13 days England-Scotland Part-3 [London-Windsor-Stonehenge]

Trip : EnglandScotland [November 2017] Part 3

 

13 days England-Scotland Part-1 | Part-2 | Part-3 | Part-4 Part-5 | Part-6Part-7 | Part-8Part-9Part-10 | Part-11 | end

 

ทริป 13 วันมาถึงวันที่ 3 แล้ว ยังคงอยู่ที่ลอนดอน วันนี้มีเวลาช่วงเช้าเที่ยวเล่นในลอนดอน แล้วช่วงบ่ายจะนั่งบัสออกนอกเมืองลอนดอนไปเที่ยว WARNER BROS. STUDIO TOUR LONDON : The Making of Harry Potter ซึ่งเราจองตั๋วมาล่วงหน้าแล้ว  ช่วงเช้าเลยให้เป็น Walking tour เก็บตกลอนดอน เดินเที่ยว ไปที่ๆเราอยากไป ผู้ร่วมทริปเดินตามอย่างเดียว 555

พูดถึงอังกฤษ พูดถึงลอนดอน ก็ต้องนึกถึง เชอร์ล็อค โฮมส์ ดังนั้นที่แรกที่เราจะไปคือ Sherlock Holmes Museum เกริ่นนำนิดหน่อยเผื่อคนไม่รู้จักเชอร์ล็อค หรือรู้จักแต่ไม่รู้มันเกี่ยวอะไรกับลอนดอน เชอร์ล็อค โฮมส์ ไม่มีตัวตนอยู่จริงหรอก แต่เป็นตัวละครจากบทประพันธ์ของ เซอร์อาเธอร์ โคนัน ดอยล์ คุณหมอนักเขียนชาวสก็อตแลนด์ในยุคปลายศตวรรษที่ 19 ท่านเซอร์ได้สร้างตัวละครชื่อว่า เชอร์ล็อค โอมส์ ให้เป็นเป็นนักสืบที่ฉลาดปราชญ์เปรื่อง มีเพื่อนชื่อ หมอวัตสัน เป็นคู่หู นวนิยายเรื่อง เชอร์ล็อค โฮมส์ โด่งดังมากในยุคนั้น และกลายเป็นนวนิยายสืบสวนสอบสวนที่ดังข้ามยุคมาจนถึงสมัยนี้ ที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์คือ 221B Baker Street ซึ่งเป็นตำแหน่งที่อยู่ของเชอร์ล็อคโฮล์ม และนพ.วัตสัน ในนิยาย ด้วยความดังของนิยายทำให้มีแฟนๆไปดูบ้าน ไปถ่ายรูป มีแม้กระทั่งเขียนจดหมายไปที่บ้านเลขที่นี้ สุดท้ายเจ้าของบ้านก็ทนไม่ไหวต้องขายบ้านทิ้ง จึงมีคนไปซื้อแล้วเอามาปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์เสียให้รู้แล้วรู้รอดไป ด้านใน จำลองสถานที่ตามในนิยายให้เป็น ห้องนั่งเล่น ห้องนอน ห้องทำงาน มีการจัดวางข้าวของเครื่องใช้ให้เหมือนเป็นบ้านจริงๆ มีหุ่นขี้ผึ้งของตัวละครเด่นๆ ในหนังสือด้วย เสียค่าเข้าคนละ 10 ปอนด์ ซื้อบัตรได้ที่ร้านขายของที่ระลึกด้านล่าง เรารีบไปแต่เช้า ไปรอร้านเปิดกันเลย แต่ถึงจะไปเช้าแล้ว ก็ยังเป็นคิวที่ 3 วิธีไปก็นั่ง tube ไปลงสถานี Baker street ขึ้นมาแล้วจะเจอรูปปั้นเชอร์ล็อค เลี้ยวขวาไปแล้วมองหาถนนเบเกอร์ – Baker street แล้วเลี้ยวขวาอีกที (ถ้าเลี้ยวซ้ายไป Madame Tussauds ได้) ระหว่างทางเดิน ลองมองดูร้านตามข้างทาง ล้วนตั้งชื่อร้านหรือกิจการเกี่ยวกับ เชอร์ ล็อค โฮมส์ ทั้งนั้น ยืนยันความอมตะนิรันดร์กาลของนิยายได้เลย บางคนอาจคิดว่าไม่น่าสนใจอะไรเพราะเป็นของสมมุติหมด ก็แล้วแต่คิดกันไป แต่คนอ่านนิยายเชอร์ล็อค โฮมส์ ทุกเล่มมาแต่เด็กๆอย่างเรา ต้องขอไปเติมเต็มฝันกันหน่อย

         

รูปปั้นเชอร์ล็อค โฮมส์ นักสืบชื่อดังกับเอกลักษณ์ ผอมสูง ใส่เสื้อคลุมยาว สวมหมวกและสูปไปป์ ตั้งอยู่หน้าทางขึ้นลง Baker Street Station

         

         

1., 2. Baker street station เป็นสถานีรถไฟที่เก่าแก่ที่สุดในลอนดอน 3. ถนน Baker เป็นที่อยู่ของนักสืบในชุดเรื่องสั้น/เรื่องยาว เชอร์ล็อค โฮมส์
1., 2. ร้านละแวกนั้นตั้งชื่อร้านเกี่ยวกับเชอร์ล็อค โฮมส์ทั้งนั้น แม้กระทั่งร้านซักรีด 3. Sherlock Holmes Museum 221B Baker Street  4. มีคนนำชมพร้อมเล่าเรื่องราวเล็กๆน้อยๆด้วย 5. อุปกรณ์ประจำตัวคู่หูนักสืบ ุ6. หุ่นขี้ผึ้งแสดงตอน “The Disappearance of Lady Frances Carfax” หนึ่งในเรื่องสั้นที่โด่งดัง

จบจากพิพิธภัณฑ์เชอร์ล็อคแล้ว เดินกลับไปสถานีรถไฟ นั่งรถไฟใต้ดินไปสถานี King’s Cross เพื่อจะไปดูชานชาลา 9 ¾ ของแฮรี พอตเตอร์สักหน่อย รายละเอียดเขียนเล่าไว้แล้วใน England & Scotland แดนเวทมนต์ | ว่าด้วยสถานที่เที่ยวเกี่ยวกับแฮรี่พอตเตอร์

จากสถานี King’s Cross นั่ง tube ไปลงสถานี Leicester square เดินไปตามหา รูปปั้น Agatha Christies เพราะเราเป็นแฟนนิยายสืบสวนสอบสวนของอกาธา คริสตี้มาอย่างยาวนาน เกริ่นเพิ่มเติมอีก อกาธา คริสตี้ เป็นนักเขียนนิยายแนวสืบสวนสอบสวน ได้รับสมญานามว่า “ราชินีแห่งนวนิยายอาชญากรรม” และเป็นผู้ที่ได้รับการบันทึกจากกินเนสต์บุ๊คว่า เป็นนักเขียนที่มียอดขายหนังสือมากที่สุดในโลก ตัวละครนักสืบที่โด่งดังของเธอ อาทิเช่น แอร์กูล ปัวโร, เจน มาร์เปิ้ล นอกจากนี้ องค์การยูเนสโก ยังได้ระบุว่า คริสตี เป็นนักเขียนที่มีผลงานแปลมากที่สุดในโลก เป็นรองแต่เพียงงานของวอลต์ ดิสนี่ย์ โปรดักชั่น เท่านั้น [ข้อมูลจาก Wikipedia.com] ถ้าใครไม่ใช่แฟนหนังสือก็ข้ามไปได้ เพราะเป็นแค่อนุสรณ์เล็กๆ ที่สร้างไว้บนทางเดิน

จาก Agatha Memorial เดินไปอีกนิดจะเจอ St.Martin Theater ชื่อเหมือนเป็นโรงหนังแต่จริงๆเป็นโรงละคร ที่จัดแสดงเรื่อง “The Mousetrap” นิยายขายดีและโด่งดังสุดๆของอกาธา คริสตี้ เริ่มแสดงมาตั้งแต่ มีนาคม 1974 จนถึงปัจจุบัน!!

จากนั้น เดินเที่ยวเล่นไปเรื่อยๆ ผ่าน China town มีตรอกซอกซอยหลายทางเดินได้ตามชอบใจ จุดหมายของเราคือ Piccadilly Circus ศูนย์รวมชาวลอนดอนและนักท่องเที่ยว จุดเด่นคือ วงเวียนน้ำพุ ที่มีรูปหล่อเทพอีรอสสีทอง ซึ่งความดวงดีของเราคือ ตอนที่ไปบ่อน้ำพุปิดปรับปรุง ล้อมรั้วไว้เห็นแค่ รูปปั้นหน่อยเดียว บริเวณรอบๆวงเวียน มีร้านขายของเยอะแยะมากมาย ร้านเด่นๆเช่น Lilly Whites ที่ขายอุปกรณ์กีฬา ขายชุดกีฬา ใครสนใจเสื้อฟุตบอลอังกฤษก็เข้าไปเลือกดูได้ ร้านมีหลายชั้นให้เดินดู ราคาไม่แพงและเป็นของแท้ หรืออยากเที่ยวพิพิธภัณฑ์ริปลี่ย์ Ripley Believe it or not? ก็อยู่ในละแวกนั้นเหมือนกัน

ถ้าอยากช้อปปิ้งของแบรนด์เนมก็เดินเลี้ยวไปถนนรีเจนต์ Regent St. แต่เราไม่เน้นช้อปปิ้ง ก็เดินผ่าน Lilly White มุ่งไป Trafalgar Square เรียกตรงตัวว่าจตุรัสทราฟัลการ์ เป็นอีกหนึ่งศูนย์รวมผู้คนอังกฤษและนักท่องเที่ยว มองเห็น Nelson’s Column แต่ไกลด้วยความสูง 50 ม. ด้านบนสุดของเสาหินคือรูปแกะสลักของ พลเรือเอกโฮราชิโอ เนลสัน ผู้บัญชาการรบที่สมรภูมิทราฟัลการ์ ลานกว้างรอบๆมีศิลปินมาแสดงฝีมือกันหลากหลายแบบ ทั้งเล่นดนตรี เล่นกล วาดรูป มีพวกโชว์ตัวลอยหลายคน ยืนเป็นรูปปั้นก็มี ขยับตัวแบบหุ่นยนต์ก็มี เดินดูสนุกๆ บริเวณรอบๆมี The National Gallery, โบสถ์ St.Martin in the Fields เดินเลยไปอีกหน่อยมีโรงละคร
ทั้ง Piccadilly Circus และ Trafalgar Square คึกคักทั้งวันทั้งคืน ใครมาเที่ยวลอนดอนก็ต้องไม่พลาดมาเที่ยวแถวนี้

         

 

         

         

หมดเวลาสำหรับลอนดอนแล้ว ต้องไปขึ้นรถเพื่อไป WARNER BROS. STUDIO รถบัสออกเวลาบ่ายสองโมงตรง พวกเรารีบไปก่อนเวลาเผื่อหาไม่เจอ ต้องเอาใบจองทัวร์ออนไลน์ไปยื่นที่ Golden tour office แถว Victoria station ก่อน พอรู้จุดขึ้นรถแล้วค่อยออกไปหาข้าวเที่ยงกิน มีห้างเล็กๆในสถานีวิคตอเรีย ก็พอหาอะไรกินได้ แต่ถ้าให้ดีควรหาอะไรกินมาตั้งแต่แถวไชน่าทาวน์จะดีกว่า ว่าถึงตั๋วเข้า WB ไม่ควรไปหาซื้อตั๋วข้างหน้าเหมือนสวนสนุกทั่วไป เพราะมันเต็มตลอด ลองเข้าไปดูวันและรอบที่ว่างได้จากเวป https://www.wbstudiotour.co.uk เราเองเข้าไปดูเพื่อจะทำการจองล่วงหน้า 2 เดือน ก็ไม่ได้ เพราะเต็มตลอดเลย ยิ่งใกล้ช่วงวันหยุดยิ่งเต็ม บางทีได้วันตามต้องการแต่เวลาไม่ได้ บางทีวันเวลาได้แต่มีตั๋วใบเดียว คือตั๋วมันมีหลุดคืนมาบ้าง ต้องหมั่นเปิดไปดูบ่อยๆ ถ้าจองตั๋วเองได้ คุณก็สามารถเลือกการเดินทางเองได้เลย ว่าอยากนั่งรถบัสหรือนั่งรถไฟไปก็ได้ WB Studio นี่อยู่ที่เมืองวัตฟอร์ต Watford ห่างจากลอนดอน 35 กม. นั่งรถก็ราวชั่วโมงนิดๆ แต่เราจองเองไม่ได้จนใกล้วันไปแล้ว สุดท้ายก็ไปใช้บริการของ Golden tour ซึ่งเป็นบริษัทนำเที่ยวชื่อดังเจ้าหนึ่งของอังกฤษ จองผ่าน Golden tour ได้ตามวันเวลาที่ต้องการเลย และดูแล้วราคาไม่ต่างกับการจองผ่านเวป WB เลย แถมราคาก็รวมรถบัสนั่งไปกลับแล้วด้วย!

         

รายละเอียดตอนไปเที่ยว WARNER BROS. STUDIO TOUR LONDON : The Making of Harry Potter เขียนเล่าไว้แล้วใน England & Scotland แดนเวทมนต์ | ว่าด้วยสถานที่เที่ยวเกี่ยวกับแฮรี่พอตเตอร์]

กว่าจะได้กลับมาถึงลอนดอนก็เกือบสองทุ่ม ดูเวลาแล้วยังไปเก็บของต้องกินได้อีก 1 ร้าน คือ Burger & Lobster เพราะปิดสี่ทุ่ม และมีสาขาไม่ไกลจาก Victoria station คือสาขา Knightbridge ใครอยากลองชิมให้ลองดูสาขาที่ใกล้ๆ ตอนนี้มีถึง 8 สาขาในลอนดอน > https://www.burgerandlobster.com/en/locations  < หรือไม่ไปลอนดอนก็ไปลองสาขาราชประสงค์ได้ เห็นมีมาเปิดแล้ว ที่ร้านนี้เด่นดัง เพราะมีลอปสเตอร์เป็นอาหารเด่น สดอร่อยและราคาไม่แพง ไปจังหวะไม่ดีอาจต้องรอคิว แต่เราไปถึงก็เกือบสามทุ่มแล้วเลยไม่ต้องรอคิว แต่คนก็เต็มเกือบทุกโต๊ะ ยิ่งดึกยิ่งมีคนมากินมาดื่มกันคึกคัก ขอบอกว่าสาขา Knightbridge นี่หาทางเข้ายากอยู่ เดินวนรอบตึกกว่าจะเจอลิฟต์เพื่อขึ้นไปชั้น 5 เพราะ 3 ทุ่มนี่ตัวอาคารและห้างปิดแล้วต้องอ้อมไปด้านหลัง ตามที่อ่านรีวิวมาบอกว่า ทุกเมนู 20 ปอนด์ แต่อร่อยคุ้มราคา แต่ ณ เดือนพฤศจิกายน 2017 ราคาขึ้นเป็น 30 ปอนด์แล้วจ้า แต่ก็อร่อยคุ้มค่าจริงๆ ทั้งเบอร์เกอร์และลอปสเตอร์ย่าง

     

กลับที่พักสลบอีก 1 คืน พรุ่งนี้เช้าต้องร่ำลาลอนดอนแล้ว ยังไม่ได้ไปเยี่ยมชมอีกมากมายหลายที่ ถ้าอยากเที่ยวเจาะลึกลอนดอนจริงๆ ต้องอยู่เต็มๆ 5 วัน

Day 3 Walking tips (1/2 day)

Leicester square – Agatha Christie Memorial – St. Martin Theater – China Town – Piccadilly Circus – Trafalgar Square

  


อากาศอึมครึมกลับมาอีกในเช้าวันร่ำลาลอนดอน จัดการอาหารเช้าที่ห้องอาหารชั้นใต้ดินของโรงแรม เจ๊อ้วนคนเดิมยังคงมาบริการ เดี๋ยวจะนั่งรถ Heathrow express ไปสนามบิน เพราะต้องไปรับรถเช่าที่ทำเรื่องจองไว้ล่วงหน้าแล้ว การไปรับรถที่สนามบินเป็นทางเลือกที่สะดวกเพราะไม่ต้องขับรถฝ่ารถติดยามเช้าในลอนดอน และทางที่เราออกไปเที่ยวในวันนี้ก็เป็นทิศทางนั้นอยู่แล้ว ที่เลือก Heathrow express เพราะต้องการความรวดเร็ว และขี้เกียจเปลี่ยนขบวน (เข็ดตอนขามา 555) 15 นาทีถึงสนามบิน เข้ามาแล้วไม่รู้จะไปทางไหน ขอบอกว่าต้องอ่านป้าย อ่านแล้วเดินตามที่ป้ายบอก พอหาเคาเตอร์บริษัทรถเช่าเจอ ก็มีป้ายตั้งไว้อีกว่า ถ้าจองมาแล้วให้ไปลานจอดที่ช่องเลขที่ xx ถ้ายังไม่ได้จองให้ยกหูโทรศัพท์มาคุยกัน ไม่มีคนอยู่นะ ประหยัดงบ เหมือนแข่ง amazing race หาคำใบ้ไปเรื่อยๆ ลากกระเป๋าต่อไปที่ลานจอดรถจะเจอรถของบริษัทจอดอยู่ แต่ไม่ใช่รถที่เราจอง แต่เป็น Shuttle bus นั่งรอสักพักให้คนตามที่แจ้งการจองไว้มาครบก็ออกรถ พาออกไปที่สำนักงานรถเช่า ก็ทำเอกสารตามปกติ แล้วก็รับรถเช่าออกมา พนักงานพยายามบอกให้เราเช่า GPS แต่เราขอบคุณและบอก ไอใช้กูเกิ้ลแมพได้ พนักงานค้อนเล็กๆ แต่ก็พาไปดูรถมอบกุญแจให้อย่างเรียบร้อย

          

เป้าหมายแรกของวันนี้คือ Windsor Palace ที่อยู่ออกนอกเมืองลอนดอนไปราวๆ 20 กม. หลายคนเลือกเที่ยวเป็น day trip จากลอนดอน คือ Windsor Palace แล้วต่อไปเที่ยวเมือง Bath แล้วก็กลับ แต่เราไปอยากเสียเวลาย้อนไปมา เลยเลือกที่จะไป Windsor Palace แล้วไปต่อ Stonehenge แล้วต่อไปถึงเมือง Bath นอน 1 คืน แล้วเที่ยวที่ Bath แล้วไปต่อที่อื่นเลย

ที่พระราชวังวินเซอร์ก็มีทหารเปลี่ยนเวรยามเหมือนกับที่บัคกิ้งแฮม หลายๆคนว่าไม่อลังการเท่า แต่เราว่าก็พอๆกัน พลาดที่บัคกิ้งแฮมก็มาดูที่นี่ได้ อย่าลืมเช็ควันเวลามาด้วย ตอนที่เราไป วังวินเซอร์มีกำหนดการเปลี่ยนเวรยามที่เวลา 11:00 ถ้ามีบัตร London Pass หรือ Travel Pass หรือทำการจองตั๋วออนไลน์มาก่อนจะดีมาก เพราะที่นี่คิวจะยาวทุกวัน และทหารเปลี่ยนเวรยามจะอยู่ด้านในพระราชวัง คือต้องเข้าด้านในก่อนถึงจะเห็น เราไปถึงวินเซอร์ตั้งแต่ 9 โมงเช้า คิวยาวไปเกือบร้อยคนแล้ว ทั้งนักท่องเที่ยวรายย่อยและแบบกรุ๊ปทัวร์ ดูดีๆอย่าไปต่อผิดแถวเสียเวลา กรุ๊ปทัวร์จะแถวยาวมากเพราะคนเยอะ แต่หัวหน้าทัวร์จะไปซื้อแล้วเข้าพร้อมกันทีละเยอะๆ ถ้าพวกซื้อ Pass หรือจองบัตรมาแล้วก็มีอีกแถว พระราชวังเปิดขายตั๋วและให้เข้าได้ตอน 9:45 เข้าไปแล้ว มีแนวการเดิน 2 แบบ ถ้าแบบปกติที่ทัวร์พาเดิน ก็จะเลี้ยวขวาไปดู Queen’s Mary Doll’s house กับ State Apartment ก่อน ดูเวลาว่าใกล้ 11 โมงก็เดินมาที่ St George’s Chapel เพราะขบวนเปลี่ยนเวรยามจะอยู่บริเวณลานหน้าโบสถ์นี่แหละ ดูขบวนแล้วค่อยเข้าโบสถ์ หรือถ้ามีเวลาก็เข้าดูในโบสถ์ก่อนได้ ข้างในสวยดี เดินตามนี้ก็จะเจอคนเยอะ โดยเฉพาะทัวร์ ถ้าอยากหลบทัวร์ก็เดินย้อนทางแบบเรา คือไปโบสถ์ก่อน สงบเงียบดีคนไม่เยอะ แล้วค่อยเดินไปดู Doll’s House กับ State Apartment ได้สบายๆ คนน้อยดี แต่คอยดูเวลาด้วยว่าใกล้ 11 โมงแล้วรีบเดินย้อนกลับมารอดูขบวน (ถ้ากลัวไม่ทันก็เดินเล่นดูจุดชมวิว กับบริเวณรอบๆก่อนแล้วค่อยไปเข้า Doll’House กับ State Apt. หลังดูขบวนก็ได้) ขบวนเปลี่ยนเวรยามที่นี่นานชนิดว่าเราดูไปพักเดียวก็เบื่อ เลยไปเดินดูวิวตรงจุดชมวิว ถ่ายรูปเล่นบริเวณวงเวียนก่อนกลับ

            

   

             

 

             

 

ออกจากวินเซอร์ตอนเที่ยงกว่าๆ เดินดูร้านอาหารแล้วยังไม่ถูกใจ เลยขับรถออกเลย ไปหาอาหารเที่ยงเอาดาบหน้า เป้าหมายต่อไปคือ Stonehenge ต้องขับไปอีก 110 กม. ใช้เวลาเกือบๆ 2 ชม. แวะพักทานกลางวันที่เมือง Camberley แล้วรีบไปต่อเพราะแม้ว่า Stonehenge จะปิด 5 โมงเย็น แต่เที่ยวหน้าหนาวจะมืดเร็ว พวกเราไปถึง Stonehenge ราวๆบ่ายสามโมง มีฝนลงปรอยๆบ้างตามทางที่มา โชคดีว่ามาถึงแล้วฝนหยุด บรรยากาศอึมครึมมาก แต่ก็ทำให้ภาพของเสาหินลึกลับกลางทุ่งกว้างยิ่งดูลึกลับมากขึ้นไปอีก ต้องจอดรถไว้ที่ลานจอด แล้วไปซื้อตั๋วเข้าชม ซึ่งรวมรถบัสพาเข้าไปด้านในด้วย รถบัสจะขับพาไปที่กลางทุ่งมองเห็น Stonehenge วางเรียงเหมือนภาพที่เคยเห็นตามหนังสือแต่เด็กๆ เดินเข้าไปได้ แต่ไม่ได้ใกล้มากแล้ว เพราะตอนนี้มีเชือกล้อมไว้เป็นวงให้เดินรอบ ซึ่งห่างมากพอสมควร สมัย 10-20 ปีแล้ว เคยเห็นรูปที่พ่อกับแม่มาเที่ยว เข้าได้ใกล้มาก สมัยก่อนเลยคงไม่มีเชือกกั้นแบบนี้ แอบได้ยินฝรั่งคุยกันถึงเรื่องนี้ว่า “Because of Chinese” ได้ยินแล้วรู้สึกไม่ดีเลย รีบพูดภาษาไทยกันทันที แสดงตัวก่อน หวังว่าฝรั่งจะแยกออกว่าไทยไม่ใช่จีน

 

             

 

ใช้เวลาเดินวนรอบมาหามุมถ่ายรูปว่ามุมไหนจะสวย บางมุมมองแล้วไม่เหมือน Stonehenge เอาซะเลย ย้ายมุมใหม่ไปเรื่อย ถ่ายรูปยากเพราะแสงก็ไม่ค่อยดี ใช้ขาตั้งก็ลำบากเพราะลมแรงมาก มากจริงๆ อย่าลืมเสื้อกันลม ผ้าพันคอ แว่น แต่หมวกไม่แนะนำเพราะมันปลิว ขาตั้งกล้องต้องเอาเป้ถ่วง เพราะล้มคว่ำได้เลย

จริงๆแล้วเสาหินก็มีอยู่แค่นั้นแหละ แต่เราเดินวนไปวนมาอยู่จนสี่โมงเย็น กว่าจะได้ออกจาก Stonehenge ก็สี่โมงเกือบครึ่ง ยังต้องขับไปเมือง Bath อีก 1-2 ชัวโมงกับระยะทาง 54 กม. หลายคนคงสงสัยว่าแค่ 50 กม.เหยียบ 100 กว่า ไม่ถึงชั่วโมงก็ถึงแล้ว อย่าเชียวนะ กล้องจับความเร็วมีทุกถนน ขับรถในอังกฤษ (และประเทศอื่นๆ) อย่าได้ลองของ ขับตาม speed limit ไว้โดนใบสั่งนี่ไม่ขำเลย แพงมหาโหด

ถึงที่พักเมืองบาธที่ชื่อชวนสับสน The Windsor Hotel ก่อนหกโมงเย็นนิดหน่อย แต่ก็เริ่มโพล้เพล้แล้ว จอดรถที่ริมถนนได้ แต่ต้องไปจ่ายเงินค่าจอดกับที่พักแล้วเอาป้ายมาวางหน้ากระจกรถ ไม่อย่างนั้นจะโดนใบสั่ง ที่พักคืนนี้น่าจะแพงสุดในทริปล่ะ แต่ก็สมราคา เพราะเป็นอาคารแบบบ้านอังกฤษแท้ ห้องนอนสวยงามหรูหรา จากที่พักเดินไปไม่ไกลก็เป็น Pulteney Bridge สะพานที่เป็นสัญญลักษณ์อย่างหนึ่งของเมืองบาธ เดินไปชมสะพานกับแม่น้ำยามเย็น แล้วเดินตรงต่อไปที่ Bath Abbey เริ่มมีคณะนักร้องประสานเสียงมายืนร้องเพลง มีซานตาครอส มีเอลฟ์ เดินสร้างบรรยากาศต้อนรับคริสต์มาสกันแล้ว

         

คืนนี้ขอชิม Fish & Chip ร้านขึ้นชื่อของเมือง Bath กันหน่อย เดินผ่าน Queens Square ไปนิดเดียวก็ถึง Seafood Fish & Chip ร้านนี้ได้รางวัล Top 5 in South-West เลยทีเดียว แต่ร้านไม่ได้ใหญ่มาก ไม่มีคนนั่งกิน เพราะส่วนมากมาซื้อกลับบ้านกัน เรานั่งกินกัน 2 คนเหงาๆ แถมกินไม่หมดด้วย มันเลี่ยน แต่ปลาทอดอร่อยดี เฟรนซ์ฟรายก็ใช้ได้ แต่ไม่ใช่แนวเลยกินได้คนละครึ่งจาน เกรงใจร้านมาก อาจจะเสียความมั่นใจได้เลย

         

ที่นอนดี ต้องกลับไปนอนให้คุ้ม ก่อนนอนชงชา Twining นั่งจิบชาอุ่นๆริมหน้าต่าง รู้สึกเหมือนชาวอังกฤษดีแท้


12 thoughts on “13 days England-Scotland Part-3 [London-Windsor-Stonehenge]

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s