ภูหินร่องกล้า

อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า

มกราคม 2566

ต่อเนื่องจากการมาชื่นชมพญาเสือโคร่งบานที่ ภูลมโล ทำให้ได้กลับมาอช.ภูหินร่องกล้าอีกครั้งหลังจากไม่ได้มาเที่ยวนานกว่าสิบปี นึกภาพสมัยก่อนเทียบกับตอนนี้แล้วอช.ภูหินร่องกล้าปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปมากมาย มีร้านกาแฟ มีร้านอาหาร บ้านพักมีหลายขนาด หลายหลัง ดูสวยงามน่าพัก พื้นที่กางเต๊นท์ก็มีกว้างขวาง ปรับพื้นไว้เรียบดี อยู่ใต้ป่าสนร่มรื่น มีห้องน้ำบริการหลายจุด รวมกับพัฒนาการของชาวแคมป์ที่ดีขึ้น มีระเบียบ เคารพกฏกติกา ทำให้การแคมป์ปิ้งที่นี่น่าจะเป็นกิจกรรมที่มีความสุข

จากกรุงเทพฯเราขับรถมุ่งตรงขึ้นไปที่จ.พิษณุโลก ไปทางอ.วังทอง เข้าอ.นครไทย เพื่อขึ้นไปที่อช.ภูหินร่องกล้า ถนนดีตลอดทาง ช่วงเลยจากอ.วังทอง มีทางขึ้นเขาแต่ไม่ได้สูงชัน และถนนกว้างขวางดี รถเก๋งขับไปได้สบายมาก

จุดชมวิวระหว่างทาง ร่องกล้าฮั้นแน้ว (ฮั้นแน้ว แปลว่า ใช่แล้ว ถูกต้องแล้ว ร่องกล้าฮั้นแน้ว ก็น่าจะแปลว่า ที่นี่ร่องกล้าถูกต้องแล้ว ถึงแล้ว ทำนองนี้…มั๊ย)

อช.ภูหินร่องกล้า ได้รับการประกาศจัดตั้งเมื่อปีพศ. 2526 หลังจากสถานการณ์สู้รบกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) คลี่คลาย มีการตัดถนนผ่านเขตพื้นที่อุทยานข้ามจากฝั่งจังหวัดพิษณุโลกไปจ.เพชรบูรณ์ได้เลย

นอนที่ภูหินร่องกล้าสักคืน

สำหรับคนที่ต้องการมานอนที่อช.ภูหินร่องกล้า จุดแรกที่ต้องไปติดต่อคือตรงที่ติดต่อบ้านพัก สำหรับคนที่จองบ้านมา (เข้าไปดูรายละเอียดและทำการจองได้ที่เวปไซต์ของอช. http://www.dnp.go.th ได้เลย จองล่วงหน้าได้ 60 วัน) ถ้าจะมากางเต้นท์ก็ไปแจ้งเจ้าหน้าที่ ชำระค่ากางเต้นท์ที่แสนถูก 30 บาท/คน/คืน หรือจะเช่าเต้นท์ของทางอุทยานฯเลยก็ยังได้ มีกางไว้ที่ลานแล้วเรียบร้อย มีหลายราคาตามขนาดของเต้นท์ ถ้าแค่มาแวะแล้วอยากได้กาแฟสักแก้วก็มีร้านกาแฟอยู่ตรงนี้ และร้านสวัสดิการที่ขายของที่ระลึก เครื่องดื่มเครื่องใช้เล็กๆน้อยก็อยู่บริเวณนี้ด้วย

ในที่ทำการมีรูปจุดเด่นๆของภูหินร่องกล้ากับดอกไม้เด่นประจำจุดด้วย ดูแล้วก็คือมาเที่ยวได้ทั้งปี เพราะดอกไม้ในแต่ละจุดก็บานตามฤดูกาล มีทั้งหน้าฝน หน้าร้อน หน้าหนาว อย่างถ้าอยากดูพญาเสือโคร่งสีชมพู ใบเมเปิ้ลสีแดง ก็ต้องมาหน้าหนาว อยากเห็นดอกลิ้นมังกรสวยๆก็ต้องมาหน้าฝน แต่ถ้าอยากเห็นกุหลาบขาวสวยๆก็ต้องมาหน้าร้อน

ลงทะเบียนและชำระเงินเรียบร้อยก็ขับรถไปตามป้ายบอกทางไปที่จุดกางเต้นท์ เลือกจุดกันตามสะดวก อช.ปรับที่ไว้เป็นระดับลดหลั่นกันไปใต้ทิวต้นสน บรรยากาศดีเลยทีเดียวแม้ว่าวิวจะไม่สวยมาก มีจุดห้องน้ำห้องอาบน้ำอยู่ 3-4 จุด กางเต้นท์ตรงไหนก็ใกล้ห้องน้ำหมด ทีเด็ดคือห้องน้ำจุดใหญ่ใหม่สุดคือจุดสุดท้ายก่อนทะลุไปแถวบ้านพัก ห้องน้ำตรงนี้มีน้ำอุ่นด้วยนะ เห็นว่ามีคนมาบริจาคให้ แต่เราเห็นว่าลานตรงนั้นเต้นท์เยอะมาก เลยมากางเต้นท์ช่วงกลางๆ คนน้อยกว่า เลยไม่ได้เดินใช้บริการน้ำอุ่น ฝั่งตรงข้ามลานกางเต้นท์เป็นลานหินที่เอาไว้จอดรถ แต่บางคนเป็นแคมป์คาร์ก็กางตรงนั้นได้ ตามสะดวก

บรรยากาศดีมากทั้งเย็น ทั้งเช้า แค่มานั่งจิบกาแฟอุ่นๆรับอากาศเย็นๆก็มีความสุขแล้ว สิ่งอำนวยความสะดวกอีกอย่างคือมีร้านอาหารอยู่ 3 ร้านใหญ่ อยู่อีกฝั่งของลานกางเต้นท์ ใครไม่ทำอาหารก็เดินไปกินหรือซื้อมากินที่เต้นท์ก็ได้ ช่วยกันรักษาความสะอาดด้วยก็แล้วกัน

ภูหินร่องกล้าคือสถานที่ประวัติศาสตร์ แม้จะเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีธรรมชาติสวยงามให้มาเที่ยว แต่ในทุกจุดที่กลายเป็นจุดท่องเที่ยวในปัจจุบัน ล้วนมีอดีต มีเรื่องราวให้ได้เล่าต่อกันไปสู่ลูกหลาน

ย้อนไป 70 กว่าปีที่ผ่านมา ชาวม้งจากทางเหนือได้อพยพกันลงมาตั้งเป็นหมู่บ้านกันตามเทือกเขาแถบภูหินร่องกล้า กระจัดกระจายกันเป็นหลายหมู่บ้าน ทำอาชีพปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ หาของป่า พื้นที่แถบนี้ยังเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ แต่การทำเกษตรของชาวม้งคือการทำไร่เลื่อนลอย ย้ายที่ปลูกไปเรื่อย จนทำให้ป่าแถบนั้นโดนเผาโดนถางจนโล้นเลี่ยนไปมากมาย รวมทั้งชาวม้งบางส่วนยังมีการแอบปลูกฝิ่นด้วย ทำให้เจ้าหน้าที่จึงต้องเข้ามาจัดการ มาจับกุม เกิดการกระทบกระทั่งกันอยู่เรื่อยๆ

ราวๆปี 2507 มีการก่อตั้ง พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) การมองหาแนวร่วมจากต่างจังหวัดจึงเกิดขึ้น พคท.ส่งคนเข้าไปตามที่ห่างไกลที่ความเจริญเข้าไม่ถึง และไปตามชนเผ่าต่างๆ นำเรื่องการแบ่งชนชั้น การกดขี่ ไปปลุกระดมให้ผู้คนมาร่วมขบวนการ ชาวม้งจำนวนหนึ่งจึงเข้าร่วมกับพคท. มีการส่งชาวม้งไปเรียนหลักสูตรการเมืองการทหารที่เวียดนาม แล้วกลับมาเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ให้กับคนในหมู่บ้าน ทำให้มีชาวม้งในแถบภูหินร่องกล้าเป็นแนวร่วมกับ พคม. มากขึ้น มีการจัดตั้งฐานปฏิบัติการสู้รบบนเขาที่มีมีชัยภูมิดีต่อการหลบซ่อน และในปี 2511 พคท.ภูหินร่องกล้าได้เข้าทำการโจมตีเจ้าหน้าที่คุ้มครองพื้นที่เพื่อที่จะยึดครองพื้นที่และหมู่บ้านต่างๆ มีเจ้าหน้าที่เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

ต่อมามีการประท้วงรัฐบาลของประชาชนและนักศึกษาจนเกิดการปราบปรามขั้นรุนแรง คือเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และตามมาด้วย 6 ตุลาคม 2519 ทำให้มีนักศึกษาหนีการปราบปรามเข้าไปร่วมกับพคท.มากขึ้น ฐานกำลังของพคท.ที่ภูหินร่องกล้าเริ่มขยายออกไปอย่างกว้างขวาง มีการจัดตั้งโรงเรียนการเมืองการทหาร สอนเรื่องลัทธิคอมมิวนิสต์อย่างจริงจัง จากที่ตำรวจ-ทหารเคยสู้รบกับ พคท. ที่เป็นต่างชาติหรือชาวเขาอพยพ ก็กลายเป็นการสู้รบกับคนไทยด้วยกันเองไปแล้ว

การสู้รบทำให้ชาวม้งที่ไม่ได้ร่วมรบอพยพหนีตายลงจากเขากันมาเรื่อยๆ ที่เหลืออยู่ด้านบนก็คือพวกที่ตัดสินใจเข้าร่วมรบกับ พคท. และเหล่านักศึกษาที่หนีการปราบปราม การสู้รบในแถบภูหินร่อองกล้าต่อเนื่องยาวนาน จากปี พ.ศ. 2511 ไปจนถึงในช่วงปี พ.ศ. 2523 ในหลวง ร.๙ ทรงแนะนำให้เปลี่ยนยุทธวิธีการสู้รบใหม่ พระองค์ได้มองเห็นว่าคอมมิวนิสต์ก็คือคนไทยด้วยกันเพียงแต่มีความคิดที่ไม่ตรงกัน ไม่ให้เรียกพวกเขาว่าผู้ก่อการร้ายหรือผู้ทรยศ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ รับพระราชโองการ มีคำสั่งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมกับพคท. เข้ามอบตัวได้โดยไม่มีความผิด ทำให้มีชาวเขาเผ่าม้งลงจากเขาเข้ามอบตัวต่อทางการและรับที่ทำกิน เรียกว่าเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย รวมทั้งประชาชน นักศึกษา ก็ทยอยกันออกมามอบตัว

เหตุการณ์เริ่มคลี่คลายไปเรื่อยๆโดยไม่เสียเลือดเนื้ออีก จนในปี พ.ศ. 2526 ก็ได้ประกาศจัดตั้งอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ชาวเขาเผ่าต่างๆก็อยู่กันเป็นหมู่บ้าน ทำมาหากินสุจริตต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน เหมือนกับชาวม้งที่หมู่บ้านร่องกล้า

สรุปเหตุการณ์คร่าวๆนี้มีที่มาจากผู้ที่อยู่ในพื้นที่ได้สัมผัสกับเหตุการณ์จริง บันทึกไว้ให้เป็นข้อมูลตามอ่านเรื่องเต็มๆได้ที่ - https://www.phitsanulokhotnews.com/2018/06/23/119997

โรงเรียนการเมืองการทหาร

ในอดีตเคยเป็นจุดที่พคม.ใช้เป็นที่สอนเกี่ยวกับลัทธิคอมมิวนิสต์ ตอนนี้เหลือแต่อาคารไม้เก่าๆไม่กี่หลัง บางหลังก็ได้รับการบอกเล่าว่าสร้างขึ้นมาใหม่ มีรถแบ็คโฮเก่า 1 คันที่มีประวัติเล่าไม่เหมือนกันฝ่ายหนึ่งเล่าว่าพคม.ไปปล้นรถของทางการมาแล้วมาเรียกค่าไถ่ แต่อดีตพคม.บอกว่าเขาปล้นมาจริงแต่ไม่เคยเรียกเงินแค่ปล้นแล้วขับขึ้นมาเพื่อไม่ให้ทางการใช้รถมาขวางกั้นเส้นทาง ก็ต่างคนต่างเล่าความตามนี้ ถูกผิดอย่างไรก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญอีกแล้ว ตอนนี้บริเวณโรงเรียนการเมืองการทหารเป็นแค่จุดที่นักท่องเที่ยวจะมาถ่ายรูปโรงเรือนเก่าๆกับใบเมเปิ้ลสีแดง ในช่วงที่ใบเมเปิ้ลเปลี่ยนสีแล้วร่วงลงมาเต็มหลังคา เต็มพื้น ถ้ามาถูกช่วงเวลาก็น่าจะสวยเหมือนรูปในที่ทำการ

เส้นทางศึกษาธรรมชาติ ลานหินปุ่ม ผาชูธง

เส้นทางเดินเป็นวงรอบ ระยะทางประมาณ 5 กม. เดินผ่านลานหิน ผ่านป่า ผ่านทุ่งหญ้า เดินง่าย มีจุดเช็คอินหลายจุดให้ไม่เบื่อ

เราเดินวนขวาตามคำแนะนำจากป้าย แปลกที่เดินสวนทางกับกลุ่มที่เดินพร้อมมัคคุเทศก์ที่พาเดินวนซ้ายทุกกลุ่มเลย งงมาก

สุสานนักรบ จุดที่เคยเป็นที่ฝังศพของสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์บนภูหินร่องกล้า

เดินผ่านลานหินแดดแรงจัดแม้อากาศจะเย็นก็ทำให้ร้อนจนเหงื่อไหลได้ ควรพกน้ำไปด้วยสักขวด ถ้าเป็นไปได้ควรไปเดินแต่เช้าๆ

ลานหินตะปุ่มตะป่ำเต็มพื้นไปหมด ถ้ามาช่วงที่ไม่ใช่หน้าแล้ง จะมีดอกไม้ตามลานหินให้ถ่ายรูป ถ้ามาหน้าแล้งจะมีแต่หญ้าแห้งๆ (มาเดินเที่ยวช่วงมีฝนชุ่มชื้นสวยกว่า)

แต่หมุดหมายของคำว่าลานหินปุ่มคือลานหินตะปุ่มตะป่ำที่อยู่ริมหน้าผา มองเห็นวิวได้กว้างไกล ใช้เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกได้ด้วย แต่เรามาช่วงบ่าย แค่ผ่านมาดูแล้วเดินต่อไปผาชูธง

ลานหินปุ่ม เป็นความแปลกที่เกิดตามธรรมชาติ ผ่านฟ้าฝนแดดลมมาไม่รู้กี่ร้อยกี่พันปี จนทำให้พื้นหินกลายเป็นปุ่มปมกลมๆเต็มไปหมด จุดนี้เคยเป็นจุดที่พคม.นำผู้ป่วยมาพักฟื้น เพราะอยู่ริมผา อากาศปลอดโปร่ง มีการปลูกที่พักไว้แต่ผุผังไปหมดแล้วตามกาลเวลา วันนี้เป็นเพียงแค่จุดท่องเที่ยว ยืนที่ริมผาแล้วมองไปทางซ้ายจะเห็นเสาธงกับธงชาติไทยอยู่ลิบๆ ต้องเดินเลาะเลียบหน้าผาต่อไปอีกเพื่อไปผาชูธง

ผาชูธง เป็นจุดที่สูง 1,614 ม. ในอดีตเป็นจุดที่สมาชิกพคม.ใช้เป็นจุดชักธงสีแดงรูปฆ้อนเคียวเมื่อสู้รบชนะทหารไทย

จากผาชูธงเดินวนกลับไปที่จอดรถ (จุดที่เริ่มต้นเดินเข้ามา) หรือจะเดินต่อไปอีกที่ สำนักอำนาจรัฐ ที่หลับภัย ก็ได้ แต่คราวนี้เราไม่ไปเพราะตั้งใจจะไป จุดชมพระอาทิตย์ตกตรงลานหินแตก ซึ่งต้องขับรถย้อนกลับไปทางที่ทำการอุทยาน

ออกมาที่ลานจอดรถ เพิ่งสังเกตเห็นต้นพญาเสือโคร่งอยู่หน้าห้องน้ำ ต้นใหญ่กำลังออกดอกสวยแม้จะเริ่มแตกใบเขียวแซมแล้วก็เถอะ ถ้ามาถูกเวลา แม้แต่หน้าห้องน้ำก็เจอพญาเสือโคร่งสวยๆได้

ถนนสายหลักในเขตอช.ภูหินร่องกล้าค่อนข้างดี และไม่ได้สูงชันคดเคี้ยว สังเกตเห็นต้นพญาเสือโคร่งอยู่ตามริมทาง แต่ต้นยังไม่โตมาก พอมีดอกให้เห็นบ้าง ถ้าโตเต็มที่มีดอกออกแน่น สีสดๆ น่าจะเป็นถนนที่สวยไม่น้อย

เส้นทางศึกษาธรรมชาติลานหินแตก

จุดจอดรถเพื่อเดินเข้าไปที่ลานหินแตกเป็นลานกว้าง มีร้านขายของ ขายอาหารอยู่พอสมควร ติดกับลานจอดรถคือ ฐานพัชรินทร์ ที่เคยเป็นจุดปฏิบัติการทางทหาร มีป้ายว่ามีห้องพักบริการด้วย ใครไม่อยากนอนเต้นท์ นอกจากบ้านพักอุทยานที่ส่วนมากจะจองเต็ม ลองติดต่อห้องพักที่นี่ดูได้

ทางเดินเข้าไปที่ลานหินแตก เป็นทางราบแต่ไม่เรียบ เพราะเป็นพื้นหิน มีรอยแตกรอยแยก แต่มีทำทางเดินข้ามรอยแยกไว้ตลอด เดินไปตามทางก็จะไม่อันตราย อย่าเที่ยวไปทดลองกระโดดข้ามรอยแยกเล่นก็แล้วกัน ตัวไม่ตกลงไปก็อาจซวยทำกล้องหรือมือถือตกไปก็ได้นะ

ลานหินแตก ก็เป็นผลงานของธรรมชาติเหมือนที่ลานหินปุ่ม แต่ตรงนี้จะเป็นรอยแยก รอยแตกยาวๆ เหมือนแผ่นดินแยกแตกเป็นริ้วๆ บางรอยก็กว้าง ลึก บางรอยก็แยกเล็กๆ เหตุผลทางธรณีวิทยาก็คือการผ่านการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศต่างๆมานาน เกิดการผุพัง การกร่อน จนทำให้พื้นหินแยกตัวออกจากกัน

จากบริเวณที่เป็นลานหินแตก เดินต่อไปอีก 500 ม. เพื่อไปที่ริมผา เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตก จุดแรกมุมมองไม่ค่อยกว้าง เดินต่อไปอีก 200 ม. เป็นลานที่กว้างกว่า หรือไปตรงหินต่างดาวที่อยู่ติดกันก็ได้

จากจุดชมพระอาทิตย์ตกจุดแรกให้เดินต่อไปอีกหน่อยมีลานกว้างกว่า เป็นจุดชมจุดที่ 2 คนนิยมมานั่งรอแสงกันตรงนี้เยอะพอสมควร พื้นบริเวณนี้มีทั้งรอยแตก มีทั้งหินปุ่มปม มีทั้งแนวร่องยาว ร่องลึก ร่องตื้น แปลกตาดี

เราเลือกขึ้นไปนั่งรอที่ริมผาตรงที่ป้ายบอกว่าเป็นจุดดู หินต่างดาว ก็ได้มุมมองที่ดีพอสมควรเลย

รูปขวาที่เห็นเป็นผาหินยื่นๆนั่นไงที่ป้ายบอกว่าหินต่างดาว ใครพอเข้าใจบ้างว่ามันต่างดาวยังไง

หากเป็นคนชอบถ่ายรูปจะรู้ว่า การมาดูพระอาทิตย์ตกไม่ได้สวยตรงที่เห็นพระอาทิตย์เคลื่อนตัวลงไปจนลับขอบฟ้าเท่านั้น แต่เป็นแสงหลังจากนั้นต่างหาก ในวันที่อากาศดี เมฆกำลังเหมาะอาจจะได้แสงสวยสุดๆ ที่เรียกกันว่าฟ้าระเบิด ก็จะรอกันต่อไปอีกหน่อย แต่เราไม่ได้รอเพราะพอพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าปุ๊บอากาศที่ว่ากำลังสบายก็หนาวขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วเราก็ไม่หยิบเสื้อกันหนาวมาด้วย และทางเดินก็ค่อนข้างเดินยากในที่มืด ก็เลยตัดสินใจเดินกลับ

สำหรับคนที่จะไปเที่ยวภูลมโล สามารถมาติดต่อรถพาไปภูลมโลได้ตั้งแต่เช้ามืดจนถึง 4 โมงเย็นที่เต้นท์บริการตรงสามแยกเข้าไปลานกางเต้นท์ (รถจะมีบริการในช่วงที่ดอกพญาเสือโคร่งบานเท่านั้น) ราคาเท่ารถที่หมู่บ้านร่องกล้า

นอกจากจุดท่องเที่ยวที่เราไปก็ยังมีน้ำตกอีกหลายที่ ซึ่งคราวนี้เราไม่ได้แวะเข้าน้ำตกเลย เพราะเวลาไม่พอต้องรีบกลับ และน้ำตกจะสวยก็ช่วงที่มีน้ำ ควรมาช่วงปลายฝนต้นหนาว คราวก่อนเคยเข้าไปบ้างแล้ว อย่างน้ำตกร่มเกล้าภราดรก็สวยใช้ได้เดินไม่ยาก น้ำตกหมันแดงเดินยากทางชันแต่จะสวยมากถ้ามาถูกช่วงเวลาที่มีดอกลิ้นมังกร

บ้านร่องกล้า ประตูสู่’ภูลมโล’

20 มกราคม 2566

บ้านร่องกล้า ประตูสู่’ภูลมโล’

ภูลมโลเป็นภูเขาอยู่บนรอยต่อของสามจังหวัด คือ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ เลย มีพื้นที่กว่าพันไร่ที่ปลูกต้นพญาเสือโคร่งไว้ ช่วงเดือนมกราคมจะเป็นช่วงที่ดอกพญาเสือโคร่งบานเต็มหุบเขา

ทริปนี้เรา 2 คน คอยตามข่าวจากเพจท่องเที่ยวตลอดตั้งแต่ต้นปี รอจังหวะให้พญาเสือโคร่งที่ภูลมโลบานเต็มที่ก็ขับรถไปกันเลย (พญาเสือโคร่งในประเทศไทยตอนบนที่หลายแหล่ง แต่ละที่บานไม่พร้อมกัน และแต่ละปีก็บานไม่ใช่เวลาเดียวกัน แล้วแต่สภาพอากาศในแต่ละป๊)

 เฟซบุ๊ก ชมรมคนรักบ้านร่องกล้า – ภูลมโล

การจะขึ้นไปดูทุ่งพญาเสือโคร่งบนภูลมโล ต้องใช้รถของชาวบ้านที่ขึ้นทะเบียนรถกับส่วนกลางเท่านั้น นักท่องเที่ยวต้องไปลงทะเบียนเพื่อขึ้นรถ เป็นรถกระบะนั่งได้ 10 คนต่อคัน คันละ 1,000 บาท เหมาก็ได้ นั่งรวมกับคนอื่นก็ได้

จุดขึ้นรถไปภูลมโลมี 3 จุด คือ 1. หมู่บ้านกกสะทอน อ.ด่านซ้าย จ.เลย (รถไปภูลมโล 1,500 บาท/คัน) 2. ที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า และ 3. หมู่บ้านร่องกล้า อ.นครไทย จ.พิษณุโลก

เราเลือกจะไปขึ้นภูลมโลจากที่หมู่บ้านร่องกล้า โดยขับรถจากรุงเทพฯไปทางพิษณุโลก เลี้ยวขึ้นไปทางอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า แล้วขับเลยไปที่บ้านร่มเกล้า

หมู่บ้านร่องกล้า เป็นหมู่บ้านชาวม้ง อยู่ในเขตอ.นครไทย จ.พิษณุโลก ตัวหมู่บ้านอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าประมาณ 9 กม. เป็นหมู่บ้านขนาดไม่ใหญ่แต่ก็ไม่เล็กนัก อยู่ในหุบเขาที่อากาศหนาวทั้งปี พี่คนขายก๋วยเตี๋ยวเล่าว่า ช่วงสงกรานต์เด็กๆจะขอให้พาลงเขาเพราะอยากไปเล่นสาดน้ำ อยู่ในหมู่บ้านอากาศเย็น (ประมาณ 20 องศา) เล่นสาดน้ำไม่ไหว ต้องเชื่อล่ะว่าหนาวทั้งปีจริงๆ

ชาวม้งบ้านร่องกล้า ทำอาชีพปลูกผัก ส่วนมากเป็นกระหล่ำปลีหรือผักกาด มีบางส่วนปลูกข้าวโพด ปลูกสตรอเบอรี่ และปลูกดอกกระดาษ ช่วงที่มีรายได้เสริมคือฤดูหนาวที่มีผู้คนมาเที่ยวรับลมหนาวบนเขา และเที่ยวอช.ภูหินร่องกล้า ก็แวะเข้ามาเที่ยวในหมู่บ้านบ้างก็ขายของได้บ้าง แต่ 10 ปีหลังนี้ บ้านร่องกล้าฮิตติดอันดับเพราะความสวยงามของต้นพญาเสือโคร่งที่บานเต็มภูลมโล เนินเขาที่อยู่ไม่ไกลจากตัวหมู่บ้าน ในฤดูที่ดอกพญาเสือโคร่งบานเต็มที่ทำให้ภูเขากลายเป็นสีชมพูสวยหวาน รวมไปทั้งในตัวหมู่บ้านร่องกล้าเองก็มีต้นพญาเสือโคร่งที่ออกดอกเต็มต้นทุกบ้าน กลายเป็นหมู่บ้านในฝันกันไปเลย

เราเลือกที่จะไปนอนที่บ้านร่องกล้า เพราะอยากไปเดินเที่ยวเล่นในหมู่บ้านด้วย อย่างที่บอกว่ารอข่าวว่ามันบานจนพอใจก็ขับรถไปเลย เตรียมเต้นท์เตรียมอุปกรณ์ไปให้พร้อม แต่ลองโทรถามที่พักด้วย โชคดีที่ได้ห้องพัก ก็เลยได้นอนห้องพักสบายหน่อย เพราะวันก่อนไปอุณหภูมิลงไปแตะ 0 องศา มีแม่คะนิ้งด้วย ขอนอนห้องจะดีกว่า ที่บ้านร่องกล้าตอนนี้มีที่พักเยอะแยะมากมาย เป็นบ้าน/ห้องเล็กๆ และแต่ละที่มีห้องไม่มาก ส่วนมากมีแค่ 3-4 ห้อง ที่มีเหลือเฟือคือที่กางเต้นท์ จะกางที่พื้นที่กลางของหมู่บ้านก็ได้ ไม่มีค่าใช้จ่ายแต่มีที่รับบริจาค มีจุดห้องน้ำให้ใช้ หรือจะไปกางในพื้นที่ของรีสอร์ทที่พักก็ได้มีค่าบริการตามปกติ ที่พักที่ยอดนิยมจะเป็นที่พักที่ออกนอกตัวหมู่บ้านไปหน่อย จะอยู่ตามเชิงเขาหรือบนเนิน มีวิวหุบเขากว้างๆ และแต่ละที่ปลูกพญาเสือโคร่งไว้ด้วย ชนิดว่าแค่มานอนก็ชมพญาเสือโคร่งหน้าห้องหรือหน้าเต้นท์ได้เลย แต่เราไม่ได้ที่พักแบบนั้นหรอก เพราะมันเต็มไปหมดแล้ว แต่ได้ห้องพักแบบง่ายๆในตัวหมู่บ้าน ที่ระเบียงห้องมีต้นพญาเสือโคร่งต้นใหญ่หลายต้นกำลังออกดอกแน่นเต็มกิ่งสวยทีเดียว

ร่องกล้าสานฝัน ข้ามสะพานเข้าหมู่บ้านแล้วเลี้ยวซ้ายซอยแรกเลย พี่พักเล็กๆมีแค่ 4 ห้อง ระเบียงหน้าห้องมีพญาเสือโคร่งต้นใหญ่กำลังบานสวย เสียที่ไม่มีเก้าอี้หน้าห้อง พอดีเตรียมของมากางเต้นท์ เลยมีเก้าอี้มากางนั่งจิบกาแฟชมดอกไม้

ขับรถจากรุงเทพฯสบายๆรวมแวะกินข้าวเที่ยงกับแวะจิบกาแฟแล้วใช้เวลาประมาณ 7 ชม.ก็ถึงบ้านร่มเกล้า รวมระยะทางประมาณ 440 กม. อากาศช่วง 4 โมงเย็นช่วงกลางเดือนมกราคม มากกว่าเย็นค่อนไปทางหนาว เก็บของเข้าห้องพักแล้วใส่เสื้อหนาวตัวบางออกไปเดินเล่นในหมู่บ้านสักหน่อย มีต้นพญาเสือโคร่งให้ชม ให้ถ่ายรูปอยู่กระจัดกระจายทั่วหมู่บ้าน มีชาวม้งเอาของมาขาย ทั้งผัก ผลไม้ ของที่ระลึก มีเด็กมาวิ่งเล่น มีหนุ่มๆชาวม้งมาเล่นเปตอง

ทางขึ้นไปเที่ยวภูลมโล เปิด-ปิด 05:00-16:00 ไม่อนุญาตรถส่วนตัวทุกชนิด ต้องมาติดต่อที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเพื่อเข้าคิวขึ้นรถนำเที่ยว

เดินเล่นไปเรื่อยๆ เสื้อหนาวตัวบางไม่พอแล้วแหละ กลับห้องไปเพิ่มอุปกรณ์กันหนาวแล้วออกมาหาข้าวเย็นกินดีกว่า ร้านอาหารตามสั่งมีขายหลายร้าน เลือกกินได้ตามสะดวก ที่หลายคนนิยมกินในช่วงอากาศหนาวๆคือหมูกระทะก็มี แต่เราขอกินก๋วยเตี๋ยวซดน้ำซุปร้อนๆแก้หนาวดีกว่า

เที่ยวภูลมโลจากบ้านร่องกล้า

คุยกับพี่เจ้าของที่พักไว้ว่าพรุ่งนี้จะไปเที่ยวภูลมโลช่วงเช้า พี่เขาเป็นรถคิวด้วย ก็เลยตกลงเอารถพี่เขาเลยราคา 1,000 บาทเป็นมาตรฐาน เดี๋ยวพี่เขาไปลงชื่อให้ เราก็ขึ้นรถจากที่บ้านได้เลย ไม่ต้องเดินไปเอาคิวรถที่จุดลงทะเบียน นัดกันไว้ประมาณ 05:30 ออกเดินทาง เพื่อไปดูพระอาทิตย์ขึ้น (ถ้าใครไม่ดูพระอาทิตย์ขึ้น ก็ออกสายกว่านั้นได้เลย) จากนั้นก็ไปทุ่งพญาเสือโคร่ง 3 จุด

อากาศตอนตีห้ากว่าๆที่บ้านร้องกล้า หนาวมาก หนาวจริง อยากมีถุงมือ แต่ไม่ได้เอามาเลยต้องซุกมือไว้ในเสื้อหนาวตลอด ขาไปเรา 2 คนขอนั่งข้างในรถก็แล้วกัน ไม่ขอสู้ลมหนาวตอนเช้ามืด ระยะทางจากบ้านร่องกล้าไปภูลมโลประมาณ 7 กม. นั่งรถไประมาณ ½ ชม. เราได้คุยกับพี่เขาก็ช่วงนี้ พี่ชัยวัฒน์เป็นชาวม้งที่พ่อแม่อพยพมาจากลาว เข้ามาที่จังหวัดน่าน และย้ายถิ่นลงมาที่เพชรบูรณ์ พี่บอกว่าพ่อแม่เล่าให้ฟังว่าช่วงสู้รบต้องคอยหลบกระสุนหลบการทิ้งระเบิด ต้องย้ายบ้านหนีไปเรื่อยๆ พี่เขาบอกว่าพ่อกับแม่เคยสร้างบ้านอยู่แถวลานหินปุ่มด้วย เราคุยกันไปเรื่อยเปื่อย พี่เขาบอกว่าพ่อแม่เล่าเรื่องนักศึกษาที่หนีเข้าป่ามาให้ฟังอยู่ว่าน่าสงสารมาก คนเมืองที่ต้องมาเดินป่า มาแบกข้าวสาร มานอนบนดิน เรื่องอดีตที่ฟังแล้วไม่รู้ว่าจะเศร้าหรือรู้สึกยังไงดี

เช้านี้ที่จุดชมวิว คนไม่มากนักเพราะเป็นเช้าวันศุกร์ เรามาถึงตอนฟ้ายังมืด มองเห็นพระจันทร์เสี้ยวได้ชัดเจน นักท่องเที่ยวต่างนั่งรอพระอาทิตย์ลูกที่ตกไปเมื่อวานกลับมาฉายแสงอีกครั้ง อากาศหนาวจริงจัง บางคนเอาผ้าห่มมาห่อตัว บางคนที่เตรียมเสื้อผ้ามาไม่พอก็กระโดดหยองแหยงเพื่อให้ร่างกายมีความอบอุ่น จากตรงนี้มองไปได้ไกลถึงภูทับเบิก พอแสงเริ่มส่อง มองเห็นได้รอบทิศ ที่เห็นได้ชัดเจนคือยอดเจดีย์ของวัดป่าภูทับเบิก ถ้าเดินไปทางขวามือ จะมองเห็นเป็นทุ่งสีชมพู ที่สียังไม่สดใส รอให้แสงสาดไปถึงก็จะเป็นเขาสีชมพูสวยหวาน

ได้เวลาพระอาทิตย์ลูกกลมโผล่มาส่องแสงให้ได้รู้สึกอุ่นขึ้นบ้าง จากหุบเขามืดๆก็มองเห็นสีชมพูขึ้นมา

จากจุดชมพระอาทิตย์ขึ้น นั่งรถไปชมพญาเสือโคร่งตามทุ่งต่างๆกัน คราวนี้เราขอนั่งท้ายกระบะรับลมหนาว เพื่อชมวิว อากาศดีแต่ฝุ่นเยอะมากเพราะทางเป็นลูกรัง ในหน้าแล้งแบบนี้รถวิ่งทีฝุ่นคลุ้งไปหมด ให้เตรียมหมวกและหน้ากากมาด้วย

จุดที่รถไปแวะมี 3 จุดหลักๆคือ แปลงที่ 1 / 2 / 3 และจุดจอดอื่นๆตามแต่คุณจะบอก บางคนก็ขอให้รถพาไปถึงภูขี้เถ้า (ราคาต้องเพิ่มหรือเปล่าไม่รู้เราไม่ได้ไป)

ทุ่งพญาเสือโคร่งแปลง 3 อยู่ใกล้จุดชมพระอาทิตย์ขึ้นมากที่สุด

ทุ่งพญาเสือโคร่งแปลง 2 แปลงติดริมถนนไม่กว้างใหญ่มาก มีห้องน้ำอยู่ใกล้ๆลานจอด

ทุ่งพญาเสือโคร่งแปลง 1 เป็นจุดชมวิวมองเห็นทุ่งพญาเสือโคร่งในมุมกว้าง

ปีนี้พญาเสือโคร่งที่ภูลมโลออกดอกช้า แต่ออกดอกสวยงาม บานพร้อมกันทุกแปลง กลายเป็นสีชมพูไปทั้งเขา สวยงามน่าประทับใจ ช่วงกลางเดือนมกราที่เราไป เริ่มมีใบเขียวแตกออกมาบ้างแล้ว ช่วงเวลาสวยสุดมันสั้นนิดเดียว แต่ความสวยของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แค่มีใบแซมมาบ้าง หลายๆคนก็ยังบอกว่ามันสวยสุดอยู่ดี อันนี้ไม่มีผิดมีถูก  

จากทุ่งสีชมพู เรานั่งรถกลับเข้าหมู่บ้าน บอกพี่ชัยวัฒน์ให้พาไปจุดชมวิวตรงวัดป่าภูหินร่องกล้า จุดที่มองลงมาเห็นตัวหมู่บ้าน มีต้นพญาเสือโคร่งที่ตอนนี้ดอกสีชมพูบานพร้อมกันทุกต้น ดูสวยงามจนหลายคนบอกว่าเหมือนญี่ปุ่น (ที่เราขัดใจมากว่าทำไมต้องเอาไปเทียบกับญี่ปุ่นวะ) พี่คนขับถามเราว่า มันเหมือนญี่ปุ่นหรือครับ เราบอกว่า ไม่รู้ซิ เราไม่เคยไป รู้แค่ว่ามันสวยแบบบ้านร่องกล้า

ใช้เวลาตั้งแต่เช้ามืดกับเจ้าเสือโคร่งสีชมพูจนเกือบ 10 โมงเช้า บอกพี่เขาว่าส่งพวกเราลงตรงโค้งที่มีร้านอาหารหลายๆร้าน พวกเราลงหาอะไรลงท้องกันหน่อย สุ่มเลือกไป 1 ร้าน สั่งไข่กระทะกับเครื่องดื่มร้อนมาจิบ ดูผู้คนเดินไปเดินมา มารู้ทีหลังว่าร้านดังของหมู่บ้าน ชื่อร้านตานวย

ร่ำลาบ้านร่องกล้าตอนก่อนเที่ยง วันนี้เราจะไปกางเต้นท์นอนกันที่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ที่พวกเราไม่ได้มาเที่ยวกันสิบกว่าปีแล้ว…

ย้อนไป 70 กว่าปีที่ผ่านมา ชาวม้งจากทางเหนือได้อพยพกันลงมาตั้งเป็นหมู่บ้านกันตามเทือกเขาแถบภูหินร่องกล้า กระจัดกระจายกันเป็นหลายหมู่บ้าน ทำอาชีพปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ หาของป่า พื้นที่แถบนี้ยังเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ แต่การทำเกษตรของชาวม้งคือการทำไร่เลื่อนลอย ย้ายที่ปลูกไปเรื่อย จนทำให้ป่าแถบนั้นโดนเผาโดนถางจนโล้นเลี่ยนไปมากมาย รวมทั้งชาวม้งบางส่วนยังมีการแอบปลูกฝิ่นด้วย ทำให้เจ้าหน้าที่จึงต้องเข้ามาจัดการ มาจับกุม เกิดการกระทบกระทั่งกันอยู่เรื่อยๆ

ราวๆปี 2507 มีการก่อตั้ง พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) การมองหาแนวร่วมจากต่างจังหวัดจึงเกิดขึ้น พคท.ส่งคนเข้าไปตามที่ห่างไกลที่ความเจริญเข้าไม่ถึง และไปตามชนเผ่าต่างๆ นำเรื่องการแบ่งชนชั้น การกดขี่ ไปปลุกระดมให้ผู้คนมาร่วมขบวนการ ชาวม้งจำนวนหนึ่งจึงเข้าร่วมกับพคท. มีการส่งชาวม้งไปเรียนหลักสูตรการเมืองการทหารที่เวียดนาม แล้วกลับมาเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ให้กับคนในหมู่บ้าน ทำให้มีชาวม้งในแถบภูหินร่องกล้าเป็นแนวร่วมกับ พคม. มากขึ้น มีการจัดตั้งฐานปฏิบัติการสู้รบบนเขาที่มีมีชัยภูมิดีต่อการหลบซ่อน และในปี 2511 พคท.ภูหินร่องกล้าได้เข้าทำการโจมตีเจ้าหน้าที่คุ้มครองพื้นที่เพื่อที่จะยึดครองพื้นที่และหมู่บ้านต่างๆ มีเจ้าหน้าที่เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

ต่อมามีการประท้วงรัฐบาลของประชาชนและนักศึกษาจนเกิดการปราบปรามขั้นรุนแรง คือเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และตามมาด้วย 6 ตุลาคม 2519 ทำให้มีนักศึกษาหนีการปราบปรามเข้าไปร่วมกับพคท.มากขึ้น ฐานกำลังของพคท.ที่ภูหินร่องกล้าเริ่มขยายออกไปอย่างกว้างขวาง มีการจัดตั้งโรงเรียนการเมืองการทหาร สอนเรื่องลัทธิคอมมิวนิสต์อย่างจริงจัง จากที่ตำรวจ-ทหารเคยสู้รบกับ พคท. ที่เป็นต่างชาติหรือชาวเขาอพยพ ก็กลายเป็นการสู้รบกับคนไทยด้วยกันเองไปแล้ว

การสู้รบทำให้ชาวม้งที่ไม่ได้ร่วมรบอพยพหนีตายลงจากเขากันมาเรื่อยๆ ที่เหลืออยู่ด้านบนก็คือพวกที่ตัดสินใจเข้าร่วมรบกับ พคท. และเหล่านักศึกษาที่หนีการปราบปราม การสู้รบในแถบภูหินร่อองกล้าต่อเนื่องยาวนาน จากปี พ.ศ. 2511 ไปจนถึงในช่วงปี พ.ศ. 2523 ในหลวง ร.๙ ทรงแนะนำให้เปลี่ยนยุทธวิธีการสู้รบใหม่ พระองค์ได้มองเห็นว่าคอมมิวนิสต์ก็คือคนไทยด้วยกันเพียงแต่มีความคิดที่ไม่ตรงกัน ไม่ให้เรียกพวกเขาว่าผู้ก่อการร้ายหรือผู้ทรยศ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ รับพระราชโองการ มีคำสั่งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมกับพคท. เข้ามอบตัวได้โดยไม่มีความผิด ทำให้มีชาวเขาเผ่าม้งลงจากเขาเข้ามอบตัวต่อทางการและรับที่ทำกิน เรียกว่าเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย รวมทั้งประชาชน นักศึกษา ก็ทยอยกันออกมามอบตัว

เหตุการณ์เริ่มคลี่คลายไปเรื่อยๆโดยไม่เสียเลือดเนื้ออีก จนในปี พ.ศ. 2526 ก็ได้ประกาศจัดตั้งอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ชาวเขาเผ่าต่างๆก็อยู่กันเป็นหมู่บ้าน ทำมาหากินสุจริตต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน เหมือนกับชาวม้งที่หมู่บ้านร่องกล้า

สรุปเหตุการณ์คร่าวๆนี้มีที่มาจากผู้ที่อยู่ในพื้นที่ได้สัมผัสกับเหตุการณ์จริง บันทึกไว้ให้เป็นข้อมูลตามอ่านเรื่องเต็มๆได้ที่ - https://www.phitsanulokhotnews.com/2018/06/23/119997

เที่ยวลาว ฉบับเน้นกินไม่เน้นเที่ยว

พฤศจิกายน 2565

ลาว..ครั้งที่เท่าไหร่ ไม่ได้นับ

ลาว… ประเทศเพื่อนบ้านที่ไปเที่ยวได้ง่ายดาย เดินทางสะดวกได้หลายช่องทาง จนไม่ได้นับว่าไปมากี่ครั้งแล้ว แต่ก็ยังจัดกระเป๋าไปได้ทันทีเมื่อมีคนชวน ไปเที่ยวลาวคราวนี้ เพราะรวมตัวกันไปเยี่ยมเยือนเพื่อนรักที่ย้ายไปทำงานที่เวียงจันทน์ได้ปีกว่าแล้ว แม้จะไปลาวมาหลายครั้งแต่ครั้งหลังสุดที่ไปก็ 5 ปีแล้ว จากนั้นก็เกิดวิกฤตการณ์โควิดถล่มโลก

คราวนี้เดินทางง่ายๆด้วยสายการบินต้นทุนต่ำแต่ราคาไม่ต่ำ บินจากดอนเมืองตรงไปที่เวียงจันทน์ ใช้เวลาในเวียงจันทน์ด้วยการ กิน กิน และกิน เช้าต่อมาไปนั่งรถไฟสายใหม่ที่ใครๆก็ฮือฮากันตอนนี้ นั่งจากเวียงจันทน์ไปเที่ยววังเวียง นอนวังเวียงสบายๆ 1 คืน แล้วนั่งรถกลับเวียงจันทน์ โดยรถจะวิ่งผ่านถนนไฮเวย์สร้างใหม่ ไม่ต้องนั่งรถคดเคี้ยวตามไหล่เขาอีกแล้ว กลับมาเก็บตกเวียงจันทน์กันอีกคืน ก่อนจะบินกลับเมืองไทยในตอนบ่ายวันรุ่งขึ้น

เวียงจันทน์ 2022

กลับมาเวียงจันทน์คราวนี้ สิ่งแรกที่ร้องว้าว คือ ສະໜາມບິນສາກົນວັດໄຕ | ท่าอากาศยานนานาชาติวัตไต | Wattay International Airport ปรับปรุงใหม่ ขยายใหญ่โต สวยงามแต่ก็ยังเรียบง่ายแบบลาว

มาเที่ยวลาวกันหลายรอบแล้ว ที่เที่ยวก็ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ แต่ยังไงมาแล้วก็ไปที่ๆควรไปอย่างเช่น ไปวัดธาตุหลวง วัดสีสะเกด หอพระแก้ว ประตูชัยคราวนี้ได้ไปตอนกลางคืน ได้ดูแสงสีเสียงกับน้ำพุเต้นระบำด้วย

ข้ามถนนจากวัดสีสะเกดมาหอพระแก้ว พิพิธภัณฑ์รวมหลากหลายของโบราณกันอีกครั้ง

ประตูชัยและทำเนียบรัฐบาลที่นั่งรถผ่านไปผ่านมาทั้งวัน

สิ่งแปลกใหม่สำหรับทริปนี้ของเราคือร้านอาหาร เพื่อนพาไปกินร้านที่ไม่เคยกิน ทั้งมื้อหลัก มื้อรอง กินมันทั้งวัน ตาม concept เน้นกินไม่เน้นเที่ยว เราประทับใจกับประโยคที่เจอบนผนังร้านกาแฟเจ้าดัง Joma มากๆ

ກິນດື່ມຕາມສະບາຍ
แปลไทยตรงๆเลยว่า กินดื่มตามสบาย ไม่ต้องมีพิธีรีตอง ไม่ต้องเกรงใจ

อยู่ไม่กี่วันกินกันไปกี่ร้าน?

🍴 ຮ້ານ 3 ເອື້ອຍ ນ້ອງ, ວຽງຈັນ | ร้าน 3 เอื้อยน้อง, เวียงจันทน์

🕗 เปิด-ปิด 8:00 – 20:00

📍 GPS : 17.96431385579508, 102.60244030647627 (พิกัดบอกรถคือ ร้าน 3 เอื้อยน้องหน้าวัดจันทะบุรี)

ร้านอาหารลาวผสมเวียดนาม ที่อยู่ในย่านท่องเที่ยวฮ็อตฮิต เป็นร้านดังร้านหนึ่งในเวียงจันทน์ สั่งกันแบบไม่ยั้ง ยำแหนมข้าวอร่อยมาก (มารู้ทีหลังว่าเป็นเมนูดังของร้าน) สั่งตำหลวงพระบางแบบไม่เผ็ดมากมาลองอร่อยแต่ไม่สุด เลยบอกเอื้อยว่าขอแบบมาตรฐานของร้านมาชิมอีกจาน อร่อยมากไม่เผ็ดจนไฟลุกแต่รสชาติเข้มข้นถูกใจ ตับย่าง ไส้ย่าง ก็ดีอยู่ ปอเปี๊ยะสดก็อร่อย

🍴 ຮ້ານ ເຝີແຊບ, ວຽງຈັນ | ร้านเฝอแซ่บ PhoZap

🕗 เปิด-ปิด 6:30 – 15:30

📍 พิกัด ເຝີແຊບສີສະຫວາດ (สาขา 1) GPS : 17.971761914607143, 102.61756033113178

ร้านเฝอเจ้าดังในเวียงจันทน์ตอนนี้มี 3 สาขา ที่เราไปชิมคือสาขาแรก ร้านใหญ่มีเมนูเยอะ ได้ชิมเฝอ บี่บุ๋น ปอเปี๊ยะทอด อร่อยทุกอย่าง เมนูมีอีกเยอะตามมาตรฐานร้านเวียดนาม เฝอมี เนื้อ หมู ไก่ ปลา และมี 3 ขนาด S, M, L แถมด้วยแบบพิเศษคือ Gold เราสั่งแค่ S ก็อิ่มแล้วนะ เส้นดี น้ำซุปอร่อย

🍴 ຮ້ານອາຫານ ນາດາວ, ວຽງຈັນ | ร้านอาหารนาดาว, เวียงจันทน์

🕗 เปิด-ปิด 11:30 – 21:30

📍 GPS : 17.968993619606362, 102.60548736075658

ร้านอาหารฝรั่งเศสชื่อดังของเวียงจันทน์ ที่เอาไว้รับแขกได้เลย น่าจะเป็นที่รู้จักดีของคนไทย เพราะเพื่อนบอกว่ามาทุกครั้งเจอคนไทยตลอด เจ้าของร้านเคยทำงานอยู่ที่ฝรั่งเศสหลายปีย้ายกลับมาที่ลาวก็มาเปิดร้านอาหาร มีเมนูฝรั่งเศสให้เลือกพร้อม Wine pairing สั่งกันมาหลายอย่าง ทั้งสลัด ซุป สเต็ก และเอสคาโก้ และขนมปังอร่อยมาก ถือว่าเป็นร้านดังก็ควรต้องโทรจองโต๊ะ

🍴 ☕️ Kaogee Le Triomphe, ວຽງຈັນ | ร้านข้าวจี่, เวียงจันทน์

🕗 เปิด-ปิด 7:00 – 21:00

📍GPS: 17.97161448927547, 102.61642648690798

ร้าน Kaogee café’ ขายอาหาร เบเกอรี เครื่องดื่ม ที่อร่อยทุกอย่างจริงๆจังๆ โดยเฉพาะเมนูขนมปังอร่อยมากๆ ครัวซองดีมาก ข้าวจี่หรือขนมปังฝรั่งเศสใส่ไส้ต่างๆก็เด็ด แถมด้วยเค้กก็อร่อยด้วย

☕️ DARK 21 Café, เวียงจันทน์

🕗 เปิด-ปิด 7:30 – 23:00

📍 พิกัดบอกรถคือ ข้างวัดจันทะบุรี ใกล้ร้าน 3 เอื้อยน้อง / GPS : 17.96472208385993, 102.60277290675693

ร้านกาแฟในบ้านเก่า ร้านสวย กาแฟใช้ได้ วัยรุ่นเยอะ ถ้าไม่บอกว่าอยู่เวียงจันทน์ก็จะนึกว่าอยู่ทองหล่อได้นะ

🍴☕️ JOMA Bakery & Café, ວຽງຈັນ

🕗 เปิด-ปิด 7:00 – 21:00

📍พิกัด Joma Bakery Café Nam Phou / GPS: 17.964688577479336, 102.60709017736724

ร้านกาแฟและเบเกอรีเจ้าดังอีกร้าน ดังชนิดว่าพอใครรู้ว่ามาเที่ยวเวียงจันทน์ก็จะบอกว่าอย่าพลาดร้าน Joma ในเวียงจันทน์มี 4 สาขา ที่หลวงพระบางมีอีก 2 สาขา สาขาที่ไปคราวนี้คือสาขา Nam Phou อยู่ตรงข้ามกับร้านอาหารยอดฮิต”ขอบใจเด้อ” สั่งกาแฟ Cold brew มาจิบก็ถือว่าดีทีเดียว สั่งเค้กมาลองกัน 3-4 อย่าง พายฟักทองอร่อยดี โดนัทลูกกลมๆก็อร่อย นอกจากกาแฟ-เบเกอรี่ ก็มีอาหารประเภทแซนวิช ซุป สลัด ด้วย

ใช่ว่ากินแต่ร้านอาหาร เดินตลาดหาซื้อของไปกินในที่พักก็มีนะ ตลาดกลางคืนในเวียงจันทน์มีของกินหลากหลายให้ซื้อ เหมือนในเมืองไทยเลย


🚅 นั่งรถไฟลาว-จีน จากเวียงจันทน์ไปวังเวียง 🚅

🇱🇦 ทางรถสายนี้เป็นการร่วมทุนระหว่างฝ่ายลาว (ถือหุ้นร้อยละ 30)  กับ 🇨🇳 ฝ่ายจีน (ถือหุ้นร้อยละ 70) ซึ่งความจริงของความจริงอีกคือ 30% ของที่ลาวนั้นมากกว่าครึ่งก็กู้เงินมาจากจีน เมื่อจีนลงทุนมากมายขนาดนี้ ต้องได้อะไรคืนเกินคุ้มแน่นอน อืมมมมม

🚝 รถไฟขบวนใหม่เอี่ยมนี้ ไม่ใช่รถไฟความเร็วสูง แต่เป็นรถไฟความเร็วปานกลาง ขับเคลื่อนโดยพลังงานไฟฟ้า(Electrical Mobile Unit: EMU) มีความเร็ว 160กม./ชม. สำหรับขบวนขนส่งผู้โดยสาร และ 120 กม./ชม.สำหรับขบวนขนส่งสินค้า (ความเร็วสูงต้องเร็ว 200 กม./ชม.ขึ้นไป) ถึงจะเป็นรถไฟความเร็วปานกลางแต่ก็ย่นระยะเวลาเดินทางได้ 1 ใน 3 ของการเดินทางโดยรถยนต์

ทางรถไฟในส่วนพื้นที่ประเทศลาว เริ่มที่นครหลวงเวียงจันทน์ไปสุดทางที่บ่อเต็น ประกอบด้วย 11 สถานี ได้แก่ สถานีเวียงจันทน์ใต้ นครหลวงเวียงจันทน์ โพนโฮง วังเวียง กาสี หลวงพระบาง เมืองงา เมืองไซ นาหม้อ นาเตย และบ่อเต็น ระยะทางรวม 422.4 กม. ส่วนต่อเชื่อมเข้าประเทศจีนจากบ่อเต็นไปถึงคุนหมิงยังไม่เปิดเพราะจีนยังปิดพรมแดนอยู่

คราวนี้พวกเราจะไปกันแค่วังเวียง จากเวียงจันทน์ไปถึงวังเวียงใช้เวลาประมาณ 1 ชม. (เวียงจันทน์ไปหลวงพระบาง ประมาณ 2 ชม.) เลือกจองรถไฟแบบ EMU ชั้น 2 โดยให้เอเยนต์จองให้ เลือกเที่ยวเช้า 7:30 มีการตรวจตั๋วกับหนังสือเดินทางตั้งแต่ด้านหน้า คือไม่มีตั๋วจะเดินเข้าไปนั่งเล่นในโถงด้านในไม่ได้ และตอนนี้ยังขอดู Vaccine Certificate ด้วย ควรไปถึงก่อนเวลาสักหน่อยเพราะคนเยอะ แล้วก็เผื่อเวลาตื่นเต้นกับสถานีใหม่ จะได้มีเวลาถ่ายรูปเล่นด้านหน้า 📷

➡️ การจองตั๋วรถไฟ แนะนำให้จองล่วงหน้า เพราะเต็มตลอด (แม้วันที่เราไปที่นั่งจะว่างเยอะแยะ แต่ทำไมบอกเต็ม) ไปจองที่สถานีรถไฟได้ล่วงหน้าไม่เกิน 5 วัน แต่มีคนไปต่อคิวกันแถวยาวตั้งแต่ 6 โมงเช้าทุกวัน ทางเลือกคือให้เอเยนต์ไปจองให้ มีค่าธรรมเนียมนิดหน่อย และล่าสุดระบบจองออนไลน์เพิ่งเปิดบริการ สดๆร้อนๆ ไปโหลดแอพมาลองใช้บริการกันดู https://play.google.com/store/apps/details?id=com.cars.laosticket

ราคาค่าโดยสาร จากนครหลวงเวียงจัน-บ่อเต็น (ปลายทาง) (ราคา 1 มิ.ย. 2565)

🔸ตู้โดยสารรถไฟ EMU ชั้นธุรกิจ คนละ 1,210,000 กีบ หรือประมาณ 2,500 บาท / ชั้น 1 คนละ 647,000 กีบ หรือประมาณ 1,500 บาท / ชั้น 2 คนละ 407,000 กีบ หรือประมาณ 870 บาท

🔹ตู้โดยสารรถไฟความเร็วธรรมดา ชั้นเตียงนอน คนละ 719,000 กีบ หรือประมาณ 1,530 บาท / ชั้นที่นั่ง คนละ 290,000 กีบ หรือประมาณ 600 บาท

🚇 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/LaosChinaRailway/ หรือ http://www.lcrc.ltd/

จากเวียงจันทน์ไปวังเวียง นอกจากการนั่งรถไฟแล้ว ทางเลือกใหม่อีกทางคือ ทางรถยนต์วิ่งบนทางด่วนเวียงจันทน์-บ่อเต็น เป็นทางตัดใหม่ใหญ่โตเจาะทะลุภูเขาเป็นทางตรง ช่วงแรกคือเวียงจันทน์-วังเวียง ไม่ต้องนั่งรถขึ้นเขาคดเคี้ยวเหมือนสมัยก่อน ใช้เวลาพอๆกับนั่งรถไฟเลยด้วยซ้ำ คือจากเวียงจันทน์ไปวังเวียงใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่าๆเท่านั้น ขากลับเวียงจันทน์เราเลือกนั่งรถกลับ


วังเวียง 2022

กลับมาวังเวียงเป็นรอบที่ 3 ห่างกันคราวละประมาณ 5-7 ปี เห็นความเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเรื่อยๆ โรงแรมสูงๆโผล่ขึ้นตามริมน้ำซองมากขึ้น ร้านอาหาร ร้านกาแฟ เกิดขึ้นเต็มไปหมด ที่พักแบบหรูหราผุดเป็นดอกเห็ด นักท่องเที่ยวมากันเต็มเมือง เห็นสาวๆนุ่งซิ่นน้อยลง นอกจากเด็กนักเรียนที่ต้องใส่ชุดบังคับ อากาศปีนี้แม้จะเป็นปลายเดือนพฤศจิกายนแล้วก็ยังไม่เย็นเลย ทำให้รู้สึกไม่เพลิดเพลินกับบรรยากาศในวังเวียงเหมือนที่เคยมา หลายอย่างที่วังเวียงเปลี่ยนไปก็มีทั้งด้านดีและด้านไม่ดีปนๆกัน

คราวนี้เลือกพักที่ Riverside Boutique Hotel ริมน้ำซอง โรงแรมสวย บรรยากาศดี เป็นอาคาร 3 ชั้นที่พอจะกลมกลืนกับแนวเขาฝั่งตรงข้ามได้ ห้องพักได้มาตรฐานสมราคา มุมมองสวย ร้านอาหารก็ดี พิกัดอยู่ติดสะพานแขวน

ตอนเย็นๆออกไปเดินเล่นชมสะพานกันหน่อย ตอนนี้รถข้ามไม่ได้ เพราะเขาว่าคนได้สัมปทานหมดสัญญา (เออ งงนะ สะพานก็มีสะมปทานด้วย สงสัยเก็บค่าข้าม) ตอนนี้ข้ามได้แค่รถเครื่อง จักรยาน แล้วก็เดิน

เช่าเรือหางยาวนั่งรับลมชมแสงยามเย็นจากท่าเรือของโรงแรม นั่งเล่นวนไปมาประมาณ ½ ชม. พอได้รับลมเย็นๆบ้าง วังเวียงยังเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยกิจกรรม ระหว่างที่เรานั่งเรือล่องแม่น้ำซอง ก็มีนักท่องเที่ยวพาคายักตามรายทาง บนฟ้าก็มีพาราไกลดิ้งบินเฉี่ยวไปมา ก่อนพระอาทิตย์ตกมีบอลลูนสีสดลอยข้ามหัวพวกเราไป

มาวังเวียงคราวนี้ ได้ไปเที่ยว 2 ที่ Blue Lagoon กับ Angel Cave

Blue Lagoon บ่อน้ำสีเขียวสวย ที่เคยมาแล้ว ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง น้ำยังเขียวสวยเหมือนเดิม นักท่องเที่ยวอาจจะไม่มากเท่าตอนก่อนโควิดระบาด แต่ก็ไม่เงียบเหงา มีคนมาเล่นน้ำโดดน้ำกันพอสมควร คราวนี้ไม่ได้ปีนขึ้นถ้ำปูคำ ได้แต่นั่งเล่นริมน้ำกัน

Angel Cave & Tham None | ถ้ำนางฟ้า & ถ้ำนอน ที่เที่ยวใหม่ที่ยังไม่เคยมา มีค่าเข้า 10,000 กีบ เข้าไปแล้วมีถ้ำ 2 ถ้ำคือถ้ำนางฟ้า กับ ถ้ำนอน นอกจากนั้นก็มี Zip line ที่โหนระหว่างเขาเชื่อมต่อกันโดยรอบพื้นที่

ถ้ำนางฟ้าเดินง่าย ทำทางเดินไว้ดี มีไฟตลอดทาง ตัวถ้ำเองลึกแค่ 150 ม. ถ้าไม่เดินย้อนออกมาทางเดิม ก็เดินทะลุถ้ำออกไป เดินผ่านป่า วนกลับมาได้ระยะทางอีก 230 ม. เดินได้สบายๆ ด้านในถ้ำก็สวยงามพอสมควร

ถ้ำนอนพวกเราไม่ได้เข้าไป เพราะไม่ได้เตรียมพร้อมจะเปียก ถ้ำนอนต้องลอยน้ำเกาะห่วงยางแล้วสาวเชือกเข้าไป น่าจะต้องนอนลอยไปสมชื่อถ้ำนอน และคงมืดสนิทเพราะต้องมีไฟสวมหัวเข้าไปด้วย

มาวังเวียงกินอะไรกันบ้าง

🍴 ☕️ ຫລວງພະບາງ ເບເກີຣີ, ວັງວຽງ | หลวงพระบาง เบเกอรี่

🕗 เปิด-ปิด 7:00 – 22:00

📍 GPS: 18.927166476308866, 102.44828271560267

ร้านอาหาร ร้านกาแฟ เบเกอรี่ มีครบทุกอย่าง ร้านชื่อหลวงพระบาง เพราะร้านดั้งเดิมคือ หลวงพระบาง เบเกอรี่ แอนด์เกสต์เฮาส์ อยู่ที่หลวงพระบาง แต่มีสาขาอยู่ที่วังเวียงด้วย ร้านติดอันดับของนักท่องเที่ยว ไทย จีน ฝรั่ง นั่งกันเต็มร้าน พวกเรามากิน Brunch หลังจากลงรถไฟมาจากเวียงจันทน์ สั่ง Sandwich, Toast กับสลัดลาว มากินคู่กับกาแฟ และน้ำส้มคั้นแก้วยาว ก็อร่อยใช้ได้ ราคาสูงหน่อย

🍴 ຮ້ານ ຂອບໃຈເດີ @ໂຮງແຮມອິນທິຣາ, ວັງວຽງ | ขอบใจเด้อ, วังเวียง

🕗 เปิด-ปิด 8:00 – 23:00

📍 GPS: 18.9241083299717, 102.44632390866991 (ในโรงแรมอินธิรา, วังเวียง)

ร้านอาหารขอบใจเด้อ สาขาวังเวียง อยู่ในโรงแรมอินธิรา โรงแรมหรูริมน้ำซอง บรรยากาศดี มีร้านอาหารและบาร์บริการอาหารทั้งแขกที่พักในโรงแรมและที่ไม่พัก มีทั้งอาหารพื้นเมืองและอาหารฝรั่ง รสชาติรับนักท่องเที่ยว บรรยากาศเหมาะยามเย็น มี Happy hour ที่ น้ำซองบาร์ ช่วง 4 โมงเย็น ถึง 1 ทุ่ม

🍴 ຮ້ານແບງຄິງ ປີ້ງຫມູ, ວັງວຽງ | ร้านแบ้งกิ้งปิ้งหมู, วังเวียง

🕗 เปิด-ปิด 8:00 – 22:00

📍 GPS: 18.927269974893957, 102.44937482301265 (ใกล้ย่านโรตี ติดกับวัดกลาง)

ร้านเนื้อย่างที่เดินผ่านมาเห็นโดยบังเอิญหลังจากกินโรตีกันแล้ว เดินเล่นผ่านหน้าวัดกลางไปนิดเดียว ก็มาเจอสาวยืนปื้งอยู่หน้าเตากลิ่นหอมมาก เลยชวนกันนั่งกินมื้อเย็น มีทั้งเนื้อย่าง หมูย่าง เป็ดย่าง ไส้ย่าง ตับย่าง แต่ไม่ยักมีไก่ย่าง สั่งมันทุกอย่าง แล้วก็อาหารพื้นบ้านทั่วไป อย่างส้มตำ ลาบ ตอนแรกมีคนนั่งโต๊ะเดียว พวกเราเข้ามาโต๊ะที่ 2 นั่งแป๊บเดียวคนเต็มทุกโต๊ะเลย แล้วมาเจอทีหลังว่าติดท็อปใน Trip advisor ด้วย นักท่องเที่ยวให้คะแนนดีทุกคน ร้านนี้แนะนำเลย

☕️ ພູມ່າຍ ຄາເຟ່, ວັງວຽງ | Pullmind Café’ พูม่ายคาเฟ่, วังเวียง

🕗 เปิด-ปิด 6:30 – 23:00

📍 GPS: 18.929629874696204, 102.44923977661904

ร้านกาแฟเปิดใหม่ ที่วิวสวยมาก กาแฟก็อยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ บรรยากาศดีจนดื่มอย่างอื่นที่ไม่ใช่กาแฟก็ได้ นอกจากร้านกาแฟแล้วยังมีห้องพักในหุบเขาด้านล่างด้วย ถ้ามีโอกาสไปวังเวียงใหม่ อยากไปพักที่นี่ จะนั่งจิบ นอนจิบ ชมวิวให้สะใจเลย

🍴 ร้านโรตีบุนยง, วังเวียง

🕗 เปิดตอนเย็น

📍 GPS: 18.92612073218634, 102.4492851904653

ของกินยอดนิยมตามที่ท่องเที่ยวยุคนี้ในหลายที่เที่ยวคือโรตี ที่วังเวียงก็เหมือนกัน มีร้านโรตีเรียงรายอยู่ตามถนนหน้าวัดกลางเป็นสิบร้าน มีร้านที่ว่ากันว่าเป็นโรตีเจ้าแรกของวังเวียง เป็นร้านลุงบุนยง ร้านแรกสุดซ้ายมือ มีป้ายภาษาไทยชัดเจน ร้านนี้ลุงใช้เตาถ่าน ต้องคอยคุมไฟให้เหมาะ เราลองร้านลุงแล้วก็ไปลองร้านอื่นด้วย มากัน 7 คน กินโรตีกันไปสิบกว่าแผ่น สรุปได้ว่าร้านลุงอร่อยอยู่ กรอบนอกนุ่มใน มีกลิ่นเตาถ่านด้วย แต่ร้านอื่นก็อร่อยดีเหมือนกัน

อยู่เที่ยวไม่กี่วันกินกันไปเกินจำนวนมื้ออาหาร ส่วนที่เที่ยวนั้นน้อยมาก บอกแล้วทริปนี้เน้นกินไม่เน้นเที่ยว

กินกันพุงกางกลับบ้านได้

เที่ยวอัคราในเวลา 1 วัน

1 day in Agra

Nov. 2022

AGRA | อัครา เมืองเก่าแก่ในแคว้นอุตตระประเทศของอินเดีย อัคราเคยเป็นเมืองหลวงเก่าเมื่อหลายร้อยปีก่อน จนเมื่ออินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษ เปลี่ยนระบบการปกครอง อัคราก็เป็นแค่เมืองๆหนึ่ง แต่มีสมบัติล้ำค่าของโลกอยู่คือ ทัชมาฮาล | Taj Mahal อนุสรณ์สถานแห่งความรักอันมีชื่อเสียงก้องโลก

อัคราห่างจากนิวเดลี (New Delhi) เมืองหลวงของอินเดียประมาณ 200 กม. และห่างจากไจปูร์ (Jaipur) เมืองหลวงของแคว้นราชาสถานประมาณ 200 กม.เหมือนกัน ทั้งนิวเดลีและไจปูร์เป็นเมืองใหญ่มีสนามบินระหว่างประเทศ ทำให้นักท่องเที่ยวที่บินมาถึง สามารถไปเที่ยวอัคราได้ง่ายดายสุดๆ นั่งรถไม่ไกลมาก มีการจัดโปรแกรมเที่ยว นิวเดลี อัครา ไจปูร์ เรียกว่า Golden Triangle Route เหมาะกับคนที่เริ่มต้นเที่ยวอินเดีย | อ่านเรื่องเที่ยวอินเดียวบน Golden Triangle route ที่ Impression India |

ไปเที่ยวอินเดียคราวนี้เน้นเที่ยวในแคว้นราชาสถาน | อ่านเรื่องเที่ยวราชาสถานที่ Colorful Rajasthan | แต่มีวันที่ได้พาคู่หูไปเที่ยวอัครา ในเวลา 1 วันเต็มๆ ไปนอนที่เมืองอัครา เพื่อจะได้เริ่มต้นเข้าทัชมาฮาลตั้งแต่เช้าตรู่ตอนเริ่มเปิด คนไม่เยอะ อากาศไม่ร้อน หวังจะเจอแสงเช้าสวยๆ แต่ก็เจอบรรยากาศขมุกขมัวอีกจนได้ สภาพอากาศเหมือนกับที่เคยมาเมื่อ 13 ปีที่แล้ว จากนั้นสายๆก็ไป Agra Fort เดินเที่ยวดูป้อมปราการ แล้วไปต่อที่ Itimad-Ud-Daulah Tomb สุสานสวยริมแม่น้ำยมุนา แล้วจบทริปที่ Mehtab Bagh สวนฝั่งตรงข้ามทัชมาฮาล แล้วนั่งรถกลับไปไจปูร์

Tips : เวลาซื้อตั๋วเข้าสถานที่ท่องเที่ยวให้แสดงหนังสือเดินทางไทยจะได้ลดราคา (ราคาสำหรับประเทศสมาชิก SAARC : South Asean Association) และถ้าเริ่มต้นเที่ยวที่ทัชมาฮาลให้เก็บตั๋วให้ดี เวลาซื้อตั๋วสถานที่เที่ยวอื่นๆให้เอาตั๋วทัชมาฮาลให้ดูด้วยก็จะได้ลดราคาเพิ่มอีก ประหยัดค่าเข้าได้เยอะมากๆ | ดูราคาค่าเข้าสถานที่ได้จากเวป tajmahal.gov.in

Taj Mahal | ทัชมาฮาล

🎟 Fee : foreigner 1,100 INR  / SAARC ticket 540 INR (mausoleum +200 INR) 

ทัชมาฮาล อนุสรณ์สถานแห่งความรักของกษัตริย์ชาร์จาฮาน (Shah Jahan) กษัตริย์องค์ที่ 4 แห่งราชวงศ์โมกุล สร้างให้แด่พระมเหสีมุมตัส (Mumtaz Mahal) อันเป็นสุดที่ี่รักของพระองค์ที่สวรรคตไปหลังคลอดลูกคนที่ 15 ใช้หินอ่อนที่ตัดมาจากแหล่งหินชั้นดีล่องมาตามแม่น้ำยมุนา สร้างในแบบศิลปะโมกุล มีสัดส่วนสมดุลย์สวยงาม ใช้เวลาสร้างอยู่ 22 ปี จนเงินแทบจะหมดท้องพระคลัง พระเจ้าชาร์จาฮานก็ยังไม่หายโศกเศร้า และยังมีพระดำริจะสร้างทัชมาฮาลสีดำขึ้นที่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำอีก ทำให้เจ้าชายโอรังเซบ (Aurangzeb) พระโอรสของพระองค์เข้ายึดอำนาจ และจับพระองค์ไปขังไว้ที่ป้อมอัครา อ้างว่าพ่อเสียสติไปแล้ว ถ้าปล่อยให้สร้างทัชมาฮาลสีดำอีกเงินจะต้องหมดพระคลังแน่นอน โดยขังพระเจ้าชาร์จาฮานไว้ที่ป้อมอัคราจนพระองค์สิ้นพระชนม์ พระศพของกษัตริย์ชาร์จาฮาน ได้ฝังอยู่ข้างพระมเหสีมุมตัสในอุโมงค์ใต้ทัชมาฮาล โดยมีโลงหินอ่อนคู่วางอยู่ด้านในอาคารเป็นสัญญลักษณ์

ทัชมาฮาลได้ขึ้นทะเบียนเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ เพราะความสวยงามของการออกแบบ และความสามารถในการก่อสร้างของช่างที่สร้างโดมขนาดใหญ่จากหินอ่อนได้สวยงามสมดุลย์

ทัชมาฮาลกำหนดเวลาเปิดปิด คือ 30 นาทีก่อนพระอาทิตย์ขึ้น จนถึง 30 นาทีก่อนพระอาทิตย์ตก (ก็ประมาณ 6 โมงเช้า จนถึงราว 6 โมงเย็น) ทัชมาฮาลปิดทุกวันศุกร์ และมีการขายตั๋วเข้าชมทัชมาฮาลตอนกลางคืนด้วย ถ้าไปสายก็จะคนเยอะ อยากไปเดินเที่ยวแบบคนไม่เยอะมาก (แต่ก็เยอะอยู่แหละ) ก็ควรไปตั้งแต่ตอนเริ่มเปิด เราเดินจากที่พักไปแค่ 10 นาทีก็ถึงทางเข้าประตูทิศตะวันตก ไปซื้อตั๋ว (อย่าลืมบอกด้วยว่าเราเป็นคนไทย เอาหนังสือเดินทางให้ดูด้วย จะได้ลดครึ่งราคาเลยทีเดียว) จ่ายเงินเรียบร้อยจะได้ตั๋วมาพร้อมเหรียญพลาสติค เอาไว้แตะเปิดทางกั้นตอนเข้าเหมือนตอนขึ้นรถไฟฟ้า เก็บเหรียญให้ดีต้องใช้แตะตอนออกด้วย ถ้าทำหายโดนปรับ 100 รูปี จากนั้นก็ไปต่อแถวรอเข้า อย่าลืมเอาตั๋วไปรับถุงคลุมรองเท้าด้วย เพราะต้องใช้ตอนเดินขึ้นไปด้านบนของตัวโดมและอาคาร เมื่อเปิดให้เข้า ต้องผ่านการตรวจอย่างละเอียด ห้ามกระเป๋าใหญ่ๆเข้า ห้ามอาวุธ ห้ามขาตั้งกล้อง ห้ามอาหาร เข้าได้แต่น้ำดื่มคนละขวด

Agra Fort | ป้อมอัครา

🎟 Fee : foreigner 540 INR / SAARC ticket 90 INR / After Taj ticket 40 INR 

ป้อมปราการขนาดใหญ่ของราชวงศ์โมกุล สร้างด้วยหินทรายสีแดง บางคนจึงเรียกว่าป้อมแดงหรือ Red Fort ภายในป้อมมีส่วนพระราชวังเดิม ที่ปรับปรุงไว้อย่างดีเปิดให้เดินเที่ยวได้ทั่วๆ มีท้องพระโรง มีสวนสวย จุดที่นักท่องเที่ยวสนใจคือจุดที่มองไปเห็นทัชมาฮาลได้ เพราะป้อมอัคราห่างจากทัชมาฮาลแค่ 2 กม. ซึ่งกษัตริย์ชาร์จาฮานที่ถูกจับมาขังที่ป้อม เฝ้ามองทัชมาฮาลจากที่ป้อมจนสิ้นพระชนม์

มาป้อมอัคราคราวนี้ มองไม่เห็นทัชมาฮาลเลย เพราะฝุ่นควันฟุ้งขาวบังจนไม่เห็นอะไร แต่คราวก่อนที่มายังพอมองเห็นทัชมาฮาลอยู่บ้าง

Itimad-Ud-Daulah Tomb | สุสานอิติมาดอุดดอลาห์

🎟 Fee : foreigner 310 INR / SAARC ticket 30 INR / After Taj ticket 25 INR 

สุสานของพระอัยกา (ปู่/ตา) ของพระนางมุมตัส มเหสีอันเป็นที่รักของกษัตริย์ชาร์จาฮาน เป็นศิลปะแบบโมกุลที่สร้างด้วยหินอ่อนในยุคเริ่มแรก มีการใช้เทคนิค Pietra dura คือการประดับด้วยเพชร พลอย หินสีต่างๆ ด้วยการฝังเข้าไปในหินอ่อน ซึ่งเหมือนกับการตกแต่งของทัชมาฮาล จึงมีคนเชื่อกันว่าสุสานอิติมาดอุดดอลาห์ เป็นต้นแบบในการออกแบบของทัชมาฮาล จนได้ฉายาว่า Baby Taj

Mehtab Bagh (Taj view point) | สวนเมห์ทับ

🎟 Fee : foreigner 300 INR / SAARC ticket 25 INR / After Taj ticket 25 INR

ข้ามแม่น้ำยมุนามาฝั่งตรงข้ามกับทัชมาฮาล มีสวนสาธารณะที่เข้าไปเพื่อชมวิวทัชมาฮาลได้ ว่ากันว่ามาช่วงเย็นตอนพระอาทิตย์ใกล้ตก แสงจะสวยมาก และถ้ามาในฤดูที่แม่น้ำยมุนามีน้ำเต็มก็คงได้มุมทัชมาฮาลสะท้อนน้ำสวยงามดี แต่อย่างที่บอกมาแต่ต้นว่า วันที่เราไปฟ้าขมุกขมัวมาก แถมด้วยแม่น้ำยมุนาแห้งขอด ก็เลยไม่ได้มุมถ่ายรูปที่ประทับใจ แต่ก็ได้ไปเดินเล่นในสวนจนถึงริมแม่น้ำถ่ายรูปเล่นนิดหน่อย


เพิ่มเติม ระหว่างทางจากอัครา-ไจปูร์ ประมาณกลางทางพอดี แนะนำแวะเที่ยวบ่อน้ำขั้นบันไดในเมือง Abhaneri แยกออกจากถนนใหญ่ไปไม่ไกล สมควรแวะชมมากๆ สวยงาม ใหญ่โต

Chand Baori | ชานเบารี

🎟 Fee : foreigner 300 INR / SAARC ticket 25 INR

Chan Baori เป็น 1 ในบ่อน้ำโบราณที่สำคัญของอินเดีย การสร้างบ่อน้ำในสมัยโบราณจะสร้างบันไดไว้รอบๆบ่อ เป็นขั้นลดหลั่นกันลงไป เพื่อให้คนที่จะลงไปใช้งานลงได้พร้อมๆกันหลายคน เรียกว่า บ่อน้ำขั้นบันได | Stepwells ใช้สำหรับกักเก็บน้ำไว้ใช้แม้ในยามหน้าแล้ง บันไดทำให้เดินลงไปได้ถึงก้นบ่อ เป็นการออกแบบที่ฉลาดมาก บางบ่อก็มีสิ่งก่อสร้างประกอบใหญ่โตสวยงามไปด้วย บ่อยิ่งใหญ่ยิ่งลึก ขั้นบันไดยิ่งเยอะก็ยิ่งสวยมีเสน่ห์

ปัจจุบันบ่อน้ำขั้นบันไดกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เหล่า Blogger นิยมชมชอบ เพราะถ่ายรูปสวย ส่วนมากแล้วจะไม่อนุญาตให้เดินลงบันไดไปเพราะอันตราย แต่มักมีการให้ทิปเล็กๆน้อยกับเจ้าหน้าที่เพื่อขอลงไปถ่ายรูปกัน แต่ที่ Chan Baori นี่ไม่สามารถทำได้เพราะเขาทำรั่วกั้นรอบ น่าจะเป็นเหตุผลด้านความปลอดภัย เพราะ Chand Baori เป็นบ่อน้ำขั้นบันไดที่ได้รับการบันทึกว่าลึกที่สุดในอินเดีย คือลึก 33 ม. มีขั้นบันไดรอบบ่อมากกว่า 3,000 ขั้น สร้างมาตั้งแต่ คศ.ที่ 8-9

💤 ที่พักในเมืองอัครา 💤

เลือกที่พักแบบ Guesthouse ราคาไม่แพงแต่ทำเลดีมาก อยู่ใกล้ทัชมาฮาลแค่ 300 ม. ตื่นแต่เช้ามืดเดินไป 5 นาทีถึงที่ขายตั๋วเลย ปลอดภัยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ใกล้ๆด้วย ราคาก็ตามสภาพห้องพัก ไม่หรูหราแต่ไม่สกปรก นอนได้ มีร้านอาหารฝากท้องได้ พนักงานช่วยเหลือดีพูดอังกฤษได้

Lucky Guesthouse & Restuarant : 640 INR (+Tax)

Colorful Rajasthan

สีสันแห่งราชาสถาน
Colorful Rajasthan

November 2022

เที่ยวราชาสถาน นักท่องเที่ยวส่วนมากตั้งต้นกันที่ Jaipur เพราะมีเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพพฯ Jaipur เป็นเมืองใหญ่ที่สุดในแคว้นราชาสถาน เป็นจุดศูนย์กลางการเดินทางทุกชนิด มาตั้งตั้นเที่ยวกันที่ Jaipur แล้วไปเที่ยวต่อที่เมืองอื่นๆ อย่าง Udaipur / Ranakpur / Jodhpur / Pushkar / Jaisalmer ได้อย่างสะดวกสบาย

>> ทำความรู้จักราชาสถาน / การเดินทาง / ที่พัก / อาหาร <<

แต่ละเมืองในราชาสถานต่างก็มีเอกลักษณ์โดดเด่น โดยเฉพาะเรื่องสีสรร เช่น ไจปูร์ ได้ฉายาว่า นครสีชมพู หรือ จ๊อดปูร์ มีฉายาว่า นครสีฟ้า หรือ ไจซัลแมร์ เป็น นครสีทอง เป็นต้น

Jaipur | ไจปูร์ ไทยตั้งชื่อให้ว่า ชัยปุระ ปูร์หรือปุระ ความหมายเดียวกับ บุรี ของไทย เมืองไจปูร์ได้ฉายาว่าเมืองสีชมพู | Pink City เพราะบ้านเรือนทาสีส้มอมชมพูสวยหวานไปทั้งเมือง ตามประวัติเล่าว่า สมัยที่อินเดียยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ มหาราชาไสวรามซิงห์ที่ 2 (Sawai Ram Singh II) สั่งให้ทาสีอาคารบ้านเรือนในเมืองให้เป็นสีชมพูสดใสสวยงาม เพื่อต้อนรับเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด เจ้าชายแห่งเวลส์ที่เสด็จเยือนเมืองไจปูร์ จากนั้นก็คงความเป็นสีชมพูเรื่อยมาจนมีการออกกฏหมาย ให้บ้านเรือนในเขตเมืองเก่าทาสีชมพูเท่านั้น ก็เลบยังคงเป็นเมืองสีชมพูมาร้อยกว่าปี กลายเป็นเอกลักษณ์ของไจปูร์ไปแล้ว

เที่ยวเมืองไจปูร์ ถ้าให้ทั่วๆน่าจะต้องใช้ 2-3 วัน แต่ถ้ามีเวลาวันเดียวก็เลือกเที่ยวที่เด่นๆได้ 4-5 ที่ แนะนำให้เหมารถพาไปเที่ยวอันที่ไกลๆสักครึ่งวัน แล้วมาเที่ยวตรง City Palace อีกครึ่งวัน ที่เที่ยวหลักๆของไจปูร์อยู่ใกล้ๆกันเป็นกลุ่ม วางแผนเที่ยวให้ไปในทิศทางเดียวกันได้

กลุ่มที่ 1 ที่เที่ยวได้ใกล้ๆกันคือ City Palace / Jantar Mantar / Hawa Mahal และกลุ่มอาคารเก่าแก่สีส้มอมชมพู เดินเที่ยวได้ต่อเนื่องกันหมด

City Palace of Jaipur | พระราชวังหลวงแห่งไจปูร์ สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ.1797 สมัย มหาราชาสไวจัยซิงห์ ที่ 2 (Maharaja Sawai Man Singh II) แม้มหาราชาจะหมดอำนาจแล้ว แต่ City palace ก็ยังเป็นสมบัติส่วนพระองค์ ปัจจุบันก็ยังมีส่วนพื้นที่อยู่อาศัยส่วนตัว แต่ก็เปิดพื้นที่หลายส่วนให้เข้าชม เก็บค่าเข้าเป็นรายได้เข้าทรัพย์สินส่วนพระองค์ นอกจากค่าเข้าราคาปกติแล้ว ยังมีพื้นที่ส่วนพิเศษที่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม 3,500 รูปี เกือบ 2000 บาท เพื่อเข้าไปดูพื้นที่พิเศษ (รู่สึกว่าแพงจัง เลยไม่เข้า)

🎟 Fee : foreigner 700 INR / Royal splendor ticket 3,500 INR

Jantar Mantar จันตาร์มันตาร์ มีความหมายตรงๆว่า เครื่องมือเครื่องคำนวณ เป็นที่รวมของสิ่งก่อสร้างที่เอาไว้ใช้คำนวนวันเวลาต่างๆ สร้างโดย มหาราชาสไวจัยซิงห์ ที่ 2 (Maharaja Sawei Jai Singh II) ที่สนพระทัยในเรื่องดาราศาสตร์ ด้านในมีหอดูดาวขนาดใหญ่ มีนาฬิกาแดดที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ยังบอกเวลาได้แม่นยำ เคยใช้เป็นเครื่องมือในการคำนวณฤกษ์ยามในการออกรบ แล้วยังมีเครื่องคำนวณด้านดาราศาสตร์อีกหลายอย่าง จันตาร์มันตาร์จึงเป็นที่รวมสุดยอดความรู้ความสามารถในการคำนวณของคนเมื่อ 300 กว่าปีที่แล้ว ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 2010

🎟 Fee : foreigner 200 INR

Hawa mahal มีความหมายว่า Palace of the wind พระราชวังแห่งสายลม ที่มหาราชาสไว ประธาป สิงห์ (Maharaja Sawai Pratap Singh) โปรดให้สร้างขึ้นเพื่อให้นางสนมหลายร้อยคนอาศัยอยู่ อยู่ติดกับพระราชวังหลวง (City Palace of Jaipur) สร้างด้วยหินทรายสีแดงอมชมพูสวยงามสมชื่อ Pink City

อ่านเรื่อง > จุดถ่ายรูป Hawa mahal จากดาดฟ้าร้านกาแฟฝั่งตรงข้าม

🎟 Fee : foreigner 200 INR

อาคารรอบเขตพระราชวัง ด้าน Tripolia gate เป็นอาคารเก่าแก่ ทาสีส้มอมชมพู เป็นร้านขายของกิน ของใช้ต่างๆ ตลอดแนว มีโถงทางเดินด้านหน้า กันแดดกันฝนให้ใช้เดินซื้อของได้เหมือนอาคารชิโนโปรตุกิสในบ้านเรา ถ้าเดินเลยไปถึงฝั่งตรงข้ามฮาวามาฮาลจะเน้นขายเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ของที่ระลึกให้นักท่องเที่ยว

กลุ่มที่ 2 ต้องนั่งรถออกไปจากกลางเมือง แต่เที่ยวได้ไม่ไกลกัน Panna Meena Ka Kund / Shri Jagat Shiromani ji Temple / Amber Fort

การจะขึ้นไปที่ป้อมด้านบนมี 3 วิธี คือ นั่งช้าง นั่งจี๊ป หรือเดิน ถ้าจะนั่งช้างต้องมาช่วงเช้าเท่านั้น บ่ายช้างไม่เดิน มันร้อน ค่านั่งช้างประมาณ 1,000 รูปีต่อช้าง 1 เชือกนั่งได้ 2 คน ถ้านั่งจี๊บมีให้นั่งทั้งวัน ค่ารถประมาณ 300 รูปี นั่งได้ 4-6 คน ประหยัดสุดคือเดิน แต่ไกลและร้อนสุดๆเราเคยนั่งช้างเมื่อมาเที่ยวชัยปุระครั้งก่อน ก็ตรงขึ้นป้อมไปเลย คราวนี้ได้นั่งจี๊บ รถจะแวะเที่ยวบ่อน้ำ Panna Meena Ka Kund กับวัดฮินดู Shri Jagat Shiromani ji Temple ด้วย

นั่งรถจากในเมืองมาจอดถ่ายรูป Amber Fort กับทะเลสาบเมาตา (Maota) ตรงนี้ และเป็นจุดขึ้นจี๊บด้วย

Panna Meena Ka Kund บ่อน้ำโบราณ สร้างเพื่อไว้กักเก็บน้ำไว้ใช้และเอาไว้ประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ สร้างบันไดรอบบ่อไว้สำหรับเดินลงไปตักน้ำได้ ไม่มีค่าเข้าชม แต่ห้ามเดินลงบันได (มีหลายรีวิวมาช่วงไม่มีคน จะมียามมากระซิบถามว่าอยากลงมั๊ย ให้ทิปไปเล็กน้อยสัก 100-200 รูปี ก็ลงไปได้นะ)

🎟 Fee : free

Shri Jagat Shiromani ji Temple วัดฮินดูเก่าแก่ ที่มีลวดลายสลักสวยงามมากๆ

🎟 Fee : free

Amber Fort ป้อมปราการนอกเมือง Jaipur อยู่บนเนินเขา สร้างโดยมหาราชา มาน ซิงห์ที่ 1 (Maharaja Man Singh I) เป็นพระราชวังดั้งเดิมก่อนจะย้ายเข้าไปอยู่ในเขตเมืองเก่า (City Palce ปัจจุบัน) Amber Fort มีแนวกำแพงยาว 13 กม.ด้านในมีแบ่งพื้นที่เป็นส่วนๆ ทั้งส่วนประทับของมหาราชา มหารานี มีส่วนรับแขกเมือง ส่วนท้องพระโรง ส่วนของมหาราชาก็จะประดับกระจกวิบวับสวยงามมากหน่อย ส่วนของมหารานีก็ตกแต่งน้อยกว่าไม่หรูหราเท่า แต่ละพื้นที่มีลานกว้าง มีสวนสวย เห็นลวดลายของฝ้าและผนัง แบบสถาปัตยกรรมสไตล์ราชปุต (Rajput) ผสมฮินดู

🎟 Fee : foreigner 500 INR

ยังมีป้อมปราการอีก 2 ป้อมที่สวยงามยามเย็น แต่เราไม่ได้ไปเพราะเหนื่อยมาก จากการเดินเที่ยวทั้งวัน เสียดายอยู่เหมือนกัน เพราะว่ากันว่า เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยมาก

Jaigarh Fort คนไทยเรียกว่า ป้อมชัยคฤห์ เป็นป้อมปราการที่เชื่อมต่อกับ Amber Fort ด้วยทางลับใต้ดิน ด้านในมีที่ประทับของเชื้อพระวงศ์ต่างๆ มีปืนใหญ่น้ำหนัก 50 ตันที่สมัยนั้นได้ชื่อว่าใหญ่ที่สุดในโลก

🎟 Fee : foreigner 85 INR

รูปจาก : https://jaipurtourism.co.in

Nahargarh Fort ป้อมปราการขนาดเล็ก สร้างในสมัยของ มหาราชาไสวจัยซิงห์ที่ 2 (Maharaja Sawei Jai Singh II) เพื่อช่วยปกป้องเมืองชัยปุระปัจจุบัน อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองเก่า ถ้าขึ้นไปด้านบนของ Hawa mahal มองไปด้านหลังจะเห็น Nahargarh Fort อยู่บนยอดเขา นักท่องเที่ยวนิยมขึ้นไปชมแสงยามเย็นกับวิวเมืองสีชมพูของชัยปุระ

🎟 Fee : foreigner 200 INR

กลุ่มที่ 3 อยู่ในเมือง เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวชอบไปเที่ยว ไปถ่ายรูป แต่อยู่กระจัดกระจายกัน ไกลเกินกว่าจะเดินไปได้ ควรเรียกรถไป

Gatore Ki Chhatriyan เป็นสุสานที่สร้างโดยมหาราชาผู้เคยปกครอง Jaipur มีศาลายอดโดมสร้างจากหินอ่อนกับหินทรายอยู่หลายศาลา พื้นที่กว้างมาก มี 3 ส่วน เดินเข้าไปดูได้หมด ด้านข้างอยู่ชิดติดแนวกำแพงที่สร้างตามแนวสันเขา อารมณ์เหมือนกำแพงเมืองจีนเดินขึ้นไปเที่ยวได้

🎟 Fee : foreigner 30 INR

Jal mahal พระราชวังฤดูร้อนที่อยู่กลางทะเลสาบ Man Sagar Lake สร้างโดยมหาราชาสไวจัยซิงห์ที่ 2 (Maharaja Sawai Jai Singh II) ตัวอาคารใช้หินทรายสีส้มอมชมพูในการก่อสร้าง ไม่แน่ใจว่าด้านในได้รับการบูรณะให้เข้าไปได้หรือยัง แต่นักท่องเที่ยวส่วนมากก็แค่มาถ่ายรูปจากลานริมทะเลสาบ

Albert Hall เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะของเมือง Jaipur ถ้าไม่ได้เป็นคนชื่นชอบศิลปะ หรือไม่ได้สนใจใคร่รู้ความเป็นมาของชัยปุระก็ไม่ต้องเข้าไป แค่มาถ่ายรูปที่ลานด้านหน้าอาคารก็สวยแล้ว ถ้ามาช่วงเย็นๆ อากาศไม่ร้อน จะมีคนอินเดียมานั่งเล่น มาเดินเล่นเยอะแยะ คนเยอะนกก็เยอะด้วย ตากล้องชอบมาถ่ายรูป Albert hall กับฝูงนกพิราบในแสงยามเย็น

🎟 Fee : foreigner 150 INR

Patrika Gate ประตูเมืองลำดับที่ 9 ของ Jaipur อยู่ไกลจากตัวเมืองมาก ใกล้กับสนามบินนานาชาติ Jaipur นักท่องเที่ยวส่วนมากก็เลยแวะมาเที่ยวก่อนไปสนามบิน ประตูอยู่แถววงเวียน Jawahar มีโดม 9 โดม มีซุ้มประตู 7 ซุ้ม แต่ละซุ้มมีภาพวาด เล่าประวัติศาสตร์ของแคว้นราชสถาน สีสันสดใสถ่ายรูปสวยมาก ควรแวะอย่างยิ่ง

กำแพงเมืองชัยปุระ ยังเป็นทรัพย์สินของมหาราชา การซ่อมแซมปรับปรุงก็ทำโดยมหาราชา เพื่อให้เมืองดูสวยงามอยู่ตลอดเวลา


Jodhpur บางคนออกเสียงว่าจ๊อดปูร์ บางคนออกเสียงจู๊ดปูร์ คนไทยเลยตั้งชื่อให้เรียกง่ายๆว่า โยธะปุระ ได้ฉายาว่า เมืองสีฟ้า เพราะอาคารบ้านเรือนทาสีฟ้ากันหมด ที่มาที่ไปของสีฟ้ามีหลายเรื่องเล่า บ้างก็ว่าเพราะว่าชาวเมืองแต่ดั้งเดิมเป็นวรรณะพราห์ม ซึ่งชาวฮินดูเชื่อว่าสีฟ้าเป็นสีแห่งพระศิวะ จึงทาบ้านเรือนเป็นสีฟ้าเพื่อแสดงความเคารพ และใช้สีฟ้าบ่งบอกว่าชุมชนย่านนี้คือวรรณะพารห์ม แต่ก็มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์อยู่ด้วยคือ จ๊อดปูร์เป็นเมืองในแถบทะเลทรายอากาศร้อนเป็นส่วนใหญ่ สีฟ้าเป็นสีเย็น จึงเหมาะแก่การใช้สีฟ้า แถมด้วยส่วนผสมของสีฟ้าคือ Copper sulfate ซึ่งช่วยกันแมลง กันปลวก ได้อีกด้วย ก็น่าจะหลายๆเหตุผลผสมผสานกันมาอย่างยาวนานนับร้อยปี และยังนิยมทาสีฟ้ากันอยู่จนถึงตอนนี้

Mehrangarh Fort เมื่อมาถึงจ๊อดปูร์ แทบทุกคนต้องไปเที่ยวป้อมปราการขนาดใหญ่บนเนินเขา ที่มีแนวกำแพงยาว 15 กม. สร้างขึ้นโดยมหาราชาราวจ๊อด (Maharaja Rao Jodha) ในปี 1459 ตอนที่รวบรวมแผ่นดินคืนได้จากพวกกบฏ จึงมาสร้างวังในป้อมปราการบนยอดเขาเพื่อความมั่นคงปลอดภัย ปัจจุบันเปิดให้เข้าไปเที่ยวชมได้

🎟 Fee : foreigner 600 INR / Camera 100 INR

การจะได้เห็นเมืองสีฟ้าจริงๆ ต้องเข้าไปเดินเที่ยว Old Town Jodhpur เดินคุยกับผู้คน โดยเฉพาะเด็กๆที่จะวิ่งตามพวกเราไปตามซอกซอย

พวกเรามีเวลาน้อยไปหน่อย เลยได้เที่ยวจ๊อดปูร์นิดเดียว ถ้ามีเวลามากกว่านี้ ก็ยังมีที่น่าไปเที่ยวชมอีก เช่น

Jaswant thada เป็นหลุมฝังพระศพและอนุสาวรีย์ของมหาราชา จัสวัน ซิงห์ที่ 2 (Maharaja Jaswant Singh II) สร้างด้วยหินอ่อนจากแหล่งเดียวกับที่สร้างทัชมาฮาล

Umaid Bhawan Palace เป็นพระราชวังสร้างใหม่โดย มหาราชาอุเมด ซิงห์ (Maharaja Umaid Singh) ก่อนที่มหาราชาจะหมดอำนาจหลังได้รับเอกราชจากอังกฤษ ออกแบบโดยสถาปนิกอังกฤษ สร้างด้วยหินทรายสีเนื้อ อยู่บนเนินเขา ปัจจุบันก็เป็นที่พำนักของเชื้อสายมหาราชาแห่งจ๊อดห์ปูร์ แบ่งบางส่วนทำเป็นโรงแรมห้าดาว


Udaipur | อุไดปูร์ คนไทยตั้งชื่อให้ว่า อุทัยปุระ เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในแคว้นราชาสถาน หลายคนเรียกว่า เมืองสีขาว | White city of Rajasthan เพราะบ้านเรือนมีสีขาวนวลตา อีกฉายาที่ได้รับคือ เมืองแห่งทะเลสาบ | City of Lake เพราะมี Lake Pichola ทะเลสาบใหญ่อยู่กลางเมือง ที่หลายๆคนบอกว่ามันสวย มันโรแมนติค จนได้อีกฉายาว่า เมืองที่สุดแสนโรแมนติคในราชาสถาน แต่บางคนก็เปรียบเทียบอุทัยปุระว่าเป็นเวนิชอินเดียกันเลย หลายชื่อ หลายฉายา เหลือเกิน

Mansapurna Karni Mata Ropeway จะได้เห็น Udaipur ในมุมมองสวยๆ ต้องขึ้นกระเช้าไปบนเขา มาช่วงเช้าก็สวย มาช่วงบ่ายก็ยิ่งสวย จากจุดชมวิว เดินเข้าไปมีวัดด้วย

🎟 Fee : Ropeway (RT) 150 INR

Lake Pichola ทะเลสาบใหญ่กลางเมืองอุไดปูร์ ที่เป็นจุดท่องเที่ยวหลักของเมือง จะขึ้นเขาชมวิวก็วิวทะเลสาบพิโชล่า จะเดินเที่ยวก็เดินรอบๆทะเลสาบ หรือจะเดินเล่นข้ามสะพานไปฝั่งโน้นฝั่งนี้ก็ข้ามทะเลสาบ City Palace of Udaipur ก็อยู่ริมทะเลสาบเช่นกัน ผู้คนชอบมานั่งเรือล่องทะเลสาบ นั่งชมวิวรับลมเพลินๆ ถ้ามาช่วงเย็นราคาเรือจะแพงกว่า เป็นราคานั่งเรือชมพระอาทิตย์ตก

🎟 Fee : Cruise (RT) 500 INR

Jag Niwas พระราชวังฤดูร้อนกลางทะลสาบพิโชล่า สร้างด้วยหินอ่อนสีขาวสวยเด่น ได้รับการปรับเปลี่ยนเป็นโรงแรม Taj Lake Palace หรูหรา 5 ดาว ราคาเริ่มต้นหลักหมื่นบาท โด่งดังขึ้นไปอีกเมื่อเป็นฉากในภาพยนต์ James Bond ตอน Octopussy (ปี 1983 โรเจอร์ มัวร์ยังหนุ่มๆอยู่เลย) เพราะความสวยงามและบรรยากาศโรแมนติคสุดๆ จึงเป็นที่ยอดนิยมมาฮันนีมูนทั้งเศรษฐีอินเดียและเศรษฐีต่างชาติ ดาราคนดังก็เคยมาพักหลายคน อย่าง มาดอนน่า นิโคล คิดแมน

Jagmandir เกาะกลางทะเลสาบ ที่มีวัด มีโรงแรมหรู มีร้านอาหาร ถึงไม่ได้พักก็ขึ้นไปเที่ยวเล่นถ่ายรูปได้ ไปนั่งจิบกาแฟ จิบชา หรือทานอาหารก็ได้

City Palace of Udaipur / Fateh Prakash Palace พระราชวังแห่งอุไดปูร์ สร้างอยู่ริมทะเลสาบพิโชลา สร้างด้วยหินอ่อนสีขาว เป็นพระราชวังที่ใหญ่โตที่สุดในราชาสถาน สวยงามทั้งด้านนอกด้านใน มีแยกส่วนที่เป็นเขตที่พักอาศัยของเชื้อสายมหาราชา ที่ยังอาศัยอยู่ และมีส่วนที่ปรับปลี่ยนเป็นโร