Friendly Iran [Part III]

Persian Trip in Iran [Part III]
Oct. 2016

เดินทางในอิหร่านมา 6 วันแล้ว เริ่มจากเตหะราน ลงใต้ไปคาชานไปชีราซ แล้วย้อนขึ้นทางเหนือไปอิสฟาฮาน และจบลงที่ซานานดาจ อ่านเรื่องเล่าคราวเที่ยวอิหร่านตอนแรกและตอนสองที่นี่ Friendly Iran [Part I] และ Friendly Iran [Part II] จากนี้เราไปต่อที่เมืองเหนือสุดในทริปอิหร่านของเราที่ทาบริซ แล้ววนกลับมาจบทริปที่เตหะราน

จับรถกลางคืนจากอิสฟาฮานนอนยาวขึ้นเหนือมาอีก ที่เมืองทาบริซ (Tabriz) ซึ่งจะเป็นเมืองเหนือสุดในทริปแหละ คาดกันว่าน่าจะหนาวสุดในทริป แต่ก็ไม่หนาวเท่าไหร่ แค่เย็นๆ แถมมีฝนด้วย เช้านี้ก็เช่นเคยที่ต้องเสี่ยงดวงเลือกพี่แท๊กซี่สักคันมาร่วมชะตากรรมกัน คราวนี้เลือกได้ดีพอสมควร ถึงพี่แกจะพูดอังกฤษไม่ได้เลยแต่พี่แกเท่ห์เหมือนจอร์จคลูนี่ย์เลย แถมดวงดีที่โรงแรมที่ตั้งใจไปว่างพอดี ได้เข้าโรงแรมแต่เช้าเลยด้วย และก็เหมือนเคยที่ถ้ารู้สึกถูกชะตากับคนขับก็จะคุยทาบทามเหมารถไปเที่ยวไว้เลย ซึ่งเราติดต่อไว้ให้มารับช่วงบ่าย ออกนอกเมืองไปเที่ยวหมู่บ้านเชิงเขา (อีกแล้ว)

l วันที่ 7 – เฮลโลทาบริซ | Tabriz, تبریز

พวกเราเลือกที่พักในย่านใกล้ Golestan garden ซึ่งไม่ไกลจากแหล่งเที่ยวหลัก ช่วงเช้าพวกเราวางแผนใช้เวลาเดินเที่ยวเล่นในเมืองก่อน แต่เริ่มแรกก็อกหักจาก Tabriz Bazaar เพราะเป็นวันศุกร์ตลาดปิดค่ะ จำไว้ๆ เดินไปถึงตัว Bazaar เงียบสงบมาก จนต้องถามลุงๆแถวนั้น สื่อสารกันพักใหญ่ถึงเข้าใจว่าปิดวันศุกร์ เลยถามต่อว่าจะไป Blue Mosque ไปทางไหน โอ้โห… คราวนี้มุงกันช่วยอธิบาย บอกแล้วคนอิหร่านใจดี บางคนขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านถึงกับจอดลงมามุงด้วย แย่งกันอธิบายแบบที่เราไม่เข้าใจ ลุงไปเรียกหนุ่มหล่อพูดอังกฤษพอได้จากไหนไม่รู้ มาชี้ทางให้พวกเราจนได้

Blue Mosque مسجد کبود‎‎ – Masjed-e Kabūd

พวกเราเดินกันไปเรื่อยๆจนถึง Blue Mosque ชื่อเรียกเหมือนที่ตุรกี แต่ความสวยงามยิ่งใหญ่ไม่ได้ขนาดนั้น คนละเรื่องกันเลย Masjed-e Kabūd หรือ Blue Mosque นี่สร้างมาตั้งแต่ปี 1465 แต่พังเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวใหญ่เมื่อปี 1779 จึงมองดูแล้วไม่น่าจะชื่อมัสยิดสีฟ้าเลย เพราะกระเบื้องตกแต่งด้านนอกเสียหายไปหมด ต้องเดินอ้อมไปด้านหลังถึงพอได้เห็นผนังที่ยังมีกระเบื้องประดับสีฟ้าอยู่บ้าง เข้าไปดูด้านในจะยังมีผนังประดับตกแต่งกระเบื้องโมเสคโทนสีฟ้าสวยงามอยู่ ต้องจินตนาการเอาเองว่าหากไม่พังเสียหายไปก่อน คงเป็นสุเหร่าสีฟ้าสวยงามตามชื่อเรียก

    

     

Khaqani Park & Azerbaijan Museum

ติดกับ Blue mosque มีสวนเล็กๆ ถ้าเดินเข้าไปจะเจอกับรูปปั้น Afzal al-Din Badil Khaqani กวีชาวอิหร่าน เข้าไปเดินเล่นๆได้ ออกจากสวน ถัดกันไปอีกหน่อยคือ Azerbaijan Museum พิพิธภัณฑ์อาเซอร์ไบจัน อยู่ใกล้ๆกับมัสยิดสีฟ้า ด้านในมีจัดแสดงวัตถุโบราณต่างๆ รูปปั้น รูปสลัก เหรียญโลหะ ที่เป็นศิลปะของชาวอาเซอร์ไบจาน อาจจะไม่ค่อยรู้กันว่าชาวอาร์เซอร์ไบจานนอกจากอาศัยอยู่ในประเทศอาเซอร์ไบจานที่ติดกับอิหร่านด้านทิศเหนืแล้วยังมีจำนวนมากที่ลงหลักปักฐานอยู่ทางตอนเหนือของอิหร่านในรัฐอาเซอร์ไบจานที่มีเมืองหลวงคือทาบริซ (งงนิดหน่อยนะ) ประเทศอาเซอร์ไบจานนั่นโดนหลายประเทศยึดครองไปจนสุดท้ายประกาศเอกราชได้จนวันนี้ อธิบายอย่างดีแต่พวกเราไม่ได้เข้าหรอก อาศัยนั่งคุยกับหนุ่มรูปหล่อเชื้อสายอาเซอร์ไบจานที่หน้าพิพิธภัณฑ์

      

หลังอาหารกลางวันอันแสนถูกและอร่อยใต้ถุนโรงแรม พี่จอร์จ คลูนีย์ก็มารับพวกเราออกเดินทางไปนอกเมืองตามนัด เดิมทีเราขอให้โรงแรมช่วยจองตั๋วรถกลับเตหะรานให้เราวันพรุ่งนี้ แต่พี่แกดันบอกว่าเดี๋ยวแกบอกพี่จอร์จให้พาพวกเราไปแวะซื้อตั๋วแล้วกัน พอบอกพี่จอร์จ พี่แกยิ้มเผล่เลยบอกว่า โอ๊ย….ไม่ต้องไปเสียเวลา น้องชายทำงานรถทัวร์นี่แหละ เดี๋ยวให้น้องชายจองให้ วีไอพีเลยนะ มีจอทีวีทุกที่นั่ง แล้วค่อยไปเอาตั๋วทีหลังเลย (พนักงานโรงแรมแปลให้นะ 55) ตกลงกันเรียบร้อย ที่ต้องเล่าเรื่องนี้เพราะมันจะมีเรื่องลุ้นระทึกในวันพรุ่งนี้

    

โฉมหน้าพี่จอร์จ คลูนีย์ ที่คุยกันไม่รู้เรื่องสักคำแต่ไปด้วยกันได้ตั้ง 2 วันแถมให้ซื้อตั๋วรถบัสให้อีก

Candovan Village, روستای كندوان

บ่ายนี้พวกเราจะไปหมู่บ้านปล่องหินที่ชื่อคานโดวาน หน้าตาจะคล้ายๆกับ Cappadocia ของตุรกี เพระมีลักษณะทางภูมิศาสตร์เหมือนกัน เกิดจากทับถมของเถ้าลาวา ผ่าน ลม พายุฝน และหิมะ กัดกร่อนไปเป็นร้อยเป็นพันปี จนกลายเป็นปล่องแหลมรูปร่างประหลาด ผู้คนจึงเจาะช่องเข้าไปอาศัยข้างใน หน้าหนาวก็จะอุ่นหน้าร้อนก็จะเย็น สุดยอดแห่งธรรมชาติสร้าง พวกเราไปโชคไม่ดีเท่าไหร่เพราะฝนลง ฟ้าเลยไม่สวย อดได้ภาพแสงเย็นงามๆทาบปล่องหิน การเดินชมก็เหมือนกับการเที่ยวหมู่บ้านตามเชิงเขา คือเดินขึ้นไปที่ตัวหมู่บ้านบนเชิงเขาเลย จะได้เห็นทางเดินคดเคียว เห็นบ้านดินบ้านหินกันแบบใกล้ๆ และส่วนมากจะมีคอกสัตว์อยู่ด้วย เพราะต้องใช้ม้าใช้ลาทุ่นแรงในการขนของขึ้นไป จากนั้นก็ให้เล็งทิศตรงข้ามหาทางเดินขึ้นเนินหรือที่สูงเพื่อมองย้อนมา ถ่ายภาพหมู่บ้านเชิงผาในมุมกว้าง พวกเราปีนกันทั้ง 2 ฝั่งไปมาจนแสงหมด ฝนก็ลงพรำๆเป็นระยะ หนาวจนไม่อยากเอามือออกมากดชัตเตอร์

 

    

l วันที่ 8 – คนทาบริซ(หรือจะ)คิดไม่ซื่อ?!!! 

เมื่อคืนพอพี่จอร์จคลูนีย์พาไปส่งที่โรงแรม ก่อนจากกันหัวหน้าทริปลองถามพี่จอร์จว่ารู้จักภูเขาสีแห่งทาบริซมั๊ยโดยเอารูปให้ดู พี่จอร์จพยักหน้าหงึกหงัก คว้ามือถือมากดโน่นกดนนี่ คุยกันอยู่พักใหญ่ อ้าวววว สรุปนัดกันซะอีกล่ะ เช้านี้พี่จอร์จก็เลยมารับไปดูภูเขาสีกัน

Colorful Mountain of Tabriz | Aladağlar آلاداغلار) * کوه‌های رنگارنگ ) * 

ทาบริซเป็นเมืองทางเหนือของอิหร่าน ภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อน อากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี นอกจากธรรมชาติอันสมบูรณ์ที่สวยงามยามใบไม้ผลิหรือใบไม้ร่วง สิ่งที่นักท่องเที่ยวหลายๆคนที่มาทาบริซอยากไปให้เห็นกับตาคือ แนวเขาที่มีริ้วสีเหลือบลายสุดสายตา Aladaglar หรือภูเขาสีเหล่านี้อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองทาบริซนัก หัวหน้าทริปของเราเอารูปให้พี่จอร์จดู พี่จอร์จยกมือถือกดหาพิกัด แล้วบอกรู้จักๆไปได้ ก็ไปกัน เอาจริงๆว่ามันต้องไปตรงจุดไหนที่สวยสุดหรือถูกพิกัดสุดก็ไม่รู้ แต่เมื่อนั่งรถออกนอกเมืองไปสัก เกือบ 2 ชม. ก็จะเริ่มเห็นทิวทัศน์เป็นภูเขาสีแดงๆมากขึ้น แต่ดวงชะตาไม่ให้พวกเราดีใจมากนักเนื่องจากวันนี้มีฝนตกตั้งแต่เช้า เบาหนักสลับกันไปตลอดทาง เมื่อพ้นทางเขาคดเคี้ยวแล้ว เป็นทางตรงพอจอดรถได้ พวกเราเห็นทิวเขาสวยงามพอสมควร แม้ฟ้าจะไม่เปิด ภูเขาจะสีแดงหนักๆเพราะอิ่มน้ำ แต่ก็พอเห็นแถบสีเหลืองส้มอยู่บ้าง แถมฝนก็ซาเม็ดแล้ว จึงให้พี่จอร์จจอดรถ แล้วลงเดิน เพื่อหามุมถ่ายรูป ภูเขาหินทรายประกอบกับแร่ธาติต่างๆ เกิดจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกเมื่อหลาย ล้านปีก่อน โดนลมโดนฝนนับพันๆปี จึงเกิดเป็นริ้วลายสีสันอย่างที่เห็น นึกภาพว่าถ้ามาในวันที่ฟ้าใสแดดดีคงสวยมากๆ แต่ดวงพวกเราก็ไม่แย่จนเกินไปนักเพราะสักพักฝนก็หยุด แดดอ่อนๆเริ่มสาดลงมาที่ภูเขาสีเหลือบลาย แค่นี้ก็นับว่าประทับใจแล้ว

  

เมื่อกลับมาแล้วหาข้อมูลเพิ่มเติม การไปเที่ยวดูภูเขาสีนี้สามารถนั่งรถดูไปได้เรื่อยๆ ชอบตรงไหนมุมไหนก็จอดถ่ายรูปได้ หรือบางคนก็ Trekking หรือ Hiking มีบริษัทรับจัดแบบ Day trip ให้ด้วย แต่พวกเราตัดสินใจกลับไปเก็บที่เที่ยวในเมืองทาบริซกันช่วงบ่ายแทนเพราะอากาศไม่ดีฟ้าไม่ค่อยเปิด

Tabriz Grand Bazaar Complex

 

ช่วงบ่ายใช้เวลาในการเดินเที่ยวแกรนด์บาซาร์ของทาบริซ ซึ่งก็คือตลาดที่พวกเราไปเมื่อวานแต่เงียบสงบ วันนี้ตลาดกลับมาเปิดปกติแล้ว คนแน่นไปทุกพื้นที่ เดินๆไปเจอสำนักงานของ Bazaar เลยเข้าไป เจอเจ้าหน้าที่ใจดีเอาแผนที่มาให้พร้อมอธิบายว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง เพราะตลาดที่นี่ใหญ่โต ซับซ้อนมาก มีจุดที่น่าสนใจในหลายๆจุด ด้วยความที่เป็นศูนย์กลางการค้าขายแห่งหนึ่งในเส้นทางสายไหม (silk road) มาตั้งแต่อดีตกาล ที่นี่กว้างใหญ่ มีมากมายหลายห้อง (Caranvansereis) หลายทิมเช (Timches) แล้วก็มีมัสยิดอยู่เป็นสิบๆแห่งโดยรอบ กินพื้นที่ทั้งหมดกว่า 7 ตร.กม. ถ้าเราได้ทำความเข้าใจมาก่อนบ้างก็จะทำให้การเดินเที่ยวชมน่าสนใจกว่าการเดินไปเรื่อยเปื่อย แถมอาจจะหลงหาทางกลับไม่เจอเอาได้ สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศอิหร่านส่วนมากไม่ใช่สถานที่ๆตายแล้วที่พวกเราไปเดินดูแล้วต้องนึกจินตนาการว่าสมัยที่ยังใช้งานหรือสมัยรุ่งเรืองเป็นยังไง แต่ในอิหร่านหลายๆที่ยังคงเป็นสถานที่ที่ผู้คนยังใช้กันอยู่จริงทั้งมัสยิด ทั้งสวน ทั้งตลาด ที่จะกลายเป็นสถานที่ไร้ชีวิตก็เห็นจะมีแต่สถานที่ๆเกี่ยวกับราชวงศ์ พวกเราเดินดูตลาดตามจุดน่าสนใจที่เจ้าหน้าที่แนะนำมา แหงนคอมองดูโดมงามๆ ประตูสวยๆ ทุกที่ยังมีชีวิต ตรอกที่ขายพรมตอนนี้ก็ยังคงขายพรม ที่ขายผ้าก็ยังคงขายผ้า เพียงแต่ยุคสมัยเปลี่ยนไปมีสิ่งอำนวยความสะดวกสมัยใหม่เข้ามาปะปนบ้าง เสื้อผ้าการแต่งกายก็ตามสมัยนิยม เดินไปเดินมาทะลุออกไปตรงไหนก็ไม่รู้ เพลินจริงๆ

   

จาก Grand Bazaar เราเดินกันมาราธอนมาจนถึงศูนย์รวมวัยรุ่น ที่เรียกแบบนี้เพราะเป็นย่านการค้าสมัยใหม่ ลักษณะคล้ายสยามสแควร์บ้านเรา แต่มีขนาดเล็กกว่ามีถนนคนเดินสายเดียวตรงกลาง 2 ข้างเป็นร้านขายของ ส่วนมากเป็นเสื้อผ้า เครื่องประดับ มีห้างสรรพสินค้าเล็กๆแทรกตัวอยู่ขายเสื้อผ้ารองเท้าทันสมัยบันไดเลื่อนปรุ๊ดปร๊าด ที่อิหร่านไม่มีคือร้านกาแฟ เดินจนสุดถนนก็ไม่มีร้านกาแฟ ไม่มีคาเฟ่ให้นั่งพัก ต้องมานั่งเก้าอี้ตามทางเดิน ซึ่งมีอยู่ตลอดทาง เราเดินเที่ยวในละแวกนี้เหมือนดาราดังก็ไม่ปาน เพราะใครๆก็มองเรา มีคนเข้ามาขอถ่ายรูปด้วยอยู่เรื่อยๆ บอกแล้วว่าใครอยากดังให้มาอิหร่าน

   

เดินกลับโรงแรม ระหว่างทางก็หาขนม หาข้าวทาน เจอร้านขนมปังแวะนั่งพักเหนื่อยและหลบฝนกินขนมปังและน้ำหวานรองท้อง พอจะจ่ายเงินเจ้าของร้านไม่เอาเงิน ขอถ่ายรูปด้วยกันแค่นั้น คิดดูซิ ยิ่งกว่าดาราอีกบอกเลย กลับถึงโรงแรม เก็บของเรียกรถออกไปส่งที่สถานีรถ เพราะรอแล้วรอเล่าพี่จอร์จ คลูนีย์ก็ไม่มารับ ดีว่ารับตั๋วมาแล้วแต่เช้า

คนทราบิซ(หรือจะ)คิดไม่ซื่อ

มาอิหร่านมีเรื่องให้ตื่นเต้นไม่หมด พวกเรามาถึงสถานีรถบัสที่หรูหราอย่างกับสนามบิน มีเคาเตอร์เช็คอินด้วย พวกเราดูยี่ห้อรถจากตั๋วแล้วไปติดต่อเคาเตอร์เพื่อถามชานชาลา พลันเกิดการงุนงนกันไปหมด ฟังกันรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง จนท.หลายคนวนมาสอบถามว่าเอาตั๋วมาจากไหน เอาล่ะซิ หรือพี่จอร์จจะต้มเรา?!! อธิบายกันอยู่พักใหญ่ เริ่มมีเจ้าหน้าประจำสถานีรถมา เอาตั๋วไปตรวจสอบกันวุ่นวาย พวกเรางัดข้อมูลทุกอย่างมาให้เจ้าหน้าที่ดู ทั้งรูปพี่จอร์จ รูปรถที่เห็นทะเบียน ไปจนถึงเบอร์โทร เจ้าหน้าที่บอกแต่ wait! wait! wait! มีพี่ฝรั่งใจดีช่วยอธิบายให้อีกแรง พี่แกก็มีปัญหากับตั๋วนิดหน่อย จนแกจัดการตั๋วของแกเรียบร้อย แกเลยรีบเผ่นก่อนเพราะต้องไปเตหะรานเพื่อต่อเครื่อง พี่แกบอกว่าเจ้าหน้าที่ให้พวกเรารอ จังหวะนั้นนั่งรอกันไปแบบไม่รู้ว่าจะได้ไปหรือเปล่า อีกสักพัก เหมือนว่าเค้าจะโทรเจอพี่จอร์จแล้ว และสุดท้ายน้องชายพี่จอร์จก็โผล่มา แล้วก็มีการสุมหัวมุบมิบๆกันที่เคาเตอร์ เราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่สุดท้ายก็มีคนเรียกพวกเราว่าไปขึ้นรถ รถที่ขึ้นคนละบริษัทกับในตั๋วแต่ที่นั่งก็โอเค แต่ไม่มีจอดูหนังไม่มีที่ชาร์ทแบตแบบที่พี่จอร์จโม้ไว้ จำไว้เลยพี่จอร์จ แต่รถดีคนขับหน้าดุแต่ขับเรียบร้อย เที่ยวนี้มีคนขับ 2 คนเปลี่ยนขับกลางทาง รู้สึกปลอดภัยดี

   

บขส.ทาบริซใหญ่โตหรูหราเหมือนสนามบิน l ตื่นเต้นว่าจะได้ไปหรือไม่l สุดท้ายก็ได้ไป

l วันที่ 9 – เฮลโลเตหะราน | Tehran, تهران

รถทัวร์ขับโดยพี่หนวดมือสองมาถึงเตหะรานตั้งแต่พระอาทิตย์เริ่มส่องแสงทองๆ เรารู้ได้ทันทีว่าเริ่มเข้าชานเมืองหลวงแล้ว เพราะเมืองหลวงประเทศไหนก็เหมือนกันคือช่วงเช้ารถจะมุ่งหน้าเข้าเมืองกันเต็มไปหมด รถเริ่มติดเป็นระยะ พอเห็นหอคอยสีขาวหน้าตาเหมือนสามง่ามสูงเด่นเป็นวงเวียนมีรถติดรอบไปหมด แสดงว่าถึงหมอชิตเตหะรานแล้ว พวกเราลากกระเป๋าลงมายืนมึนๆงงๆ เพราะมันคือหมอชิตจริงๆเลย คนเยอะแยะรถมากมาย เดินออกไปเจอแท็กซี่ดักอยู่เป็นร้อยคัน ถามราคาแล้วแพงเหมือนกันทุกประเทศในโลก แต่ก็เหนื่อยเกินกว่าจะลากกระเป๋าไปนั่งรถไฟที่สถานีรถใต้ดินอยู่ถัดไปนิดเดียว ต่อรองราคาได้นิดหน่อยก็ได้รถไปส่งที่พัก ซึ่งคราวนี้โชคไม่ดีที่พักเต็ม แต่ไม่ให้รถรอล่ะ ลากกระเป๋าเดินหาเอาในตรอกซอกซอย เจออีกแค่ 1-2 ที่ เลือกที่พอรับราคาได้ก็เอาเลย เหนื่อยมากแล้ว

   

พระราชวังแห่งความทรงจำ | Golestan Palace, کاخ گلستان‎‎‎

พักผ่อนกันนิดหน่อย ก็ออกเที่ยวเตหะรานกันเลย ที่แรกที่พวกเราไปคือพระราชวังโกลเลสตัน Goleston Palace บางคนเรียกวังกุหลาบแต่แปลตามตัวว่าพระราชวังดอกไม้ จากที่พักเดินไปได้ไม่ไกลมาก เดินชมเมืองชมตลาดไปเรื่อยๆ พระราชวังไม่ได้อยู่ในย่านพิเศษ ไม่ได้มีลานหน้าพระราชวังกว้างใหญ่สวยงามอะไร เข้าประตูไปซื้อตั๋วรอคิวตรวจกระเป๋าแล้วเข้าไปด้านใน มีนักท่องเที่ยวพอสมควร ส่วนมากเป็นชาวยุโรป เจอทัวร์ไทยกลุ่มเดียว พระราชวังได้รับการดูแลรักษาไว้ดีพอสมควร ดูแผนที่แล้วเลือกเดินชมได้เลย จุดหลักๆที่น่าสนใจมี Takht-e marmar อาคารแรกจากทางเข้าที่มีบ่อน้ำยาวนำทางไปถึงบ่อน้ำพุกลมด้านหน้ามองเห็นบังลังค์หินอ่อน (Mable Throne) เดินเข้าไปด้านในดูผนังประดับกระจกวิบวับสวยงาม เดินต่อไปที่ Talar-e Aineh จะเข้าชมด้านในต้องจ่ายเงินเพิ่ม ซึ่งเราซื้อบัตรมาจากทางเข้าแล้ว ถ้าไม่ได้ซื้อจากด้านหน้าก็มาซื้อที่หน้าอาคารได้เลย เข้าไปชมด้านในต้องสวมถุงครอบรองเท้าและไม่ให้ถ่ายรูป เป็นปกติของการเที่ยวชมพระราชวัง อยากได้รูปก็ไปซื้อหนังสือหรือซีดีเอา (แต่ก็เห็นมีนักท่องเที่ยวแอบถ่ายนะ ทั้งพวกแขกทั้งฝรั่ง.. ใครว่าฝรั่งดีกว่าเรา? ฝรั่งไม่ดีก็มี) โถงบันไดพร้อมโคมไฟคริสตัลสวยงามใช้ได้แม้ไม่ใหญ่โตนัก ผนังสีซีดไปบ้างแต่ก็ยังเห็นลวดลายและสีสันสวยงาม Main Hall, Mirror Hall, White Hall อาจดูไม่หรูหรามากมาย แต่ก็สวยมีเสน่ห์ แต่แอบเศร้า เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านมา

    

ออกจาก Talar-e Aineh มาเดินรอบนอก ดูผนังกระเบื้องลวดลายสีสันสวยงามตลอดทาง ผ่าน Hoze Khaneh ที่มีหอสูงที่ทำเป็นปล่องลมเพื่อทำความเย็นให้กับตัวอาคารด้านล่าง เป็นสุดยอดภูมิปัญญาของชาวเปอร์เซีย ไปจนถึง Shams-ol-Emareh (Edifice of the Sun) ชมสวนวนไปถึงร้านกาแฟน่านั่งในสวน แต่คนเต็ม พี่แกไม่รับออเดอร์ แกบอกทำไม่ทัน อดไป เลยนั่งพักชมวิวก่อนกลับ วนกลับมาถึงบ่อน้ำพุยาวร้อยเมตร ถ่ายรูปย้อนกลับไปที่ Hall of Mirror สวยดี เสียดายว่าบ่อทรุดโทรมไปหน่อย เพื่อนที่ไปด้วยไปเจรจากับคนดูแลสวนอิท่าไหนไม่รู้ ลุงแกขุดต้นมะเดื่อมาให้ 2 ต้น ดีใจมากหอบหิ้วกลับมาปลูกเมืองไทย มะเดื่อวังเชียวนะ

   

(อดีต)สถานทูตของคนเคยรัก‎‎‎

ก่อนมาอิหร่าน เคยได้อ่านรีวิวจากหลายๆบล็อคมีสถานที่แปลกที่หนึ่งที่บางคนแวะมาดูคือ(อดีต)สถานทูตอเมริกา อันนี้เราอยากมาดู เพื่อนๆเลยจัดให้ พวกเราเดินจากวังมาที่ Imam Khomeini Square เป็นเหมือนอนุสาวรีชัยฯ มีทั้งรถทั้งรถไฟให้เลือก นั่งรถใต้ดินมาลงที่สถานี Taleghani ออกมาจากสถานีก็เจอประตูสถานทูตเลย ซึ่งตอนนี้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ และศูนย์การเรียนรู้ไปแล้ว สถานทูตอเมริกาในกรุงเตหะราน ปิดตัวลงไปตั้งแต่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ.1979 ซึ่งคือวันที่กลุ่มนักศึกษาปฏิวัติมุสลิมบุกสถานทูตจับเจ้าหน้าที่สถานทูตและชาวอเมริกันในอิหร่านเป็นตัวประกัน เพื่อเรียกร้องให้ส่งตัวอดีตกษัตริย์ชาห์ ปาห์เลวี (Shah Pahlavi) แห่งอิหร่านที่โดนประชาชนประท้วงขับไล่จนต้องลี้ภัยไปอยู่ในแผ่นดินสหรัฐอเมริกากลับมา แต่อเมริกามีหรือจะยอมตามคำเรียกร้อง เหตุการณ์ก็เลยยืดเยื้อไปยาวนานกว่า 1 ปี กว่าจะจบลงด้วยความสัมพันธ์ที่ขาดสะบั้นลงของอเมริกาและอิหร่าน และทำให้อิหร่านโดนตัดขาดจากชาวโลกส่วนมากมาจนถึงวันนี

ที่ไปเดินดูกันคือรั้วสถานทูตที่ชาวอิหร่านได้มาวาดรูประบายความรู้สึกกันไว้ ที่คาดไว้คงมีการเขียนด่าเขียนสาปแช่งอะไรมากมาย แต่จริงๆแล้วกลับเป็นรูปวาดสวยงามแต่แฝงไว้ด้วยความรู้สึก ถ่ายรูปกันนิดหน่อย พอเป็นที่ระลึก

    

หอคอยแห่งเตหะราน | Azadi Tower, برج آزادی

หอคอยสีขาวที่เราเห็นตั้งแต่เช้า เป็นจุดสุดท้ายที่เราจะมาแวะในวันนี้ นั่งรถใต้ดินมาถึงสถานี Azadi ออกมาแล้วมองไปจะเห็นหอคอยที่มีสวนหย่อมล้อมรอบ เจ้าหอคอยนี้เป็นผลงานออกแบบของ Hossein Amanat นักศึกษาสถาปัตยกรรม ชนะการประกวดในการเฉลิมฉลอง 2500 ปีอาณาจักรเปอร์เซีย สร้างมาตั้งแต่ปี คศ. 1966 ใช้หินอ่อนจากอิสฟาฮานมาตัดเป็นชิ้นๆมาประกอบกันเป็นหอคอยสูง 45 ม.ทรงโค้งเว้าสวยงาม พื้นที่รอบๆจัดเป็นสวนหย่อมสไตล์เปอร์เซีย มีดอกไม้ต้นไม้อยู่พอให้ได้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ตัวหอคอยเข้าไปด้านในขึ้นไปชั้นบนเป็นจุดชมวิวได้

พวกเรากะเวลาให้มาถึงช่วงเย็นๆ ถือโอกาสเอาน้ำเอาขนมมานั่งปิคนิคกันด้วยเบียร์ที่นี่กินได้กินดีไม่มีเมา จิบไปคุยกันไป ถือเป็นการพักผ่อนสั่งลา นั่งเล่นกันจนหอคอยเริ่มเปิดไฟ แถมด้วยแสงสีเสียงกับน้ำพุเต้นระบำ อย่าคาดหวังว่ามันจะหวือหวาอะไรมาก แต่ก็แปลกตาดี ถ่ายรูปเล่นกันจนพอใจก็นั่งรถไฟกลับที่พัก พรุ่งนี้เหลืออีกค่อนวันเก็บตกในเตหะรานก่อนจะกลับบ้านกันแล้ว เย….

    

l วันที่ 10 – ลาก่อนเตหะรานและชาวอิหร่านใจดี | Tehran, تهران

วันนี้เก็บข้าวเก็บของ เอาลงมาฝากที่เคาเตอร์ แล้วเราแยกกัน 2 คู่ชู้ชื่น ไปเที่ยวตามชอบ เราเลือกที่จะไปเดิน Grand Bazaar พิกัดการไปก็อยู่ในละแวกที่เราไปพระราชวังเมื่อวาน เดินไปที่ Imam Khomeini Square แล้วเลี้ยวเลาะรั้ววังไป เริ่มเห็นรถม้าวิ่งกั่บๆ แสดงว่าไปถูกทางแน่นอน

เที่ยวตลาด | Tehran Grand Bazaar, بازار بزرگ

ตลาดที่เตหะรานนี้ใหญ่มาก ตรอกซอกซอยก็เยอะ เดินวกไปวนมา คนเยอะมาก มากชนิดยืนถ่ายรูปไม่ได้กันเลยเพราะจะขวางทาง ก็อย่างที่บอกทุกที่เที่ยวในอิหร่านยังมีชีวิต ที่นี่ก็มีทิมเชสวยๆอยู่เหมือนกัน ค่อยๆเดินค่อยๆมองไป เราได้เข้าไปในส่วนของมัสยิด Masjid Jameh Bazaar ซึ่งอยู่ตรงกลางของ Bazaar เดินวนหาทางเข้า 2-3 รอบกว่าจะเจอ เข้าไปแล้วเป็นลานกว้างมาก ได้รับคำสั่งว่าให้เงียบๆ มันเงียบสงบจริงๆทั้งๆที่อยู่กลางตลาดที่เราเพิ่งแหวกคนมา นั่งพักมองดูชาวอิหร่านที่เข้ามาละหมาดกันอยู่ตลอดๆ เรื่องความศรัทธาชาวอิหร่านไม่เป็นรองชาติใดศาสนาใดแน่นอน

  

เที่ยวสวน | Shahr Park, پارک شهر

พักทานอาหารเที่ยงอิ่มแล้ว เลยเลือกเดินย่อยอาหารในสวนสาธารณะ สวนที่นี่ร่มรื่นพอมสมควร เป็นสวนเก่าแก่กลางเมือง มี Tehran Peace Museum อยู่ด้านประตูทิศเหนือ แต่เราไม่ได้ไปดู แต่เดินไปดูส่วนที่เค้าเรียกว่าสวนสัตว์ แต่เป็นสวนสัตว์รูปปั้น! ว่าไปก็เป็นทางเลือกที่ดีที่จะไม่ต้องจับสัตว์มาขัง ก็เห็นมีคนพาเด็กๆมาเที่ยวชมเหมือนกันนะ

   

เที่ยวพิพิธภัณฑ์ | National Museum of Iran, موزهٔ ملی ایران‎ 

ออกจากสวนก็เหลือเวลาไม่มากนัก ต้องเลือกว่าจะไปที่ไหนดี แต่แรกว่าอยากไปดูโคตรเพชรที่ Jewel Museum แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่ดู เพราะไม่ได้ชอบเพชร พวกเราขอเข้าพิพิธภัณฑ์เพื่อทำความรู้จักอิหร่านสักหน่อย เสียค่าเข้าแล้วเข้าไปใช้เวลาตามที่เหลืออยู่ เดินดูโบราณวัตถุต่างๆ มีประวัติการขุดค้นให้อ่านเพลินๆ คนไม่ค่อยมาก มีนักท่องเที่ยวแค่ 4-5 กลุ่ม เดินไปทั่วๆคุณจะรู้ว่าอิหร่านเป็นประเทศที่เจริญรุ่งเรืองมากตั้งแต่ยุคอาณาจักรเปอร์เซียเรืองอำนาจ แม้กาลเวลาจะทำให้ความรุ่งเรืองนั้นจมหายไปกับสงครามและอุบัติภัยหลายครั้งหลายครา แต่ที่นี่ยังมีโบราณวัตถุต่างๆให้ได้มายืนดูและจินตนาการถึงความรุ่งเรืองได้

   


“Salt Man” มัมมี่มนุษย์เกลือ จากเหมืองเกลือ อายุกว่า 2,000 ปี ที่เค้าว่ากันว่าเป็นหนึ่งในไฮไลต์ของที่นี่

เดินกลับโรงแรมผ่านศูนย์ราชการกระทรวงต่างๆ แถมด้วยพิพิธภัณฑ์อีกหลายอัน อาคารดูใหญ่โตสวยงาม แต่คนไม่พลุกพล่าน อิหร่านนี่มีพิพิธภัณฑ์เยอะอยู่เหมือนกัน เดินผ่านไปรษณีย์แต่ไม่ได้เข้าไปเพราะปิดแล้ว รีบกลับโรงแรมไปเพื่อเรียกแท็กซี่ไปส่งสนามบิน ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองไปพอสมควร ระหว่างทางผ่านสุสานของอยาตอลเลาะห์ โคไมนี เสียดายไม่ได้แวะเข้าไปชม

   

  

Bye, Iran

วันนี้ประเทศอิหร่านจะเป็นอย่างไรจะโดนใครต่อต้าน ใครจะไม่คบค้าสมาคมด้วยก็เป็นเรื่องของการเมืองที่เราคงทำอะไรไม่ได้ แต่ยังไงคนอิหร่านยังเป็นคนใจดี มีไมตรีกับคนต่างชาติ เที่ยวอิหร่านมาร่วม 10 วันไม่โดนโกง ไม่โดนเอาเปรียบ ไม่มีอันตราย อาหารกินได้ แต่กาแฟไม่อร่อย


One thought on “Friendly Iran [Part III]

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s