Exploring Beijing (2)

Trip: Beijing May 2002

Day 1 : Wangfujing

Day 2 : Qianmen gate, Tian’anmen square, Forbidden city, Jinshan Park, Beihai Park

Day 3 : The Great wall > Jinshanling Pass >>> Simatai Pass

Day 4 : Yonghe Gong, Temple of Confucius, Yeheyuan, Kunming Lake

Day 5 : Tiantan

ทริปลุยปักกิ่งผ่านไป 1 วัน 2 คืน เดินเที่ยวจัตุรัสเทียนอันเหมินต่อด้วยพระราชวังต้องห้าม ข้ามไปขึ้นเขาจิ่งชาน หมดวันขาลากกันเลย กลับห้องไปนอนนวดขา [Exploring Beijing (1)] แผนวันที่ 3 ของพวกเราคือ ต้องไปเห็นกำแพงเมืองจีน!

วันที่ 3 กำแพงเมืองจีนเดินจนตีนพลิก | The Great Wall

ระหว่างนั่งทานอาหารเช้าง่ายๆที่โรงแรมจัดมาให้ ก็คือข้าวต้ม ขนมปัง ชา กาแฟ พวกเราก็ส่งตัวแทน 1 คนไปคุยกับพนักงานต้อนรับที่พอพูดภาษาอังกฤษได้ ให้ติดต่อรถพาพวกเราไปเที่ยวกำแพงเมืองจีนหน่อย เพราะขี้เกียจขึ้นรถเมล์ เพื่อนกลับมาพร้อมบอกว่าเรียบร้อย ไปเตรียมตัวได้ อีกครึ่งชั่วโมงมีรถมารับ

รถแท็กซี่พร้อมคนขับที่พูดกันคนละภาษากับเรามารับตรงเวลา เจ้าหน้าที่เคาเตอร์ส่งภาษากับคนขับให้เรียบร้อย พร้อมมาส่งพวกเราที่รถ โบกมือร่ำลา Have a good trip!

กำแพงเมืองจีน (長城 / The Great Wall of China)
กำแพงหมื่นลี้ (10,000 Mile Long Wall / 萬里長城)

กำแพงเมืองจีน หรือ The Great Wall of China คือหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง สร้างขึ้นตั้งแต่ก่อนสมัยของจิ๋นซีฮ่องเต้ และสร้างเพิ่มเติมมาเรื่อยๆ เป้าหมายเพื่อที่จะป้องกันกลุ่มข้าศึกที่จะมารุกรานประเทศ โดยแนวกำแพง มีความยาวถึง 21,196 กิโลเมตร ครอบคลุมกว่า 15 มณฑลในประเทศจีน อยู่ทางตอนเหนือของประเทศ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี พ.ศ. 2530

ด่านทางขึ้นเที่ยวกำแพงเมืองจีนใกล้ๆกรุงปักกิ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมไป

  • ด่านปาต๋าหลิ่ง (Badaling – 八达岭) เป็นด่านยอดนิยมของนักท่องเที่ยว เพราะอยู่ไม่ไกลจากปักกิ่ง ด่านนี้ได้รับการปรับปรุงให้มีทั้งกระเช้า รถราง ร้านอาหาร และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เดินทางไปง่าย
  • ด่านมู่เถียนยวี่ (Mutianyu -慕田峪) เป็นด่านที่ได้รับการบูรณะได้สมบูรณ์มากที่สุดในบรรดาด่านทั้งหมดของกำแพงเมืองจีน ด่านนี้นักท่องเที่ยวไม่เยอะมากเท่าด่านปาต๋าหลิ่งเพราะอยู่ห่างจากปักกิ่ง ต้องนั่งรถออกไปประมาณ 70 กิโลเมตร
  • ด่านจินชานหลิง (Jinshanling – 金山岭) เป็นด่านที่นักท่องเที่ยวไม่ค่อยนิยมไป เพราะอยู่ไกลจากตัวเมือง และกำแพงบริเวณนั้นไม่ได้รับการบูรณะมากนัก
  • ด่านซือมาไถ่ (Simatai – 司马台) เป็นอีกด่านที่นักท่องเที่ยวบอกกันว่าสวยที่สุดเพราะมีวิวสวยงาม และยังเปิดให้เข้าชมยามค่ำคืนได้ด้วย

ถามเพื่อนว่าเราจะไปเที่ยวกำแพงเมืองจีนตรงจุดไหน เพราะมีด่านทางขึ้นกำแพงเมืองจีนหลายจุด เพื่อนบอกว่า เราจะไปด่านนอกๆเมืองๆ ที่ไม่ใช่ด่านที่พวกทัวร์นิยมไปกันอย่างด่านปาต๋าหลิง พวกเราบอกว่า ดีมากๆ เราไม่ชอบที่คนเยอะๆ

นั่งรถออกมานอกเมืองนานกว่า 2 ชั่วโมง ก็มาถึง ด่านจินชานหลิง (Jinshanling Pass) บริเวณด่านเงียบสงบสมความต้องการมาก มีนักท่องเที่ยวไม่เยอะ พยายามนัดแนะเวลากับคนรถอยู่พักใหญ่ เพราะคุยกันไม่รู้เรื่อง คุยกันอยู่นานคนรถเอากระดาษมาชี้ๆให้ดูว่า ที่โรงแรมบอกมาแล้วว่าให้มาส่งเราที่นี่ แล้วรอรับเราที่ด่านซือมาไถ่ พวกเราก็อ้าวเหรอ มันไกลมั๊ยวะ ถามไปคุยไปก็ไม่รู้เรื่อง คนแถวนั้นก็ไม่มีใครพูดอังกฤษได้ ก็เอาวะ ส่งสัญญานมือกับคนขับว่า โอเคนะ แล้วเจอกัน ซื้อบัตรผ่านทางเข้าแล้วเดินเข้าไปกันเลย มองดูเห็นมีกระเช้าขึ้นไปด้านบนเหมือนกัน แต่พวกเราเลือกที่จะเดินขึ้นกันเพื่อซึมซับบรรยากาศ (แล้วมานั่งหัวเราะกันตอนหลังว่าเป็นเครื่องทุ่นแรงเดียวที่มีแต่เราไม่ใช้)

มาอ่านข้อมูลทีหลังถึงรู้ว่า ด่านจินซานหลิ่ง เป็นด่านที่คนไม่นิยมมาเพราะอยู่ไกลตัวเมืองมาก (อยู่ตรงรอยต่อระหว่างอำเภอมี่หยวินของปักกิ่ง กับอำเภอหลานผิงจังหวัดเฉิงเต๋อ ในมณฑลเหอเป่ย) สภาพของกำแพงเมืองจีนส่วนนี้ค่อนข้างจะเก่า ไม่ได้รับการบูรณะซ่อมแซมเท่าไหร่ แต่ว่าไปพวกเราชอบมากนะ มันทั้งเก่า ทั้งหักพัง ทำให้ดูเป็นจริงมากกว่า กำแพงส่วนที่บูรณะจนดูใหม่เอี่ยม

ช่วงแรกๆก็เดินชมวิวกันเพลิดเพลิน ถ่ายรูปกันสนุกสนาน เดินไปเดินไป เริ่มเหนื่อย เพราะการเดินเที่ยวกำแพงเมืองจีนก็คือการเดินขึ้นเขาลงเขานั่นเอง เพราะกำแพงสร้างเป็นแนวบนสันเขา บางส่วนเป็นพื้นหินขึ้นลงตามแนวสันเขา บางส่วนก็เป็นบันได เดินกันไปเรื่อยๆจนน้ำหมด ยังไม่เจอป้ายบอกทางลงด่านซือมาไถ่เลย

ระหว่างเดินเจอกลุ่มลุงป้าญี่ปุ่นกลุ่มใหญ่มาเป็นทัวร์ มาแบบจัดเต็มแบบชุดปีนเขา มีไม้เท้าปีนเขากันทุกคน ไปถามข้อมูลกับไกด์ไม่รู้เรื่องเพราะไกด์พูดญี่ปุ่น ก็เลยตัดใจเดินไปเรื่อยๆ เจอป้อมมีตู้ขายน้ำ ดีใจน้ำตาจะไหล แต่ไม่มีของกิน มีแต่ขนมห่อๆซื้อมากินกันตาย เดินจนล่วงเลยเที่ยงมาจนบ่าย ข้ามมาไม่รู้กี่ยอดเขา ผ่านมาไม่รู้กี่ป้อม หลังจากนั่งพักเหนื่อยชมวิวกันพักใหญ่ ก็เดินมาเจอกลุ่มลุงป้าญี่ปุ่นอีกครั้ง คราวนี้น้ำตาไม่ไหลแต่น้ำลายไหลแทน เพราะลุงป้าหยุดพักทานกลางวันกัน ต่างคนต่างงัดซูชิ ข้าวปั้น เบนโตะ พร้อมน้ำชามานั่งจิบกันอย่างเพลิดเพลิน

เดินกันไปแบบไร้เป้าหมายว่าอีกนานแค่ไหนจะถึง สุดท้ายก็เห็นป้ายชี้ทางลง ด่านซือมาไถ่ (Simatai Pass) จนได้ เดินลงมาด้านล่างในสภาพที่เรียกว่า หมดสภาพจะดีกว่า มาเจอร้านอาหารก็ชี้สั่งกันไปเรื่อยเปื่อย เอามาพอให้หายหิว พอเริ่มมีพลังก็นั่งหัวเราะกัน ว่าไปคุยกับเคาเตอร์ว่ายังไงเนี่ย กลายเป็นทริปเทรคกิ่งบนกำแพงเมืองจีนซะงั้น จากเดิมที่คิดว่าจะขึ้นไปบนกำแพง เดินถ่ายรูปเล่นไปตามต้องการแล้วก็กลับลงมา บ่ายๆจะเข้าไปเดินเล่นในปักกิ่งต่อ กลายเป็นเดินข้ามเขากันทั้งวันกลับลงมาเกือบห้าโมงเย็น

สุดท้ายก็เจอทางออกมาด่านซือมาไถ่
มาถึงจนได้ กำแพงเมืองจีน ด่านซือมาไถ่

สรุปความว่าพวกเราเดินชมกำแพงเมืองจีนจาก ด่านจินชางหลิง ไปถึง ด่านซือมาไถ่ เป็นระยะทาง 10.5 กม. เป็นการเดินไต่สันเขาขึ้นๆลงๆ ผ่านหอสังเกตุกาณ์ (Watch tower) 45 หอ ใช้เวลาไปเกือบๆ 5 ชั่วโมง ซาบซึ้งกับกำแพงเมืองจีนไปอีกนาน!!!

พี่คนขับนอนรอในรถอย่างสบาย พอเจอหน้ากันก็ถามไถ่เดาเอาว่า สนุกมั๊ย ประมาณนี้ พวกเราก็นะ ยกนิ้ว Good!! Very good! ขี้เกียจจะอธิบาย แต่ถ้าไม่นับว่าไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจ และไม่ได้เตรียมอาหารมา ก็นับว่าเป็นประสบการณ์น่าจดจำมากๆ แนวกำแพงเมืองระหว่างด่านสวยงามดีมากๆ แม้ตรงที่หักพังก็ดูสวย มีเสน่ห์ สร้างความฉงนสนเท่ห์ว่าตอนสร้างแบกกันมายังไง(วะ)

กลับถึงที่พักแบบขาแทบหลุด เหนื่อยแต่ก็หิว พักขากันสักพัก ก็ยอมเดินออกมานั่งรถเมล์กลับไปตรงถนนเฉียนเหมินหาข้าวกิน แต่พับแผนการเดินช็อปปิ้ง เพราะไม่มีแรงจะเดิน

แม้จะหมดแรงแต่ยังอุตส่าห์ถ่ายรูปประตูเฉียนเหมินยามค่ำคืนมา 1 รูป

วันที่ 4 เรื่อยเปื่อยในปักกิ่ง | Relaxing Beijing

วันนี้ขอเที่ยวน้อย พักร่าง หลังลุยหนักมา 2 วัน เลยตื่นสายหน่อย เที่ยวมันใกล้ๆในเมืองนี่แหละ

วัดหย่งเหอ (Yonghe Temple / Yonghe Gong / 雍和宫)

วัดลามะ ในศาสนาพุทธนิกายทิเบตแห่งเดียวในปักกิ่ง พื้นที่ของวัดเดิมเคยเป็นพื้นที่ของพระราชวังในสมัยราชวงศ์ชิง โดยคังซีฮ่องเต้สร้างให้เป็นที่ประทับของโอรสองค์ที่ 4 พระนาม“หย่งเจิ้ง” เมื่อโอรสได้ขึ้นครองราชย์ ก็เลยแบ่งพื้นที่พระราชวังส่วนหนึ่งให้พระลามะนิกายหมวกเหลือง จึงกลายเป็นวัดในเขตพระราชวัง จนภายหลังได้เปลี่ยนพื้นที่ทั้งหมดเป็นวัดลามะ ตั้งชื่อว่าวัดหย่งเหอ

เพราะเคยเป็นวังมาก่อน จึงมีตัวอาคารใหญ่น้อยอยู่หลายหลัง พื้นที่กว้างมีสวนและต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น เดินเที่ยวได้เพลินๆ ผ่าน ตำหนักยงเหอกง (雍和门大殿), ตำหนักหย่งโย่ว (永佑殿), ตำหนักฝ่าหลุน (法轮殿) และด้านในสุดที่พลาดไม่ได้คือ หอหมื่นสุข 万福阁) ที่มีพระพุทธรูปพระศรีอริยเมตไตรย์ปางยืน ความสูง 26 เมตร แกะสลักด้วยไม้กฤษณาขาวท่อนเดียว ที่องค์ดาไลลามะที่ 7 ถวายให้กับเฉียนหลงฮ่องเต้ ในปี 1753 ถือเป็นพระพุทธรูปไม้แกะสลักที่สูงที่สุดในโลก (บันทึกใน Guinness Book)

กระถางธูปสัมฤทธิ์สามขาขนาดใหญ่ สร้างขึ้นในสมัยของเฉียนหลงฮ่องเต้(1747)
ว่ากันว่าเป็นหนึ่งในสามสุดยอดแห่งปักกิ่ง
ตำหนักยงเหอกง (The Hall of Harmony and Peace – 雍和宮)

วัดขงจี๊อ (Temple of Confucius / 孔庙)

มาต่อกันอีกวัดที่อยู่ใกล้ๆกับวัดลามะ ห่างกันไม่เกิน 400 ม.คือวัดขงจี๊อ น่าสงสัยจริงๆว่าวัดขงจี๊อแทบทุกที่ ในอดีตจะเคยเป็นสถานที่“สอบจอหงวน” ที่วัดนี้ก็เหมือนกัน เข้าไปในส่วนแรกจะมีศิลาจารึกรายชื่อผู้ที่สอบได้จอหงวนตั้งแต่สมัยราชวงศ์หยวน หมิง และชิง เข้าไปด้านในจะมีส่วนอาคารแสดงนิทรรศการ ประวัติและคําสอนของขงจื๊อ และอาคารที่เก็บรักษาหลักศิลาจารึกที่เกี่ยวกับ 13 บทคําสอนขงจื๊อและบทกวี ด้วยลายมือของจักรพรรดิเฉียนหลง

ต้าเฉิงเตี้ยน (大成殿)

พระราชวังฤดูร้อน (Summer Palace / Yiheyuan / 颐和园)

ช่วงบ่ายไปเที่ยวพระราชวังกันอีกที่ เลือกนั่งแท้กซี่ไป เอาสบาย เพราะเริ่มเมื่อยอีกแล้ว ระยะทางจากกลางเมืองก็ราวๆ 30 กม. นั่งรถมาไม่ถึงครึ่งขม. การมาเที่ยวที่พระราชวังอวี้เหอหยวนนี้เหมือนมาเที่ยวสวนแถมด้วยชมพระราชวัง การสร้างวังที่นี่ก็เพื่อเป็นพระราชวังสำหรับตากอากาศ เพราะบริเวณนี้ทิวทัศน์ดี อากาศก็ดี ไม่ร้อน ในรัชสมัยของเฉียนหลงฮ่องเต้ได้ทำการปรับปรุงขยับขยายที่พักตากอากาศนี้ออกไปอีก มีการใช้คนขุดทะเลสาบขนาดใหญ่ขึ้นมาเป็น ทะเลสาบคุนหมิง (Kunming Lake) ดินจากการขุดทะเลสาบก็เอามาถมจนกลายเป็นเนินเขาชื่อ ภูเขาว่านโซ่วซาน (万寿山) แล้วสร้างพระตำหนักเพิ่มเติมไว้บนเนินเขา ทำให้ได้รับอากาศเย็นสบาย ทิวทัศน์สวยงาม พระราชวังฤดูร้อนได้รับการรับรองจากองค์กรยูเนสโกเป็นมรดกโลก ในปี 1998

ว่าจะเที่ยวแบบสบายๆ แต่ที่เที่ยวแต่ละที่ของเมืองจีนก็ใหญ่โตไปหมด อี้เหอหยวนนี้มีขนาดพื้นที่ 1,800 ไร่ มีตำหนักน้อยใหญ่ให้ชม ทางเดินเลียบริมทะเลสาบทำเป็นระเบียงยาว เดินกันไปเรื่อยๆเหนื่อยก็หยุด แวะดูห้อง ดูตำหนักไปเรื่อยๆ เดินเลยไปขึ้นเขาว่านโซวซาน จะได้ชมวิวทะเลสาบจากมุมสูง

เดินเลียบทะเลสาบไปให้ถึงเขาว่านโซ่วซาน
โรงการแสดงต่างๆเพื่อสร้างความรื่นเริงยามมาพักร้อน
เรือหินอ่อนที่สร้างขึ้นในสมัยของพระนางซูสีไทเฮา หนึ่งในผลงานอันเลื่องชื่อแห่งพระราชวังฤดูร้อน
วิวมุมสูงจากเขาว่านโซวซาน จะเห็นพระราชวังฤดูร้อน และทะเลสาบคุณหมิงได้ไกลสุดลูกหูลูกตา

กลับลงมาก็ไปต่อคิวเพื่อขึ้นเรือมังกรข้ามฝั่ง จะได้ไม่ต้องเดินกลับไป แต่ใครอยากเดินก็เดินได้ พวกเราขอนั่งเรือรับลมเย็นๆดีกว่า

ลงเรือแล้วนั่งพักกัน หายเมื่อยก็เดินข้าม สะพานโค้ง (17-Arch bridge) ที่ได้ชื่อว่าเป็นสะพานในพระราชวังที่ยาวที่สุดของจีน ข้ามไปเที่ยววัดที่เกาะเล็กๆ นั่งรับลมชมวิวพักผ่อนจนพระอาทิตย์ใกล้ตก ก็กลับออกมา จะหาเรียกแท้กซี่ก็ไม่มี เลยนั่งรถเมล์กลับ เพราะเป็นต้นสาย ก็เลยนั่งยาวไปลงแถวหวังฝูจิ่งอีกรอบ หาข้าวเย็นกินพร้อมช้อปปิ้งนิดหน่อย

เห็น ภูเขาอวี่เฉวียน และเจดีย์อวี่เฝิง อยู่ไกลๆ

วันที่ 5 ลาก่อนปักกิ่ง | Bye Bye, Beijing

วันสุดท้ายในปักกิ่ง เก็บของฝากที่พักแล้วออกไปเก็บตกในเมืองที่ หอสักการะฟ้าเทียนถาน (Tiantan Temple of Heaven) ซื้อบัตรเข้าด้านใน แล้วเดินเข้าไปช่วงแรกจะเป็นสวนอีกล่ะ กว่าจะเดินถึงจุดเที่ยวจุดแรกก็เมื่อยอีก บอกแล้วว่าที่ท่องเที่ยวในเมืองจีนไม่มีเล็ก มีแต่ใหญ่ๆกว้างๆ

หอสักการะฟ้าเทียนถาน (Temple of Heaven / Tiantan / 天坛)

จุดแรกที่ไปคือ ตำหนักฉีเหนียนเตี้ยน (Qinian Pavilion / 祈年殿) เป็นตำหนักทรงกลมหลังคา 3 ชั้น ด้านในของตำหนักไม้ ไม่มีคานและไม่ใช้ตะปูในการสร้าง ใช้เป็นสถานที่ทำพิธีบวงสรวงเกี่ยวกับพืชพรรณธัญญาหาร

เดินต่อไปจะเจอ ตำหนักหวงฉุงหยีว์ (Huangqiongyu Pavilion / 皇穹宇) เป็นตำหนักเก็บแผ่นป้ายเทพเจ้าที่ใช้ในพิธิบวงสรวงฟ้าและสวรรค์ ตรงนี้มี กำแพงสะท้อน (Echo Wall) ที่บอกว่าสามารถส่งเสียงให้ผ่านกำแพงไปถึงคนที่อยู่อีกฝั่งกำแพงได้ แต่ไม่รู้จะลองยังไงเพราะคนเยอะแยะ ต่างคนต่างกระซิบกันพึมพัมๆไปหมด

ส่วนสุดท้ายที่เดินไปถึงคือ แท่นหยวนซิวถาน (Huanqiu Altar / 圜丘) เป็นแท่นหินอ่อนวงกลม มีฐาน 3 ชั้น (แทนมนุษย์ โลก และสวรรค์) ตรงจุดศูนย์กลางของแท่นมีแผ่นหินวงกลมโผล่ขึ้นมา ตรงนั้นเรียกว่า เทียนซินสือ (Tianxin Shi / 天心石) หรือ หินใจกลางสวรรค์ คนจะต่อคิวกันเข้าไปยืน บ้างก็ยืนเพื่อถ่ายรูป บางคนก็ยืนกางแขนแหงนหน้าประมาณมายืนรับพลังจากสรวงสรรค์

หมดเวลาแล้วไปหาอะไรรองท้องก่อนกลับที่พัก ให้พนักงานเรียกแท้กซี่พาไปสนามบิน

เที่ยวปักกิ่ง 3 วันกว่าๆ ก็ถือว่าเก็บไฮไลต์ครบ แต่น่าจะมีเวลาอีกสักวัน จะได้มีเวลาเดินเล่นตรอกซอกซอย และได้ใช้เวลาไปชิมอาหารอร่อยๆบ้าง เอาไว้จะมาใหม่


One thought on “Exploring Beijing (2)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s