Exploring Beijing (1)

Trip: Beijing May 2002

Day 1 : Wangfujing

Day 2 : Qianmen gate, Tian’anmen square, Forbidden city, Jinshan Park, Beihai Park

Day 3 : The Great wall > Jinshanling Pass >>> Simatai Pass

Day 4 : Yonghe Gong, Temple of Confucius, Yeheyuan, Kunming Lake

Day 5 : Tiantan

จำไม่ได้ว่าทริปนี้เกิดขึ้นมาได้ยังไง แต่นับว่ากล้าหาญกันมากที่คิดจะไปเที่ยวจีนกันเอง เพราะว่าไม่มีใครพูดอ่านฟังภาษาจีนได้เลย และประเทศจีนก็ขึ้นชื่อลือชาในเรื่อง พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่เมื่อฝรั่งผมทองยังแบกเป้เที่ยวไทยใช้ภาษามือบวกภาษาใจได้ พวกเราก็ต้องเที่ยวเมืองจีนได้

วันที่ 1 ถึงแล้วปักกิ่ง | Arriving Beijing

บินกับสายการบินแห่งชาติ ตรงเข้าสู่ปักกิ่ง ใช้เวลา 5 ชม. ถึงช่วงบ่ายแก่ๆแล้ว นั่งแท็กซี่เข้าเมืองไปเลย ยื่นกระดาษชื่อที่พักให้คนขับดู วัดดวงกันไปว่าจะโดนหลอกพาวนหรือไม่ ก็ถือว่าโชคดีเพราะพาไปถึงที่พักได้แบบปกติ ที่พักดูดีพอสมควร เก็บของแล้วออกเที่ยวกันเลย ทริปนี้ง่ายขึ้นเยอะเพราะลอกรายการท่องเที่ยว ที่พัก ไปยันร้านอาหารจากพี่ชายคนหนึ่งที่เพิ่งมาเที่ยวไม่นาน

หวังฝูจิ่ง (Wangfujing / 王府井)

จากที่พักเลือกนั่งรถเมล์ไปลงแถวถนนยอดนิยมของนักท่องเที่ยว ถนนหวังฝูจิ่ง (Wangfujing Rd.) เป็นถนนที่มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์หยวนแล้ว เพิ่งจะได้ชื่อว่า “หวังฝูจิ่ง ” ซึ่งแปลว่า “บ่อน้ำของตำหนักท่านอ๋อง” ในสมัยราชวงศ์หมิง เมื่อ 500 ปีที่ผ่านมา ตามรายทางมีตึกเก่าอายุเป็นร้อยๆ ปีแทรกอยู่กับตึกใหม่ๆ มีร้านขายของแบรนด์เนมและร้านขายของอื่นๆให้เดินดูได้ตลอดทาง นักท่องเที่ยวก็เยอะคนจีนก็แยะ เดินเล่นไปเรื่อยๆจะเจอซอยที่เลี้ยวเข้าไปจะเป็นเหมือนถนนสายอาหาร ฝากท้องกันได้เลย แต่ความสนุกคือเดินดูของกินแปลกๆ พวกเสียบไม้ย่างหรือทอด เห็นแล้วขนลุกเบาๆ มีทั้ง งู แมงป่อง หนอน มีแม้กระทั่งม้าลายเสียบไม้ย่าง ส่วนที่ดูน่ากินแต่ไม่อยากกินคือ ผลไม้ชุบน้ำตาลเคลือบ อย่างพุทรา แอปเปิ้ล เห็นวัยรุ่นจีนเดินกินเหมือนคนไทยเดินกินลูกชิ้นปิ้ง

St. Joseph’s Church บนถนนหวังฝูจิ่ง

วันที่ 2 สำรวจปักกิ่ง | Exploring Beijing

วันนี้เริ่มต้นสำรวจปักกิ่งกัน นั่งรถเมล์จากที่พัก ไปลงแถวๆถนนเฉียนเหมิน (Qianmen) ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นเดินเที่ยวของเรา จาก Qianmen Archery Tower ข้ามถนนไป Qianmen Gate เดินยาวๆผ่า Tian’anmen Square ไปถึง Tian’anmen gate แล้วซื้อตั๋วเข้าที่เที่ยวไฮท์ไลต์ของวันนี้ที่ พระราชวังต้องห้าม (Forbidden city) ทะลุออกไป Jinshan Park, Beihai Park เดินขึ้นเขาไปชมวิวพระราชวังมุมสูง ไม่หมดแรงให้มันรู้กันไป

ประตูเฉียนเหมิน (Qianmen / 前门)

ประตูเฉียนเหมินมีอายุมากกว่า 500 ปีสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง เป็นป้อมปราการทางด้านทิศใต้ของพระราชวังต้องห้าม อยากเข้าด้านในเพื่อขึ้นชั้นบนไปดูวิวมุมสูงก็ได้ มีค่าเข้า แต่พวกเราไม่ได้เข้าเพราะตั้งใจไปขึ้นชมวิวที่ประตูเทียนอันเหมินก่อนเข้าพระราชวัง

ประตูเฉียนเหมิน (Qianmen Gate)
ป้อมธนูเฉียนเหมิน (Archery Tower)

จัตุรัสเทียนอันเหมิน (Tian’anmen Square / 天安门广场)

หันหลังให้ประตูเฉียนเหมือนแล้วเดินตรงต่อมาเข้าสู่จัตุรัสเทียนอันเหมินอันโด่งดัง เดินผ่าลานกว้างใหญ่แดดร้อนจนแสบหน้า แม้ลมจะเย็นจนหนาว ไม่มีร่มไม้ชายคาให้หลบแดดได้เลยนะ ในลานนี้มีจุดเยี่ยมชมได้หลายที่อย่าง อนุสรณ์สถานประธานเหมา (Chairman Mao Zedong Memorial Hall), ตึกรัฐสภาประชาชน (The Great Hall of the People), พิพิธภัณฑ์แห่งชาติจีน (National Museum of China), อนุสาวรีย์วีรชน (The Monument to the People’s Heroes)

ตึกอนุสรณ์สถานประธานเหมา
(Chairman Mao Zedong Memorial Hall / 毛主席纪念堂)

อาคารใหญ่กลางลานเป็นที่เก็บร่างของท่านประธานเหมาเจ๋อตุง ใครอยากจะเข้าไปเคารพร่างประธานเหมาด้านใน จะต้องยืนต่อคิวรวมกับนักท่องเที่ยวและชาวจีน ซึ่งหางแถวยาวมาก และเปิดให้เข้าเฉพาะช่วงเช้า พวกเราก็เลยยืนเคารพเอาด้านหน้าตึกก็พอ แล้วมาถ่ายรูปอนุสาวรีย์การปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์ที่อยู่ด้านหน้าตึกซ้ายขวา แถมด้วยเสาสูงสีขาวที่เป็นอนุสาวรย์วีรชนดีกว่า

ประตูเทียนอันเหมิน (Tian’anmen gate / 北京旅游网)
(Gate of Heavenly Peace)

เดินสุดจัตุรัสเทียนอันเหมิน จะเจอเสาธงสูงใหญ่ ธงชาติจีนสีแดงปลิวไสว ฝั่งตรงข้ามถนนจะเห็นสิ่งก่อสร้างเหมือนกำแพงขนาดใหญ่พร้อมพลับพลาสีแดงด้านบน มีรูปภาพขนาดใหญ่ของประธานเหมาเจ๋อตุงอยู่เหนือซุ้มประตู นั่นคือ ประตูเทียนอันเหมิน อันโด่งดัง แต่เดิมเป็นซุ้มประตูด้านหน้าของพระราชวังต้องห้าม จะมีสะพานหินหยกขาวนำเข้าสู่ซุ้มประตู นักท่องเที่ยวที่ต้องการจะขึ้นไปบนพลับพลาหรือเข้าพระราชวังต้องห้ามจะต้องเดินข้ามสะพานหินหยกขาวเข้าไป (มี 5 สะพาน/ประตู แต่ตรงกลางห้ามเข้าให้เฉพาะเจ้าหน้าที่เท่านั้น) ด้านข้างของรูปประธานเหมา มีคำขวัญเขียนว่า “ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนจงเจริญ” และ “ความสามัคคีประชาชนทั่วโลกจงเจริญ” คนทั้งโลกน่าจะรู้จักประเทศจีนจากรูปประตูเทียนอันเหมินนี้แหละ

พวกเราซื้อตั๋วขึ้นไปบนพลับพลาเทียนอันเหมินด้วย ด้านบนก็มีห้องจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้อะไรต่างๆ แต่จุดมุ่งหมายคืออยากขึ้นมาถ่ายรูปมุมสูงของจัตุรัสเทียนอันเหมินมากกว่า ใครไม่อยากได้รูปมุมนี้ก็ไม่ต้องขึ้นมาก็ได้ ทะลุประตูโค้งเพื่อเข้าพระราขวังต้องห้ามไปได้เลย ประหยัดเงินด้วย

เมื่อขึ้นมายืนอยู่บนระเบียงของพลับพลาเทียนอันเหมินมองลงไปที่ลานกว้าง ลองหลับตานึกภาพผู้ชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองว่าจะมีจำนวนมากมายมหาศาลขนาดไหน ในคืนวันที่ 3 มิถุนายน 1989 กองกำลังพรรคคอมมิวนิสต์ได้ใช้รถถังพุ่งชนทลายกำแพงรถบัสเข้ามายังใจกลางพื้นที่ชุมนุมและยิงใส่ผู้ชุมนุม ซึ่งไม่มีใครรู้ว่ามีผู้เสียชีวิตไปจำนวนเท่าไหร่ ประวัติศาสตร์โลกได้บันทึกไว้ว่า 4 มิถุนายน 1989 คือวันเกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่จัตุรัสเทียนอันเหมินซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่โหดร้ายครั้งหนึ่งของโลก

ระเบียงด้านหลังของประตูเทียนอันเหมินมองเห็นทางเดินเข้าพระราชวังต้องห้าม

พระราชวังต้องห้าม (Forbidden city / 紫禁城)
พระราชวังกู้กง (Gugong / 故宫)

พระราขวังต้องห้าม หรือบางคนก็เรียกว่าพระราชวังกู้กง ตามภาษาจีน [กู้กง (故宫:Gùgōng) แปลว่า พระราชวังเก่า] เป็นพระราชวังหลวงมาตั้งแต่สมัยกลางราชวงศ์หมิงจนถึงราชวงศ์ชิง เป็นที่ประทับของสมเด็จพระจักรพรรดิ 24 พระองค์ (ราชวงศ์หมิง 14 พระองค์ และราชวงศ์ชิง 10 พระองค์) ว่ากันว่าเคยมีห้องต่างๆถึง 9,999 ห้อง ประกอบด้วยเขตพระราชฐานชั้นนอก และชั้นใน ถ้าจะเดินดูด้านในของพระราชวังให้ทั่วๆ (เท่าที่เปิดให้เข้าชม) น่าจะต้องใช้เวลาทั้งวัน ถ้าไม่หมดแรงไปก่อน

พระราชวังต้องห้าม มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาวจากเหนือจรดใต้ 961 เมตร กว้าง 753 เมตร มีกำแพงวังล้อมรอบ ยาว 3 กิโลเมตร สูง 10 เมตร มีคูน้ำล้อมรอบ กว้าง 52 เมตร มีประตูวัง 4 ประตู 4 ทิศ มีป้อมหอคอยกำแพงวังอยู่ 4 มุม มีพื้นที่ทั้งหมด 724,250 ตารางเมตร

ชื่อพระราชวังต้องห้าม มีที่มาจากคำว่า 紫禁城 หรือ จื่อจิ้นเฉิง แปลตรงตามตัวอักษร ได้ว่า เมืองต้องห้ามสีม่วง หมายถึงเมืองที่สามัญชนไม่สามารถเข้าไปได้นั่นเอง

ระหว่างเดินเที่ยว พวกเราก็คุยกันถึงหนังเรื่องจักรพรรดิ์องค์สุดท้าย คือจักรพรรดิ์ปูยี แต่ก็จำรายละเอียดไม่ค่อยได้ กลับมาถึงไทยก็หาหนังมาดูอีกรอบ อ่านหนังสืออีกหน่อยก็ได้ข้อมูลว่า จักรพรรดิ์ปูยี จักรพรรดิ์องค์สุดท้ายของชาวจีน ประทับอยู่ที่พระราชวังนี้จนถูกบังคับให้สละราชสมบัติใน ค.ศ. 1912 แต่ก็ยังได้รับอนุญาตให้อยู่ในพระราชวังได้แต่โดนจำกัดบริเวณให้อยู่ในเขตชั้นใน แล้วยึดเขตชั้นนอกไปเป็นของแผ่นดิน จนกระทั่งพระองค์ถูกขับออกจากพระราชวังต้องห้าม หลังการรัฐประหารใน ค.ศ. 1924 จากนั้นพระราชวังก็ถูกทิ้งไว้อีกนาน โดนทำลายจากศึกสงครามหลายครั้ง สมบัติมากมายก็ถูกปล้นถูกขโมยหายไปจำนวนมาก จนได้รับการบูรณะเพื่อเปิดให้ผู้คนเข้าชมในภายหลัง และในปี 1961 พระราชวังต้องห้าม จึงได้รับการคุ้มครองจากรัฐบาลจีนในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ของชาติจีน และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO

พระตำหนักที่น่าสนใจในพระราชวังต้องห้าม

เขตพระราชฐานชั้นนอก : พระตำหนักไถ่เหอ (太和殿), พระตำหนักจงเหอ (中和殿) และพระตำหนักเป่าเหอ (保和殿)

เขตพระราชฐานชั้นใน : พระที่นั่งเฉียนชิง (พระที่นั่งสุทไธสวรรค์) (乾清宮), พระตำหนักเจียวไถ่ (พระตำหนักสหภาพ) (交泰殿) และ พระที่นั่งคุนหนิง (พระที่นั่งโลกาสันติสุข) (坤宁宫)

แม่น้ำสีทอง (The Golden Water River) เป็นกระแสน้ำเทียมที่ไหลไปทั่วพระราชวังต้องห้าม มีสะพานข้ามทั้งหมดห้าสะพาน เมื่อข้ามสะพานไป ด้านหน้าจะเป็นประตูไถ่เหอเหมิน ผ่านประตูไปคือพระตำหนักไถ่เหอ
พระตำหนักไถ่เหอ (พระตำหนักบรรสารสูงสุด) เป็นพระตำหนักที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เป็นศูนย์กลางพระราชอำนาจขององค์ฮ่องเต้ และเป็นโครงสร้างไม้ที่ใหญ่ที่สุดที่ยังหลงเหลืออยู่ในประเทศจีน
hall of supreme harmony
ผนัง 9 มังกรที่ด้านหน้าของพระที่นั่งเฉียนหลง

สวนจิ่งซาน (Jingshan Park /景山公园)

จากประตูทางเข้าพระราชวังทางด้านทิศใต้ เดินเที่ยวด้านในจนพอใจแล้วให้เดินออกจากพระราชวังทางด้านทิศเหนือ ไปที่ สวนจิ่งชาน (Jingshan Park) เป็นสวนจัดตั้งอยู่บนภูเขา โดยเอาดินจากการขุดคลองทั้ง 4 ด้านของพระราชวังต้องห้ามมาถมเป็นภูเขาขนาดย่อมๆ 5 ลูก แต่เดิมภูเขานี้ถือว่าเป็นพื้นที่ของพระราชวังด้วย ตอนหลังมีถนนตัดผ่าน ต้องเดินข้ามถนนไป จ่ายเงินค่าเข้าสวน 2 หยวน จากนั้นก็ต้องออกแรงเดินขึ้นเขา เดินกันพอเมื่อยก็ถึงศาลาด้านบน คือ ศาลาว่านชุน (Wanchun Ting) เป็นจุดชมวิวพะราชวังได้แบบเต็มๆ

เดินข้ามถนนไปสวนจิ่งชาน เดินขึ้นเขาไปศาลาว่านชุน
จากยอดเขาจิ่งชานมองเห็นทะเลสาบเป๋ยไห่และเจดีย์ขาว

อุทยานเป๋ยไห่ (Beihai Park / 北海公园)

ลงจากยอดเขาจิ่งชาน ถ้ายังไม่หมดแรงให้เดินต่อมาที่ ทะเลสาบเป๋ยไห่ (Beihai Lake) มีสวนที่เคยถูกใช้เป็นสถานที่ว่าราชการและประกอบพิธีบวงสรวงหรือท่องเที่ยวพักผ่อนของฮ่องเต้และคนในวัง ปัจจุบันกลายเป็นสวนสาธารณะบรรยากาศดี มีทางเดินรอบๆทะเลสาบ

อุทยานแห่งนี้มีจุดเด่นที่สำคัญคือ เจดีย์ขาว (White Pagoda) ที่พวกเรามองเห็นจากยอดเขาจิ่งชาน ตั้งอยู่บนเนินเขาเกาะหยก (Jade Flower Island) ในบริเวณวัดหย่งอัน (Yong’an Temple) ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ ขึ้นไปนมัสการได้ เที่ยวกันจนเย็น กำลังวังชาของพวกเราหมดเกลี้ยงแล้ว ขอลาไปจัดอาหารเย็นลงท้องแล้วกลับห้องไปนอนนวดขา (ก่อนจะรู้ว่าวันนี้ปวดขาแล้วพรุ่งนี้ปวดกว่าอีกสิบเท่า ฮา…)

ที่อุทยานเป๋ยไห่มีกำแพง 9 มังกร (Nine-Dragon Screen) เหมือนในพระราชวังด้วย แต่มีขนาดเล็กกว่า

แค่เดินเที่ยววันแรกในกลางกรุงปักกิ่ง ก็เดินกันขาลากแล้ว ไปต่อตอน 2 ว่าขาจะหลุดมั๊ย
Exploring Beijing (2) > https://iammanussite.com/2008/12/14/exploring-beijing-2/


One thought on “Exploring Beijing (1)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s