GEORGIA TRIP
End of October 2025
จอร์เจีย | GEORGIA หนึ่งในประเทศเกิดใหม่หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ความจริงแล้วจอร์เจียเคยสถาปนาประเทศมาแล้วครั้งหนึ่งหลังจากการปฏิวัติรัสเซียในปี ค.ศ. 1917 แต่มาโดนบอลเชวิครัสเซียเข้ามายึดทำให้จอร์เจียกลายเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต จนมาถึงการล่มสลายของสหภาพโซเวียต จอร์เจียได้ประกาศเอกราชอีกครั้งใน ค.ศ. 1991
เหตุใดจอร์เจียจึงเป็นยุโรป
หากใช้ “ภูมิศาสตร์” เป็นตัวกำหนดเส้นแบ่งที่เทือกเขาคอเคซัส จะทำให้ทั้งอาร์เมเนียและเกือบทั้งหมดของจอร์เจียและอาเซอร์ไบจานอยู่ในทวีปเอเชีย แต่หากใช้ “ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม” เป็นตัวกำหนดลักษณะ ก็สามารถพิจารณาได้ว่าจอร์เจียเป็นส่วนหนึ่งของยุโรป และในทางการเมือง (หรือภูมิรัฐศาสตร์) จอร์เจียได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นยุโรปมาก่อนที่จะได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากยุโรป เช่น การได้เข้าร่วมสภายุโรป (Council of Europe,CoE) ในปี 1999
Prime Minister Zurab Zhvania captured the essence of Georgia’s European identity in a simple, yet solid formula:
“I am Georgian and therefore I am European.”
ประเทศจอร์เจียอยู่ตรงบริเวณก้ำกึ่งของทวีปคือเป็นยุโรปตะวันออกและเอเชียตะวันตก จึงมีความยุโรปอยู่ด้วยแต่ก็ไม่สุดโต่ง มีความเอเชียอยู่บ้างแต่ก็ไม่มากมาย จอร์เจียอยู่ในรายการต้องไปของนักเดินทางหลายๆคน เพราะความสวยงามของธรรมชาติและความยิ่งใหญ่ของเทือกเขาคอเคซัส แต่ใช้งบประมาณในการท่องเที่ยวถูกกว่าไปเที่ยวยุโรปหลายเท่า และที่สำคัญ คนไทยไม่ต้องขอวีซ่า สามารถอยู่ได้ 365 วันกันเลย

หลายคนเลือกมาเที่ยวจอร์เจียในช่วง ฤดูหนาว (ธันวาคม-กุมภาพันธ์) ที่อากาศหนาวแบบติดลบ ทางตอนเหนือมีหิมะขาวฟูเต็มทั้งภูเขาและตัวเมือง บรรยากาศสุดโรแมนติค บางคนเลือกมาช่วง ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม-พฤษภาคม) ที่อากาศยังหนาว ยังมีหิมะ แต่ก็เริ่มเห็นดอกไม้ใบหญ้า หลายคนมาเที่ยวในช่วง ฤดูร้อน (มิถุนายน-สิงหาคม) เพราะอากาศยังเย็นสบายสำหรับคนประเทศร้อนอย่างเราๆ บนยอดเขายังพอมีหิมะให้เห็น มีกิจกรรมกลางแจ้งในทำเยอะ อย่างปีนเขาเดินป่า แถมมืดช้ามากเที่ยวได้ถึง 2-3 ทุ่ม แต่พวกเราเลือกที่จะไปจอร์เจียใน ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน-พฤศจิกายน) อากาศเปลี่ยนจากร้อนเข้าสู่หนาว ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสี ซึ่งคนไม่ค่อยไปกัน แต่เราไป ฮา…….
แผนการเที่ยวก็ไม่ต่างจากคนอื่นๆ คือตั้งต้นที่เมืองหลวงทบิลิซี่ (Tbilisi) แล้วเช่ารถขับออกไปเที่ยว ไล่ไปตั้งแต่เมืองหลวงเก่าอย่าง มซเกตา (Mtskheta) ไปเมืองในหุบเขาอย่าง คาซเบกิ (Kazbegi) (ที่ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อไปใช้ชื่อดั้งเดิมสมัยโบราณ สเตปันสมินดา, Stepantsminda จะยาวไปไหน) แล้วขับเที่ยวต่อไป กอรี (Gori) เมืองบ้านเกิดสตาลิน แล้วไปเที่ยว คูไตซี (Kutaisi) เมืองสวยตอนกลางของประเทศ จากนั้นไปต่อที่ เมสเตีย (Mestia) เมืองในหุบเขาคอเคซัส เพื่อไปเที่ยวเมืองมรดกโลกอย่าง อุชกูลิ (Ushguli) แล้วกลับลงมาพักร่างที่เมืองริมทะเลดำ Black sea ที่เมืองทันสมัยอย่าง บาตูมิ (Batumi) แล้วกลับทบิลืซี ใช้เวลา 12 วัน ซึ่งก็ยังไม่ทั่ว ยังมีเมืองที่อยากไปอีก เช่น Borjomi เมืองแห่งน้ำแร่ หรือเมืองใน Kakheti Region ภูมิภาคแห่ง Georgian wine ใครมีเวลาก็เก็บให้หมดได้ในเวลา 2 สัปดาห์พอดีๆ

จอร์เจียแบ่งเป็น 9 เขต (Region), 2 เขตปกครองตนเอง (autonomous republics) และ 1 นครหลวง (Tbilisi)
ทริป 12 วัน ก็ถือว่าเป็นทริปยาวพอสมควรแล้ว คงไม่สามารถรีวิวให้ครบได้ใน 1 โพสต์ จึงขอแบ่งเป็น 3+1 ตอนแล้วกัน
- Things to Know about Georgia
- Autumn in Georgia #1 : Tbilisi
- Autumn in Georgia #2 : Kazbegi – Mtskheta – Gori – Kutaisi
- Autumn in Georgia #3 : Mestia – Ushguli – Batumi
จอร์เจียฮิตในหมู่นักเดินทางชาวไทยมาหลายปีแล้ว แต่เราเพิ่งจะได้จังหวะเหมาะในการมาเที่ยว มาช้าแต่มานะ..
จากไทยไปจอร์เจียยังไม่มีสายการบินที่บินตรง มีสายการบินที่ต้องต่อเครื่องอย่างน้อย 1 ครั้ง อยู่หลายสาย ที่ยอดนิยม เช่น Turkish Airlines, Qatar Airways, Air Emirates และสายการบินที่ราคาย่อมเยาอย่าง Air Arabia ของประเทศ UAE หลังจากการพิจารณาทุกสายการบินแล้ว Air Arabia ราคาดีสุดคือไป-กลับมีแบบไม่ถึง 2 หมื่นบาท แต่เวลาต่อเครื่องไม่ดีเอาเลย ขาไปเที่ยวที่ดีสุดต่อเครื่อง 1 ชม. เสี่ยงไปหน่อย ขากลับต่อเครื่องนานเป็น 10 ชม. ส่วนสายการบินอื่นเวลาดีกว่าแต่ราคาแพงตั้งแต่ 2 หมื่นปลายไปถึง 3 หมื่นปลาย พวกเราตัดสินใจเดินทางสายกลาง ราคากลางๆมีเวลาต่อเครื่องแบบปลอดภัย เลือกใช้บริการ Air Astana ของ Kazakhstan ต้องไปเปลี่ยนเครื่องที่กรุงอัลมาตี (Almaty) เวลาเปลี่ยนเครื่องกำลังดีประมาณ 3-4 ชั่วโมง เวลาออกจากไทยก็ดีคือ 10:15 ไม่เช้ามากตื่นไม่ไหว ข้อเสียมีแค่ไปถึงจอร์เจียมืดไปหน่อย ถึง 21:10 กว่าจะผ่านตม. เอากระเป๋า กว่าจะเจอรถที่จองไว้ล่วงหน้า กว่าจะถึงโรงแรมทำเช็คอิน ก็เกือบเที่ยงคืน คนที่เสียดายเงินค่าโรงแรมอาจไม่ชอบ เพราะไปถึงก็นอน แต่เรายอม ไปถึงนอนสบายๆ เช้าค่อยลุย
Air Astana เป็นสายการบินของประเทศคาซัคสถาน เพิ่งเคยใช้บริการครั้งแรก รู้สึกประทับใจพอสมควรเลย ต้องไปต่อเครื่องที่กรุงอัลมาตี (Almaty อดีตเมืองหลวงของคาซัคสถาน เป็นเมืองใหญ่ที่สุด แต่เมืองหลวงปัจจุบันคือ อัสตานา Astana ตามชื่อสายการบินเลย อย่างงนะ) สนามบินขนาดไม่ใหญ่มากแต่ก็ไม่เล็ก Terminal 2 ที่ไปต่อเครื่องมีร้าน Duty Free มีร้านกาแฟ ร้านอาหาร ให้ใช้บริการได้หลายร้าน มี Business Lounge กับ Extime Lounge ใช้ Dragon Pass คือไปต่อเครื่อง 3-4 ชม.อยู่ได้สบาย ส่วนเครื่องเป็น Airbus 321 LR นั่งแบบ 3-3 ที่นั่งไม่แคบ เข่าไม่ชนเบาะหน้า แม้จะเอนได้ไม่มากก็พอรับได้ มีอุปกรณ์แจกทุกเที่ยวบิน ในถุงน่ารักๆ ก็มีพวกหมอนรองคอ ผ้าปิดตา ที่อุดหู แปรงสีฟัน ที่สำคัญอาหารอร่อย อร่อยจริง กินเกลี้ยงทั้งขาไปขากลับ เครื่องดื่มก็มีให้เลือกครบ จะน้ำผลไม้ น้ำอัดลม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชา-กาแฟ ช่วงเวลาเสิร์ฟไม่ผิดนาฬิกาชีวิตด้วย ที่นั่ง Economy มีน้ำหนักกระเป๋าให้ 23 กก. และกระเป๋าถือขึ้นเครื่องอีก 8 กก.




Business Class ที่เราไม่มีปัญญานั่งกับ Eco Class ที่คู่ควรกับงบประมาณเรา ฮา…




Amenity Kit ขาไปมีแจกทั้ง 2 เที่ยวบิน แกะดูมีของพื้นฐาน ear plug ผ้าปิดตา แปรงสีฟัน-ยาสีฟัน ถุงเท้า หมอนรองคอ ปากกา ครีมทามือ
Flight แรกถุงสีแดง Flight ต่อเปลี่ยนเป็นสีเขียว ของข้างในเหมือนกัน




อาหารการกิน ก็ดีพอสมควรเลย Flight แรก 7 ชม. เริ่มด้วย Drink & Snack แล้วก็หนึ่งมื้อหลัก ก่อนลงเครื่องมีของว่างอีก แถมอร่อยทุกอย่างด้วยนะ


Flight ต่อไป Tbilisi บินต่ออีกแค่ 4 ชม. เสิร์ฟอาหารหลักเลย แต่ก็อร่อยเหมือน Flight แรก



Almaty International Airport Terminal 2 ขนาดไม่ใหญ่มาก ออกจากเกทเดินไม่ไกลก็ถึงช่องตรวจ Boarding Pass/Passport แล้ว Security Check เข้าโถงในเลย (เอาน้ำลงมาจากเครื่องต้องทิ้งนะ) ดูแล้วมีเวลาต่อเครื่อง 1 ชม.ก็ทัน แต่ขาไปเรารอต่อเครื่อง 3 ชม. ก็นั่งจิบกาแฟเพลินๆแป้บเดียว



เทือกเขาหิมะของคาซัคสถานสวยมากเลย จะต้องมาเที่ยวสักรอบล่ะ



Amenity Kit ขากลับยังมีแจกทั้ง 2 เที่ยวบิน ของข้างในเหมือนเดิม แต่ขากลับเป็นถุงเล็กลายน่ารัก



อาหารขากลับทั้ง 2 เที่ยวก็ยังอร่อยเหมือนเดิม และไม่ซ้ำกับขามาด้วยนะ แต่เรากินไม่ครบ พวกของว่างไม่กินเลย หลับยาวๆ
Transportation ช่วงที่เที่ยวในเมืองหลวงทบิลิซี Tbilisi ให้ใช้ 2 เท้าเดิน ถ้าไปไกลหน่อยให้เรียกรถจากแอป Bolt หรือ Yandex Go ซึ่งสะดวกสบายมาก และราคาไม่แพง การใช้ก็เหมือนเรียก Grab บ้านเรา Download Bolt App จากไทยไว้เลย แล้วผูกบัตร debit หรือ credit ไว้จะสะดวกมาก ไม่ต้องใช้เงินสดจ่าย (เราผูกบัตร Travel card ไว้สะดวกมาก) ส่วน Yandex Go เป็นแอพของรัสเซีย ใครเคยใช้ในรัสเซียก็มีให้เรียกใช้ที่จอร์เจียเช่นกัน ใครอยากจ่ายเงินสดตอนกดจองรถก็กดเลือก Cash เอาได้ ดูราคาในแอพแล้วก็จ่ายตามนั้น




ในตัวเมืองทบิลิซีมีรถไฟใต้ดิน ที่ค่อนข้างครอบคลุมทั่วเมือง มีสถานีตามจุดท่องเที่ยวหลักๆทุกที่ ต้องซื้อบัตร Metro Card แล้วเติมเงินเข้าไป เป็นบัตรเดียวกับบัตรขึ้นกระเช้าไป Mother of Georgia ค่ารถไฟใต้ดินถูกมาก แต่เราไม่ได้ใช้บริการเลย เพราะเรียกรถไปสะดวกกว่าไม่ต้องเดิน และราคาไม่แพง ว่าจะเดินลงไปเยี่ยมชมว่าในสถานีสวยเหมือนสถานีในรัสเซียหรือเปล่า ก็ไม่มีเวลาได้ใช้บริการ ได้แค่เดินลงไปดูตรงเคาเตอร์ซื้อบัตร ก็ไม่มีตกแต่งอะไรสวยงามแถมดูเก่าๆด้วย


Car Rental สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวไปเมืองต่างๆ นอกจากรถไฟ รถบัส แล้ว การเช่ารถขับก็สะดวกสบายง่ายมากๆ บริษัทรถเช่าใหญ่ๆอย่าง Hertz หรือ Budget ก็มี แต่เราเลือกใช้ Localrent.com ที่เหมือนเป็นตัวกลางรวบรวมคน local เอารถมาให้เช่า มีรถให้เลือกเป็นร้อยคัน แต่ละคันก็มีเงื่อนไขต่างๆกัน ทั้งประเภทประกัน ทั้งอุปกรณ์เสริม และบางคันก็รับบัตรเครดิต บางคันก็รับแต่เงินสด แต่ทุกคันไม่ต้องมีเงินมัดจำ รถมีให้เลือกทั้งพวงมาลัยซ้ายและขวา แต่ที่จอร์เจียจะใช้ระบบแบบยุโรปคือรถพวงมาลัยซ้ายและขับชิดขวา ตอนจองรถสามารถแจ้งให้เอารถไปรับ/ส่งที่โรงแรมก็ได้มีค่าบริการเพิ่มนิดหน่อย สิ่งที่แปลกกว่าการเช่ารถทั่วไปคือมีค่าล้างรถด้วย คือ ตอนคืนรถต้องล้างรถมาคืนด้วย หรือจ่ายค่าล้างรถให้ไป 20GEL (ประมาณ 200 กว่าบาท) เช่ารถมาหลายประเทศไม่เคยต้องจ่ายค่าล้างรถเลย

รถที่เราเลือกคือ Subaru Forester ปี 2018 เกียร์ออโต้ 2500CC พวงมาลัยซ้าย เช่า 9 วัน ได้ราคาวันละประมาณ 1,200 บาท รวมประกันชั้น 1 แล้ว ส่วนค่าน้ำมันในจอร์เจียราคาพอๆกับประเทศไทย ราคาลิตรละ +/- 3GEL (36-40 บาท/ลิตร)



ถนนในจอร์เจียดีใช้ได้ทุกเส้นทางท่องเที่ยว เส้นระหว่างเมืองมีทั้ง 4 เลนและ 2 เลน ออกไปตามหมู่บ้านไกลๆ อาจมีทางลูกรังบ้างแต่ก็ไม่มาก แต่ช่วงที่ขับข้ามเขาก็จะมีทางเสียอยู่บ้าง เช่น ถนนพัง หินร่วง ถนนทรุด แต่ก็ไม่มากมายและมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจตราซ่อมแซมอยู่ตลอด แม่แต่เส้นทางไป Ushguli ที่หลายคนบอกไม่ควรขับไป จริงๆก็ทางดี ไม่ได้เป็นทางเขาสูงชันหรือทางแคบทางพังอะไรมากนัก ขับไปเองได้สบายมาก แต่…รถในจอร์เจีย (ไม่รู้คนจอร์เจียหรือนักท่องเที่ยว) ขับรถกันน่ากลัว แซงกันตลอดทาง เส้นทึบก็แซง ทางโค้งก็แซง ทางขึ้นเขาก็แซง ต้องระวังหน่อย แต่วัฒนธรรมการจอดรถให้คนข้ามถนนดีมากเทียบเท่าในยุโรป
Food ว่าด้วยเรื่องอาหารจอร์เจีย หลายๆคนอาจจะพอรู้จักอาหารจอร์เจียมาบ้างอย่างเกี๊ยวจอร์เจีย “Khinkali” แต่อาหารจอร์เจียมีหลากหลายมากกว่านั้น และรสชาติก็ไม่ขี้เหร่สำหรับคนไทยเลย หลายเมนูออกแนวฝรั่งยุโรป บางเมนูก็ออกแนวอาหรับ บางอย่างออกแนวไทยๆด้วยซ้ำ การสั่งอาหาร ถ้าเจอชื่อภาษาจอร์เจีย ที่ไม่ใช่ภาษาจอร์เจียนยึกยือแต่เขียนทับศัพภาษาอังกฤษ เช่น Khinkali ก็เอาคำนี้ไปใส่ Google ดูรูปดูคำอธิบาย ก็พอให้ตัดสินใจได้ว่าจะกินไหวหรือเปล่า ส่วนมากแล้วเขาก็จะมีวงเล็บคำอธิบายง่ายไว้ด้วย แต่ถ้าเจอเมนูภาษาจอร์เจียนยึกยือก็ทำได้แค่ใช้แอปแปลภาษาถ่ายรูปเอา ส่วนมากอ่านแล้วก็จะงงๆหน่อย แต่จะขอแนะนำอาหารจอร์เจียที่ได้ลองชิมมาแล้วว่ากินได้สำหรับเรา เผื่อเป็นแนวทางในการสั่งก็แล้วกัน

Khinkali อาหารจอร์เจียที่หน้าตาเหมือนเสี่ยวหลงเปา แต่แป้งจะหนากว่าไม่นุ่มเนียนเหมือนของจีน แป้งแน่นๆเนื้อจุกๆ 1-2 ก้อนแทนข้าวจานย่อมๆได้เลย มีไส้หลากหลาย ไส้ผัก ไส้เนื้อ ไส้ชีส ราคาต่างกัน และจะบอกเป็นราคาต่อตัว แต่ทุกร้านที่เจอคือขั้นต่ำ 5 ตัว ส่วนมากแล้วก็จะเสิร์ฟมาแบบนึ่งมาในจานแบบนี้ แต่เจอที่ร้านใน Kutaisi มีแบบเป็นซุปด้วย คือเป็น Khinkali ตัวเล็กหน่อยแล้วใส่มาในซุปข้นๆ อารมณ์แบบเกี๊ยวน้ำ ก็ใช้ได้อยู่นะ


Khachapuri อาหารท้องถิ่นของจอร์เจีย ทำจากแป้งยีสต์นุ่มๆ สอดไส้ชีส อบในเตาอบหรือบนเตา Khachapuri มีหลายแบบ เป็นเอกลักษณ์ตามแต่ภูมิภาค เช่น Adjarian Khachapuri (Acharuli) น่าจะเป็นอันที่หลายคนคุ้นเคยหน้าตา แผ่นแป้งทำเป็นทรงรีคล้ายเรือ ตรงกลางใส่ชีสและไข่ไก่ เวลาจะกินก็คลุกชีสกับไข่ผสมกัน แล้วฉีกแผ่นแป้งมาจิ้มกิน แบบอื่นเช่น Imeruli khachapuri ของภูมิภาค Imereti จะเป็นแผ่นแป้งกลมคล้ายพิซซ่าสอดไส้จอร์เจียนชีส หรือ Gurian Khachapuri ขนมอบรูปจันทร์เสี้ยวจากภูมิภาค Guria เป็นต้น


Shkmeruli ไก่ทอดในซอสครีมกระเทียม มันคือไก่ทอดธรรมดานี่แหละ ที่ทอดแบบกรอบนอกนุ่มใน แล้วราดด้วยซอส คืออ่านส่วนผสมมามันมีครีม มีกระเทียม รสชาติเค็มๆมันๆและรสกระเทียมชัดเจน มันเหมือนอาหารไทยอยู่พอสมควร เอามากินกับข้าวอร่อยมากๆ บางร้านก็เสิร์ฟมาแบบกระทะร้อนเลย เมนูนี้ชอบสุดในทุกเมนูที่กินมา
< ร้านใน Mtskheta อร่อยมากกก
__ร้านใน Mestia มาแบบกระทะร้อนครีมเดือดปุดๆ >


Odjakhuri ประกอบด้วยเนื้อสัตว์ เช่น หมู เนื้อวัว ไก่ หรือแกะ ย่างหรือทอด พร้อมมันฝรั่งทอด หัวหอม กระเทียม และเครื่องเทศ เสิร์ฟร้อนๆ เราเลือกสั่งเป็นหมู อันนี้ก็อร่อยดี ถูกใจ รสออกเค็มๆหน่อย กินกับข้าวหรือขนมปังเข้ากันดี
< ร้านหรูหราใน Zugdidi อร่อยและสวยงาม
____ร้านบ้านๆใน Ushguli ไม่สวยแต่อร่อยใช้ได้ >


Kubdari ทำจากแป้งที่นวดและหมักจนขึ้นฟู โดยมีไส้เป็นเนื้อสัตว์หั่นชิ้น นิยมเป็นเนื้อวัวผสมเนื้อหมู ผสมกับสมุนไพรป่าและเครื่องเทศสวาเนติ “gitsruli” ที่เป็นสมุนไพรพื้นถิ่นในแถบนั้น Kubdari เป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของชาวสวาน ผู้หญิงชาว Svaneti ในทุกครอบครัวจะทำพายอบไส้เนื้อนี้ได้ ถ้าไปเที่ยวแถบแคว้น Svaneti ต้องสั่งมาลองนะ
จานนี้ค่อนข้างหนักท้องมากๆ หน้าตาคล้ายๆพิซซ่าแต่มันหนักกว่ามาก กินไป 2 ชิ้นจุกได้เลย มา 1 แผ่นแบ่งได้ 4-5 ชิน แต่กิน 2 คนไม่หมด ต้องห่อกลับ

Chashushuli Stew (Beef or Chicken), Onion, Tomato, Bulgarian & Georgian Herb เมนูนี้สั่งมั่วๆจากคำบรรยายภาษาอังกฤษ เพราะในเมนูเป็นชื่อภาษาจอร์เจียน ดีว่ามีบรรยายอังกฤษ ชื่อเมนูมาหาทีหลังจาก Google
จานนี้สั่งที่ร้านอาหารใน Ushguli ออกมาหน้าตาเละๆหน่อย แต่ก็กินได้อยู่ รสชาติเข้มข้นและเครื่องเทศค่อนข้างแรงหน่อย เหมาะกินกับข้าวหรือขนมปัง

Kababi เมนูนี้ก็เอาชื่อไป search ดูก่อนสั่ง มันคือ เคบับแบบหนึ่งแต่เป็นเนื้อบดผสมกับเครื่องเทศ มาปั้นเป็นแท่งๆ เอาไปย่างมาเกรียมๆ โรยด้วยอะไรก็ไม่รู้ เนื้อก็เค็มๆใช้ได้

Mtsvadi (traditional Georgian shish kebab) ประกอบด้วยเนื้อสัตว์หมัก (มักเป็นเนื้อหมู เนื้อแกะ หรือเนื้อลูกวัว) หั่นเป็นชิ้นเสียบไม้แล้วย่างบนไฟ โดยส่วนมากไม้จะทำมาจากกิ่งองุ่น ทำให้ได้เนื้อที่นุ่ม ชุ่มฉ่ำ และมีกลิ่นหอมรมควัน เนื้อสัตว์มักจะหมักกับหัวหอม น้ำทับทิมหรือน้ำมะนาว เกลือ และเครื่องเทศ แล้วเสิร์ฟพร้อมซอส
สรุปคือเนื้อสัตว์เสียบไม้ย่างธรรมดาๆนี่แหละ คล้ายๆเคบับ อร่อยดี เค็มๆมันๆ จานนี้จากร้านที่ Mtskheta มีทั้ง หมู ไก่ แกะ เราสั่งเป็นซี่โครงหมูมา หมูนุ่ม เสิร์ฟมาบนแผ่นแป้งเอามาห่อกินได้
Miscellaneous เบ็ดเตล็ดเกี่ยวกับจอร์เจีย ที่ควรรู้ก่อนไปจอร์เจีย เพื่อประเมินค่าใช้จ่าย เพื่อวางแผนท่องเที่ยว เพื่อเที่ยวได้สนุกขึ้น แม้ความผิดพลาด ความหลง จะทำให้สนุกได้เหมือนกัน แต่ไม่หลง ไม่ผิดพลาดอาจดีกว่า
- จอร์เจียเป็นประเทศ Cashless ใช้บัตรจ่ายเงินได้เป็นส่วนมาก ไม่ว่าจะซื้อของใช้ ของกิน ร้านใหญ่ ร้านเล็ก ร้านของชำ ยกเว้นหมู่บ้านนอกเมืองใหญ่ เช่น Ushguli ยังขอรับเป็นเงินสด
- แม้ส่วนมากจะใช้ Debit/Credit Card ได้ แต่ที่พักบางที่เป็นแบบอพาตเมนต์หรือเกสต์เฮาส์ อาจรับแต่เงินสด ให้สอบถามก่อนเข้าพักจะได้เตรียมเงินสดไปให้พอจ่าย
- ร้านรับแลกเงินที่สนามบินแพงกว่าในเมือง ถ้าจะแลกก็แลกมาแต่น้อย แล้วมาแลกเพิ่มในเมือง ราคาในเมืองใหญ่ แพงกว่าเมืองรองนิดหน่อย
- ค่าครองชีพของจอร์เจีย เพิ่มขึ้นหลังจากวิกฤตโควิด คำว่าเที่ยวจอร์เจียเหมือนเที่ยวยุโรปในราคาแสนถูก ก็อาจจะเกินจริงไปหน่อยในตอนนี้ ยกตัวอย่าง ค่าอาหาร ร้านอาหารทั่วไปราคาประมาณร้านอาหารบ้านเราที่ไม่ใช่ร้านตามสั่ง คือจานละประมาณ 15-20GEL (180-250 บาท) ขึ้นไป กาแฟในร้าน Cafe ประมาณ 8-12 GEL (100-200 บาท) ก็ถูกกว่าในลอนดอน ปารีส อัมสเตอร์ดัม แต่ก็ไม่ใช่ราคาถูกมากสำหรับคนไทย
- ของที่ราคาถูกจริงๆคือ เหล้า เบียร์ และไวน์ ราคาถูกจริงจังมาก ไวน์รสชาติดีราคาร้อยกว่าบาทถึง 4-500 บาท เบียร์ขวดใหญ่แบบน้ำอัดลมขวดลิตรแค่ร้อยกว่าบาท สายดื่มต้องรักประเทศนี้
- อาหารจอร์เจียที่ขึ้นชื่อว่าเค็ม ความจริงไม่ได้เค็มขนาดนั้น แค่อาหารไม่จืด มีรสชาติหลักๆคือเค็ม หวาน และมัน หลายอย่างอร่อยด้วยซ้ำ
- การขับรถในจอร์เจียเป็นระบบแบบยุโรปคือขับชิดขวา รถพวงมาลัยซ้าย แต่รถพวงมาลัยขวาก็มี เวลาจะเช่ารถดูดีๆ
- หากจะเช่ารถต้องมีใบขับขี่ไทย ที่เป็นบัตรพลาสติคไปด้วย พร้อมกับใบขับขี่สากล (แต่เราเช่ากับ Localrent ไม่ดูอะไรเลย แต่ก็ต้องมีเกิดซวยเจอตำรวจเรียก)
- ค่าน้ำมันในจอร์เจียสูสีกับประเทศไทย น้ำมันพรีเมี่ยม (95) ราคาลิตรละประมาณ 3GEL (38 บาท) และที่จอร์เจียมีเด็กปั๊มเติมให้ ไม่ต้องเติมเอง
- ถ้าเช่ารถขับช่วงฤดูหนาว ต้องเช่าอุปกรณ์เสริมไปด้วย เช่น โซ่พันล้อ และต้องมั่นใจว่าใช้เป็น ถ้าไม่เคยขับรถที่เจอหิมะเช่ารถพร้อมคนขับไปเถอะ
- คนขับรถในจอร์เจียส่วนมากขับเร็วมาก ขับฉวัดเฉวียนพอสมควรด้วย และเวลาออกนอกเมืองใหญ่ วิ่งทางไกลจะแซงกันแบบน่ากลัว เส้นทึบก็แซง ทางขึ้นเขาก็แซง
- ขับรถเข้าตามเมืองใหญ่ ถนนจะมี One way เยอะให้ดูป้ายจราจรดีๆ และตรอกซอกซอยแคบ มีรถจอดข้างทางอีกด้วย การจอดรถให้ดูป้ายด้วย บางที่ต้องจ่ายค่าจอดแบบ Online
- บางเมืองหรือหมู่บ้านเล็กๆ ก็จะถนนแคบ เป็นเขาด้วย ถ้าเห็นตรอกหรือซอยแคบ ไม่แน่ใจก็จอดแล้วเดินดีกว่า
- จอร์เจียไม่มีค่าเข้าสถานที่ท่องเที่ยวเลย แต่หลายๆที่มีคนมาเรียกเก็บค่าจอดรถ เช่น Georgia-Russian Memorail ที่ใครๆก็แวะ มีคนเก็บค่าจอด 3GEL ส่วนที่ Uplistsikhe มีคนเตือนให้จอดด้านนอกป้อมยาม เพราะมีด่านเก็บค่าจอด 10GEL แต่ตอนนี้จอดด้านนอกก็มีเจ้าหน้าที่มาเดินเก็บ ไม่ยอมให้จอดฟรี
- ที่พักมีทั้งแบบอพาตเมนต์ โรงแรม 2 3 4 ยัน 5 ดาว แล้วแต่ขนาดและที่ตั้ง เลือกที่พักได้ตามงบประมาณ ถ้าอยากประหยัดงบ ให้เลือกที่พักแบบมีครัว แล้วทำอาหารง่ายๆกินเอง โดยเฉพาะมื้อเช้า เพราะร้านเปิดสายมาก ส่วนมากเปิด 10 โมง เตรียมของจากเมืองไทยไปบ้าง ซื้อของสดจากร้านเพิ่มบ้าง ทำอาหารง่ายๆกินประหยัดได้พอสมควร
- ที่พักที่ไม่ใช่โรงแรมใหญ่ ส่วนมากไม่มีลิฟต์ โดยเฉพาะพวกอพาตเมนต์ อาจอยู่ชั้น 4-5 จึงควรมีกระเป๋าใบเล็กเผื่อไปแยกของขึ้นไปพัก ไม่ต้องแบกกระเป๋าใหญ่ขึ้นไป พวกเราพักที่ไหนบ้าง ลงรายละเอียดให้ไว้ในรีวิวแต่ละเมืองแล้วนะ ไปดูที่ริวิวทริปทั้ง 3 ตอน
- ปกติแล้วเวลาจ่ายเงินไม่ต้องมีทิป แม้แต่เด็กยกกระเป๋า เด็กรับรถ ก็ไม่ยืนรอทิปเลย แต่บางที่บริการดีมากเราก็ทิปไปประมาณ 10%
- ปลั๊กไฟในจอร์เจียมีทั้งแบบโบราณสมัยโซเวียตและแบบใหม่ ถ้าพักอพาตเมนต์ในตึกเก่าจะเจอแบบโบราณต้องใช้หัวแปลง แต่ถ้าโรงแรมหรือที่พักสร้างใหม่จะเป็นแบบใหม่แล้ว
- Internet มีให้ใช้แพร่หลาย แต่ก็ไม่ได้เร็วมาก Roaming จากไทยไปใช้ได้ทุกที่


ที่จอร์เจียยังมีแผงขายหนังสือพิมพ์นะ / พาหนะยอดนิยม มีให้เช่าเกลื่อนเมือง





ของที่ระลึกมีขายทั่วไป ตามร้านใหญ่ขายแพงกว่าตามแผงข้างทางเกือบเท่าตัว

ขนมหวานประจำชาติจอร์เจีย Churchkhela (เชิร์ชเคลา) เป็นถั่ว (เช่น วอลนัท) ร้อยเป็นเส้น เคลือบด้วยน้ำองุ่นเข้มข้นเคี่ยวกับแป้งจนเหนียวหนึบ และตากแห้ง หาซื้อได้ทั่วไป เนื่องจากไม่ชอบขนมหวานก็เลยไม่ได้ลองชิม



เครื่องดื่มมึนเมาที่นี่ราคาดีจริงๆ เบียร์ Local ขวดเขียวนั่นกินแทบทุกวัน อร่อยและถูก (บนขวา) ส่วน Georgian Wine มีเยอะมากและราคาถูกมาก
สรุปจบทริปจอร์เจีย 12 วัน ปลายเดือนตุลาคม ช่วง Autumn บิน Air Astana ไป-กลับ เที่ยวในเมือง Tbilisi 2 วันกับอีก 1/2 วันก่อนกลับ ใช้ Bolt กับ 2 เท้าเดินเป็นหลัก อีก 9 วัน เช่ารถขับเที่ยว ขับไปทั้งหมด 1,574 กม. เที่ยวได้อีก 8 เมือง/หมู่บ้าน แบบไม่เป็นชะโงกทัวร์ > Kazbegi – Juta – Mtskheta – Gori – Kutaisi – Mestia – Ushguli – Batumi < ไม่นับ Zugdidi ที่แค่ผ่านแล้วแวะกินข้าว รวมเที่ยวจอร์เจีย 9 เมือง/หมู่บ้าน ในเวลา 12 วัน ด้วยงบประมาณคนละ 6x,xxx บาท รายละเอียดอยู่ในรีวิวทั้ง 3 ตอน (Link ด้านบนนะ)


Leave a comment