกหยิบกันหนุบหนับ จำชื่อไม่ได้เลย ได้ขนมแล้วก็ไปร้านข้าวยำ สั่งข้าวยำคนละจาน ถือไปนั่งกินตรงร้านชา ปากทางเข้าหอชมพะยูนที่เรามาเมื่อวาน ใครไม่กินข้าวยำ ก็มีร้านโจ๊ก ข้าวต้ม สั่งชา กาแฟมากินด้วย





ข้าวยำที่นี่จะแปลกกว่าบนฝั่ง เครื่องเคราก็มีทั้งเหมือน มีทั้งแปลก กุ้งป่นก็จะเป็นปลาป่น มีถั่วงอกหัวโตแทนถั่วฝักยาว ใส่เส้นหมี่ผัดด้วย(คิดว่าใช่นะ) อย่างอื่นก็เหมือนๆที่เคยกิน ส่วนน้ำราดจะเป็นน้ำเคย ไม่ใช่บูดู ซึ่งน้ำเคยราดข้าวยำจะใสกว่าน้ำบูดู แต่รสชาติเค็มหวานคล้ายๆกัน ก็อร่อยดี กินเกลี้ยง





พอสัก 8 โมง เริ่มมีปลา มีกุ้ง มาขาย พวกร้านอาหารก็จะมาเหมากิโลซื้อกัน ซึ่งตอนแรกพวกเราก็จะซื้อไปให้ร้านอาหารทำมื้อเที่ยง แต่คิดไปคิดมา ไปอุดหนุนที่ร้านเขาเลยดีกว่า

อิ่มมื้อเช้าก็กลับที่พัก ออกไปเดินเล่นริมหาดยามเช้า ใครอยากพายคายัคก็พายได้ แต่เราขี้เกียจ ก็ได้แต่เดินเล่น นั่งคุยกัน แล้วเดินเลยไปหน่อยจะเป็นที่พักที่คิดว่าหรูหราที่สุดของเกาะลิบง Andalay beach resort Koh Libong ราคาห้องละ 5,xxx ขึ้นไป แต่ช่วงนี้ปิด เพราะเป็น Low Season จะเปิดให้พักอีกทีช่วงเดือนตุลาคม พวกเราเลยขอเข้าไปเดินชมบรรยากาศกันหน่อย ที่พักดูหรูหราสมราคา มีสระว่ายน้ำติดหาดด้วยนะ







ปูเสฉวนเยอะมาก แบกเปลือกหอยใหญ่ๆสวยๆเต็มไปหมด กับเจอน้องปักเป้านอนตายทั้งที่ตัวยังพองอยู่เลย




Andalay beach resort Koh Libong


“ขาดคู่ แต่กูอยู่ได้”
เดินเล่นนั่งเล่นคุยกันได้สักพัก เมฆก้อนดำๆจากเกาะไกลๆเดินทางมาเร็วมากอย่าง Fast & Furious รีบวิ่งกลับห้องพัก จากนั้นมันก็ตกตลอดไม่หยุดเลย จึงไม่ได้ออกไปไหนอีก จนใกล้เที่ยง ตัดสินใจกลับกันดีกว่า น้องเจ้าของที่พักกับสามีจะขี่รถไปส่ง โดยแวะกินมื้อเที่ยงที่ ร้านจ๊ะไหน ร้านดังของเกาะลิบง ซึ่งเพื่อนบอก มาแล้วต้องได้กิน





มาถึงเป็นโต๊ะแรกของร้าน เลือกนั่งตามสบาย มีทั้งนั่งโต๊ะเก้าอี้ หรือไปนั่งห้อยขาที่ระเบียง บรรยากาศชมวิวหอชมพะยูน ฝนตกก็อากาศเย็นๆชุ่มฉ่ำดีเหมือนกัน แอบมองไปที่ห้องพัก มีระเบียงริมทะเลนั่งชมวิวดูดี แต่ห้องแรกก็มองเห็นจากร้านอาหาร ถ้าจะพักเลือกห้องถัดไปดีกว่า





เพิ่งรู้ว่าทะเลตรังมีหอยชักตีนเยอะ เลยจัดมากินสักหน่อย ปูกับปลาสดดีจริงๆ กินกันเมามันมาก


สั่งกันมาเต็มโต๊ะ กุ้ง หอย ปู ปลา มาครบ กินไปหมดนั่น ไม่ถึงสองพันบาท! แม่เจ้า ตอนพวกเราอิ่มพร้อมกลับ เริ่มมีซาเล้งนักท่องเที่ยวเข้ามาอีกหลายคัน ฝนก็ยังตกหนักสลับเบา ส่งพวกเราจนถึงท่าเรือ

ต้องกลับกันแล้วจริงๆ เหมือนแค่มาทำความรู้จักเกาะลิบงแบบผิวเผิน ยังมีอีกหลายที่ไม่ได้ไป หลายหาดที่ยังไม่ได้เห็น ต้องใช้เวลาสบายๆ ค่อยๆทำความรู้จักให้มากขึ้น บอกเลยว่าเวลาแค่ 1 วัน 1 คืนเนี่ย มันทำให้อารมณ์ค้างเติ่งจนต้องสัญญากับตัวเองเลยว่า “ฉันจะกลับมาอีกรอบแน่นอน!”
📌 เกาะลิบง
🔆 ฤดูท่องเที่ยว : เดือนธันวาคม – พฤษภาคม ทะเลสวย น้ำใส คลื่นลมสงบ เหมาะแก่การดำน้ำ
🌊 ฤดูมรสุม : เดือนมิถุนายน – พฤศจิกายน ทะเลมีคลื่นลมแรงและอาจมีฝนตกชุก
🛳 การเดินทาง : นั่งเรือจาก ท่าเรือหาดยาว อำเภอกันตัง ใช้เวลานั่งเรือ 15-20 นาที มีทั้งเรือโดยสาร หรือเรือเหมา (มีที่ฝากรถตรงท่าเรือ)
⛺️ บนเกาะมีที่พักลักษณะโฮมสเตย์ มีร้านอาหาร สะดวกสบาย
🚲 การเดินทางท่องเที่ยวบนเกาะมีรถซาเล๊งให้เรียกใช้บริการ หรือจะเช่ามอเตอร์ไซค์ จักรยาน ขี่เองก็ได้
ลองให้ Gemini วางแผนเที่ยวให้ เที่ยวครบ จบสวยไม่น้อย ลองดู
แพลนเที่ยวเกาะลิบง “3 วัน 2 คืน” ฉบับสโลว์ไลฟ์ ไม่รีบ แต่เก็บครบ
🌤️ วันที่ 1: ลัดเลาะชายหาด & เช็กอินอันซีนสะพานหิน
ช่วงสาย: เดินทางถึง ท่าเรือหาดยาว นั่งเรือข้ามฟากรับลมชิลๆ ประมาณ 15-20 นาที ถึงท่าเรือบ้านพร้าวปุ๊บ เรียกพี่ซาเล้ง (รถพ่วงข้าง) ขี่ไปส่งที่ที่พักแถว หาดหลังเขา ชายหาดที่เงียบสงบ เหมาะกับการพักผ่อน
ช่วงบ่าย: เริ่มทริปด้วยการนั่งซาเล้งพาลุยป่ายาง ขึ้นเนินลงเนินสุดมันส์ ไปเช็กอินที่ สะพานหิน ถ่ายรูปมุมมหาชนลอดช่องหินธรรมชาติ เดินเล่นรับลมทะเลแบบไม่ต้องรีบร้อน
ช่วงเย็น: เดินอ้อมมาด้านหลังสะพานหิน นั่งรอชม แสงเย็นและพระอาทิตย์ตก บรรยากาศตรงนี้โรแมนติกและสงบมาก
มื้อค่ำ: ฝากท้องไว้กับร้านอาหารริมหาดแถวที่พัก สั่งซีฟู้ดสดๆ รับประกันความอร่อย เมนูปลาทอด กุ้งเผา ทานเสร็จแล้วเดินย่ำทรายนิ่มๆ ดูแสงไฟสีเขียวจากเรือไดหมึกในความมืด ฟินสุดๆ
🌤️ วันที่ 2: ปีนยอดเขาดูวิว 360° & ลุ้นพะยูน & ทะเลแหวก
06:00 น. : ตื่นแต่เช้า นั่งรถไป ตลาดเช้าบ้านบาดูปูเต๊ะ สัมผัสวิถีชีวิตชาวบ้าน แวะซื้อขนมพื้นบ้านแปลกๆ ที่หาทานยาก แล้วไปสั่ง ข้าวยำน้ำเคย สูตรลิบงแท้ๆ (น้ำจะใส รสชาติเค็มหวานกำลังดี) ถือมากินคู่กับ ชาเย็นหรือกาแฟโบราณ ที่ร้านน้ำชาแถวปากทางเข้าหอดูหยง นั่งคุยกับบังกับจ๊ะในเกาะเพลินๆ
08:30 น. : ได้เวลาออกแรง! ไปลุย จุดชมวิวยอดเขาบาดูปูเต๊ะ (รอบนี้เตรียมรองเท้าผ้าใบมาพร้อม) ปีนขึ้นไปชมวิวมุมสูงแบบ 360 องศา เห็นผืนป่า ทะเล และชายหาดเกาะลิบงแบบพาโนรามา
11:00 น. : เดินมาที่ หอชมพะยูน (หอดูหยง) เดินทอดน่องไปตามสะพานปูนที่ยื่นไปในทะเล ขึ้นไปบนหอคอยสูง ลุ้นมองหาเงาเจ้าพะยูนและชมทุ่งหญ้าทะเลผืนใหญ่
มื้อเที่ยง: จัดหนักที่ ร้านจ๊ะไหน ร้านเด็ดประจำเกาะ สั่งปูม้านึ่ง กุ้งซอสมะขาม หรือต้มยำทะเลแซ่บๆ ราคาเป็นมิตรสุดๆ
ช่วงบ่าย (เช็กเวลาน้ำลง): นั่งเรือหางยาวหรือซาเล้งไปชม หาดตูบ เพื่อดูปรากฏการณ์ ทะเลแหวก (สันหลังมังกร) เดินเล่นบนสันทรายที่โผล่ขึ้นมากลางทะเล
ช่วงเย็น: แวะไปดู น้ำตกโต๊ะแซะ น้ำตกหนึ่งเดียวบนเกาะที่ไหลลงสู่ทะเล เป็นความมหัศจรรย์ธรรมชาติที่แปลกตามาก
🌤️ วันที่ 3: เดินหาดเงียบเชียบ & โบกมือลาเกาะพะยูน
เช้า: ตื่นมาสูดอากาศบริสุทธิ์ เดินเล่น ถ่ายรูป หรือจะ พายคายัค ชิลๆ หน้าหาดหลังเขา ยามเช้าที่นี่สงบจนเหมือนเป็นหาดส่วนตัวเลย
สายๆ: เก็บกระเป๋า ทานมื้อเช้าแบบง่ายๆ เดินเล่นในชุมชน แวะซื้อของฝากเล็กๆ น้อยๆ จากชาวบ้าน
11:00 น. : นั่งรถซาเล้งกลับไปยังท่าเรือบ้านพร้าว นั่งเรือข้ามฟากกลับสู่ฝั่งกันตัง
เป็นอันปิดทริป 3 วัน 2 คืนที่อิ่มทั้งอก อิ่มทั้งพุง!

Leave a comment