เที่ยวใกล้กรุงที่นครปฐม
พฤษภาคม 2569
ตื่นนอนมาในวันที่เบื่อๆ ไปเที่ยวไหนใกล้ๆได้บ้างล่ะ นึกถึง M81 ขึ้นมา เคยขับรถเล่นไปโผล่เมืองกาญจน์มาหนนึงตอนเปิดให้ใช้ฟรี ตอนนี้เริ่มเก็บเงินแล้ว ขอไปใช้บริการอีกสักครั้ง คราวนี้ขอไปแค่นครปฐมก็พอ ไปไหว้พระ ไปกินของอร่อย สบายๆ บ่ายๆกลับบ้าน

ขึ้นด่วน M81 จากทางขึ้นด่านบางใหญ่ วิ่งเพลินๆยาวๆ ลงทางออก 4 ใช้เวลาแค่ 40 นาทีถึงนครปฐมแล้ว ตั้งใจไป พระปฐมเจดีย์ก่อนเลย แต่หิวมาก เพราะยังไม่ได้กินข้าวเช้า ตื่นอาบน้ำแปรงฟันก็แต่งตัวออกมาเลย เลยเปลี่ยนใจไปซัดข้าวหมูแดงหมูกรอบก่อนเลย กลับไปกิน ร้านนายฉั้ว ที่เคยกินบ่อยๆสมัยก่อน แต่หลังๆเปลี่ยนไปกินร้านตั้งฮะเส็ง มา 2-3 รอบ แต่คิดว่า ร้านนายฉั้วอร่อยกว่า ขับรถวนหาที่จอดเต็มหมด ก็เลยเข้าไปจอดในลานจอดของพระปฐมเจดีย์ สะดวกดีมาก เลือกจอดแบบใกล้ประตูทางออกเลย เดินออกมาข้ามถนนก็ถึงร้านเลย

ถึงนครปฐมแน่นอน ขับรถวนไปทางไหนก็เห็นองค์พระ
ร้านข้าวหมูแดงนายฉั้ว
ปากตรอกตลาดล่าง (ใกล้ประตูทางเข้าองค์พระทิศเหนือ)



ไปถึงร้าน 10:45 มีคิวแล้วนะ ดีว่าอ่านรีวิวก่อนลงรถ เขาบอกว่าคิวยาวๆส่วนมากเป็นสั่งกลับบ้าน ถ้านั่งกินที่ร้านให้บอกเขา เขาจะหาโต๊ะให้ ซึ่งก็จริง คนนั่งกินที่ร้านเกือบเต็มแต่ยังไม่มีคิว พอบอกว่ามาคนเดียวก็ได้ที่นั่งเลย นั่งรวมกับสาวสวย ร้านยังเป็นตึกแถวห้องเดียวเล็กๆเหมือนเดิม แต่ตู้หมูแดงหมูกรอบออกมาอยู่นอกร้านตรงตรอกทางเข้าตลาด แถมโต๊ะนั่งเลื้อยเพิ่มออกมาตรงทางเดินเข้าตลาดด้วย ได้นั่งเร็วแต่รออาหารนานเหมือนกันสัก 20 นาทีถึงได้ ข้าวหมูแดงหมูกรอบ ยังอร่อยเหมือนเดิม หมูแดงดี หมูกรอบเด็ด น้ำราดไม่หวานมาก เสียที่ราดมาเยอะไป เราชอบแบบไม่แฉะลืมบอก แต่ก็อิ่มอร่อยอย่างรวดเร็ว เตรียมส่งโต๊ะให้คนมารอคิวที่ตอนนี้เริ่มยาวแล้ว
อิ่มหนำสำราญก็เดินข้ามถนนกลับเข้าไปในเขตพระปฐมเจดีย์เลยแล้วกัน ร้อนๆใกล้เที่ยงนี่แหละ ถ้ามากินข้าวหมูแดงก็จอดรถตรงประตูทิศเหนือนี่แหละ จะตรงกับบันไดทางขึ้นพระร่วงโรจนฤทธิ์
พระปฐมเจดีย์
พระปฐมเจดีย์ เป็นพระสถูปเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เดิมเคยเป็นเจดีย์โบราณทรงคว่ำสูง 16 วา 2 ศอก ต่อมามีการบูรณะและต่อเติมหลายครั้ง ทั้งในสมัยรัชกาลที่ 4 และในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการบูรณะและสร้างพระเจดีย์ใหญ่ครอบพระเจดีย์องค์เดิม ทำให้พระเจดีย์ปัจจุบันมีความสูงถึง 120 เมตร 45 เซนติเมตร รูปทรงระฆังคว่ำแบบไทย ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีส้มสวยงาม ภายในมีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
บริเวณรอบองค์เจดีย์มีวิหารทั้ง 4 ทิศ ล้อมด้วยกำแพงแก้ว 2 ชั้น
ทิศเหนือ: วิหารพระร่วง ประดิษฐาน พระร่วงโรจนฤทธิ์
ทิศตะวันออก: วิหารหลวง ประดิษฐาน พระพุทธรูปปางมารวิชัย (พระนิรันตราย) และมีรูปหล่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4)
ทิศใต้: วิหารพระปัญจวัคคีย์ ประดิษฐาน พระพุทธรูปปางประทานพร
ทิศตะวันตก: วิหารพระพุทธไสยาสน์ ประดิษฐาน พระพุทธไสยาสน์ (พระนอน) และพระพุทธรูปปางพระนิพพาน
ขึ้นบันไดด้านทิศเหนือ มานมัสการหลวงพ่อพระร่วง ที่ “วิหารพระร่วง” มีความเชื่อกันว่า เพราะเป็นปางห้ามญาติ จึงขอให้ท่านช่วย”ห้าม”ปัญหาและอุปสรรคต่างๆได้ และขอพรสิ่งใดมักจะสมปรารถนา และช่วยให้พ้นจากความทุกข์ร้อน


ที่มาของหลวงพ่อพระร่วง
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ครั้งยังทรงดำรงพระอิสริยยศมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จประพาสเมืองศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ทอดพระเนตรพบพระพุทธรูปโบราณที่เหลือเพียงพระเศียร พระหัตถ์ และพระบาท จึงทรงมีพระราชดำริให้อัญเชิญลงมากรุงเทพฯ แล้วให้ช่างปั้นขึ้นใหม่จนสมบูรณ์ จากนั้นอัญเชิญขึ้นรถไฟไปประดิษฐานที่นครปฐม
พระร่วงโรจนฤทธิ์ เป็นพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติ หรือปางห้ามสมาธิ ก็แยกไม่ออก หาข้อมูลมาก็ไม่เหมือนกันสักช่องทาง ประดิษฐานอยู่ทางขึ้นองค์พระทางทิศเหนือ คนทั่วไปเรียกว่า “หลวงพ่อพระร่วง” เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำจังหวัดนครปฐม



ให้ไปปิดทองที่พระบาท(เท้า)ขององค์หลวงพ่อพระร่วง เพราะใต้ฐานพระบาท (เท้า) เป็นที่บรรจุ พระบรมราชสรีรางคาร ของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6)


จากหลวงพ่อพระร่วงทางทิศเหนือ เดินรอบกำแพงชั้นนอกต่อไปที่ “วิหารหลวง” ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปประจำทิศตะวันออก สมัยก่อนเคยเป็นทิศหลัก ก่อนจะมีหลวงพ่อพระร่วงมาประดิษฐานที่วิหารพระร่วงทางทิศเหนือ ภาพฝาผนังด้านในก็สวย


ในวิหารมี 2 ห้อง ห้องด้านหน้ามีพระพุทธรูปปางมารวิชัย เดินเข้าไปห้องด้านหลังถึงมีพระพุทธสิหิงค์
จากวิหารหลวง เดินต่อไปอีก แดดเริ่มร้อนจนหน้ามืด ต้องนั่งพักหลบแดดตามใต้ต้นไม้กันบ้าง มาช่วงปลายฤดูร้อนดอกลั่นทมร่วงไปเกือบหมดแล้ว ถ้าได้ช่วงดอกลั่นทมเต็มๆต้นจะสวยมาก และควรมาช่วงเช้าหรือช่วงเย็นไม่ใช้เที่ยงๆแบบนี้





เดินมาถึงทางทิศใต้ มี หลวงพ่อหินขาว พระพุทธรูปศิลาขาวสมัยทวารวดี ปางประทานปฐมเทศนา ก็เลยเดินลงไปเพื่อถ่ายรูปแล้วเดินกลับขึ้นมาใหม่ทั้งๆที่ร้อนแทบไหม้ ทางด้านนี้แทบไม่มีคนเลย คนส่วนมากไปขึ้นทางหลวงพ่อพระร่วงกันหมด


หลวงพ่อหินขาว พระพุทธรูปสมัยทวารวดีอายุกว่า 1,000 ปี
เดินเข้าไปที่วิหารทิศใต้ “วิหารพระปัญจวัคคีย์” ห้องแรกด้านในมีภาพฝาผนังของการบูรณะและสร้างเจดีย์ครอบองค์เจดีย์เดิมรอบด้าน ภาพสวยมากๆ ขออนุญาตเจ้าหน้าที่แล้วว่าถ่ายภาพได้ แต่ห้ามใช้แฟลช


พระพุทธรูป กับปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ในห้องแรก ที่ภาพฝาผนังสวยมาก

เดินเข้าห้องด้านในมีพระพุทธรูปนาคปรก และภาพฝาผนังที่สวยกว่าด้านนอกไปอีก
จากทิศใต้เดินต่อไปที่ “วิหารพระพุทธไสยาสน์” เข้าไปกราบพระประจำวันเกิดกันสักหน่อย องค์พระนอนยาวเต็มวิหาร แต่มุมถ่ายรูปไม่ค่อยสวย





ออกมาเดินต่อไปบรรจบครบรอบที่วิหารพระร่วง แล้วเดินเข้าประตูไปเดินด้านในอีกหน่อย เดินไปแค่เสี้ยวเดียวก็ไม่ไหวแล้ว ร้อนมาก เหงื่อท่วมเหมือนว่ายน้ำ มุมมองระเบียงคตรอบๆก็คล้ายกัน คงต้องออกไปหาอะไรเย็นๆจิบในห้องแอร์สักหน่อยแล้ว ก่อนจะเป็นลมล้มพับกันไป

เดินผ่านช่องประตูจากกำแพงแก้วเข้าด้านใน





ระเบียงคตรอบองค์พระ จัดโต๊ะเก้าอี้ให้พระเณรมานั่งอ่านหนังสือ เรียนหนังสือกัน ดังนั้นเดินเข้าด้านในก็สงบเสียงกันด้วย

ข้อดีคือมีทางขึ้นลงรอบองค์พระ จะขึ้นจะลงตรงไหนก็ได้ ก็ตัดลงตรงนี้เลย เดินไปลานจอดรถ
Lamp Specialty Coffee
ริมถนนหลังพระ ตรงข้ามประตูองค์พระด้านทิศตะวันตก
ลองเสิร์ชหาร้านกาแฟใกล้ๆองค์พระ ตัดสินใจเลือก Lamp Specialty Coffee อยู่ตรงข้ามทางเข้าองค์พระด้านทิศตะวันตก วนรถไปจอดตรงประตูทางออกก็ได้ แล้วเดินข้ามถนนไป หรือขับรถออกไปแล้วไปจอดหน้าร้าน หรือลานจอดข้างร้านก็ได้ ไม่ต้องเดินตากแดด มาวันธรรมดามีที่จอดเยอะแยะ


ร้านขนาด 1 ห้องอาคารพานิชย์ อยู่หัวมุมพอดี เป็นผนังกระจกที่นั่งจิบกาแฟจะมองเห็นองค์พระปฐมเจดีย์ได้เลย การตกแต่งร้านเป็น Camping Style คือ โต๊ะ เก้าอี้ ล้วนเป็นอุปกรณ์แค้มปิ้งทั้งนั้น ตกแต่งด้วย ถ้วย ถัง กะละมัง หม้อ ที่แขวน ที่ห้อย ตะเกียง ตามแบบชาวแค้มปิ้ง น่าจะชื่อร้าน Camping Coffee ด้วยซ้ำ แม้จะเป็นสายกาแฟร้อน แต่เลือกสั่ง ลาเต้เย็น เพราะร้อนไม่ไหวจริงๆ กาแฟ House Blend (Medium Dark) Brazil Santos, Thai Pangkhon Wash ราคา 90 บาท ทำออกมาได้ดี แต่ราคาพรีเมี่ยมเท่ากรุงเทพฯเลย เดี๋ยวนี้กาแฟราคาแพงกว่าข้าวจริงๆ นั่งจิบกาแฟไปชมองค์พระไปแอร์เย็นๆ ห้องน้ำก็ดี มีน้ำเย็นให้ดื่มฟรีด้วย





พักหลบแดดสักพัก ก็ออกเดินทางต่อ ไปแวะดูสถานีรถไฟหน่อย เวลาไปตามจังหวัดต่างๆ ชอบไปเดินดูสถานีรถไฟ เป็นการเดินทางที่สะดวกที่สุดแล้วในสมัยก่อน จังหวัดไหนมีสนามบิน คนก็จะเลิกใช้รถไฟกันไปบ้าง แต่นครปฐมไม่มีสนามบิน รถไฟยังเป็นการเดินทางที่สะดวก รองจากรถบัส และรถส่วนตัว สถานีรถไฟนครปฐมเป็นอาคารสร้างใหม่ ยังเห็นผู้คนมานั่งรอรอบรถไฟอยู่บ้าง แต่ทุกอย่างในสถานีเป็นดิจิตัลไปหมดแล้ว แถมมีกั้นทางเข้าไปริมรางรถไฟ เฉพาะคนมีตั๋วใช้แตะเปิดทางเข้า ก็เลยไม่ได้เข้าไปถ่ายรูปด้านใน ดูแล้วไม่มีเอกลักษณ์น่าสนใจอะไร ขับรถออกมาเห็นอาคารสถานีรถไฟเก่าเล็กๆอยู่ติดกันแต่ไม่จอดรถล่ะ เพราะก็ไม่ได้ดูน่าสนใจอะไร


ออกจากตัวเมือง ตั้งใจไปแวะนครชัยศรี หาซื้อส้มโอ หรือหาอะไรกินเป็นมื้อเย็นก่อนกลับกรุงเทพฯ แต่ขับผ่านเจดีย์โบราณขนาดใหญ่ริมถนนก่อนออกจากเมือง ก็ตัดสินใจเลี้ยวเข้าไปดู เพราะนึกได้ว่าผ่านไปผ่านมาหลายครั้ง ไม่ได้เข้าดูสักทีคราวนี้ต้องแวะล่ะ
วัดพระประโทณเจดีย์วรวิหาร
พระประโทณเจดีย์ มองเห็นได้จากถนน องค์เจดีย์ก่ออิฐสีแดงขนาดใหญ่ด้านฐานเป็นสถูปในยุคทวารวดี อยู่ระดับต่ำกว่าถนนลงไปพอสมควร ด้านบนมีพระปรางค์ศิลปะอยุธยา มีทำรั้วล้อมรอบไว้ แต่มีบันไดลงไปเดินด้านล่างได้ เดินได้รอบแต่ปิดไม่ให้ขึ้นไปบนเจดีย์ มีป้ายบอกว่าป้องกันไม่ให้พังลงมามากกว่าเดิม และจะมีการบูรณะซ่อมแซมต่อไป


เดินไปที่โบสถ์ของวัด มีอยู่ 2 โบสถ์ ด้านซ้ายเข้าไปกราบหลวงพ่อโต ด้านขวาเข้าไปกราบไหว้หลวงพ่อใหญ่ กับพระบรมสารีริกธาตุ


สิ่งที่สังเกตุเห็นคือมีตุ๊กตาปูนปั้นรูปเป็ดเยอะมาก มองไปเจอป้าย ศาลาคุณยายหอม ก็เดินเข้าไปดู ได้อ่านเรื่องราวที่ป้าย เลยได้เข้าใจ เคยได้ยินชื่อ พระยาพาน พระยากง มานาน เรื่องเป็นแบบนี้เอง ก็เลยเข้าไปไหว้ขอพรกับยาย สักหน่อยก่อนกลับ







ลองอ่านดู เรื่องราว พระยากง พระยาพาน และยายหอมเกี่ยวอะไรกับเป็ด
นครชัยศรี
ออกจากตัวเมืองนครปฐมมาแค่ไม่กี่กม. มีป้ายบอกเลี้ยวซ้ายเข้าตัวอำเภอนครชัยศรี ตั้งใจไปจบทริปที่ตลาดบ้านท่านา นครชัยศรี เดินชมตลาดเก่าแก่ริมน้ำ หาของกิน แต่ยังเร็วเกินไปหน่อย เลยเปลี่ยนแผนไปแวะวัดก่อน ในนครชัยศรีมี 2 วัด ที่สายมูแนะนำ คือ วัดศรีษะทอง กับ วัดใหม่สุปดิษฐาราม
วัดศีรษะทอง
วัดนี้มีชื่อเสียงเรื่อง พระราหู ก็เข้าไปไหว้ขอพรสักหน่อย ใช้ธูปดำ 9 ดอก กับดอกกุหลาบสีดำ มีจัดชุดไว้ให้ หรือจะเอาชุดของบูชาก็มี ในศาลาเจอคนจีนหลายคนมาไหว้ด้วยเหมือนกัน


จากศาลาพระราหูความจริงเดินทะลุไปที่วิหารด้านหลังได้ แต่กำลังก่อสร้างอยู่ ให้เดินอ้อมด้านข้างไป วิหารด้านหลังสีขาว มีรูปปูนปั้นสวยทุกหลัง ด้านในมีทั้งพระรูปพระเจ้าตากสิน และองค์พระประจำวันเกิด เข้าไปกราบไหว้ได้ มีคนดูแลคอยกวาดเช็ดถู สะอาดดี




วัดใหม่สุปดิษฐาราม
วัดนี้อยู่ริมแม่น้ำท่าจีน มีลานด้านหน้ากว้างขวางมาก มีรูปปูนปั้นรูปเคารพหลากหลายตั้งแต่ด้านหน้า ใครศรัทธาองค์ไหนก็กราบไหว้ตามสะดวก เดินเข้าไปด้านหลังโบสถ์ เห็นป้ายบอก ลอดพระราหูทางนี้ ก็เลยเดินตามป้ายไปดู เขาทำเป็นทางเดินลอดเข้าพระราหูทางซ้ายไปทะลุทางขวา สื่อว่าให้พระราหูขจัดสิ่งร้ายออกจากตัว ก็บนบานสานกล่าวตามป้ายแนะนำก่อนเดินลอดไป



จากนั้นเดินต่อผ่านด้านข้างโบสถ์ไป จะเจอรูปปั้นพญานาคเป็นดงเลย คือเยอะมากจริงๆ แบบเป็นหมู่บ้านพญานาคกันเลย สีสรรสวยงาม แต่เดินผ่านก็ขนลุกอยู่ไม่น้อย ผ่านทางเดินพญานาคไปก็เจอถ้ำจำลอง ที่มีพญานาคอยู่หน้าถ้ำ ในถ้ำ นอกถ้ำ หลังถ้ำ เดินขนลุกผ่านถ้ำไปทะลุออกด้านหลังเป็นริมแม่น้ำ มีแพอาหาร ลงไปหาอะไรกินได้ หรือจะไปให้อาหารปลาก็ได้ นับว่าเป็นหมู่บ้านพญานาคที่เยอะมากจริงๆ








เดินทะลุไปริมน้ำแล้วมองย้อนกลับมาก็เห็นนาค 9 เศียร กับศาลาบูชาพญานาคสีทองอร่ามกับนาคอีกเป็นดง ถ้านั่งเรือมากลางคืนน่าจะขนลุก
ตลาดบ้านท่านา
ได้เวลาบ่ายแก่ๆก็ขับรถเข้าตัวอำเภอไปที่ ตลาดบ้านท่านา จอดรถหน้าตลาดแล้วลงเดินเล่น ตลาดขนาดเล็กๆ วันธรรมดาคนเงียบเหงามาก เคยมาวันหยุด คนเยอะหาที่จอดไม่ได้เลย วันนี้สบาย เดินดูเรือนแถวเก่าๆ ถ่ายรูปเล่นนิดหน่อย ซื้อส้มโอนครชัยศรีกลับบ้าน แล้วแวะหาข้าวกินก่อนกลับกรุงเทพฯ





ร้านลั่งเอง
ตลาดบ้านท่านา อำเภอนครชัยศรี
สมัยก่อนมานครชัยศรีทีไรต้องกินร้านติ๊ก ร้านดังที่คนล้นมากในวันหยุด (ตอนนี้ร้านติ๊กย้ายไปแล้ว ข่าวว่าไปอยู่แถวพุทมณฑล ใกล้กรุงเทพฯเข้ามา แต่ยังไม่เคยได้ไปกิน) หาข้อมูลจากโซเชียล ยุคนี้เขากินร้าน “ลั่งเอง” กัน วันหยุดก็คนล้นหลามถึงขนาดต้องจองกันเลย แต่เรามาวันธรรมดา แถมมากินเร็วมาก ตั้งแต่เพิ่ง 5 โมงเย็น จึงเป็นลูกค้าโต๊ะเดียวในร้าน มื้อนี้กินคนเดียว สั่งอะไรไม่ได้มาก จึงเลือกสั่ง แกงป่าลูกชิ้นปลากราย กับ หมูสะบัดน้ำปลา ที่หลายคนรีวิวว่าอร่อยมากกก ขนาดมีโต๊ะเดียว แต่ก็รออาหารประมาณ 20 นาที นี่นึกถีงวันหยุดที่คนเต็มทุกโต๊ะน่าจะรออาหารนานพอสมควรเลย แต่อร่อยสมการรอคอยนะ แกงป่าที่ขอว่าเผ็ดกลางก็ซี๊ดซ๊าดไม่น้อย วิดน้ำแกงราดข้าวจนเกลี้ยง แม้จะเหงื่อไหลเต็มหน้า แกล้มด้วยหมูสะบัดน้ำปลา ที่อร่อยสมคำร่ำลือ คือหมูนุ่มมาก เค็มๆมันๆ กินกับแกงป่า แทบอยากเพิ่มข้าวอีกจาน แต่ยั้งใจไว้ มื้อเย็นไม่ควรกินเยอะ




มื้อนี้หมดไป 300 กว่าบาท อร่อยดี อยากกินอีกหลายเมนูมาก อย่างเนื้อสะดิ้งน้ำปลา ปลาเนื้ออ่อนทอดกระเทียม ฉู่ฉี่ปลา ห่อหมกปู ต้องมากับเพื่อนหลายๆคน จะได้สั่งหลายๆอย่าง



อิ่มแล้วยังไม่มืดก็ออกไปยืนชมแม่น้ำท่าจีนยามเย็น ก่อนจะขึ้นรถขับกลับบ้าน ด้วย M81 จากนครชัยศรี ขากลับถึงบางใหญ่ 45 บาท ขามาจากบางใหญ่ลงนครปฐม 60 บาท รวมไปกลับ 105 บาทเท่านั้นคุ้มมาก ทางดี วิ่งยาว จบทริปเที่ยวใกล้กรุงแบบสบายๆ (แต่ร้อนแทบบ้า)


Leave a comment