เที่ยวชุมพรนอนเขาเคล้าเสียงคลื่น

ทริปเที่ยวชุมพรแบบไม่ดำน้ำ (กรกฏาคม 2563)

ทริปปุบปับมาได้บ่อยๆ ทริปนี้เกิดจากการเปิดทีวีไปเจอพี่เรย์ในรายการติดเขา EP.12 พาไปเที่ยวดอยตาปัง โอ้โห…เว้ยยยย มันสวย มันชิล ขนาดวันที่พี่เรย์ไปไม่มีทะเลหมอกปึกๆนะ แต่บรรยากาศโดยรวมแล้วมันสุดยอด แถมด้วยพาไปไร่กาแฟจิบกาแฟแลเขา โอ้โห…รอบที่สิบ คนติดกาแฟอย่างเราถึงกับรีบคุ้ยหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ททันที ชุมพร ชุมพร เคยไปตอนเด็กๆ 2-3 ครั้ง อ่อ…มีเกาะเต่า เคยไปดำน้ำสมัยเรียนมหา’ลัย (โห…นานมาก – -“)

หาข้อมูลแป้บเดียว ทริปเกิดทันควันและจะไปทันที สุดสัปดาห์ที่จะถึงดันเป็นช่วงหยุดยาว คนน่าจะเที่ยวเยอะไม่ค่อยชอบคนเยอะ แต่โชคดีว่ามีวันได้หยุดต่อเนื่องจากวันหยุดยาวไปอีก ก็เลือกการเดินทางด้วยเครื่องบินไปชุมพรในวันก่อนวันสุดท้ายของช่วงหยุดยาว แล้วเลือกนอนริมหาดทุ่งวัวแล่น 1 คืน ซึ่งหาที่พักแทบไม่ได้ เต็มหมดจ้า ใช้วิธีโทรถามก่อนบินนะ ไม่ชอบเสียเวลาไปขับหา สุดท้ายก็ได้ที่พักเป็นห้องที่ไม่ติดทะเล แต่เดินข้ามถนนเส้นเล็กๆก็ถึงทะเล ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด โชคดีที่จองเพราะเห็นมืดค่ำแล้วยังมีคนขับรถหาที่พักกันอยู่เลย เที่ยวชิลแบบนั้นก็สนุกแต่ต้องไม่ใช่ช่วงหยุดยาวนะ

คืนแรกนอนริมทะเลแล้ว คืนต่อไปวางแผนไปนอนบนดอยตาปัง อันนี้โทรติดต่อผู้ใหญ่ประเสิรฐไว้ล่วงหน้า ผญ.บอกมาได้เลย ไม่ต้องมัดจำใดๆ แผนคือนอนบนดอย แล้วขึ้นยอดดอยตาปังดูพระอาทิตย์ขึ้นกับทะเลหมอกสวยๆ (หวังๆ) แล้วสายๆลงมา เที่ยวเล่นตามรายทาง ไปนอนโฮมสเตย์แถวอ่าวครามอีกสักคืน โทรไปหาที่พักซึ่งมี 2 ที่คือ อ่าวครามโฮมสเตย์กับแดนโดมโฮมสเตย์ คิดว่าน่าจะว่างเพราะเลยช่วงวันหยุดแล้ว แต่แม่เจ้า! เต็มจ้า หาข้อมูลต่อไปอีกหน่อย เจอข้อมูลบ้านท้องตมใหญ่ อยู่ใกล้ๆกัน มีโฮมสเตย์เหมือนกัน โทรไปจอง เออ….ว่าง เอาๆ จองเลย

ที่พักพร้อม รถล่ะ search ดูมีรถเช่าของบริษัทท้องถิ่นหลายเจ้า เลือกโทรไป พลอยภูรถเช่า เหลือคันสุดท้ายอีกล่ะ จบเรื่องรถมาดูเครื่องเที่ยวกลับ ดูแล้วเที่ยวบินขากลับเวลาไม่น่าคบหาเลย เพราะเที่ยวกลับกรุงเทพฯออกเที่ยงวัน ต้องตื่นตาลีตาเหลือกแต่เช้าบึ่งรถจากบ้านท้องตมใหญ่ไปสนามบิน ซึ่งอยู่คนละฝั่งจังหวัด เปลี่ยนแผนเลย หันไปดูรถไฟ เออ…เวลาดี รถด่วนนครศรีฯ-กรุงเทพฯ มาถึงชุมพรตอนสามทุ่มกว่า ถึงกรุงเทพเช้าๆ สบายเลย ได้มีเวลาชิลๆในชุมพรอีกวัน จบครบ แผนเที่ยวชุมพรแบบด่วน

วันแรก นั่งเรือไปห้อยขากินปูดูทะเล

จากสนามบินดอนเมืองเวลา 11:05 ไปถึงชุมพรก่อนเวลา 12:20 ด้วยซ้ำกัปตันบินเร็วมาก สนามบินชุมพรเป็นสนามบินขนาดเล็ก บริหารโดยกรมท่าอากาศยานไม่ใช่ของการท่าอากาศยานไทย AOT นะ สนามบินเล็กๆแต่ก็ดูปรับปรุงดี ห้องน้ำสะอาด กระเป๋ามาไว ออกมารับรถที่เคาเตอร์ พลอยภูรถเช่า ได้รถขนาดย่อมๆ ราคามาตรฐาน ออกเดินทางกันได้เลย

ถึงแล้วคร้าบบบบบบ สนามบินชุมพร

จากสนามบินชุมพรที่ อ.ปะทิว เราขับรถย้อนกลับขึ้นไปทางเหนือ 45 กม. เพื่อไปบ้านเกาะเตียบ ใช้เวลาเกือบๆ 1 ชั่วโมง ถนนดี ขับง่าย เราจะนั่งเรือจากบ้านเกาะเตียบข้ามไปกินปูกันที่ธนาคารปูเกาะยอ การจะไปกินปูนี้มีทัวร์จัดรวมกับการไปดำน้ำอยู่เยอะแยะ ส่วนมากไปดำน้ำเกาะร้านเป็ดร้านไก่ เห็นรูปแล้วสวยเหมือนกัน แต่เราเลือกแค่นั่งเรือข้ามไปกินปูก็เลยติดต่อตรงที่คุณสุคนดูแลร้านอาหารบนเกาะยอเลย

ออกเดินทางกันเลย

ไปถึงบ้านเกาะเตียบก็ต้องโทรหาคุณสุอีกรอบ สักพักพี่คนเรือก็ขี่รถมาหา จัดเสื้อชูชีพแล้วก็ออกเรือได้เลย เรือนี้นั่งได้ 6-10 คน ขั้นต่ำ 3 คนก็คนละ 600 บาท แต่เรามาแค่ 2 คนต้องเหมาในราคา 1500 บาท รวมอาหาร รวมเรือไป-กลับ พานั่งชมวิว แวะเกาะเล็กๆแถวนั้นได้เล็กน้อย (ติดต่อเรือได้ที่ คุณสุ 093-6512268)

นั่งห้อยขากินปูบ้านเกาะเตียบ

พี่ดำบึ่งพาเราไปกินปูเพราะบ่ายสองโมงแล้ว หิวมากจ้า
เกาะยอ และธนาคารปูที่จะไปกินปูกัน

นั่งเรือมาสิบนาทีก็ถึงแล้ว ใกล้นิดเดียว พี่ดำถามว่าจะวนเรือชมวิวก่อนหรือกินก่อน เราบอกกินก่อนหิวแล้ว ก็เลยตรงไปเกาะยอเลย ขึ้นไปกินก่อน มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลจัดการได้ดี พาไปที่นั่งแล้วรออาหารไม่นานมีจัดชุดมาให้เลย อิ่มมากสำหรับเรา 2 คน ลมพัดเย็นสบายดี อิ่มแล้วเดินไปเที่ยวเล่นที่บนเกาะยอได้ เป็นเกาะเล็กๆ แต่เดินวนรอบเกาะได้ ถ่ายรูปทะเลสวยๆได้หลายมุม ถามเจ้าหน้าที่ว่าที่นี่เป็นธนาคารปูยังไง ได้รับคำอธิบายว่า ตอนนี้ไม่ได้เป็นธนาคารปูแล้ว เพราะน้ำร้อนขึ้น ปูตาย จึงไม่ทำธนาคารปูตรงนี้แล้ว แต่ทำเป็นจุดพักทานอาหาร ดำเนินการโดยชุมชนบ้านเกาะเตียบ ปูก็จากชุมชน เรือก็ของชาวบ้านเกาะเตียบ

ขากลับพี่ดำพาผ่านไปเกาะพระที่เป็นสำนักปฏิบัติธรรม บอกว่าจะแวะก็ได้แต่เราไม่แวะ กลับเลยดีกว่าเพราะฟ้าใสๆตอนมา เริ่มเห็นเมฆดำมาไกลๆแล้ว

นี่ไง เกาะเตียบ เกาะเล็กๆนี่เอง

หาดสะพลี / หาดทุ่งวัวแล่น

ออกจากบ้านเกาะเตียบ ขับรถกลับทางเดิม คืนนี้จะไปนอนที่หาดทุ่งวัวแล่น แต่จะแวะจิบกาแฟก่อนสักหน่อย ได้ข้อมูลมาว่ามี ร้านกาแฟสุดชิคและชิลริมหาดสะพลี ใกล้ๆหาดทุ่งวัวแล่น

สติมา คอฟฟี่ (Be Conscious Coffee) ด้านล่างเป็นร้านกาแฟ ด้านบนเป็นแกลเลอรี่ศิลปะ – SOUL Art Gallery ไปถึงบ่ายแก่ คนดริปบอก พักยก! หยุดดริป ขายแต่เครื่องดื่มในตู้แช่ ส่องดูเจอแต่เบียร์ เลยต้องนั่งจิบเบียร์ริมหาดแทนกาแฟ เสียดายมาก แต่แนะนำให้ไป เพราะบรรยากาศสุดยอดจริงๆ > อ่านเพิ่มเติมใน | Chumporn coffee |

จากหาดสะพลี ขับไปอีกไม่กี่กิโลก็ถึงหาดทุ่งวัวแล่น ซึ่งวันนี้เป็นวันหยุดยาวคืนสุดท้าย คนจึงยังแน่นเต็มหาด รถติดกันเลยทีเดียว ขับเลาะหาดไปเรื่อยก็ถึงที่พัก ซีวิวรีสอร์ท เข้าที่พักก่อน ที่นี่เป็นร้านอาหารด้วย ซีวิวซีฟู๊ด ร้านใหญ่โตพอสมควร แต่เราไม่ได้กินอาหารเย็นที่นี่เพราะมีนัดกับเพื่อนที่เป็นเจ้าถิ่น นัดเข้าไปกินในเมืองชื่อร้าน ครัวตาอ้อ อร่อย ดี ราคาย่อมเยา แนะนำๆ

หาดทุ่งวัวแล่นยามเย็น ตรงที่พักของเรา

วันที่ 2 เที่ยวสวีเมืองดิบๆแล้วไปจิบกาแฟแลเขาทะลุ

เวลามาเที่ยวแล้วก็อยากตื่นเช้าๆ ออกไปเห็นฟ้าสวยๆลมเย็นๆอากาศสดชื่น วันนี้ก็เหมือนกัน ตื่นมาฟ้าใกล้สว่าง แบกกล้องและขาตั้งเดินไปที่ริมหาด เพราะชุมพรอยู่ฝั่งอ่าวไทย ก็คือทิศตะวันออก ก็หวังให้ได้แสงเช้าสวยๆ หวังให้ได้เห็นพระอาทิตย์ค่อยๆลอยขึ้นจากขอบทะเล แต่วันนี้เมฆเจ้ากรรมก่อตัวหนาเป็นปึกตรงขอบฟ้าจรดขอบน้ำ และเฉพาะเจาะจงตรงที่พระอาทิตย์จะขึ้นเสียด้วย จึงได้เห็นแค่แสงเรืองๆหลังเมฆ แต่อากาศดีๆก็คุ้มค่ากับการตื่น เมื่อแสงไม่สวยก็ไม่ต้องถ่ายรูปก็ได้ เดินเล่นริมหาดทุ่งวัวแล่นไปเรื่อยๆ สวนกับคนมาวิ่งออกกำลังกายก็มี ออกมาเดินเล่นก็มี เดินไปไม่ไกลก็เจอรูปปั้นเจ้าวัวกระทิงตัวใหญ่สีดำทะมึน แล่น ภาษาใต้แปลว่าวิ่ง ทุ่งวัวแล่น จึงแปลว่าทุ่งวัววิ่ง เพราะเล่ากันว่าสมัยก่อนนั้นแถบนี้ยังเป็นป่า มีนายพรานมาล่าสัตว์ ครั้งหนึ่งยิงได้วัวกระทิงตัวใหญ่นายพรานและลูกหาบพากันไปแล่เนื้อ ลูกหาบก็พูดเยาะเย้ยว่า ทำไมไม่แล่นอีกล่ะ ว่าแล้ววัวก็ลุกวิ่งหนีไปเลย

แสงแดดเริ่มแรงขึ้นกลับที่พักไปอาบน้ำแต่งตัว แล้วออกเดินทางต่อดีกว่า เช้านี้ไม่ได้สั่งอาหารเช้าของที่พัก แต่ขับออกไปมองหาอะไรกินตามที่เจอ เห็นร้านชื่อ”เป็ดปักกิ่งเจ้าเก่า” ป้ายเบ้อเร่อก็เลยแวะ ไม่ใช่เหลาขายเป็ดปักกิ่ง แต่มีข้าวมันไก่ ข้าวหมูกรอบ ข้าวหน้าเป็ด ก๋วยเตี๋ยว เลยสั่งข้าวหน้าเป็ด ข้าวหมูกรอบมาลองชิมกัน อร่อยใช้ได้

สะพานไม้เคี่ยม / สะพานชมกวาง ที่แก้มลิงหนองใหญ่

อิ่มท้องแล้ว ไปที่เที่ยวที่แรกของวันนี้เลยอยู่ในเขตอำเภอเมืองชุมพรนี่เอง “โครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ตามพระราชดำริ” บางคนก็เรียกว่า “แก้มลิงหนองใหญ่” เพราะในหลวงร.๙ มีพระราชดำริถึงแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมจังหวัดชุมพรว่า สำรวจพื้นที่แล้วพบว่าที่หนองใหญ่มีหนองน้ำที่เหมาะทำแก้มลิงเพื่อเป็นที่พักน้ำก่อนจะระบายลงสู่ทะเล โดยมีการขุดคลองย่อยต่างๆนำน้ำเข้าออก ซึ่งมีโครงการขุดคลองอยู่แล้ว แต่ช้าไม่ทันการในหลวงจึงมีรับสั่งให้เร่งดำเนินงานโดยให้งบสนับสนุนจากมูลนิธิชัยพัฒนาลงไปเพิ่มเติม จึงได้ทำสำเร็จอย่างรวดเร็วในปี 2542 ต่อมาชาวชุมพรมีการต่อยอดโครงการด้วยการสร้างศูนย์เรียนรู้โครงการหนองใหญ่ขึ้น แนะนำการนำทฤษฏีเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในชีวิต

ข้อมูล | http://www.rdpb.go.th/rdpb/visit2/100project/100project_32_1.html

ในโครงการมีจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวชมคือ “สะพานไม้เคี่ยม” เป็นสะพานไม้ยาว 290 ม. สร้างข้ามหนองน้ำไปที่เกาะกลางน้ำ โดยใช้ไม้เคี่ยมที่มีความคงทนสร้างด้วยวิชาช่างพื้นบ้าน สะพานมีความคดโค้งไปมา ดูสวยดี นักท่องเที่ยวก็เลยชอบไปเดินเล่นถ่ายรูปกัน ควรไปแต่เช้าๆหรือช่วงบ่ายแก่ๆ แสงจะดีและจะได้ไม่ร้อนมาก

นอกจากสะพานไม้เคี่ยมแล้วใกล้ๆกันมี”สะพานชมกวาง” ที่เป็นสะพานสั้นๆเดินข้ามไปที่ริมป่า มีกวางที่ได้มาจากศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์หนองกวาง จ.ราชบุรี เอามาปล่อยขยายพันธุ์ จาก 10 ตัวกลายเป็น 30 ตัว เดินข้ามไปดูกวางได้ใกล้ๆ มีคนมาขายกล้วยเพื่อโยนให้กวางกิน

เที่ยวเล่น 2 สะพานในโครงการแก้มลิงหนองใหญ่เสร็จก็เดินทางต่อไปอ.สวีกันเลย ระยะทางประมาณ 50 กม. ถนนดีขับสบายๆ ข้ามเขตอำเภอเมืองเข้าเขตสวีปุ๊บตาสะดุดร้านกาแฟน่ารักริมถนน จอดรถแวะพักชิมกาแฟหน่อย ร้านชื่อ “สุดวิสัยคาเฟ่” > อ่านเพิ่มเติมใน | Chumporn coffee |

พักจิบกาแฟแล้วไปต่อ เข้าที่ตัวอำเภอสวีกันก่อนเลย สวีเป็นอำเภอเก่าแก่ในชุมพร สืบความไปได้ถึงสมัยก่อนกรุงศรีอยุธยาโน่นเลย แต่ที่พอจะสืบสาวราวเรื่องได้ชัดเจนก็สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ช่วงรัชสมัย ร.๒ พวกเราปักหมุดไปเริ่มต้นทีสถานีรถไฟสวี จอดรถแล้วลงเดินทำความรู้จักกับอำเภอสวีกัน

เที่ยว..สวี

ตอนที่ไปถึงสถานีรถไฟสวี คึกคักเต็มไปด้วยผู้คนเต็มชานชาลา นั่นเพราะมีรถไฟกำลังจะเข้าสถานี การเดินทางด้วยรถไฟไปอำเภอหรือจังหวัดใกล้เคียงยังได้รับความนิยม พอรถไฟเข้าเทียบชานชาลา ไม่กี่นาทีรถไฟก็แล่นออกจากสถานี สถานีที่คึกคักก็กลับมาเงียบสงบทันที เราเดินข้ามทางรถไฟไปที่ถนนฝั่งโน้น มีอาคารไม้เก่า อาคารปูนใหม่ อยู่ปะปนกันไป เดินเล่นไปตามถนนรักษ์นรกิจ ห้องแถวต่างๆเปิดเป็นร้านขายของบ้าง เป็นร้านขายยาบ้าง ร้านตัดผม ร้านตัดเสื้อ ร้านขายอาหาร เป็นบ้านคนเฉยๆก็มี นี่คือตัวเมืองจริงๆ ชีวิตจริงๆของสวี เดินผ่านร้านยาคุณยายถามว่ามาจากไหนกัน เลยได้แวะคุยด้วยนิดหน่อย คุณยายก็ชวนนั่งชวนเข้ามาดื่มน้ำด้วย

เดินวนฝั่งนี้ได้สักพัก ก็กลับมาที่สถานีรถไฟ คราวนี้เดินออกหลังสถานี ไปอีกฝั่ง ฝั่งนี้เรียกว่า“ชุมชนตลาดล่าง ๑๐๐ ปี” ฝั่งนี้จะเงียบกว่าอีกฝั่ง พวกเราเดินไปตามถ.วานิชบำรุง หัวถนนเริ่มจากทางรถไฟสายใต้ ท้ายถนนจรดแม่น้ำสวี ลักษณะบ้านเป็นแบบห้องแถวไม้สองชั้น ใช้เป็นบ้านเช่าพักอาศัยและค้าขาย มีช่องทางเดินด้านหน้าใต้พื้นชั้นบน ค้ำด้วยเสาลอยสี่เหลี่ยมเดินได้ยาวต่อเนื่องตลอดแถว บานประตูเป็นบานเฟี้ยมไม้ มีลวดลายฉลุไม้ประดับบนหน้าจั่วบ้าง ราวระเบียงบ้าง ใครชอบสถาปัตยกรรมบ้านไม้เก่าแก่มาเดินตรงนี้คงชอบ เดิมทีตลาดล่างนี้คึกคักด้วยผู้คน มีโรงเรียน มีโรงหนัง มีร้านค้า มีโรงสีข้าว มีตลาด มีโรงเลื่อยริมแม่น้ำรับไม้ซุงที่ล่องมาตามแม่น้ำ ชุมชนตลาดล่างเป็นย่านการค้าขายสำคัญของสวี มีการขนส่งทางเรือที่มาตามแม่น้ำ แล้วขนของขึ้นลงส่งต่อไปสถานีรถไฟ ตอนนี้ชุมชนตลาดล่างเงียบเหงาลงไปหลังจากมีการตัดถนนใหม่ใหญ่โตสะดวกสบาย การเดินทางทางน้ำก็เลยหมดความนิยมไปในที่สุด

กลุ่มอาคารบนถนนวานิชบำรุงได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่นประเภทอาคารพาณิชย์ ในปี พ.ศ. 2554

เรา 2 คน แวะหาอะไรง่ายๆทานจากร้านอาหารตามสั่งแถวนั้น ผัดไทย ที่พี่คนผัดบอกว่าอยากให้ลองชิม ผัดไทยแบบใต้ ออกมาหน้าตาคล้ายๆผัดหมี่โคราช ก็อร่อยดี

มาถึงอำเภอสวี ก็ต้องไปนมัสการ พระบรมธาตุสวี อยู่ออกจากตัวอำเภอไปนิดเดียว จอดรถแล้วเริ่มต้นจากเข้าไปพิพิธภัณฑ์พระบรมธาตุสวีก่อนเลย จัดได้เรียบง่ายแต่สวยงามมาก มีบอกเล่าประวัติความเป็นมา มีข้าวของโบราณที่ขุดพบมาจัดแสดง แล้วก็มีห้องแสดงภาพจำลองชีวิตของชาวสวีในยุครุ่งเรือง มีห้องทรงงานของสมเด็จพระเทพฯ

ออกจากพิพิธภัณฑ์ก็เดินเลี้ยวซ้ายไปนมัสการองค์พระบรมธาตุ ประวัติความเป็นมายืนอ่านเอาจากป้ายว่า น่าจะมีองค์พระธาตุมานานแล้วแต่ได้หักพังลงไป จนพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชยกทัพผ่านมาพบเข้าจึงให้บูรณะองค์เจดีย์และบรรจุผอบทองคำที่มีพระบรมสารีริกธาตุไว้ตามเดิม

บ่ายแล้วได้เวลาหากาแฟจิบยามบ่ายอีกสักรอบ วันนี้เรามีแผนจะไปให้ถึงแหล่งของกาแฟเขาทะลุ ที่เห็นป้ายร้านกาแฟสดเขาทะลุอยู่เยอะเยอะในกรุงเทพ เพิ่งได้รู้ว่ามันอยู่ที่ อ.สวี จ.ชุมพรนี่เอง จากตัวอ.สวีไปที่บ้านเขาทะลุระยะทาง 35 คืนนี้เราจะขึ้นไปนอนบนดอยตาปัง ขับรถลัดเลาะไปเรื่อยๆเริ่มเป็นทางขึ้นเขาแต่ไม่ได้คดเคี้ยวมากมองเห็นเทือกเขาทั้งซ้ายทั้งขวาทั้งด้านหน้า จนมองเห็นรูบนหน้าผา นั่นคือเขาทะลุยังไงล่ะ เขามันทะลุเป็นรู แสดงว่าใกล้ถึงบ้านเขาทะลุแล้ว

เขาทะลุ

จะขึ้นไปจุดนัดพบกับผู้ใหญ่ประเสริฐเพื่อนเปลี่ยนรถขึ้นไปดอยตาปังต้องเลี้ยวแยกขวาขึ้นไปอีก แตเราขับเลยไปก่อนเพราะจะไปโรงคั่วกาแฟเขาทะลุอินเตอร์ ที่นึกภาพไว้คือเป็นโรงงานใหญ่โต มีรั้วรอบขอบชิด แต่พอไปถึงตามพิกัดที่กด google map มา ก็เจออาคารหลังเล็กๆ พร้อมร้านกาแฟโล่งๆ ขายกาแฟสดและขายของชำทั่วไปด้วย มันง่ายๆแค่นี้เอง ลงไปชิมกาแฟร้อนและเย็นกันคนละแก้ว กาแฟเขาทะลุเป็นโรบัสต้า 100% เข้มมาก คนกินกาแฟร้อนไม่ใส่น้ำตาลอย่างเรายอมรับว่าไม่ไหวจริงๆ ต้องขอเติมน้ำตาลหน่อย เข้มและขมมาก แฟนกินกาแฟเย็นหวานน้อยก็ไปขอชิม ใช้ได้อยู่ แต่เข้มถึงใจ ดีดแน่นอนวันนี้ ฮา…. > อ่านเพิ่มเติมใน | Chumporn coffee |

ได้จิบกาแฟเขาทะลุสมความตั้งใจก็ขับรถต่อไปที่ร้านค้าประชารัฐบ้านบนดอย ตามที่ผู้ใหญ่ประเสริฐบอกพิกัดมา ทางไม่ได้ชันหรือคดโค้งมาก ไปถึงที่ร้านตอนบ่าย 3 กว่า เพราะผู้ใหญ่บอกว่าให้มาประมาณ 4 โมงเย็นนะ เรามาถึงเร็วกว่ากำหนดไปหน่อย ไม่เจอผู้ใหญ่แต่เจอลุงป้าน้าอาที่ร้านค้าหลายคน บอกว่ารับเต้นท์ที่นี่เลย ป้าจัดเตรียมอุปกรณ์ให้มีเต็นท์ แผ่นรองนอน เสื่อ ผ้าห่ม (ตอนแรกบอกผู้ใหญ่ว่าเอาเต้นท์ใหญ่ 500 บาท แต่พอมาถึงป้าถามว่ามา 2 คนเอาเต้นท์ 2 คนนะ 300 บาท ดันไปเออออ มันเล็กมาก นอน 2 คนแทบต้องนอนกอดกันนะ ฮา….)  ส่วนรถกระบะที่จะพาเราขึ้นไปส่งและขึ้นไปรับกลับพรุ่งนี้เช้าราคาเหมา 500 บาท ถ้ามีคนอื่นขึ้นพร้อมกันก็แชร์ค่าใช้จ่ายได้ จัดของเสร็จถามว่าซื้ออาหารที่ไหน เพราะเราไม่ได้เตรียมอาหารมาเลย ด้านบนไม่มีร้านขายอะไรทั้งสิ้นต้องเตรียมของกินไปเอง ป้าบอกว่าให้โทรสั่งเลยจ้ะ เบอร์อยู่ที่ผนัง ร้านตามสั่ง สั่งไปเลยเดี๋ยวเขาขึ้นไปส่งให้ตอนเย็นๆ!! โอ้โห..สุดยอด

ขึ้นดอยตาปัง

ฝั่งตรงข้ามร้านค้าที่เราไปลงทะเบียนกับรับเต้นท์ มีร้านกาแฟน่ารัก “มะลิลาคาเฟ่” เป็นจุดนัดพบจุดรวมพลก่อนขึ้นดอยตาปังด้วยเหมือนกัน แต่วันนี้เราจัดกาแฟมาคนละ 2 แก้วแล้วจะจัดอีกก็ไม่ไหว เลยได้แค่เดินไปชมร้าน เพราะวิวสวยใช้ได้ ติดๆกับร้านกาแฟเปิดขายอาหารตามสั่งด้วย ถัดไปเป็นที่พักอีกด้วย เป็นเต้นท์อยู่ในหลังคา วิวสวยเหมือนกันมีหุบเขาล้อมรอบ วันนี้มีฝนปรอยๆก็มีหมอกลอยอ้อยอิ่งสวยงาม ถ้าเช้าๆก็คงสวยเหมือนกัน ใครไม่อยากขึ้นไปนอนบนดอย นอนตรงนี้ก็ได้ แล้วเหมารถขึ้นตอนเช้า > อ่านเพิ่มเติมใน | Chumporn coffee |

เดินเล่นไปเดินเล่นมาไม่มีอะไรทำ ก็เลยบอกพี่คนขับว่าขึ้นดอยเลยก็แล้วกัน เราขึ้นกระบะด้านหลัง ที่เอาแผ่นไม้มาวางให้นั่ง รถเลี้ยวขึ้นไปบนเขา ทางดูไม่ยากนัก ก็สงสัยว่าทำไมไม่ให้ขับขึ้นไปเองนะ แต่พอขับไปสักพักทางเริ่มแคบ เหลือแค่เลนเดียว และเริ่มชันคือชันมาก อธิบายไม่เห็นภาพ ดูคลิปกับรูปแล้วกัน นั่งเสียวๆไปไม่เกิน 30 นาทีก็ถึงลานลมโชย เป็นจุดกางเต็นท์จุดเดียวบนนี้ ส่วนยอดดอยตาปังต้องขึ้นไปอีก เอาไว้ขึ้นไปตอนเช้า ซึ่งเราคิดว่าคงต้องเดินไปเอง แต่พี่คนขับบอกว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้ขั้นมารับตอนเช้าพาขึ้นยอดดอย ตอนนี้พี่บอก”ผมช่วยกางเต็นท์ครับ” ตอนมาถึงมีคนกางเต็นท์อยู่ 1 เต็นท์ เพราะเป็นวันธรรมดาหลังวันหยุดยาว พี่คนขับเล่าว่าเมื่อวาน (ที่เป็นวันหยุดยาววันสุดท้าย) คนแทบล้นลานมีประมาณ 30-50 เต๊นท์!!

บนลานมีร้านขายเครื่องดื่มพวกชากาแฟเล็กๆอยู่ แต่พอเรามาถึง กางเต๊นท์เสร็จ พี่แกก็ปิดร้านเดินกลับบ้านไปแล้ว ยังเป็นช่วงบ่ายแก่ๆ ไม่มีอะไรทำ เพราะไม่ได้เตรียมอุปกรณ์มาทำอาหารแบบแคมปิ้ง เพราะมาเครื่องบินไม่สะดวกขนอุปกรณ์ เห็นเต๊นท์ข้างๆทำอาหารกันน่าสนุก เราก็ได้แต่เดินเล่นถ่ายรูปวนไปมา หุบเขามีหมอกลอยบางๆอยู่ทั่วไป มองเห็นเขาทะลุอยู่ไกลๆด้วย บางช่วงหมอกก็ฟุ้งกระจายลอยไหลเข้ามาเต็มลาน เหมือนเมืองในหมอก ก็รู้สึกแปลกๆดี อยู่ๆฝนก็ตกลงมา มุดเข้าไปแอบในเต็นท์นอนฟังเสียงฝนอยู่สักพักฝนก็หยุด ออกมาเริงร่าต่อได้

ราวๆหกโมงเย็น มีเสียงมอเตอร์ไซค์ขึ้นมา พี่แกร้ปมาส่งอาหารแล้ว ฮา….. เราสั่งข้าวมา 2 กล่อง ยำมาม่า 1 กล่อง เครื่องดื่มเราเตรียมขึ้นมาแล้ว คิดค่าอาหารรวมค่าส่ง 180 บาท!!! ได้กินอาหารร้อนๆบนดอยมันดีงามมากอ่ะ

ถึงเวลาอาบน้ำ ต้องเดินลงเนินไปนิดหน่อย มีห้องน้ำ 4 ห้อง อาบน้ำได้ 1 ห้อง แต่สะอาดดี น้ำเป็นประปาภูเขา เย็นชุ่มฉ่ำใจดี ช่วงกลางคืนมีไฟแขวนตามทางเดินพอให้เดินได้ไม่มืด นับว่าสะดวกสบายพอสมควร กลางคืนอากาศเย็นสบาย ราตรีสวัสดิ์

วันที่ 3 หมอกน้อยๆลอยเอื่อยๆบนดอยตาปังแล้วมานอนริมฝั่งทะเล

ตื่นเช้าออกมาชมทะเลหมอกที่วันนี้มีมากกว่าเมื่อตอนเย็นหน่อย แต่มีแค่นี้ก็รู้สึกว่ามันสวยมากแล้ว หุบเขาสลับซับซ้อนมีหมอกขาวๆลอยแทรกตัวอยู่ดูชวนฝันไม่น้อย ได้เวลานัด พี่คนขับก็ขึ้นมาถึง พาเรานั่งรถต่อไปอีกไม่ไกลที่ยอดดอยตาปัง ด้านบนมีนักท่องเที่ยวที่เหมารถขึ้นมาชมวิวตอนเช้าอยู่ที่ลานชมวิวบ้างแล้วแต่ไม่ได้หนาแน่น ก็เดินหามุมที่ชอบรอแสงแรกของวันนี้ แต่ก็เหมือนจะเกิดเหตุการณ์เดียวกับเช้าเมื่อวาน เพราะเมฆมาบังดวงอาทิตย์จนมิด เห็นแต่แสงเรื่อๆ แต่ความสวยของทิวทัศน์โดยรอบทดแทนได้ จุดชมวิวบนนี้คล้ายที่ลานลมโชย แต่อยู่สูงกว่าได้มุมมอง 360 องศา เลย มองไปเห็นถึงระนอง วันที่อากาศดีๆฟ้าใสเห็นทะเลด้วยซ้ำ

เราเจอผู้ใหญ่ประเสริฐบนนี้ ผู้ใหญ่พานักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งขึ้นมาเที่ยวชม เลยได้คุยกัน ผู้ใหญ่เล่าถึงการดูแลและพัฒนาดอยตาปังนี้ให้ฟังว่าชุมชนทำกันเอง เราชื่นชมที่ชุมชนนำสิ่งดีๆมาเสนอให้นักท่องเที่ยว และดูแลจัดการได้ดีทีเดียว อย่างการจัดรถรับส่ง การดูแลลานกางเต็นท์ ห้องน้ำ ไฟฟ้า

รอทะเลหมอกกันจนแสงเริ่มแรง พระอาทิตย์โผล่หน้าออกมาจากหลังเมฆตอนสูงแล้ว แสงจ้าเกินจะถ่ายรูป ทะเลหมอกก็มีไม่มาก ทำความผิดหวังให้นักท่องเที่ยวพอสมควร แต่การชมธรรมชาติก็อย่างนี้แหละเราจะกะเกณฑ์ให้มันเป็นดังหวังไม่ได้ ธรรมชาติไม่มีปุ่มกดปิดเปิดเหมือนเครื่องเล่น มีแค่นี้ก็ชื่นชมความสวยงามเท่าที่มี

หมอกฟูๆไปอยู่ฝั่งระนองโน่น ผู้ใหญ่บอก

กลับลงมาที่ลานกางเต็นท์ ร้านกาแฟเปิดรอรับนักท่องเที่ยวที่ลงจากยอดดอย รีบไปสั่งกาแฟร้อนมาจิบพร้อมนั่งชมหมอกในหุบเขาอีกครั้งก่อนจะต้องลากลับ ยิ่งสายหมอกกลับยิ่งมาก เริ่มมีทะเลหมอกเป็นปึกๆมาบ้าง พอให้นักท่องเที่ยวที่แวะมาจิบกาแฟก่อนลงก็ได้กรี๊ดกร๊าดดีใจกัน

ดื่มด่ำจนพอใจก็อาบน้ำแต่งตัวเก็บเต็นท์เตรียมเสียวกันอีกรอบคราวนี้เป็นขาลง ฮา….. ขาลงก็เจอรถสวนทางแต่โชคดีเป็นช่วงมีทางหลบ เรียกเสียงกรี๊ดเบาๆจากเราได้เล็กน้อย ลงมาถึงด้านล่างก็ได้โอกาสเดินไปจิบกาแฟที่ร้านมะลิลาสักหน่อย กะจะทานอาหารง่ายๆเป็นอาหารเช้าด้วยแต่ร้านยังไม่เปิดเลยจัดไปแต่กาแฟกับขนมที่เป็นเสบียงในรถ สรุปเลยว่ากาแฟอร่อย รสชาติดีหอมกลมกล่อม > อ่านเพิ่มเติมใน | Chumporn coffee |

คลองหินดำ – แกรนด์แคนยอนแห่งเมืองชุมพร

จุดเที่ยววันนี้จุดแรกอยู่ไม่ไกลจากบ้านเขาทะลุ ขับรถผ่านไปทางโรงคั่วเขาทะลุอินเตอร์เลยไปอีก 15 กม.ไปที่ คลองหินดำ ที่ได้ชื่อว่า แกรนด์แคนยอนแห่งเมืองชุมพร ที่เห็นจากรูป เป็นช่องผาที่มีลำคลองผ่าน ดูสวยแปลกตาดี แต่ก็ไม่ได้ตั้งความหวังอะไรมาก ซึ่งก็เป็นตามคาด จุดที่สามารถเดินลงไปชมได้ อยู่ตรงสะพานข้ามคลองหินดำ ในพื้นที่วัด จอดรถได้สะดวกสบาย ตอนที่เราไปไม่มีรถ ไม่มีคน เวิ้งว้างร้างมาก แต่ก็พอมีป้ายชี้ทาง เดินผ่านสวนยางไปเล็กน้อยก็มีบันไดทำทางลงไว้ให้อย่างดี การเที่ยวชม คือลงบันไดไปแล้วเดินลุยน้ำไปเรื่อยๆ ถ้ามาหน้าร้อนน้ำแห้งลุยได้แค่ตาตุ่มแต่น้ำจะใสสวยงาม เรามาหน้านี้ก็มีน้ำเยอะหน่อย แต่ก็ไม่ลึกมากแค่ครึ่งน่อง มีบางช่วงก็มาถึงโคนขาเหมือนกัน น้ำเยอะแต่น้ำก็สีแดงขุ่นมากด้วย ไม่ค่อยสวย ถ้าหน้าฝนเลยน้ำก็จะสูงเต็มทั้งหุบ ลงไปเดินไม่ได้ เล่นน้ำก็ไม่ได้อันตราย จุดที่คนมาเที่ยวคือมาดูความสวยงามที่ช่องผาหิน 2 ข้าง ก็ต้องมาตอนน้ำไม่สูงมากพอเดินลุยได้ เอาจริงก็ไม่ได้สวยอะไรมากนัก ถ้ามีเวลาก็แวะ ไม่มีเวลาก็ไม่ต้องแวะ ไม่ถือว่าพลาดอะไร

พวกเราเดินลุยน้ำเล่นกันไปไม่ไกล ก็ย้อนกลับขึ้นบันไดไปเดินด้านบน ไปอีกไม่กี่สิบเมตรมีทางลงอีกแต่ไม่ได้เป็นบันได ตรงนี้ลงไปจะเจอแก่งเล็กๆ น่าจะเล่นน้ำได้อยู่ถ้าอยากเล่น แต่ตอนเราไปน้ำจะขุ่นๆหน่อย ก็ได้แค่ลงไปถ่ายรูปแล้วก็กลับ

มองจากด้านบน มองเห็นเป็นโตรกแบบนี้

ระหว่างเดินมองหาหินรูปหัวใจด้วยนะ 555

ปากน้ำตะโก

จากนี้จะขับรถต่อไปนอนที่บ้านท้องตมใหญ่ แต่ดูเวลาแล้วยังมีเวลาเหลือ เลยขับไปที่ปากน้ำตะโกก่อน ไปเดินเล่นดูวิธีชีวิตหมู่บ้านชาวประมง ขับรถจากคลองหินดำมาราวๆ 35 กม. ก็เริ่มเห็นหาดทรายสีขาวมีต้นสนรายทาง ฟ้าสวย หาดก็สวย น้ำทะเลก็สวย และเงียบมาก มีที่พักอยู่ไม่กี่ที่ ร้านอาหารอยู่ไม่กี่ร้าน สงบจนวังเวงเลยอ่ะ ขับผ่านชายหาดไปข้ามแม่น้ำตะโก วนผ่านสวนยางไปจนสุดทางแถววิทยาลัยประมงชุมพร มีจุดมองเห็นปากแม่น้ำตะโกที่ออกทะเลได้

แวะกินข้าวแกงกันหน่อย มาถึงถึงใต้ต้องกินข้าวแกงปักษ์ใต้ หรอยจริงๆ

ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ อ.ปากตะโก

ออกจากปากน้ำตะโก ขับรถไปแวะศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ที่ปากตะโก เป็นศาลอยู่ริมหาดอรุโณทัย ตั้งอยู่ในจุดที่สวยงามมาก (ที่ชุมพรมีศาลกรมหลวงชุมพรฯหลายที่มาก แต่ละอำเภอก็สร้างศาลขึ้นมา ใครผ่านตรงไหนก็แวะตรงนั้นได้) ศาลนี้เราแวะโดยบังเอิญขับมาเจอป้าย ก็เลยแวะลงไปไหว้เพื่อความเป็นสิริมงคลในการเดินทางสักหน่อย ความตั้งใจคือจะไปศาลกรมหลวงชุมพรฯที่เขาหัวถ่าน เป็นทางผ่านก่อนเข้าไปบ้านท้องตม

หาดอรุโณทัย

ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เขาหัวถ่าน

เขาหัวถ่าน ตั้งอยู่ที่ ตำบลท่าหิน อำเภอสวี บนยอดเขามีศาลกรมหลวงชุมพรฯตั้งอยู่ บริเวณศาลอยู่ในจุดที่มองเห็นชายหาดและทะเลได้กว้างไกล เลยกลายเป็นจุดชมวิวได้ด้วย พวกเราขึ้นไปถึงช่วงบ่ายๆ แดดแรงมาก แต่ฟ้าสวยทะเลสวย ถ้ามาช่วงเช้าหรือเย็นก็น่าจะสวย

หมดรายการท่องเที่ยวของวันนี้ตอนบ่ายๆ ขับรถเข้าไปที่หมู่บ้านท้องตมใหญ่ สัญญานมือถือไม่ค่อยมี อาศัยดูป้ายบอกทางบ้าง ดูแผนที่กูเกิ้ลบ้าง ก็เข้าไปถึงหมู่บ้านจนได้

บ้านท้องตมใหญ่

หมู่บ้านท้องตมใหญ่เป็นหมู่บ้านประมงขนาดเล็ก เล็กมากๆ จุดที่เราเข้าไปพักเป็นหมู่บ้านที่อยู่ริมทะเลบริเวณหาดท้องตมใหญ่ ว่ากันว่าบรรพบุรุษดั้งเดิมเป็นชาวจีนไหหลำที่มาตั้งรกรากทำการประมงอยู่มานานกว่า 400 ปี ปัจจุบันก็ยังคงทำการประมง ผู้คนในชุมชนให้ความสำคัญต่อการอนุรักษ์อย่างมาก มีการดูแลและอนุบาลสัตว์น้ำ โดยเฉพาะม้าน้ำ ที่รำลือกันว่าสามารถเห็นม้าน้ำได้ที่ใต้ถุนบ้านกันเลย ใครจับปลาที่ไม่ได้ขนาดหรือม้าน้ำได้ ก็จะเอามาอนุบาลไว้จนได้ขนาดที่ปล่อยกลับลงสู่ทะเล แล้วยังรวมตัวกันทำพิธี “บวชทะเลท้องตมใหญ่” หยุดการประมงเพื่อให้สัตว์ทะเลได้มีเวลาเติบโต

พักที่นี่นะ โฮมเสตย์ท้องตมใหญ่ (บ้านลุงน้อย) ระวังจะสับสนกับที่พักอีกที่ตั้งชื่อมาคล้ายกันเลย เป็นดราม่ากันไป เอาเป็นว่าถ้าโฮมสเตย์ดั้งเดิมของท้องตมใหญ่ ต้องมีกำกับว่า บ้านลุงน้อย

จอดรถที่พักแล้วเดินเล่นไปที่สุดถนน เห็นรูปปั้นเจ้าม้าน้ำม้วนหางสัญลักษณ์ของบ้านท้องตมใหญ่เด่นอยู่ริมหาดหิน ข้างๆจะเป็นสะพานปลาทอดยาวออกไปที่ทะเล ยิ่งเย็นจะยิ่งมีคนมาที่สะพานปลาเยอะขึ้นเรื่อยๆ ต่างคนต่างหิ้วอุปกรณ์พะรุงพะรัง “เขามาตกปลากัน” พี่นกเจ้าของที่พักเราเล่าว่า ส่วนมากเป็นคนนอกหมู่บ้าน รวมกลุ่มกันมานั่งตกปลามีของกินของดื่มติดมาด้วย เหมือนเป็นการสังสรรค์พักผ่อนอย่างหนึ่ง หลายคนนั่งตั้งแต่เย็นจนดึก บางคนอยู่ถึงเช้า เป็นอย่างนี้ทุกวัน

เราเลือกจะเดินลัดเลาะหาดหินจากรูปปั้นม้าน้ำไปอีกทางเพื่อเดินไปหาดท้องตม ชายหาดแห่งเดียวของบ้านท้องตมใหญ่ ปีนป่ายหินลัดเลาะไปไม่กี่ร้อยเมตรก็ถึงเวิ้งหาดขนาดเล็ก มีชิงช้าแขวนใต้ต้นไม้ให้นั่งเล่นรับลมเย็นๆ ใครชอบเล่นน้ำหรือจะอาบแดดก็มาตรงนี้ได้ อาจไม่สะดวกนักเพราะต้องเดินปีนหาดหินมา ปีนไปปีนกลับ

ปีนหินมาด้านนี้นะ มีทางเดินไปหาดท้องตม

ยังมีเวลาเหลือ ก็เลยอยากไปดูหาดอื่นๆบ้าง ดูแผนที่แล้วน่าจะเดินไม่ไหว เลยเอารถออก ตาน้อย ออกมาบอกว่า เดี๋ยวเตรียมอาหารเย็นไว้ให้นะ ถ้ามามืดก็ไปดูที่โต๊ะ เหมือนมีคุณพ่อดูแล ขับรถออกไปแบบสัญญานกระท่อนกระแท่น แถวนี้ไม่ค่อยมีสัญญานมือถือ จะไปจุดไหนให้กดหาตำแหน่งไว้ก่อนตอนที่มีสัญญานนะ หาดแรกที่ไปคือ หาดลกแพะ ที่นี่เป็นเขตพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร แต่ตอนที่เราไปไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ จะว่าไปไม่มีใครอยู่เลยมากกว่า เข้าไปเดินเล่นที่หาด เป็นหาดขนาดเล็ก มีเรือประมงมาจอดหลบลมอยู่หลายลำ

ออกจากหาดลกแพะ ไปต่อที่ หาดลกกำ หาดนี้ต้องคอยมองป้ายดีๆ เพราะต้องเดินแหวกต้นไม้เข้าไป หาดยังคงเงียบร้างผู้คนเหมือนเดิม แต่หาดลกกำใหญ่กว่าหาดลกแพะ ทรายขาวสวย แต่คิดว่าถ้าจะมาเล่นน้ำก็น่าจะลำบากหน่อย ต้องเดินเปียกๆกลับที่พัก

ว่าจะวนไปดูแถวอ่าวคราม แต่มีนงงกับทิศทางมาก แถมใกล้จะมืดแล้ว รีบกลับจะดีกว่า ขากลับเราวนรถหาทางไปอีกทางไม่ใช่ทางที่มา เพราะทางที่มากำลังทำถนน รถวิ่งแทบไม่ได้ เจอมอเตอร์ไซค์สวนก็ลำบากแล้ว เลยวนไปอีกทาง เดาว่าน่าจะไปได้ เพราะสัญญานไม่มี กลายเป็นวนไปเจอหาดสวยๆอีกหลายหาด เจอชาวบ้านใจดี ชวนกินข้าวที่ขนำริมทะเลด้วย ได้เติมน้ำมันที่ปั๊มน้ำมันผุๆของลุงที่สอนบอกว่า เติมน้ำมันใช้แบงค์ยี่สิบนะ ใช้แบงค์รุ่นเก่าเท่านั้นนะ เราก็เออ มีมั๊ยๆ ลุงบอกว่า ถ้าไม่มีลุงมีให้แลก แล้วสอนว่า จำไว้นะในหลวงเก่าใส่แว่น ในหลวงใหม่ไม่ใส่แว่น ฮา

มื้อเย็นเป็นอาหารที่โฮมสเตย์จัดให้ พี่นกว่าอาหารง่ายๆพื้นบ้าน สำหรับเรามันอร่อยมากเลยนะ ผักเหลียงผัดไข่ แกงส้ม ปลาอินทรีย์ทอด แถมด้วยปูนึ่ง ตัวไม่ใหญ่แต่สดอร่อย ได้มานั่งกินข้าวเย็นตอนพระอาทิตย์กำลังตก แสงสีทองเรืองหลังเขาสวยงามประทับใจ

มืดๆก็ออกไปเดินดูที่สะพานปลาอีกรอบ มีนักตกปลาเพิ่มขึ้นจนคึกคักไปทั้งสะพานปลา หลายกลุ่มเหมือนมาพักผ่อนกับเพื่อนฝูงอย่างพี่นกบอกจริงๆ จับกลุ่มคุยกัน จิบเครื่องดื่มบ้างกินอาหารบ้าง ใครตกได้ปลาตัวใหญ่หน่อย ก็วิ่งไปรุมดูกัน แสดงความยินดีกัน

มีทั้งใช้เบ็ด มีทั้งเหวี่ยงแห ไปยืนเล็งข้างๆพี่เขานานมาก มองไม่เห็นอะไรเลย
ในรูปสังเกตดีๆพี่เสื้อแดงที่นั่งอยู่ นั่งตั้งแต่เราเดินมาตอนบ่ายแก่ๆแล้ว พี่แกอยู่ยาวมาก

เดินกลับบ้านไปชงเครื่องดื่ม  มานั่งจิบที่ระเบียงริมน้ำ พูดคุยกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ มีกลุ่มที่จะออกเดินทางตี 5 ไปดูทะเลหมอกที่เขาหมื่นชะนี อันนี้ยังไม่เคยไป อยากไปเหมือนกัน เอาไว้ครั้งหน้านะ

วันที่ 4 เก็บตกชุมพร

ตื่นเช้ามาที่โฮมสเตย์ท้องตมใหญ่ มีข้าวต้มปลาร้อนๆรออยู่แล้ว เดินไปตักข้าวต้มมานั่งทานที่ระเบียงริมทะเล ลมพัดเบาๆ ชงกาแฟเขาทะลุมาจิบด้วย รู้สึกเหมือนได้ชาร์จแบ็ตเต็มที่

ถ้าจับม้าน้ำได้ก็เอามาเลี่ยงไว้ที่นี่ก่อน แต่ตอนนี้มีแต่กุ้งกับปลาตัวน้อย

สิ่งที่หลายคนอยากมาเห็นคือม้าน้ำ ที่ว่ากันว่าเห็นได้จากใต้ถุนบ้านกันเลย แต่….มันไม่ได้มีบ่อยขนาดนั้นหรอก พี่นกบอกว่ามันก็แล้วแต่โชควาสนา 555 บางทีคนก็จับได้ตรงสะพานปลา บางคนก็เจอใต้ถุนบ้าน เจอแล้วก็จับมาให้พี่นกเอาเข้าตู้อนุบาลไว้ก่อน แล้วก็เอากลับไปปล่อยลงทะเล เราก็นอนก้มส่องใต้ถุนดูบ้าง เห็นแต่ปลาปากแหลมๆตัวนี้แหละ ฮา…..

ระหว่างจิบกาแฟก็เอา Guestbook มานั่งอ่าน มันน่ารัก อบอุ่นจนอดไม่ได้ต้องถ่ายรูปมา มีทั้งคนไทยคนต่างชาติ มีเด็กน้อยวาดรูป มีศิลปินสเก็ชต์ภาพด้วยปากกา มีทั้งวาดลงสีสวยงาม คิดดูแล้วกันว่าต้องมีความสุขและรื่นรมย์ขนาดไหนถึงบรรยายออกมาเป็นรูปภาพได้

อิ่มแล้ว เก็บช้าวของ ร่ำลาพี่นกและลุงน้อย กลับเข้าชุมพร เพื่อจะนั่งรถไฟกลับกรุงเทพฯคืนนี้ ออกจากบ้านท้องตมใหญ่ ไปแวะ วัดท้องตมใหญ่ หน่อย ที่นี่ก็มีอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรฯด้วย บอกแล้วที่ชุมพรมีศาลกับอนุสาวรีย์เสด็จเตี่ยเยอะมาก

ขับรถกลับมาผ่านอ.สวีอีกรอบ ขอแวะร้านกาแฟ ST แบรนด์กาแฟเก่าแก่อีกแบรนด์ของชุมพร ที่โรงคั่วและบรรจุกาแฟ ST มีเปิดร้านอาหารและร้านกาแฟอยู่ด้านหน้าด้วย มาแวะชิมกาแฟโรบัสต้าหน่อย ไม่คิดเลยว่ากาแฟโรบัสต้าจะปรับให้ได้รสชาติดีขึ้นมาก ประทับใจ เลยซื้อเมล็ดกาแฟกลับมาด้วย > อ่านเพิ่มเติมใน | Chumporn coffee |

กลับมาถึงอ.เมือง ยังไม่เที่ยง ก็เลยแวะเข้าไปวัดศาลาลอย นมัสการสรีระสังขารของหลวงปู่สงฆ์ จันทสโร พระเกจิสายสมถวิปัสสนาที่ชาวจังหวัดชุมพรและชาวกรุงเทพฯ ให้ความเคารพ

วันนี้ตั้งใจมาทานขนมจีนปักษ์ใต้ที่ร้านขนมจีนบ้านคุณย่า ขับรถวนไปมาถึงร้านแทบจะร้องกรี๊ด เจอป้ายร้านปิด 1 วัน บ้าบอจริงเชียว เลยต้องหาพิกัดร้านอาหารอื่น อยากกินขนมจีนต้องได้กิน search เจอร้าน ขนมจีนบ้านแม่ศรี ไปลองชิมหน่อย เป็นร้านน้ำยา 4 ภาค มีหมด น้ำยา น้ำเงี้ยว น้ำพริก แกงเขียวหวาน แต่มาใต้ก็ต้องจัดน้ำยาปู ชิมแล้วอร่อยใช้ได้เลย ปูมาเป็นตัวเลยนะ แถมผักเหนาะก็เยอะ ดีงาม แนะนำๆ

อิ่มแล้วมีพลังไปเที่ยวต่อ จุดหมายต่อไปเป็นที่ต้องไปเมื่อมาชุมพร คือ ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ณ หาดทรายรี ต้องขับรถออกนอกเมืองไปหน่อย แต่ไม่ได้ไกลมาก ศาลเสด็จเตี่ยที่หาดทรายรีนี้ถือว่าใหญ่ที่สุดในบรรดาศาลทั้งหมดของที่ชุมพร สร้างอยู่บนเชิงเขาที่มองเห็นหาดทรายรีได้ชัดเจน เป็นจุดชมวิวที่สวยสุดๆอีกที่เลยนะ บริเวณศาลสร้างเป็นรูปเรือจำลองคล้ายๆศาลที่อำเภออื่นๆ มีเสียงประทัดที่คนมาจุดแก้บนดังเป็นระยะ กรมหลวงชุมพรฯ หรือเสด็จเตี่ย เป็นที่เคารพของทหารเรือ นักเดินเรือและชาวประมงมาก

ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ณ หาดทรายรี

ใกล้ๆกับศาลกรมหลวงชุมพรฯ เป็นมณฑปพระครูวิมลคุณากรหรือหลวงปู่ศุข แห่งวัดปากคลองมะขามเฒ่า
เป็นพระอาจารย์ของกรมหลวงชุมพรฯ
วิวจากบนศาลกรมหลวงฯมองเห็นหาดทรายรีได้ทั้งหาด

นมัสการเสด็จเตี่ยเสร็จก็ลงมาด้านล่าง ไปดูเรือรบหลวงชุมพร เรือรบตอปิโดของจริง ที่ปลดระวางในปี พ.ศ. 2518 แล้วกองทัพเรือเอามาตั้งให้ประชาชนเข้าไปดูได้ โดยฝังเรือรบไว้ริมหาดทรายรี โผล่ขึ้นมาแต่ส่วนบน เดินขึ้นไปด้านบนได้เลย ไต่บันไดขึ้นไปได้ทั่ว เรือรบหลวงชุมพรมีขนาดเต็มๆลำ ใหญ่ ยาว 68 เมตร และกว้าง 6.55 เมตร

ติดกับเรือรบหลวงชุมพร เป็นพระตำหนัก สถานที่สวรรคตของกรมหลวงชุมพรฯ โดยพระองค์ท่านสิ้นพระชนม์ที่บ้านหาดทรายรี วันที่ 19 พ.ค. 2466 สิริพระชนมายุ 44 พรรษา

จุดชมวิวเขามัทรี

จากหาดทรายรี ก็ไปขึ้นเขามัทรี เป็นที่ต้องไปอีกที่ของชุมพร ขึ้นมาแล้วไม่ผิดหวัง เป็นจุดชมวิวที่ดีมาก ชมวิวได้แทบจะ 360 องศา ใครมีเวลาน้อยขึ้นมาบนนี้เห็นครบ ทะเล ภูเขา ปากน้ำ แถมได้ไหว้รูปปั้นเจ้าแม่กวนอิม พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ปางมหาราชลีลาด้วย

หาดภราดรภาพ
จุดชมวิวเขามัทรีเห็นทุกอย่างของชุมพร ภูเขา ทะเล คลอง หมู่บ้านชาวประมง
ปากน้ำชุมพร

ที่เป็นจุดยอดนิยมบนเขามัทรีอีกจุดนี้คือร้านกาแฟถ้ำสิงห์เขามัทรี กาแฟชุมพรอีกแบรนด์ที่มีร้านอยู่บนจุดที่สวยงามมากๆ คุ้มค่าแก่การมาจับกาแฟแลเล > อ่านเพิ่มเติมใน | Chumporn coffee |

ปากน้ำชุมพร

ลงจากเขามัทรี เลี้ยวเข้าไปที่ปากน้ำชุมพรกันหน่อย ไปจอดรถที่ทำการเทศบาลตำบลปากน้ำชุมพร เดินเล่นริมหาด มีชาวบ้านมาเดินเล่นกันเยอะมาก เป็นเหมือนจุดรวมพลพักผ่อนริมทะเลของชาวปากน้ำชุมพร

เจออนุสาวรีย์เสด็จเตี่ยอีกแล้ว

ได้เวลาร่ำลาชุมพรกันสักที ขับรถไปจอดที่สถานีรถไฟชุมพร โทรเรียกเจ้าหน้าที่พลอยภูรถเช่ามารับรถคืน สะดวกสบาย ไม่คิดราคาเพิ่มด้วย คืนรถแล้วเดินเล่นแถวๆสถานีรถไฟ ดูบ้านพักเจ้าหน้าที่ ยังเป็นบ้านแบบเก่า คลาสสิคสุดๆ มีตลาดนัดเล็กๆข้างสถานีให้เดินเล่นด้วย เดินดูสักพักก็เดินไปทานข้าวเย็นก่อนไปขึ้นรถไฟ เลือก ร้านครัวรถไฟ อร่อยดีเลย

ถึงเวลาไปรอขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟชุมพร รถมาค่อนข้างตรงเวลา ขึ้นไปนอนได้เลย เพราะพนักงานปูเตียงไว้เรียบร้อย นอนรถไฟไทยสบายๆ กลับถึงกรุงเทพฯปลอดภัย ทริปด่วนๆก็สนุกดี เอาไว้ไปเที่ยวชุมพรอีกครั้งคราวนี้ต้องไปดำน้ำบ้าง


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s